หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์สุขใจในนาคร > ลุ้นบอลโลกอย่างไรไม่ให้แพ้
กลับหน้าแรก
 

สุขใจในนาคร ๒๕๓๘
ลุ้นบอลโลกอย่างไรไม่ให้แพ้
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ฟุตบอลโลกไม่ใช่เป็นแค่กีฬาเท่านั้น มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความทรงจำของหลายคนไปแล้วทั้ง ๆ ที่บางคนอาจเล่นฟุตบอลไม่เป็นเลย แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ ๓๐ ปีแล้ว บางคนยังจำได้ดีว่าตัวเองอยู่ไหนกำลังทำอะไรตอนที่ได้ข่าวว่าบราซิลชนะอังกฤษหวุดหวิด ๑-๐ ที่เม็กซิโก เพราะนั่นเป็นนัดสำคัญที่สุดสำหรับบราซิลก่อนที่จะครองแชมป์ ๓ สมัย ฟุตบอลโลกเป็นเสมือนกับหลักโยงบนเส้นทางชีวิต ที่สามารถโยงเราให้หวนกลับไปสู่เหตุการณ์ต่าง ๆ ของชีวิตในระยะไล่ ๆ กันนั้นได้อย่างแจ่มชัด นึกถึงฟุตบอลโลกที่อาร์เยนตินาปี ๒๑ ทีไร บางคนอาจหวนระลึกถึงตอนที่เริ่มขยับตัวติวเข้มเพื่อเตรียมสอบเอนทรานซ์ เวลาสถานีโทรทัศน์รีเพลย์นัดที่เปาโล รอสซีพาอิตาลีครองแชมป์ฟุตบอลโลกในปี ๒๕ ได้สำเร็จ บางคนอดไม่ได้ที่จะย้อนคิดถึงวันวานอันหวานชื่นกับรักครั้งแรก แต่สำหรับอีกหลายคน ฟุตบอลโลกแยกไม่ออกจากยุคสมัยและบรรยากาศรอบตัวในอดีต นึกถึงนัดชิงชนะเลิศที่เยอรมันปี ๑๗ ทีไร บางคนยังจำได้ดีว่าต้องหลบเคอร์ฟิวจ้าละหวั่น เพราะช่วงนั้นเกิดเหตุนองเลือดที่พลับพลาไชย ส่วนคนที่เป็นยัปปี้นั้น ฟุตบอลโลกปี ๓๓ อาจทำให้นึกถึงช่วงสุกดิบก่อนราคาหุ้นจะตกกราวรูดเพราะซัดดัมบุกคูเวต

ขณะเดียวกันฟุตบอลโลกในความทรงจำของผู้คนมากมายก็ดูเหมือนมีชีวิตของมันเองด้วย ทุกวันนี้บางคนยังรู้สึกแจ่มชัดถึงความตื่นเต้นเร้าใจในนัดคลาสสิคระหว่างบราซิลกับฝรั่งเศสในปี ๒๙ และสะใจที่เยอรมันแก้แค้นอาร์เยนตินาได้สำเร็จในนัดชิงชนะเลิศปี ๓๓ เวลาผ่านไป ๑๖ปีแล้วแต่หนุ่มใหญ่บางคนก็ยังจำได้ดีถึงความรู้สึกหดหู่เหมือนกับว่าโลกทั้งโลกกำลังเศร้าสลดไปกับตัวเองด้วยเมื่อรู้ว่าบราซิลถูกม้ามืดอย่างอิตาลีเขี่ยตกรอบอย่างพลิกความคาดหมายในปี ๒๕ ย้อนกลับมาดูนัดเหล่านี้ทีไรบรรดาความรู้สึกทั้งหลายก็จะกลับผุดขึ้นมาอีกอย่างเข้มข้น ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน หากพร้อมจะมาทักทายเราได้ทุกเมื่อ และพร้อมจะพาเรากลับสู่อดีตได้ทุกเวลา

แต่กว่าฟุตบอลโลกจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความทรงจำของเราได้ เราก็ต้องจ่ายอะไรต่ออะไรไปไม่น้อย ไหนจะต้องอดตาหลับขับตานอน ไหนจะต้องผิดนัดและคางานไว้ก่อน นอกจากจะต้องลงทุนซื้อหนังสือพิมพ์ติดตามข่าวไม่ลดละ ยังต้องลงอารมณ์ลงความรู้สึกไปกับทุกนัดด้วย และนับวัน เราจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สมัยก่อนฟุตบอลโลกกินเวลาแค่ ๓ อาทิตย์ แถมมีเพียงบางนัดเท่านั้นที่ถ่ายทอดโทรทัศน์และกว่าจะถ่ายทอด เราก็รู้ข่าวจากวิทยุหรือหนังสือพิมพ์แล้วว่าผลเป็นอย่างไร มีเฉพาะนัดชิงชนะเลิศกับชิงที่ ๓ เท่านั้นที่เรามีสิทธิลุ้นแบบสด ๆ ซิง ๆ

แต่เดี๋ยวนี้ฟุตบอลโลกเรียกร้องเวลาเราเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็นเดือนครึ่ง เท่านั้นไม่พอ ทุกนัดยังมีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์อีกด้วย นอกจากฟุตบอลโลกจะแย่งเวลาเราไปมากกว่าแต่ก่อนแล้ว ยังเอาเงินไปจากเราเพิ่มขึ้นด้วย เพราะถ้าใครอยากดูการถ่ายทอดสด ก็ต้องเสียเงินซื้อจานดาวเทียมหรือสมัครสมาชิกเคเบิลทีวี แต่นั่นยังน้อย เพราะหลายคนยังต้องจ่ายค่าพนันอีกนับไม่ถ้วน

ถึงเราจะไม่เล่นพนัน ไม่ซื้อจานดาวเทียม แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องจ่ายให้แก่ฟุตบอลโลกเพิ่มขึ้นแน่นอน นั่นก็คืออารมณ์และความรู้สึก ภาพ เสียง รายงานข่าว รายการโทรทัศน์ที่แข่งกันระดมใส่ตาและหูของเราเกือบ ๒๔ ชั่วโมงตลอดเดือนครึ่งนี้ ไม่นับวงสนทนาที่จะมีแต่เรื่องฟุตบอลโลก ไม่เพียงแต่จะโน้มน้าวชักจูงความคิดของเราให้หมกมุ่นไปกับเรื่องนี้เท่านั้น หากยังจะครอบงำและบิดผันอารมณ์ความรู้สึกของเราจนง่ายมากที่จะหมดจิตหมดใจไปกับสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในจอโทรทัศน์ ฟุตบอลแทนที่จะให้ความเพลิดเพลินแก่เรา กลับกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ที่อาจทำให้เราแผดตะโกนด้วยความโกรธ หัวเราะลั่นอย่างลืมตัว หรือหดหู่เศร้าซึมไปเป็นอาทิตย์ ถึงตอนนั้นเราก็ได้เสียอารมณ์ความรู้สึกไปให้ฟุตบอลโลกจนแทบจะหมดเนื้อหมดตัวแล้ว ไม่นับมิตรภาพที่อาจสูญเสียไปด้วยเช่นกันเพียงเพราะเพื่อนเชียร์ทีมที่เราเกลียดเข้ากระดูกดำ

จะดูฟุตบอลโลกให้สนุก อดไม่ได้ที่จะต้องเลือกข้าง แต่เมื่อเลือกเชียร์ทีมใดทีมหนึ่งแล้ว อีกทีมก็กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของเราไปทันที ความผิดมหันต์ของทีมนั้นก็คือดันเก่งกว่าทีมที่เราเชียร์ หรือคอยขัดขวางไม่ให้ทีมของเราเป็นผู้ชนะ ยิ่งดูเราก็ยิ่งอยากให้ทีมตรงข้ามโดนใบเหลือง หรือถ้าโดนใบแดงได้ยิ่งดีนักเตะบางคนของทีมนั้นถูกเราแช่งในใจขอให้ถูกหามออกนอกสนามเร็ว ๆ จิตมุ่งร้ายหมายพยาบาทค่อย ๆสะสมตัวและพุ่งใส่ทีมตรงข้ามไม่หยุดหย่อน ทั้ง ๆ ที่มานึกดูอีกที เขาก็ไม่ได้ทำอะไรให้แก่เราเลยแม้แต่น้อยเพียงแต่ไม่ถูกใจเรา หรือพูดให้ถูกกว่านั้นคือ เพียงเพราะเขาอยู่ตรงข้ามกับทีมที่เราเชียร์นั่นเอง

จะดูฟุตบอลด้วยจิตกุศล ไม่คิดโกรธเกลียดเคียดแค้นใครได้ไหม? คำตอบคือได้ แล้วถ้าเช่นนั้นจะดูสนุกหรือ? ถ้าอยากดูให้สนุกก็สนุกได้ คนทั่วไปมักเข้าใจไปว่าจะดูฟุตบอลให้สนุก ต้องเลือกข้างอย่างสุด ๆ หรือทุ่มตัวไปกับทีมใดทีมหนึ่งไปเลย (และถ้าจะให้ตื่นเต้นกว่านั้น ก็ต้องเติมรสชาติด้วยการลงขันพนันทีมนั้นด้วยจะได้ลุ้นกันให้สุดอารมณ์ไปเลย) คนที่ดูฟุตบอลแบบนี้ แทนที่จะสนุก กลับสะอื้นไห้หรือกลัดกลุ้มใจมากต่อมากแล้ว เพราะทีมที่ตัวเองเชียร์ถูกเขี่ยตกรอบ ถ้าคุณเชียร์ทีมบราซิล คุณคงไม่ค่อยสนุกเท่าไรกับการดูฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี ๑๗ มาจนถึงปี ๓๓ มายิ้มออกได้ก็เมื่อ ๔ ปีที่แล้วนี้เอง

ฟุตบอลนั้นดูได้ ๒ แบบคือดูเพื่อลุ้น กับดูเพราะอยากรู้ ดูเพื่อลุ้นนั้น เรามีผลหรือคำตอบอยู่ในใจตั้งแต่ก่อนเล่นแล้วว่า อยากให้ทีมไหนชนะ แล้วเราก็คอยเข่นคอยบี้ทีมตรงข้ามอยู่ในใจ ขอให้ทีมนั้นมีอันเป็นไปเพื่อทีมของเราจะได้ชนะ ถ้าชนะก็ยิ้ม ถ้าแพ้ก็เศร้า มี ๒ อย่าง

แต่ดูเพราะอยากรู้นั้น เราไม่มีคำตอบล่วงหน้า ผลออกมาอย่างไรก็สมหวังทั้งนั้น เพราะได้รู้สมอยาก อยากรู้อะไร? บางคนดูเพราะอยากรู้อยากเห็นชั้นเชิงการต่อสู้และตั้งรับของทั้งสองทีม แน่ละลึก ๆ ใจอาจจะเชียร์บางทีม แต่ถ้าทีมตรงข้ามมีฝีไม้ลายมือดี มีทีมเวิร์คและแก้เกมได้เก่ง ก็สามารถทำให้เรายิ้มอย่างชื่นชมได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะยิ้มต่อเมื่อทีมนั้นถูกดาราคนโปรดของเราซัดลูกตุงตาข่ายไปแล้ว

บางครั้งสนามฟุตบอลก็เป็นเวทีอย่างดีสำหรับการศึกษาธรรมชาติของกลุ่มคนหรือยุทธศาสตร์ขององค์กร ยกตัวอย่างเช่น ในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี ๑๓ บราซิลกับอังกฤษเป็นตัวแทนของยุทธศาสตร์ที่ตรงข้ามกัน บราซิลซึ่งมีเปเล่และแจร์ซินโฮเป็นทัพหน้า เน้นการรุก ขณะที่อังกฤษโดยการนำของบ๊อบบี้ มัวร์ได้ชื่อว่ามีกองหลังที่เข้มแข็งที่สุดในโลก บราซิลไม่ค่อยสนใจประตูที่เสียไป แต่มุ่งยิงประตูให้ได้มากที่สุด ส่วนอังกฤษเน้นการตั้งรับเพราะต้องการเสียประตูให้น้อยที่สุด

จะว่าไปการทำงานขององค์กรส่วนใหญ่ก็อยู่ในลักษณะดังกล่าว หลายองค์กรมองไปที่ความสำเร็จ ขณะที่บางองค์กรพะวงกับความล้มเหลว องค์กรประเภทแรกคิดแต่ว่าทำอย่างไรถึงจะสำเร็จ ส่วนองค์กรประเภทหลังคิดแต่จะปกป้องไม่ให้เกิดความล้มเหลว องค์กรประเภทแรกจะใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อขยายผลสำเร็จ โดยไม่ห่วงว่าจะสูญเสียอะไรไปบ้าง และเปิดโอกาสให้มีการทดลองวิธีใหม่ ๆ ขณะที่องค์กรประเภทหลังจะพยายามลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด ดังนั้นจึงไม่ค่อยกล้าเสี่ยงและพยายามปิดช่องที่จะเกิดความผิดพลาด องค์กรประเภทแรกจึงเหมือนบราซิลที่กล้าได้กล้าเสีย ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์เฉพาะตัว ถือคติว่าถูกยิงเท่าไรไม่ว่า แต่ขอให้ยิงได้มากกว่าที่เสียไป ขณะที่องค์กรประเภทหลังไม่ต่างจากอังกฤษที่เน้นความสุขุมรอบคอบ และดังนั้นจึงไม่ชอบให้ใครแหวกแนว แต่นิยมคนที่อยู่ในแบบแผนหรือรักษาวินัย ถือคติว่ารักษาประตูไว้ก่อนแล้วค่อยหาทางยิงประตูทีหลัง

แม้บราซิลจะชนะอังกฤษเมื่อโคจรมาพบกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความเสมอไปว่ายุทธศาสตร์รุกจะเหนือกว่ายุทธศาสตร์รับเสมอไป แต่การศึกษาชั้นเชิงของทั้งสองทีมในแง่นี้ก็อาจช่วยให้เราเข้าใจองค์กรหรือผู้นำที่มีวิธีการทำงานต่างกัน เช่นเข้าใจว่าทำไมผู้นำบางคน(ในองค์กรหรือในบ้านเมืองเรา)ไม่ค่อยชอบริเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ เพราะเขามองเห็นแต่ปัญหาหรือโอกาสที่จะล้มเหลว ขณะที่บางคนพร้อมจะแหวกกรอบเดิมเพราะมองเห็นโอกาสที่จะสำเร็จ

ถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็คือโยงฟุตบอลให้มาสัมพันธ์กับชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทีมใดที่ชนะตลอดกาล ความพ่ายแพ้เป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลและเกมกีฬา ชีวิตของเราก็เช่นกัน ไม่มีวันสมหวังหรือสำเร็จไปได้ตลอด ย่อมมีวันที่ต้องประสบกับความล้มเหลวบ้าง เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่เราล้มเหลวหรือทุกข์ระทมก็ขอให้ตระหนักว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คิดเช่นนี้แล้วก็ปล่อยให้เป็นอดีตไป แล้วเริ่มต้นกันใหม่

ในทำนองเดียวกัน ดูฟุตบอลแต่ละนัดก็ขอให้ตระหนักว่าแพ้ชนะเป็นส่วนหนึ่งของเกมกีฬา เพราะฉะนั้นถ้าหากทีมโปรดของเราแพ้ ก็อย่าเศร้าโศกเสียใจมาก ถึงจะเล่นกีฬาไม่เป็น เราก็ยังมีสิทธิเป็นนักกีฬาได้ เพราะนักกีฬาแท้จริงนั้นอยู่ที่หัวใจ คือรู้จักแพ้รู้จักชนะ ไม่ใช่คิดแต่จะชนะตะบัน จนไม่ยอมรับความพ่ายแพ้

ถ้าดูฟุตบอลอย่างคนใฝ่รู้ชีวิต หรือมีนำใจนักกีฬาแล้ว เราจะดูฟุตบอลโลกได้อย่างสนุกโดยไม่คลุ้มคลั่งหรือหมดเนื้อหมดตัวไปกับความพ่ายแพ้ อย่าลืมว่าถึงบราซิลจะตกรอบ อังกฤษจะแพ้ เยอรมันจะชนะ นั่นเป็นธรรมดาของเกมกีฬา ข้อสำคัญเราอย่าแพ้ใจตัวเองก็แล้วกัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved