หน้ารวมบทความ
   บทความ > สุขศาลา > เสริมสร้างพลังแห่งความดี
กลับหน้าแรก

วารสารสุขศาลา ฉบับที่ ๔

ขับเคลื่อนชีวิตด้วยจิตวิวัฒน์ (๒)

เสริมสร้างพลังแห่งความดี

พระไพศาล วิสาโล

 

ในบทที่แล้วได้พูดถึงจิตของคนเราว่ามีทั้งความเห็นแก่ตัวและความใฝ่ดี รวมทั้งสภาวะที่สงบเย็น เป็นอิสระ และอยู่เหนือการแบ่งแยกเป็นเรา-เขา ถ้าจิตของเราแบ่งเป็น ๓ ชั้น ชั้นแรกหรือเปลือกนอกคืออัตตา (หรือความยึดติดในตัวกูของกู) ซึ่งอยู่เบื้องหลังความเห็นแก่ตัวและอยากได้ใคร่มี ชั้นที่สองคือมโนธรรม ซึ่งบันดาลใจให้เราอยากทำความดี และรู้สึกผิดหากทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ส่วนชั้นที่สามซึ่งอยู่ลึกสุดก็คือโพธิจิต ซึ่งทำให้เราเป็นอิสระอยู่เหนือความผันผวนปรวนแปรทั้งหลายในโลก ผู้ใดเข้าถึงโพธิจิตย่อมสัมผัสกับความสงบเย็นอย่างลึกซึ้ง เมื่อใดก็ตามที่โพธิจิตเบ่งบานอย่างเต็มที่ จนเห็นว่าอัตตาไม่มีอยู่จริง และปล่อยวางตัวกูของกูได้อย่างสิ้นเชิง ก็เข้าถึงนิพพาน

จิตวิวัฒน์คือการพัฒนาจิตชั้นที่สองและชั้นในสุด ซึ่งไม่เพียงทำให้เราเห็นแก่ตัวน้อยลง แต่ยังเอื้อให้เราเข้าถึงความสุขที่ประณีต ที่เรียกว่าสุขประณีตก็เพราะเป็นสุขที่ไม่ต้องไปแย่งชิงกับใคร ไม่พึ่งพิงวัตถุหรือเงินทอง และก่อให้เกิดความสงบลึกซึ้ง สุขประณีตเป็นสุขที่เกิดจากความดีและความเข้าใจในสัจธรรมจนปล่อยวางได้ ความดี ความเข้าใจ และความสุขเป็นสิ่งที่มิอาจแยกจากกันได้ เมื่อเราทำความดี เราย่อมอิ่มเอมใจ และเมื่อเราเข้าใจว่าความไม่เที่ยงเป็นธรรมดาของชีวิต เราก็เป็นสุขอยู่ได้ในทุกสถานการณ์ และยิ่งเรามีความสุข ก็ยิ่งอยากทำความดี ขณะเดียวกันความสุขก็ทำให้จิตสงบ สามารถไตร่ตรองชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง จนเข้าใจสัจธรรมได้

ผู้คนทุกวันนี้หาความสุขได้ยากก็เพราะเมินเฉยเสียงร้องของมโนธรรม และเข้าไม่ถึงโพธิจิต ตรงกันข้ามเขากลับปล่อยให้อัตตาขับเคลื่อนชีวิต หรือมุ่งปรนเปรออัตตามากไป เช่น จะทำอะไรก็ต้องหวังชื่อเสียงและเงินทองเป็นผลตอบแทน (ทำแล้วฉันจะได้อะไร? คือคำถามยอดนิยมในปัจจุบัน) เห็นใครดีใครเด่น หรือมีมากกว่าตัวเองไม่ได้ เวลาทำงานก็จะทำด้วยความทุกข์ เพราะอยากเที่ยวอยากสนุกมากกว่า เจอคำตำหนิหรือประสบอุปสรรคก็ทุกข์ เพราะตัวตนถูกกระทบอย่างจัง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร ก็กระทบกระทั่งกับผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะต้องแย่งชิงผลประโยชน์ ตำแหน่ง อำนาจ หรือเกิดความขัดแย้งทางความคิด

ทุกวันนี้บ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน และทั่วทั้งสังคม จึงเต็มไปด้วยความทุกข์เพราะผู้คนต่างเอาตัวเองเป็นใหญ่ อัตตาจึงกระทบกระแทกกันไม่หยุดหย่อน ที่น่าผิดหวังก็คือผลประโยชน์ ตำแหน่ง อำนาจ ตลอดจนทรัพย์สินเงินทองเมื่อหามาได้ ก็ใช่ว่าจะทำให้ตัวเองมีความสุข เพราะได้เท่าไรก็ไม่รู้สึกพอเสียที ซ้ำยังต้องเหนื่อยยากกับการรักษาไม่ให้คนอื่นแย่งชิงไป

จะไม่ดีกว่าหรือการเราฟังเสียงของอัตตาน้อยลง พร้อมกับเปิดโอกาสให้มโนธรรมและโพธิจิตเข้ามาเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของชีวิต หรือให้ดียิ่งกว่านั้นก็คือเสริมสร้างพลังแห่งมโนธรรมและโพธิจิตให้เข้มแข็งขึ้นจนเป็นธรรมชาติอันโดดเด่นของจิต เมื่อจิตของเราวิวัฒน์พัฒนาจนอัตตาครอบงำไม่ได้ เราจะเห็นผู้อื่นเป็นมิตร ใครได้ดี มีมากกว่า ก็ยินดี เพราะมีความปรารถนาดีกับเขา ทำงานก็มีความสุข เพราะรู้ว่าผู้คนจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ เมื่อเจอคำตำหนิก็ไม่ทุกข์เพราะเห็นว่ามีประโยชน์ในการปรับปรุงงานการ เจออุปสรรคหรือความล้มเหลว ก็พยายามสรุปหาบทเรียนเพื่อแก้ไขต่อไป ถึงจะเจ็บป่วย เงินหาย ก็ไม่ทุกข์เพราะรู้ว่ามีคนอื่นทุกข์กว่าเรา

น้องโยเป็นเด็ก ๗ ขวบ วันหนึ่งป้าชวนน้องโยซ้อนมอเตอร์ไซค์เข้าไปในเมือง ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุ มีรถเข้ามาชนจนมอเตอร์ไซค์คว่ำ ป้าแขนหัก ส่วนน้องโยขาเละข้างหนึ่ง ระหว่างที่นำส่งโรงพยาบาลจนกระทั่งเข้าห้องผ่าตัด ป้าร้องครวญคราง แต่น้องโยนิ่งเงียบ เมื่อหมอผ่าตัดเสร็จ จึงถามน้องโยว่า ทำไมไม่ร้องไห้เลย น้องโยตอบว่า “ผมกลัวป้าเสียใจครับ” น้องโยรู้ดีว่าป้าไม่ได้เจ็บปวดเพราะแขนหักอย่างเดียว แต่ยังเป็นทุกข์ที่พาน้องโยมารับเคราะห์กรรม น้องโยไม่อยากให้ป้าทุกข์มากกว่านี้ จึงสะกดกลั้นความรู้สึกเอาไว้ เป็นเพราะน้องโยคิดถึงป้า จึงทำให้ทนความเจ็บปวดได้อย่างที่ใคร ๆ ก็นึกไม่ถึง

เมื่อใดที่เรานึกถึงความทุกข์ของผู้อื่น ความทุกข์ของเราจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยลง และยิ่งห่วงใยเขามากเท่าไร เราก็อาจจะลืมความเจ็บปวดของตนไปเลย มีสาววัย ๑๗ ผู้หนึ่งป่วยหนักด้วยโรคพุ่มพวง เธอทุกข์ทรมานมาก เมื่อบาทหลวงมาเยี่ยมเธอ เธอตัดพ้อกับท่านว่า “ทำไมพระเจ้าจึงทำให้หนูเป็นอย่างนี้ ?” บาทหลวงตอบอย่างซื่อตรงว่า ท่านไม่ทราบ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ท่านอยากแนะนำก็คือ ขอให้เธอสวดภาวนาถึงพระเจ้า และสวดให้แก่ผู้ป่วยทั้งหลายที่อยู่วอร์ดเดียวกับเธอด้วย

ไม่กี่วันต่อมาเมื่อบาทหลวงไปเยี่ยมเธอ ก็พบว่าเธอมีสีหน้าดีขึ้น หน้าตาหม่นหมองน้อยลง บาทหลวงไปเยี่ยมเธออีกหลายครั้ง แต่ละครั้งได้เห็นเธอเบิกบานมากขึ้น สดใสกว่าเดิมเดิม เธอบอกว่าได้สวดภาวนาและแผ่ความปรารถนาดีให้แก่ผู้ป่วยทุกคนในห้องของเธอตามที่บาทหลวงแนะนำ

มีช่วงหนึ่งที่บาทหลวงติดกิจธุระในต่างจังหวัดนานนับเดือน ทันทีที่เข้ากรุงเทพ ฯ ก็ไปเยี่ยมเธออีก แต่พบว่าเธอได้สิ้นชีวิตแล้ว สิ่งหนึ่งที่บาทหลวงแปลกใจก็คือ ผู้ป่วยที่อยู่วอร์ดเดียวกับเธอต่างพูดถึงเธอด้วยความชื่นชม พวกเขาเล่าว่าทั้ง ๆ ที่เธอป่วยหนัก แต่ก็ยังลุกมาเยี่ยมเยียนและพูดให้กำลังใจผู้ป่วยทุกคนเป็นประจำ ทุกคนประทับใจในรอยยิ้มและความเอื้อเฟื้อของเธอ พวกเขายังเล่าว่า ตอนที่เธอสิ้นใจนั้น เธอมีอาการสงบมาก ช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งกับวันแรกที่บาทหลวงได้พบเธอ

การมีน้ำใจไมตรีต่อผู้อื่นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ฝืนธรรมชาติของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีเมตตากรุณาเป็นพื้นอยู่แล้วในจิตใจ เมตตากรุณาเป็นส่วนหนึ่งของมโนธรรมที่อยู่ในใจเราทุกคน การทำความดี นึกถึงผู้อื่น เอื้อเฟื้อเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ ช่วยเสริมสร้างมโนธรรมของเราให้เข้มแข็งขึ้น และทำให้มีพลังในการทำความดีมากขึ้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความดีนั้นขยายหัวใจของเราให้ใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้อัตตาของเราเล็กลง จึงมีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับเปิดรับความสุข ในทางตรงข้ามคนที่นึกถึงแต่ตัวเองนั้น หัวใจจะเล็กลง ขณะที่อัตตาใหญ่ขึ้น จึงเหลือที่ว่างน้อยลงสำหรับความสุข

คนที่เห็นแก่ตัวจึงสุขยากทุกข์ง่ายด้วยประการฉะนี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved