หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์สุขใจในนาคร > ทางแพร่งของชีวิต
กลับหน้าแรก
 

สุขใจในนาคร เมษายน ๒๕๔๘
ทางแพร่งของชีวิต

พระไพศาล วิสาโล

“เขา” เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่เคยถึงจุดตกต่ำที่สุดในชีวิต ครอบครัวเป็นหนี้สินถึง ๗,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่แต่บ้านเท่านั้น กระทั่งกรมธรรม์ชีวิตก็ยังต้องไปจำนอง เงินฝากในธนาคารแทบไม่เหลือ เขาถูกบิดาขอร้องให้มากอบกู้ฐานะของบริษัทซึ่งครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ แต่เมื่อเศรษฐกิจวิกฤต ก็กลายเป็น “ยักษ์ล้ม” จวนเจียนจะพังพาบ

ในชั่วเวลาเพียงแค่สามปี เขาสามารถปลดเปลื้องหนี้สินได้หมด ยิ่งไปกว่านั้น อีกสามปีต่อมาบริษัทของเขากลับผงาดขึ้นมาใหม่ ติดอันดับหนึ่งในห้าของธุรกิจประเภทเดียวกัน มีผลประกอบการปีละเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เขากลายเป็นมหาเศรษฐีระดับหมื่นล้านที่ใคร ๆ ในวงการก็รู้จัก

ถ้าคุณต้องแบกรับหนี้สินมหาศาลอย่างเดียวกับเขา ชั่วชีวิตนี้คงไม่หวังอะไรมากไปกว่าขอให้ปลดเปลื้องหนี้สินจนหมด และคงไม่มีวันไหนที่คุณจะเป็นสุขเท่ากับเมื่อวันนั้นมาถึง

แต่ถ้าคุณไม่ได้เพียงแค่หมดหนี้สินเท่านั้น หากยังกลายเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้านในเวลาไม่กี่ปี คุณคงนึกภาพตัวเองไม่ออกว่าจะดีใจล้นปรี่เพียงใด ถ้าไม่มีความสุขตอนนี้แล้ว จะมีความสุขตอนไหน

แต่สำหรับเขาคนนี้ แม้จะมีความสำเร็จถึงขนาดนี้ ก็หาได้มีความสุขกับชีวิตไม่ เขาเริ่มรู้สึกเฉื่อยเนือย เบื่อหน่ายกับการทำงาน แต่ละวันหมายถึงเวลาที่ผ่านไปเปล่า ๆ เขารู้สึกว่า “ชีวิตเริ่มหมดค่าทางธุรกิจ” แต่ลึกลงไปเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า “ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่....มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง”

หลังจากที่ไต่เต้าจนกลายเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้าน เขาพบว่ามันไม่ได้ช่วยให้เขามีความพึงพอใจกับชีวิตเลย ในที่สุดเขาก็พบว่ามีสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เขารู้สึกเต็มอิ่มกับชีวิตได้ นั่นก็คือ เป็นรัฐมนตรี

จะเรียกว่าเขาเอาความสุขทั้งชีวิตฝากไว้กับตำแหน่งนี้ก็ได้ เพราะเขาเปิดเผยความในใจว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่เลือกเขา “รับรองว่าความมั่นใจในตัวเองจะต้องหมด เป็นศูนย์เลย” เขาเล่าว่าคืนที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาชื่อของเขานั้น “ผมจะตายให้ได้ ประสาทจะกินเอา....หากท่านไม่เอาเรา รับรองเจ๊งเลย”

เขาเล่าว่า วันที่เขามีความสุขที่สุดในชีวิตคือวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ แต่เมื่ออ่านประวัติความเป็นมาของเขามาถึงตรงนี้ เราคงอดสงสัยไม่ได้ว่า ความสุขดังกล่าวของเขาจะอยู่ได้นานเท่าใด ครั้งหนึ่งเขาก็คงมีความสุขที่ปลดหนี้มหาศาลได้สำเร็จ แต่เขาหาได้พอใจเพียงเท่านั้นไม่ หากยังเพียรพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อพบว่าตนเองกลายเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้าน เขาก็คงมีความสุขมิใช่น้อย แต่ความสุขดังกล่าวก็ไม่ยั่งยืน จึงหันไปเอาดีทางการเมือง

วันนี้เขาเป็นรัฐมนตรีช่วย แม้จะมีความสุขเพียงใด แต่สักวันหนึ่งเขาก็คงไม่พอใจที่เป็นแค่รัฐมนตรีช่วย ความหวังคือได้เป็นรัฐมนตรีว่าการ หากสมหวังเขาคงรู้สึกว่ามีความสุขที่สุดในชีวิต แต่เขาจะมีความสุขนานเท่าใดหากพบว่ากระทรวงที่ตนว่าการนั้นยังเป็นแค่กระทรวงเกรดซี ถึงตอนนั้นก็คงเอาความสุขไปฝากไว้กับตำแหน่งเจ้ากระทรวงเกรดบี และเกรดเอ ตามลำดับ และหากเขาประสบความสำเร็จ เขาจะยังพอใจเพียงเท่านั้นหรือในเมื่อยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ถึงจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีในที่สุด ก็ยังน่าสงสัยต่อไปว่าเขาจะมีความสุขไปได้นานเท่าใด และเมื่อถึงวันที่เขาพบว่าเป็นนายกรัฐมนตรีก็แค่นั้น (เหมือนกับที่เคยรู้สึกกับการเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้าน) เขาจะไต่เต้าไปไหนอีกถึงจะรู้สึกเต็มอิ่มและพอใจกับชีวิตเสียที

ประธานาธิบดีมาร์คอสเป็นบุคคลที่เคยเรืองอำนาจอย่างถึงขีดสุดในประเทศฟิลิปปินส์ แทบเรียกได้ว่าเป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งประเทศ แต่ครั้งหนึ่งเขาเคยเขียนความรู้สึกลงในบันทึกประจำวันว่า “ผมเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในฟิลิปปินส์ ผมมีทุกอย่างที่เคยใฝ่ฝัน พูดให้ถูกต้องก็คือ ผมมีทรัพย์สมบัติทุกอย่างเท่าที่ชีวิตต้องการ มีภรรยาซึ่งเป็นที่รักและมีส่วนร่วมในทุกอย่างที่ผมทำ มีลูก ๆ ที่ฉลาดหลักแหลมซึ่งจะสืบทอดวงศ์ตระกูล มีชีวิตที่สุขสบาย ผมมีทุกอย่าง แต่กระนั้นผมก็ยังรู้สึกไม่พึงพอใจในชีวิต”

มีเงินนับหมื่นล้านก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตมีความสุขมากนัก ดัง “เขา” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แต่ใช่ว่าเมื่อหันไปหาอำนาจแล้ว ชีวิตจะเป็นสุข ก็หาไม่ ดังมีมาร์คอสเป็นพยานรับรอง สัจธรรมดังกล่าวแม้จะชัดเจนและเห็นง่าย แต่คนเป็นอันมากกลับมองไม่เห็น เพราะคิดว่าที่ตัวเองไม่มีความสุขนั้นเป็นเพราะยังมีไม่พอ ถ้ามีมากกว่านี้ ก็จะเป็นสุข ดังนั้นจึงพยามตะเกียกตะกายไขว่คว้าหามาให้มาก ๆ แต่ก็มีความสุขแค่ตอนได้มาใหม่ ๆ เท่านั้น หลังจากนั้นไม่นานก็กลับรู้สึกเหมือนเดิม หรืออาจยิ่งกว่าเดิมเพราะต้องเสียเวลาและพลังงานมากขึ้นในการรักษาทรัพย์หรืออำนาจที่เพิ่มขึ้น

การไล่ล่าหาทรัพย์และสมบัติเพราะคิดว่าจะทำให้มีความสุขมากขึ้น ทุกข์น้อยลงนั้น ไม่ต่างจากการวิ่งหนีเงาและรอยเท้าของตนเอง ไม่ว่าจะวิ่งเร็วเท่าใดหรือไกลเพียงใด เงาก็ยังไล่ตามทุกหนแห่ง ส่วนรอยเท้าก็ตามติดทุกฝีเก้า

ทำอย่างไรเงาและรอยเท้าถึงจะหาย ?
คำตอบก็คือ หลบมานั่งนิ่ง ๆ ใต้ร่มไม้

ต่อเมื่อหยุดวิ่ง หยุดไขว่คว้าล่าไล่ ความสุขและความพึงพอใจในชีวิตจึงจะบังเกิดขึ้น อันที่จริง “เขา” เกือบจะพบคำตอบที่แท้จริงของชีวิตอยู่แล้ว ตอนที่เขารู้สึกว่าการเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้านนั้นไม่มีความหมายอะไร หากเขากลับมาตั้งคำถามกับการไขว่คว้าล่าไล่สิ่งภายนอก และหันมาแสวงหาความสุขจากภายใน เขาอาจค้นพบความสุขที่แท้และยั่งยืน แต่แล้วเขากลับเลือกอีกทางหนึ่งเพราะคิดว่าที่ยังไม่มีความสุขนั้นเป็นเพราะยังมีไม่พอ

พระพุทธองค์เมื่อครั้งทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั้น คงมีความรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตอันพรั่งพร้อมบริบูรณ์ในพระราชวังไม่ต่างจาก “เขา” ตอนที่ถึงจุดสุดยอดในทางธุรกิจแล้ว แต่พระองค์ไม่ได้เลือกที่จะแสวงหาและตักตวงให้มากขึ้น หากเลือกที่จะสละให้เหลือน้อยที่สุด เริ่มด้วยการสละราชสมบัติและความสะดวกสบาย และจบลงด้วยการละวางความยึดถือในตัวตน จนพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง

เมื่อใดที่รู้สึกเบื่อหน่ายท่ามกลางทรัพย์สมบัติและอำนาจ นั่นหมายความว่าชีวิตมาถึงทางแพร่งที่สำคัญ พึงระลึกว่าเรามีทางเลือกอยู่สองทาง นอกจากการตักตวงให้มากขึ้นหรือไขว่คว้าหาสิ่งใหม่แล้ว ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งนั่นคือหยุดไล่ล่าและหันมาแสวงหาความสุขจากภายใน

หากจะเลือกทางแรกก็ขอให้ตระหนักว่ายังมีอีกทางเลือกหนึ่งที่รอรับการกลับมาของเรา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved