หน้ารวมบทความ
   บทความ > สุขศาลา > ยิ่งผลักไส ใจยิ่งทุกข์
กลับหน้าแรก
สุขศาลา22

วารสารสุขศาลา ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๒๒

ยิ่งผลักไส ใจยิ่งทุกข์
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ในสมัยพุทธกาลมีผู้หญิงคนหนึ่ง คือ นางกีสาโคตมี เป็นผู้หญิงที่ฉลาดมากและใฝ่ธรรม แต่วันหนึ่งลูกของนางซึ่งกำลังอยู่ในวัยน่ารักได้ตายลง เธอยอมรับไม่ได้  ยังเชื่อว่าลูกสามารถฟื้นขึ้นมาได้ จึงไปขอร้องใครต่อใครให้มาช่วยรักษาลูกให้ฟื้น ทุกคนก็บอกว่าลูกเธอตายแล้ว แต่เธอก็ไม่ยอมรับความจริง  ใจหนึ่งก็ทุกข์ทรมานมาก ใจหนึ่งก็มีความหวัง พอมีคนแนะนำให้ไปหาพระพุทธเจ้า เธอก็รีบไปเฝ้าพระองค์ทันที พระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่า คนที่ปฏิเสธความจริงแบบนี้ สอนธรรมะอย่างไรก็ไม่ได้ผล เพราะใจไม่เปิดรับ ดังนั้นแทนที่พระองค์จะสอนให้เธอเห็นว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต เกิดมาแล้วก็ต้องตายทุกคนไม่ช้าก็เร็ว  พระองค์กลับบอกนางว่าพระองค์สามารถช่วยให้ลูกเธอฟื้นขึ้นมาได้หากเธอไปเอาเม็ดผักกาดจากบ้านที่ไม่มีคนตายมาให้

นางดีใจมาก รีบเข้าไปในหมู่บ้าน ไปบ้านนั้นบ้านนี้ ทุกบ้านมีเม็ดผักกาดทั้งนั้น แต่ทุกบ้านก็มีคนตาย เพราะสมัยก่อนคนตายที่บ้าน บ้านนี้ลูกตาย บ้านนี้ผัวตาย บ้านนี้พ่อตาย บ้านนี้แม่ตาย ทุกบ้านมีคนตายทั้งนั้น  เธอพบว่าไม่ใช่เธอเท่านั้นที่สูญเสีย คนอื่นก็สูญเสียคนรักเหมือนกัน  ในที่สุดเธอก็ยอมรับความจริงได้ว่าลูกเธอตายแล้ว จึงเอาลูกไปเผา จากนั้นก็กลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า คราวนี้พระองค์จึงแสดงธรรมเพราะว่านางเริ่มเปิดใจแล้ว  พระองค์ตรัสว่า “มฤตยูย่อมพาชีวิตของผู้ที่ยึดติดมัวเมาในบุตรและทรัพย์สินไป ดุจเดียวกับกระแสน้ำหลากมาพัดพาเอาชีวิตของผู้นอนหลับไหลไป ฉะนั้นแล”  ตรัสเพียงเท่านี้นางก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน

นี่เป็นตัวอย่างของคนที่ทุกข์เพราะใจไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น  ความตายของลูกไม่ได้หนักหนาร้ายแรงเท่ากับใจที่ไม่ยอมรับ แต่พอยอมรับได้ ปรากฏว่าจิตใจก็เปิดรับธรรมะจนกลายเป็นพระอริยะเจ้าได้ สาเหตุหนึ่งที่ยอมรับได้ก็เพราะเห็นว่าทุกคนก็มีความทุกข์เหมือนกัน สูญเสียคนรักเหมือนกัน จึงยอมรับความเจ็บป่วยของตัวเองได้

เวลาที่เราเจอเหตุร้าย ไม่ว่ากับร่างกายของเรา กับทรัพย์สินเงินทองของเรา กับการงานของเรา กับคนที่เรารัก หรือกับความสัมพันธ์ของเรา ให้ตั้งสติให้ดี ให้ระลึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นปัญหามากเท่ากับใจของเรา ว่าเรารู้สึกกับมันอย่างไร ถ้าเราปฏิเสธ ไม่ยอมรับ มันจะทำให้เราทุกข์ยิ่งกว่าเดิม หรือหนักกว่าทุกข์ที่เกิดจากเหตุร้ายนั้นเสียอีก ดังนั้น ขอให้ตั้งหลักให้ดีแล้วทำใจยอมรับมันให้ได้ ไม่ใช่เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกตัวเราเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในใจเราก็เหมือนกัน

เวลาเราทำสมาธิภาวนา หรือปฏิบัติธรรม บางครั้งก็มีความฟุ้งซ่าน บางครั้งก็มีความหงุดหงิด บางครั้งก็มีความเครียด มีความไม่สงบเกิดขึ้น นั่นไม่ใช่ปัญหาเท่าไร กลับจะเป็นของดีด้วยซ้ำ เพราะสามารถเอามาเป็นการบ้านให้จิตได้พิจารณา เพราะอารมณ์เหล่านี้สอนธรรมะได้เหมือนกัน แต่ถ้าใจไม่ยอมรับเมื่อมีอารมณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น ก็จะทุกข์ทันที  ทุกข์เพราะฟุ้งซ่าน ทุกข์เพราะหงุดหงิด ทุกข์เพราะใจไม่สงบ

นักปฏิบัติธรรมจำนวนไม่น้อยแปลกใจว่าทำไมตนมีความทุกข์มากกว่าตอนก่อนปฏิบัติธรรมเสียอีก ไม่ใช่เพราะว่าพอมาปฏิบัติธรรมแล้วจิตฟุ้งกว่าปกติ  นั่นก็อาจจะมีส่วน แต่สาเหตุสำคัญเป็นเพราะมีความคาดหวังว่าเมื่อมาปฏิบัติธรรมแล้วใจต้องสงบ คนทั่วไปเขาไม่มีความคาดหวังแบบนั้นเพราะเขาไม่สนใจ แต่พอมาปฏิบัติธรรมแล้วก็จะมีความคาดหวังว่าใจต้องสงบ พอมีความฟุ้งซ่าน มีความเครียดเกิดขึ้น ใจก็ไม่ยอมรับเพราะว่ามันไม่ตรงกับความคาดหวัง ยิ่งคาดหวังมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นทุกข์เมื่อมีสิ่งรบกวนจิตใจ  บางคนทุกข์มากถึงกับเจ็บกับป่วยก็มี  บางคนทำแล้วรู้สึกแน่นหน้าอก ปวดหัว เหล่านี้เป็นอาการของคนที่ไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของตัว พยายามบังคับควบคุมจิตให้สงบ พยายามบังคับควบคุมจิตให้นิ่ง พยายามผลักไสความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้น เป็นการต่อต้านที่สวนทางกับความเป็นจริง เหมือนกับคนที่ขวางน้ำเชี่ยวย่อมถูกกระแสน้ำพัดพาไป

แต่ถ้าเราเริ่มต้นจากการยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น อะไรเกิดขึ้นก็ไม่ผลักไส วางใจเป็นกลางกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก็จะไม่เป็นทุกข์  คำว่า “ยอมรับ” กับคำว่า “วางใจเป็นกลาง” ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความหมายเหมือนกัน เมื่อฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน  รู้เฉย ๆ ไม่ต้องไปทำอะไร แต่ส่วนใหญ่ไม่ยอมรู้เฉย ๆ เพราะว่ามีความอยาก อยากให้จิตสงบ พอความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นก็เลยไม่ชอบ เกลียดความฟุ้งซ่าน จึงพยายามกดข่มผลักไสมัน  ก็ยิ่งเป็นทุกข์เมื่อมันไม่ยอมไป ที่จริงแล้วยิ่งกดข่ม ยิ่งผลักไส มันก็ยิ่งดื้อ ยิ่งท้าทาย ยิ่งต่อต้าน เหมือนกับเด็กวัยรุ่นที่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ พอมันยังอยู่ ไม่ยอมไป เราก็ยิ่งทุกข์หนักขึ้นเพราะไม่ชอบมัน

ในสมัยพุทธกาลมีเรื่องราวของพระเถระพระเถรีหลายท่านที่ถึงกับฆ่าตัวตายเพราะไม่พบความสงบในจิตใจ ท่านอุตส่าห์บวชเพื่อดับทุกข์ แต่พอมีความทุกข์เกิดขึ้น  ไม่ได้ทุกข์ที่ไหน ทุกข์ที่ใจ คือใจไม่สงบ ใจฟุ้งซ่าน ท่านยอมรับไม่ได้ ก็เลยท้อในการปฏิบัติธรรม ถึงกับฆ่าตัวตาย  แขวนคอบ้าง เอามีดกรีดคอบ้าง แต่กลับบรรลุธรรมในที่สุด เพราะว่าตอนที่กำลังจะตายนั้น เจ็บปวดมาก จึงได้เห็นธรรมว่าสังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง พอเห็นเช่นนั้นก็ปล่อยวาง ไม่ยึดในสังขารนี้ต่อไป ยอมรับความทุกข์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น จิตก็หลุดพ้นในขณะที่สิ้นลม จะเห็นได้ว่าการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะนั้นสำคัญมาก ถ้าไม่ยอมรับ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยก็ทำให้ทุกข์ทรมานใหญ่หลวงได้

มีพระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ท่านก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมมาก อยากให้จิตตื่น   อยากได้ความรู้สึกตัว  แต่ปฏิบัติมาหลายปีก็ยังไม่รู้สึกว่าจิตตื่น ที่จริงจิตของท่านไม่ได้ย่ำแย่กว่าจิตของคนอื่น อาจจะดีกว่าจิตของคนที่ไม่ได้ปฏิบัติด้วยซ้ำ แต่มันไม่ดีอย่างที่ท่านคาดหวัง เมื่อได้ยินคนนั้นคนนี้บอกว่าจิตเขาตื่น รู้สึกตัวชัดเจน เห็นรูปนาม แต่ตัวเองยังไม่เห็น จึงเป็นทุกข์มาก หน้าตาหม่นหมอง ตัดพ้อว่าตัวเองทำความดี ให้ทาน รักษาศีล ปฏิบัติธรรมมาเป็นสิบ ๆ ปี ทำไมไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ ฟังน้ำเสียงแล้วท่านท้อแท้กับการปฏิบัติมาก หรือถึงกับท้อแท้ในการบวช ดูแล้วมีความคิดอยากจะสึกด้วยซ้ำ อาตมาเห็นท่านแล้วรู้สึกว่า ท่านมีความทุกข์ไม่ต่างจากวัยรุ่นที่กลุ้มใจเพราะหน้ามีสิว ทั้งสองคนมีความท้อแท้ในชีวิต กลุ้มอกกลุ้มใจเหมือนกันเลย  ทั้งที่สาเหตุนั้นต่างกันอย่างฟ้ากับดิน คนหนึ่งทุกข์เพราะมีสิว อีกคนหนึ่งทุกข์เพราะจิตไม่ตื่น ไม่มีความรู้สึกตัว หรือไม่สงบอย่างที่คาดหวัง  ทั้งหมดนี้เป็นอาการของคนที่ไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น  เมื่อใจปฏิเสธเหมือนกัน ความทุกข์หรืออากัปกิริยาที่แสดงออกก็เหมือนกัน คือ ท้อแท้ หดหู่ เครียด มีโทสะอยู่ข้างในลึก ๆ

เพราะฉะนั้นเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นกับเราแล้ว อย่าคิดแต่จะหนี  ปฏิเสธ หรือผลักไส แต่ควรเริ่มต้นด้วยการยอมรับมันให้ได้ ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว ป่วยการที่จะตีโพยตีพาย  ลองวางใจเป็นกลาง ฟุ้งซ่านก็รู้ เครียดก็รู้ ดูมันเฉย ๆ อย่าเป็นศัตรูหรือเป็นปฏิปักษ์กับมัน ยอมรับมันให้ได้ ยอมรับไม่ได้แปลว่ายอมจำนน มันต่างกัน เหมือนกับเวลาเจ็บป่วย อย่างแรกที่ต้องทำคือยอมรับว่าเราป่วยแล้ว อย่ามัวโอดโอยหรือตีโพยตีพายว่าทำไมต้องเป็นฉัน  ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมจำนน คือหาทางรักษาความเจ็บป่วยนั้น เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องรักษา เมื่องานล้มเหลวก็ต้องแก้ไข  แต่ก่อนอื่นต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน อันนี้เรียกว่า “ทำจิต”  ส่วนการรักษาหรือการแก้ไขนั้น เรียกว่า “ทำกิจ”

อะไรที่รักษาได้ บรรเทาได้ เราควรทำ แต่อะไรที่ทำไม่ได้แล้ว เช่นการสูญเสียคนรัก  เขาตายจากไป ไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้ เราก็ต้องยอมรับอย่างเดียว ทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขา หรือว่าเอาสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขามาเป็นบทเรียนในการดำเนินชีวิต หรือพยายามสืบสานคุณงามความดีของเขาให้ยั่งยืน หรือประกาศความดีของเขา ให้ขจรขจาย นี่คือสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ว่าต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความจริงก่อน

ผู้หญิงคนหนึ่งสูญเสียสามีแล้วไม่ยอมรับความจริง ยังทำอาหารเช้าให้สามีกิน เอามาวางไว้บนโต๊ะตรงที่เขาเคยนั่งประจำ โทรศัพท์เข้าเบอร์เขาทุกวัน ทุกข์มากเพราะไม่ยอมรับความจริงว่าเขาตายไปแล้ว แต่พอยอมรับความจริงได้ ความทุกข์ก็จะหลุดออกไปทันที เพราะฉะนั้นการฝึกใจให้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือการวางใจให้เป็นกลาง ไม่เป็นปฏิปักษ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นนอกตัวเรา หรือว่าเกิดขึ้นกับตัวเรา กับใจของเรา เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่เราควรฝึกให้เป็นนิสัย จะช่วยให้เราสามารถรับมือความทุกข์ต่าง ๆ ได้ด้วยใจที่โปร่งเบา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved