หน้ารวมบทความ
   บทความ > สุขศาลา > สยบเจ้าตัวร้าย
กลับหน้าแรก
วารสารสุขศาลา ฉบับที่ ๑๗

วารสารสุขศาลา ฉบับที่ ๑๗

สยบเจ้าตัวร้าย
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

มานะหรือความถือตัวตนนั้นเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น มานะทำให้เราอิจฉาคนที่เก่งกว่า และทนฟังคำวิจารณ์ไม่ได้ แม้เพียงแค่ถูกตักเตือนท้วงติงก็โกรธ โดยเฉพาะจากคนที่มีอายุน้อยกว่า สถานะต่ำกว่า หรือเป็นลูกน้อง มานะทำให้ข้าราชการระดับสูงหลายคนไม่พอใจเวลาถูกตรวจบัตรผ่านประตู หรือไม่มีคนมาแห่แหนต้อนรับ แต่ถึงจะเป็นคนธรรมดาสามัญก็เป็นทุกข์เพราะมานะเช่นเดียวกัน เช่น โมโหที่ลูกไม่เชื่อฟัง

มานะนั้นมีประโยชน์ เช่น อาจผลักดันให้เกิดความขยัน (หลายคนจึงตั้งชื่อลูกว่า “มานะ” เพราะคิดว่ามานะแปลว่าพยายาม) แต่มีโทษมากกว่า ดังนั้นในขณะที่เราควรรู้จักใช้มานะให้เป็นประโยชน์ ก็ควรพยายามลดละมานะให้เบาบาง ซึ่งทำได้หลายวิธี

ฉบับที่แล้วได้พูดถึงสิ่งที่ช่วยลดละมานะ ๓ ประการได้แก่ ความอ่อนน้อมถ่อมตน การมองเห็นข้อดีของคำวิจารณ์ การเห็นแก่ผู้อื่น ฉบับนี้จะพูดถึงวิธีลดมานะเพิ่มเติมอีก ๓ ประการ

๑. ทำสิ่งที่ฝืนตัวตน

เราจะลดมานะได้ก็ต้องกล้าขัดขืนมานะบ่อย ๆ ไม่ยอมทำตามใจมันอยู่ร่ำไป นั่นก็คือทำสิ่งที่ฝืนมานะหรือ มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นนักเขียนมีชื่อเสียงมาก เมื่อใดก็ตามที่เธอรู้สึกว่าอีโก้ฉันมากแล้วนะ อย่างหนึ่งที่เธอชอบทำก็คือ ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารของเพื่อน การที่ต้องบริการรับใช้คนอื่น ทำตามความต้องการของคนอื่น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสวนทางกับมานะ แต่การทำเช่นนั้นบ่อย ๆ ช่วยให้มานะลดน้อยลง ยิ่งเจอคนตำหนิ เจอคนต่อว่า ก็ยิ่งช่วยลดตัวตนได้มาก

อัตตาหรือมานะต้องการประกาศความเหนือกว่าความโดดเด่นกว่าคนอื่น แต่การทำสิ่งที่สวนกระแสของกิเลส ก็สามารถช่วยลดกิเลสลดกิเลสได้ กิเลสต้องการอะไรเราก็ทำตรงข้าม กิเลสต้องการเป็นใหญ่ เราก็ทำตัวให้เล็กลง อย่าไปทำตามใจมันทั้งหมด รวมถึงการไม่อวดเก่ง มานะชอบอวดเก่ง และบางทีเราก็มีความเก่งที่อยากอวดแต่ลองฝืนความอยากที่จะอวดเก่งบ้าง

มีคราวหนึ่งอาจารย์เซนท่านหนึ่งพาลูกศิษย์ไปธุดงค์ในป่า อาจารย์มีชื่อเสียงมาก ใครๆ ก็ลือกันว่าท่านเป็นผู้ที่มีภูมิธรรมขั้นสูง ขณะที่กำลังธุดงค์ก็เจอเสือตัวใหญ่ ลูกศิษย์จึงวิ่ง อาจารย์ก็วิ่งด้วย ลูกศิษย์เห็นอาจารย์วิ่งหนีเสือก็ผิดหวังและกังขาอยู่ในใจว่าทำไมอาจารย์ปอดกลัวอย่างนั้น ต่อมาอีกหลายปีอาจารย์ป่วยหนัก เมื่อถึงตอนอาจารย์ใกล้มรณภาพ อาจารย์ถามว่า ใครมีอะไรสงสัยก็ขอให้ถามเพราะเวลามีน้อย ลูกศิษย์คนหนึ่งจึงถามว่าวันนั้นอาจารย์เจอเสือ ทำไมอาจารย์ถึงวิ่งหนีเสือ อาจารย์กลัวตายหรือ อาจารย์ตอบว่า “ไม่ได้กลัวหรอก แต่ที่วิ่งหนีเพราะคิดว่า หนีเสือดีกว่าเจอความลำพองใจ”

ที่จริงอาจารย์ไม่กลัวตาย จะไม่หนีเสือก็ได้ แต่ก็รู้ว่าหากไม่วิ่งหนีเสือ ก็จะเกิดความรู้สึกว่า กูแน่ ไปไหนใคร ๆ ก็จะชมว่า อาจารย์เก่ง ไม่วิ่งหนีเสือเลย ในที่สุดก็จะเกิดความลำพองใจว่ากูแน่ อาจารย์เห็นว่าสิ่งนี้อันตรายกว่าเสือ ดังนั้นสิ่งที่อาจารย์ทำคือวิ่งหนีเสือ อันนี้เรียกว่าเป็นการฝืนอัตตา ทวนกระแสกิเลส แม้จะทำให้ภาพลักษณ์ดูไม่ดี ไม่สมกับเป็นครูบาอาจารย์ที่ใคร ๆ นับถือแต่บางทีเราก็ต้องกล้าทำสิ่งที่ทำลายภาพลักษณ์ตัวเองบ้าง เพื่อไม่ให้มานะฟูฟ่อง

ท่านอาจารย์พุทธทาสท่านมีชื่อเสียงมากในเรื่องการทำให้คนเข้าใจท่านผิด เพราะไม่ต้องการให้ใครมายึดติดท่าน อาจารย์โกวิท เขมานันทะ มีเรื่องเล่าว่าอาจารย์พุทธทาสทำหลายสิ่งที่ไม่คิดว่าท่านจะทำเพื่อไม่ให้ลูกศิษย์ยึดติดในตัวท่าน บางทีเราต้องทำสิ่งเหล่านี้บ้าง อย่าไปอวดเก่งตลอดเวลาทั้งๆ ที่เรามีเก่งจะอวดก็ตาม ทำตัวง่ายๆ ทำตัวเป็นคนไม่เก่งบ้าง มันเป็นการลดละขัดเกลาตัวตน และอย่างที่อาตมาบอกไว้ว่า ตราบใดที่เรายังลดละมานะไม่ได้ ก็ต้องใช้ให้เป็น ใช้เพื่อส่งเสริมการทำความดี เพื่อส่งเสริมความเสียสละ เพื่อไม่ให้เราย่อท้อต่อความยากลำบาก คำว่ามานะพยายามนั้น บางครั้งก็จำเป็นโดยเฉพาะเวลาที่เราพยายามทำความดี แต่ถ้าเราทำดีโดยไม่ต้องอาศัยตัวมานะ หรืออัตตาเป็นตัวขับเคลื่อนก็ยิ่งดี

๒. รู้เท่าทันสมมุติ

อีกอย่างที่อาตมาคิดว่าสำคัญมากนั่นคือการรู้เท่าทันสมมุติ อันนี้ก็ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนต้นว่า อะไรที่ทำให้มานะนั้นเจริญงอกงาม สิ่งที่ทำให้คนเราเกิดมานะหรืออัตตามากขึ้นนั้นมีอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเช่น ปริญญาบัตรหรือความรู้ คนเราพอเรียนสูงๆ แล้ว มักจะดูถูกคนอื่นได้ง่าย ถ้าจบมัธยมก็จะดูถูกพ่อแม่หรือคนที่ไม่จบมัธยม ถ้าจบปริญญาตรี ก็ดูถูกคนจบม. ๓ ส่วนคนที่จบปริญญาเอก ก็ดูถูกคนที่จบปริญญาตรี เพราะเดี๋ยวนี้คนเราคลั่งไคล้ไหลหลงกับปริญญาบัตรมาก เรายึดติดกับเปลือกนอกมากกว่าเนื้อหาสาระ เลยสำคัญผิดไปว่าปริญญาบัตรทำให้เราสูงกว่าคนอื่น ทำให้เกิดมานะ ฉะนั้นใครที่มีการศึกษาน้อยกว่าจะมาสอนฉันได้อย่างไร

สถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจก็ทำให้เราเกิดมานะมากขึ้น เช่น คิดว่าถ้าฉันเป็นเจ้านาย ฉันจะทำอย่างไรกับคนใช้ก็ได้ จะปฏิบัติอย่างไรกับพี่เลี้ยงเด็กก็ได้ ทำไมเราจึงปฏิบัติกับเขาอย่างนั้น ก็เพราะเราหลงยึดติดกับสถานภาพว่าฉันเป็นเจ้านาย เขาเป็นคนใช้ จึงเกิดความถือตัวถือตน มานะฟูฟ่อง ทำไมต้องให้พี่เลี้ยงหรือคนงานคลานเข้ามาหาฉัน นั่นเพราะฉันมีสถานภาพสูงกว่า ถ้าเราเป็นเจ้านาย ผู้จัดการ หัวหน้ากอง หรืออธิบดี เราจะปฏิบัติกับคนรถอย่างไร ถ้าเป็นเศรษฐี เราปฏิบัติต่อคนยากคนจนอย่างไร ปฏิบัติกับเขาอย่างเท่าเทียมกับเราหรือไม่ ทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกับสถานภาพ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องสมมติหรือหัวโขนทั้งนั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างมานะหรืออัตตาขึ้นมา ได้แก่ ตำแหน่ง หรือ ยศถาบรรดาศักดิ์ รวมทั้งสมณศักดิ์ด้วย มีพระรูปหนึ่งเล่าให้ฟังว่า คราวหนึ่งเจ้าคณะจังหวัดมาที่วัดของท่าน แต่ท่านไม่รู้จักเจ้าคณะจังหวัด ท่านจึงต้อนรับอย่างพระอาคันตุกะธรรมดา ท่านเจ้าคณะจังหวัดไม่พอใจ ถามว่า เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร ที่ท่านไม่พอใจก็เพราะท่านยึดติดกับยศถาบรรดาศักดิ์ ซึ่งก็เป็นสมมติอีกประเภทหนึ่ง

ชนชั้นวรรณะก็เช่นเดียวกัน ในเมืองไทยอาจจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ในอินเดีย วรรณะกษัตริย์และวรรณะพราหมณ์จะปฏิบัติต่อวรรณะอื่นต่ำกว่า แต่ในเมืองไทย เราจะถือเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์มากกว่า เราเป็นคนไทยแล้วเราคิดอย่างไรกับคนลาวคนเขมรหรือพม่า เวลาเจอฝรั่งเราปฏิบัติกับเขาอย่างเดียวกับคนม้งหรือชาวเลหรือไม่

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พุทธศาสนาเรียกว่า สมมุติ มันสามารถทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็น somebody หรือ nobody ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสมมติอะไร แต่ในความเป็นจริงก็คือว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่สิ่งที่เราให้ค่ากันเอง แต่ไม่ใช่ความจริงแท้ มันไม่จีรังยั่งยืน มีขึ้นมีลง ถ้าเราไปยึดติดกับมันเมื่อไหร่เราก็จะรู้สึกหลงตัวลืมตน อัตตาหรือมานะก็จะออกมาเพ่นพ่านได้ง่าย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่อยากทุกข์หรือเสียผู้เสียคนเราก็ต้องรู้เท่าทันสมมติเหล่านี้ด้วย ถ้าเรารู้ทันสมมติเมื่อไหร่เราจะไม่ทุกข์ เราต้องรู้จักหัวเราะเยาะสมมติเหล่านี้ อย่าไปยึดติดถือมั่นกับมันมาก

มีผู้ว่าฯ คนหนึ่งของจังหวัดใหญ่ มีบริษัทบริวารห้อมล้อมมากมาย แล้ววันหนึ่งต้องเกษียณอายุราชการกลับมาเป็นประชาชนเต็มขั้น ชีวิตก็เหงาหงอย ไม่มีใครมาเยี่ยม ไม่มีใครมาพินอบพิเทา วันหนึ่งได้รับเชิญไปงานที่จังหวัดที่ตัวเองเคยเป็นผู้ว่าฯ ก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที เฝ้ารอวันนั้นเมื่อไหร่จะมาถึง เมื่อวันนั้นมาถึง ก็เข้าไปร่วมงานด้วยความรู้สึกแช่มชื่น แต่ปรากฏว่า บริษัทบริวารที่เคยห้อมล้อมไม่สนใจตัวเองเลย ไปพินอบพิเทาผู้ว่าฯ คนใหม่ คหบดีร้านค้าก็ไม่มาโค้งคำนับเหมือนก่อน แกคาดไม่ถึงว่าจะเจอแบบนี้ ผิดหวัง อกหัก หลังจากนั้นอีกไม่นานก็เสียชีวิต เพราะทำใจไม่ได้ ที่ตัวเองเคยเป็นใหญ่แล้วกลายมาเป็นคนธรรมดา

อัตตาที่ฟูฟ่องทำให้เรามีความสุข แต่ถ้าแฟบแล้วมันทำร้ายเราได้ ยศถาบรรดาศักดิ์ก็ทำให้เราฟูแต่ก็ทำให้เราทุกข์ได้ ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน ถ้าเราไปยึดติดมันไว้ อาตมาคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ควรรู้เท่าทันด้วย

๓.ทำงานด้วยจิตว่าง

ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนว่าให้ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง จิตว่างในที่นี้คือว่างจากความยึดติดในตัวกู ว่างจากตัวมานะ ปุถุชนสามารถว่างจากตัวมานะได้เป็นพักๆ ไม่ได้ตลอด แต่ถ้ามีสติก็จะว่างจากมานะ หรือความยึดติดในตัวตนได้มากขึ้น และถ้าว่างจากมานะเมื่อไหร่ ปัญญาหรือเมตตากรุณาก็ขึ้นมามีบทบาทแทน เราควรพยายามใช้ปัญญาและเมตตากรุณาเป็นตัวขับเคลื่อนเสมอ เราจะทำอะไรก็ตามก็ไม่ใช่เพราะคิดว่านี่เป็นของเราเท่านั้น ถึงไม่ใช่ของเรา หรือเราไม่ได้ประโยชน์ก็ควรทำ หากว่ามันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่วัดป่าสุคะโต อาตมามักขอร้องให้พระช่วยกันดูแลรักษาป่า คราวหนึ่งมีคนมาลักลอบตัดสมุนไพร อาตมาจึงขอร้องให้พระทุกรูปช่วยกันไปตรวจป่า หากคนที่มาลักตัดสมุนไพรเห็นพระก็จะหนีออกไป พระรูปหนึ่งท่านไม่ยอมไป ท่านบอกว่าท่านปล่อยวางแล้ว นี่เป็นตัวอย่างของการปล่อยวางอย่างไม่ถูกต้อง ปล่อยวางนั้นดีแล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่านี่เป็นป่าของฉันก็ดีแล้ว แต่อย่าลืมเรามีหน้าที่ที่จะต้องตอบแทนบุญคุณของป่า รวมทั้งควรมีน้ำใจช่วยเหลือธรรมชาติด้วย เหตุผลที่เรารักษาป่าไม่ใช่เพราะป่าเป็นของเรา ถึงแม้ป่านี้ไม่ใช่ของเรา เราก็ควรใส่ใจดูแลรักษา เพราะป่ามีบุญคุณแก่เรา เราก็ต้องตอบแทนบุญคุณป่า ขณะเดียวกันก็ทำเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ เพราะเขาต้องอาศัยป่า นี่เรียกว่าทำด้วยเมตตากรุณาและด้วยความกตัญญู ไม่ใช่เพราะมันเป็นของเรา

อะไรที่ไม่ใช่ของเรา ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยปละละเลย ไม่สนใจดูแลรักษา สมมติว่าคุณยืมโทรศัพท์มือถือของคนอื่นมาใช้ มันไม่ใช่ของคุณใช่ไหม ฉะนั้นคุณจะทำอะไรกับมันก็ได้ใช่ไหม คำตอบคือไม่ได้ คุณมีหน้าที่ดูแลโทรศัพท์เครื่องนั้นให้ดี และคืนให้กับเจ้าของในสภาพเดิม ในทำนองเดียวกัน ป่าไม่ใช่ของเรา ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ของเรา นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราจะใช้มันอย่างไรก็ได้ เราต้องดูแล และที่เราดูแลไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นของเรา แต่เป็นเพราะว่ามันเป็นประโยชน์ เกื้อกูลต่อผู้อื่น นี่เรียกว่าเป็นการทำด้วยอำนาจของปัญญาและกรุณา ทำงานด้วยจิตว่างมีความหมายอย่างนี้คือ ทำโดยไม่ยึดติดถือมั่นว่างานนี้เป็นของเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปล่อยปละละเลย แต่ทำด้วยความรับผิดชอบ โดยมีปัญญาและกรุณาเป็นพลังขับเคลื่อน เราควรทดลองทำด้วยกุศลธรรมดังกล่าวบ่อย ๆ ไม่ใช่ทำเพราะอำนาจของตัณหา มานะ ทิฏฐิหรือทำด้วยความยึดมั่นในตัวกูของกู ถ้าเราปลุกกุศลธรรมให้เป็นแรงขับเคลื่อนแทนตัณหา มานะ อยู่บ่อย ๆ ต่อไปกุศลธรรมเหล่านั้นจะกลายเป็นแรงจูงใจหลัก และทำให้ตัณหา มานะ ทิฏฐิลดลงไปเรื่อยๆ เราก็จะมีความสุข เราจะทำอะไรเราก็มีความสุข ใครด่าเราก็ไม่ทุกข์

หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำยายปริก ที่เกาะสีชัง ท่านเพิ่งมรณภาพไปเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ตอนที่ท่านบุกเบิกสร้างวัดใหม่ๆ มีนักเลงท้องถิ่นชอบมารังควานท่าน เพราะอยากครอบครองที่ดินของวัด บางทีก็ด่าท่านแรง ๆ บางทีก็แกล้งจนท่านล้มขณะบิณฑบาต แต่ท่านนึกถึงญาติโยมจึงไม่ยอมหนี วันหนึ่งท่านเดินผ่านบ้านนักเลงคนหนึ่ง เขาจึงยืนด่าท่านด้วยถ้อยคำหยาบคาย แทนที่ท่านจะโกรธหรือแกล้งไม่ได้ยิน ท่านกลับเดินเข้าไปหาเขาแล้วจับมือ พร้อมกับถามว่า “มึงด่าใคร” ชายคนนั้นตอบว่า “ด่ามึงไงล่ะ” ท่านจึงตอบว่า “แล้วไป ที่แท้ก็ด่ามึง ดีแล้ว อย่าด่ากูก็แล้วกัน” ว่าแล้วท่านก็เดินจากไป ปล่อยให้นักเลงคนนั้นยืนงงอยู่พักใหญ่

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved