หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์สุขใจในนาคร > ความทรงจำอำพราง
กลับหน้าแรก
  สุขใจในนาคร กันยายน ๒๕๔๕
ความทรงจำอำพราง
พระไพศาล วิสาโล

ความจำของคุณดีแค่ไหน ?

ลองนึกย้อนหลังไป ๔ ปี นึกถึงเหตุการณ์ประทับใจช่วงเกิดฝนดาวตก ย้อนไปอีก ๘ ปี คุณอยู่ไหนวันที่อิรักบุกคูเวตจนหุ้นตกระนาว นึกยาวไปอีกถึงวันสนุกสุดชีวิตครั้งเป็นนักเรียน

ถ้าความจำคุณยังดีอยู่ ลองนึกไปถึงวันแรกที่แม่พาเข้าโรงเรียน นึกต่อไปอีกถึงวันที่หัดเดิน แล้ววันที่คุณยังเป็นทารกแบเบาะ คุณจำได้ไหมว่าของเล่นที่แม่ผูกไว้เหนือเปลนั้นคืออะไร?

ถ้าคุณยังจำของเล่นชิ้นนั้นได้ นั่นแสดงว่าคุณจำผิดแล้ว พูดให้ถูกต้องก็คือ คุณปรุงแต่งความจำนั้นขึ้นมาเอง

แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คนเราจะจำเหตุการณ์ในปีแรกของชีวิตได้ สาเหตุประการหนึ่งก็คือ สมองส่วนที่สร้างความทรงจำอันได้แก่ฮิปโปแคมปัสนั้นยังไม่เติบโตพอที่จะสะสมความจำไว้ได้นานจนสามารถดึงออกมาได้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

ถ้าเช่นนั้นเหตุใดบางคนจึงย้อนเห็นภาพตอนเป็นทารกได้ คำตอบก็คือ เพราะว่ามีคนมาช่วยเขาปรุงแต่งความจำจนนึกว่านั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตอนเป็นทารก

เมื่อไม่กี่ปีมานี้มีการนำคนกลุ่มหนึ่งมาทดลอง ผู้ทดลองได้บอกคนกลุ่มนี้ว่าพวกเขามีประสาทตาและทักษะการสำรวจภาพที่ดี สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะเกิดในโรงพยาบาลที่แขวนของเล่นหรือโมไบล์สีสวย ๆเหนือที่นอน ผู้ทดลองบอกว่าต้องการยืนยันทฤษฎีนี้ว่าจริงหรือไม่ จึงอยากให้คนกลุ่มนี้ย้อนระลึกไปถึงตอนแรกเกิด เพื่อผู้ทดลองจะได้รู้ว่าเขาประสบพบเห็นอะไรบ้างตอนนั้น

ผู้ทดลองแบ่งคนกลุ่มนี้เป็น ๒ พวก พวกแรกถูกสะกดจิตเพื่อย้อนระลึกถึงตอนแรกเกิด ส่วนอีกพวกหนึ่งนั้นผู้ทดลองใช้วิธีพูดนำให้ย้อนกลับไปสู่อดีต ปรากฏว่า ร้อยละ ๔๖ ของพวกแรก และร้อยละ ๕๖ ของพวกหลัง บอกว่าจำได้ว่ามีของเล่นหลากสีแขวนอยู่เหนือที่นอนของตนตอนแรกเกิด บางคนบอกว่ายังจำรายละเอียดอย่างอื่นได้อีก เช่น หมอ พยาบาล และแสงไฟ

ความจริงก็คือคนเหล่านี้จำอะไรไม่ได้เลยตอนแรกเกิด แต่ที่นึกว่าจำได้ก็เพราะมีคนมาโน้มนำความคิดไว้ก่อนแล้ว ความคิดนี้แหละที่ไปปรุงแต่งให้เกิด “ความจำ”อันใหม่ขึ้นมาขณะที่พยายามย้อนระลึกถึงความหลังครั้งแบเบาะ

อย่าว่าแต่ความหลังครั้งแบเบาะเลย แม้โตจำความได้แล้ว เราก็ยังสามารถเอาเรื่องไม่จริงเข้ามาปะปนกับความจำจนนึกว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตจริง ๆ

มีการทดลองที่ทำโดยอีกคณะหนึ่ง เขาได้ขอให้คนกลุ่มหนึ่งตอบว่าเหตุการณ์ ๔๐ อย่างในแบบสอบถาม มีเหตุการณ์ใดบ้างที่เขาคิดว่าได้เคยเกิดขึ้นกับเขาในวัยเด็ก และเหตุการณ์ใดที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย เหตุการณ์ ๔๐ อย่างมีอาทิ เจอเงิน ๑๐ เหรียญ เรียก ๑๙๑ ทำกระจกหน้าต่างแตก
ตกต้นไม้ ฯลฯ หลังจากนั้น ๒ สัปดาห์ผู้ทดลองได้ขอให้กลุ่มนี้จินตนาการถึงเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่เขาบอกว่าไม่เคยเกิดขึ้นกับตนเลย โดยผู้ทดลองเป็นผู้นำจินตนาการ ด้วยการบอกบทอย่างละเอียด

หลังจากนั้น ๒ สัปดาห์คนกลุ่มนี้ก็กลับมาตอบคำถามเดิมว่า ๔๐ เหตุการณ์ในแบบ สอบถาม เหตุการณ์ใดบ้างที่คิดว่าเคยเกิดขึ้น และไม่เคยเกิดขึ้นเลย ปรากฏว่าคราวนี้คำตอบเปลี่ยนไป อาทิ คนที่เคยตอบในครั้งแรกว่าไม่เคยทำกระจกหน้าต่างแตก หลังจากจินตนาการว่าได้ทำกระจกแตก ร้อยละ ๒๔ ของคนกลุ่มนี้ตอบในครั้งหลังว่าเคยทำกระจกแตกตอนเป็นเด็ก

การทดลองนี้พิสูจน์ว่าการจินตนาการของคนเรานั้น แม้เป็นเรื่องไม่จริง แต่ก็สามารถเข้ามาปะปนในความรู้สึกนึกคิดของคนเรา จนถูก “กลืน”เข้ามาอยู่ในความทรงจำ กลายเป็นเรื่องที่เราสำคัญมั่นหมายว่าเป็นความจริงไป

ที่จริงไม่ต้องอาศัยจินตนาการก็ได้ เพียงแค่ได้ยินได้อ่านเรื่องซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นจริงในวัยเด็ก แต่ถ้าได้ยินหรืออ่านเรื่องนั้นพร้อม ๆ กับเรื่องจริง ๓-๔ เรื่องซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดียวกัน เรื่องปรุงแต่งนั้นก็มีโอกาสที่จะถูกประทับในความทรงจำว่าเป็นเป็นเรื่องจริงในอดีตได้ เคยมีการทดลองแบบนี้กับคนกลุ่มหนึ่ง โดยเอาเรื่องราวในวัยเด็กของแต่ละคน(ซึ่งได้จากการสอบถามญาติผู้ใหญ่)มา ๓ เรื่อง แล้วแทรกเหตุการณ์ปลอมเข้าไปเป็นเรื่องที่ ๔ คือ การพลัดหลงกับพ่อแม่ในางสรรพสินค้าเมื่ออายุ ๕ ขวบ ปรากฏว่าพอได้อ่านครั้งแรก ร้อยละ ๒๙ ของคนกลุ่มนี้ก็”จำได้”ทันทีว่าเคยประสบเหตุการณ์ดังกล่าว ในการสอบถาม ๒ ครั้งต่อมา คนที่ยืนยันว่าจำเหตุการณ์ที่กุขึ้นมาก็ยังมีจำนวนไม่ต่างจากเดิมมากนัก

มาถึงตรงนี้คุณยังเชื่อมั่นในความทรงจำของคุณอยู่อีกหรือเปล่า แน่ใจหรือว่าเหตุการณ์ที่นึกว่าเป็นเรื่องจริงในอดีตนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เติมแต่งเข้าไปทีหลัง จะโดยจินตนาการของตนเองหรือการโน้มนำของคนอื่นก็ตาม

ความทรงจำของเราไม่ได้มีกำแพงแน่นหนาอย่างที่เรานึก อีกทั้งไม่ได้ซื่อตรงอย่างที่เราอยากจะให้เป็น อะไรต่ออะไร ทั้งดีและไม่ดีมีสิทธิแทรกซึมเล็ดลอดเข้าไปในความทรงจำได้ทั้งนั้น อีกทั้งบางครั้งก็หลอกเราหน้าตาเฉย ถ้าเราเชื่อความจำของเรามากไป ก็อาจจะเดือดร้อนก็ได้
ใช่หรือไม่ว่าบ่อยครั้งผู้คนทะเลาะเบาะแว้งกันก็เพราะเรื่องความจำ ภรรยาจำได้ว่าสามีพูดอย่างนี้ แต่สามีบอกว่าพูดอย่างนั้นต่างหาก เจ้านายยืนยันว่ายื่นเอกสารนี้ให้เลขา ฯ แล้ว แต่เลขา ฯ ว่ายังไม่ได้รับ ต่างคนต่างยืนยันเพราะมั่นใจในความจำของตน ทุ่มเถียงจนหน้าดำคร่ำเครียด พร้อมจะเอาเป็นเอาตายกับเรื่องนั้น บางคนหนักกว่านั้นอีก นึกปรุงแต่งไปเองว่าคนนั้นคนนี้ด่าว่าตน พอผ่านไปสักพักก็ “จำ”ได้ว่าคนนั้นเคยต่อว่าตน เลยผูกใจเจ็บโดยที่คนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย

แต่เรามั่นใจเต็มร้อยแล้วหรือว่าความจำของเรานั้นเชื่อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

แม้เหตุการณ์จะเพิ่งเกิด ก็อย่านึกว่าเราจำได้ไม่ผิด ในการทดลองครั้งหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งเห็นอุบัติเหตุเกิดขึ้นตรงสี่แยกขณะที่สัญญาณไฟจราจรเป็นสีแดง หลังจากนั้นครึ่งหนึ่งของผู้เห็นเหตุการณ์ได้รับการบอกเล่าว่าสัญญาณไฟเป็นสีเขียว เมื่อมีการสอบถามในเวลาต่อมาว่าสัญญาณไฟเป็นสีอะไร คนที่ได้รับคำบอกเล่ามาก่อนมีแนวโน้มที่จะบอกว่าเป็นสีเขียว

ความจำของคนเรานั้นพร้อมจะแปรเปลี่ยนเมื่อมี “ข้อมูลใหม่”เข้ามา ข้อมูลนั้นหากเข้ามาอยู่ในความคิดของเราเมื่อไหร่ มันพร้อมจะเข้าไปแทรกซึมปะปนกับความทรงจำของเราได้ทุกเวลา ความคิด จินตนาการ และความจำนั้น บ่อยครั้งก็ใกล้กันมาก จนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร

ที่จริงไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลใหม่ ความจำก็อาจคลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนได้หากเวลาผ่านไปไม่นาน หนึ่งวันหลังจากเกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิล ประเทศรัสเซีย ได้มีการมอบหมายให้นักศึกษากลุ่มหนึ่งในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา บันทึกว่าตนอยู่ไหนตอนที่ได้ข่าว กำลังทำอะไร และใครเป็นคนบอกข่าว ๓ ปีหลังจากนั้นก็ได้ให้นักศึกษากลุ่มเดียวกันนั้นจำนวน ๔๔ คน ตอบคำถามเดียวกันนั้นอีก ปรากฏว่าทุกคนตอบผิด มี ๑๑ คนที่ตอบผิดทั้ง ๓ ข้อ

นอกจากระยะเวลาแล้ว ภูมิหลัง ประสบการณ์ อคติ อารมณ์ความรู้สึกของเราขณะนั้นก็มีอิทธิพลต่อความจำมาก ที่จริงปัจจัยเหล่านี้มีอิทธิพลตั้งแต่ตอนรับรู้ข้อมูลก่อนที่จะถูกบรรจุในความทรงจำด้วยซ้ำ

ศาสตราจารย์คนหนึ่ง ขณะที่กำลังบรรยายวิชาอาชญาวิทยา มีชายผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องแล้วหยิบกระเป๋าศาสตราจารย์ผู้นั้นไป ไม่ทันที่นักศึกษานับร้อยจะหายตื่นตกใจ ศาสตราจารย์ก็ถามนักศึกษาว่าคนที่ขโมยกระเป๋านั้นไป มีรูปพรรณสัณฐานอย่างไร สูงแค่ไหน ใส่เสื้ออะไร รองเท้าแบบไหน ปรากฏว่านักศึกษานับร้อยบรรยายลักษณะของขโมยไม่ตรงกัน ศาสตราจารย์จึงสรุปว่าความจำของเรานั้นบางทีก็เชื่อไม่ได้ ดังนั้นจึงอย่ามั่นใจในประจักษ์พยานว่าจะให้ข้อเท็จจริงได้ถูกต้องเสมอกัน

ความจำไม่ใช่แค่ข้อมูลที่สะสมในสมอง มันมักถูกนำมาใช้เพื่อยืนยันความเป็นตัวเรา และบอกว่าเราเป็นใคร ลักษณะประจำชาติหรือความเป็นชาติ ขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์ที่จดจารฉันใด ความเป็นตัวเราก็ขึ้นอยู่กับความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองฉันนั้น ถ้าในความทรงจำมีแต่เรื่องไม่ดีของเรา ย่อมยากที่เราจะมองตนเองในแง่ดี แต่ถ้าเรานึกเห็นแต่อดีตที่ดี ๆ ของตัวเอง ก็อาจเห่อเหิมอหังการจนหลงตัวลืมตัวไปก็ได้ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้อาจเป็นมายาภาพก็ได้ เพราะความทรงจำของเราอาจคลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนไปตั้งแต่แรกก็ได้

คนเราหนีความทรงจำของตนเองไม่ได้ก็จริง แต่อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นทาสของความทรงจำ ความทรงจำก็เช่นเดียวกับความคิดของเราตรงที่มันสามารหลอกเราได้ทั้งนั้น เมื่อปักใจเชื่อว่าใครเป็นขโมย เราก็มองเห็นคนนั้นมีพิรุธไปเสียทุกอย่าง ความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับคนนั้นก็ผุดพรูขึ้นมาเป็นการใหญ่ ทั้งที่ประสบพบเห็นเองก็มี นึกเอาเองหรือได้ยินเขาว่ามาก็มี ที่แย่ก็คือถ้าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ก็เท่ากับว่าเราทำร้ายเขาไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

อย่าตัดสินตัวเองหรือคนอื่นด้วยข้อมูลจากความทรงจำไปเสียหมด อย่าปล่อยให้ความทรงจำทิ่มแทงตัวเรา หรือกักขังเราไว้กับอดีต ลืมเสียบ้างก็ดี อย่าลืมว่าปัจจุบันนั้นสำคัญกว่าอดีตพยายามรู้จักปัจจุบันและสร้างปัจจุบันให้ดีที่สุด แม้อดีตจะช่วยให้เรารู้จักปัจจุบัน แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด สิ่งที่เป็นอยู่ แลเห็นอยู่ขณะนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดอันเราพึงใส่ใจ

ปัจจุบันนั้นใช่หรือไม่ว่าเป็นเวลาประเสริฐสุด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved