หน้ารวมบทความ
   บทความ > สุขศาลา > รู้ทันเจ้าตัวร้าย ๓ ใช้เจ้าตัวร้ายให้เป็นประโยชน์
กลับหน้าแรก

วารสารสุขศาลา ฉบับที่ ๑๕

รู้ทันเจ้าตัวร้าย (๓):
ใช้เจ้าตัวร้ายให้เป็นประโยชน์

พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

พวกเราคงคุ้นกับคำ ๆ หนึ่งคือ ตัณหา ซึ่งหมายถึงความอยากได้อยากมีวัตถุ ตัณหานี้เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง ขึ้นชื่อว่ากิเลสก็ย่อมไม่ดีทั้งนั้น แต่คนเราก็จำเป็นต้องมีทรัพย์สมบัติ เพราะถ้าเราไม่มีทรัพย์สมบัติ เราก็เลี้ยงตัวได้ยาก ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ กามก็เช่นกัน แม้จะมีโทษ แต่ก็มีประโยชน์เหมือนกัน พระพุทธเจ้าเปรียบว่ากามนั้นเหมือนกับคบไฟที่ทำด้วยหญ้าแห้ง เมื่อจุดไฟมันก็ให้แสงสว่าง แต่ในเวลาเดียวกันก็มีควันคลุ้งทำให้เคืองตา และหากจุดแล้วไม่ยอมปล่อย ไฟนั้นก็จะไหม้ลามมือ คือมันมีทั้งคุณและโทษ แต่ถ้าเรายึดติดถือมั่นเมื่อไหร่ มันก็กลายเป็นโทษมากขึ้นเรื่อยๆ

ทางออกจึงไม่ใช่ปฏิเสธมันแต่ใช้ให้เป็น ใช้ทรัพย์สมบัติ ใช้กามสุข โดยไม่ยึดติดมัน พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธเรื่องความสุขทางวัตถุ แต่สอนว่าให้รู้จักใช้ เพื่อประโยชน์ตน เพื่อประโยชน์ท่าน ที่อาตมาว่าไม่ยึดติด ไม่ได้หมายความว่าทิ้งเลย มานะก็เช่นกัน ตราบใดที่เรายังลดละไม่ได้ เราก็ต้องใช้ให้เป็น ใช้อย่างรู้เท่าทัน คนสมัยก่อนใช้มานะเพื่อกระตุ้นให้เกิดความพยายาม ในเมื่อเขาทำได้เราก็ต้องทำได้สิ ความรู้สึกแบบนี้คือมานะ ซึ่งนำไปใช้ในทางที่ดีก็ได้

คนที่ล้มเหลว รู้สึกแย่กับตัวเอง ถ้าเราชี้ให้เห็นว่า คุณมีคุณค่า มีความดีหลายอย่างที่คุณควรภาคภูมิใจ คุณอาจจะตกงานแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนที่ล้มเหลวในชีวิต คุณอาจจะเป็นพ่อที่ดี เป็นแม่ที่ดี เป็นสามีภรรยาที่ดี คุณเป็นคนเก่ง มีความสามารถ ถ้าสู้อีกสักนิด ก็จะได้รับความสำเร็จ การชี้แนะแบบนี้ทำให้เขาเกิดความรู้สึกภูมิใจในตัวเองขึ้นมา รวมทั้งเกิดกำลังใจ ทำให้เขาฟันฝ่าอุปสรรคในชีวิตได้ สามารถทนภาวะตกงานได้ ไม่ฆ่าตัวตาย นี่คือการเอามานะมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จากความรู้สึกแย่กับตัวเอง ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ก็ทำให้เขามีความรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นมา

บางครั้งมานะก็นำมาใช้ให้คนหลุดพ้นจากกิเลสได้ ไม่ใช่เพียงมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างไม่ทุกข์ระทมเท่านั้น มีตัวอย่างเช่นพระนันทะ ท่านเป็นญาติผู้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่กรุงกบิลพัสตร์ กำลังมีงานแต่งงานระหว่าง พระนันทะกับนางชนบทกัลยาณี พอเลี้ยงพระเสร็จ พระพุทธเจ้าท่านให้พระนันทะถือบาตรตามไปส่งที่วัด พอตามไปส่งถึงวัดแล้วพระนันทะกำลังจะกลับ พระพุทธเจ้าตรัสถามท่านว่า จะมาบวชหรือ พระนันทะไม่กล้าปฏิเสธ ก็เลยยอมบวช บวชแล้วก็ไม่มีความสุขเพราะคิดถึงคู่หมั้นซึ่งสวยมาก พระพุทธเจ้าจึงบันดาลนิมิตให้พระนันทะเห็นนางอัปสรซึ่งสวยงามมากกว่านางชนบทกัลยาณี พระพุทธเจ้าถามว่าอยากได้นางอัปสรไหม พระนันทะบอกว่าอยากได้ พระพุทธเจ้าบอกว่าถ้าอยากได้ก็ต้องปฏิบัติ พระนันทะปฏิบัติเพราะอยากได้นางอัปสร ลืมคนรัก นี่คือตัณหา ปฏิบัติเพราะตัณหา พอปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็มีทุกข์ขึ้นมา เพราะเพื่อนพระล้อว่า มาปฏิบัติก็เพราะอยากได้นางอัปสรบ้าง ถูกพระพุทธเจ้าจ้างมาบ้าง ถ้าเราถูกวิจารณ์อย่างนี้ เราจะทำอย่างไร บางคนอาจจะบอกว่า ถ้าเช่นนั้นฉันไม่เอาแล้ว สึกกลับบ้านดีกว่า แต่คนที่มีขัตติยะมานะไม่ทำเช่นนั้น ขัตติยะมานะทำให้พระนันทะรู้สึกเสียหน้าก็จริง แต่ก็ต้องการลบคำสบประมาท จึงตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง คราวนี้ไม่สนใจนางอัปสรแล้ว อันนี้คือมานะ เพราะถูกคนต่อว่า รู้สึกเสียศักดิ์ศรี จึงต้องการพิสูจน์ตัวเอง ปรากฏว่าท่านเพียรปฏิบัติจนกระทั่งบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในเวลาไม่นาน

มานะนั้นถ้านำมาใช้ให้เป็น ก็สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดความเพียรในการทำความดี จนกระทั่งหลุดพ้นจากกิเลสหยาบๆ ไปสู่ความหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้เหมือนกัน ในทำนองเดียวกัน ตัณหาก็สามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติธรรมได้ สมัยพุทธกาลมียาจกเข็ญใจคนหนึ่งมาบวชเพราะเห็นว่าเป็นพระแล้วสบาย ไม่ต้องไปขอทาน เมื่อมาบวชแล้วก็ยังเสียดายเสื้อผ้า จึงเอาเสื้อผ้าไปเก็บไว้ในป่า พอบวชได้ซักระยะหนึ่งก็รู้สึกว่า การเป็นพระนั้นลำบาก มีสิกขาบทมากมาย ทำให้ยุ่งยาก อยากสึกขึ้นมา จึงเข้าไปป่าเพื่อจะไปเอาเสื้อผ้าที่เคยเก็บไว้มาใส่ แต่พอเห็นเสื้อผ้าขาดปุปะก็ทำให้นึกได้ถึงชีวิตที่ลำบากสมัยเป็นฆราวาส ก็เลยเปลี่ยนใจ หันมาบวชต่อ ทำอย่างนี้อยู่หลายครั้ง เวลาท่านเข้าป่าแล้วกลับออกมา เพื่อนก็ถามว่าไปไหน ท่านตอบว่าไปหาอาจารย์ จนต่อๆ มาท่านเจริญก้าวหน้าในธรรมอย่างมากจนกระทั่งหลุดพ้น หลังจากท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็ไม่เคยเข้าไปในป่าอีกเลย เพื่อนก็ถามว่า เดี๋ยวนี้ท่านไม่ไปหาอาจารย์อีกแล้วหรือ ท่านก็ตอบว่าเดี๋ยวนี้ไม่ต้องพึ่งอาจารย์แล้ว คนก็คิดว่าท่านอวดอุตริมนุสธรรม จึงไปฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระรูปนี้ท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว

การที่มาบวชเพราะว่าอยากสบาย และไม่กล้าสึกเพราะกลัวลำบาก อันนี้ก็คือตัณหานั่นเอง แต่ในกรณีนี้ ตัณหากลายเป็นของดี เพราะทำให้ท่านได้พบพระธรรมจนพ้นทุกข์ได้ เพราะกิเลสถ้าเราใช้ให้เป็นก็จะสามารถทำให้ชีวิตเจริญก้าวหน้าได้ หรืออย่างน้อยก็ดูแลให้มันอยู่ในกรอบ ไม่ทำให้เราผิดศีลหรือเบียดเบียนใคร ขณะเดียวกันก็พยายามเอากุศลธรรมตัวอื่นเข้ามาเสริม จนกระทั่งกลายเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน กุศลธรรมได้แก่ เมตตา กรุณา เช่นเราทำอะไรก็ด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น หรือเพราะนึกถึงประโยชน์ของส่วนรวม อย่าใช้อัตตาหรือตัวตนเป็นตัวขับเคลื่อนอย่างเดียว

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved