หน้ารวมบทความ
   บทความ > ปาจารยสาร > ก้าวข้ามความโกรธ
กลับหน้าแรก
 

ปาจารยสาร กันยายน ๒๕๕๑

ก้าวข้ามความโกรธ
พระไพศาล วิสาโล

บางส่วนจากปาฐกถาเรื่อง “ก้าวข้ามความโกรธ รื้อถอนความรุนแรง” เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑
ในโอกาสครบรอบ ๓ ปีของการมรณภาพของพระสุพจน์ สุวโจ ณ สวนเมตตาธรรม อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

 

เมื่อมีคนกลั่นแกล้งเรา ทำให้ผู้ที่เรารักสูญเสียไป เมื่อมีคนมาแย่งชิงทรัพยากรอันเป็นที่รักของเราไป หากเราลืมดูใจของเรา ความโกรธเกลียดก็จะเผาผลาญจิตใจของเรา และเห็นคนอื่นเป็นตัวเลวร้ายที่สมควรได้รับการลงโทษหรือจัดการด้วยวิธีรุนแรง ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ง่าย และก็ทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้น เพราะความโกรธนั้น ไม่ว่าจะโกรธด้วยเรื่องใดก็ตาม แม้แต่โกรธเพราะเขานิยมชมชื่นนักการเมืองที่เราไม่ชอบ ก็สามารถที่จะนำไปสู่การฆ่ากันได้ทั้งที่เป็นเพื่อนกัน อันนี้คือโทษของความโกรธ

ความโกรธเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ง่ายที่เราจะเห็นคนอื่นเป็นศัตรูเพียงเพราะว่าเขาคิดไม่เหมือนเรา เขามีสีผิวไม่เหมือนเรา เขานับถือศาสนาต่างจากเรา เมื่อมีความโกรธแล้วก็มักจะมีเหตุผลมารองรับว่าสมควรที่ต้องโกรธ ความโกรธมันฉลาด มันจะไม่ยอมอยู่เฉยๆ แต่จะพยายามหาเหตุผลมารองรับว่าความโกรธเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ความโกรธเป็นสิ่งที่ชอบธรรม และเมื่อเป็นความชอบธรรมที่เราโกรธ เราก็สามารถทำร้ายคนอื่นได้อย่างไม่รู้สึกผิด เพราะว่าฉันเป็นฝ่ายถูก แกเป็นฝ่ายผิด ฉันจะทำร้ายแก ทำอย่างไรกับแกก็ได้ เพราะว่าแกผิด ฉันถูก

ดังเช่นเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ ที่มีการรุมฆ่านักศึกษาขนาดเผาทั้งเป็น คนที่ทำเช่นนั้นทำด้วยความโกรธเพราะปักใจเชื่อว่านักศึกษาเป็นตัวเลวร้าย ส่วนฉันเป็นฝ่ายถูก ฉันเป็นฝ่ายพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แกเป็นพวกบ่อนทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพราะฉะนั้นแกสมควรตาย ยิ่งแกเจ็บปวดทรมานก็ยิ่งสาแก่ใจฉัน

ผู้ก่อการร้ายในประเทศต่างๆทั่วโลก ฆ่าผู้บริสุทธิ์ หรือฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ด้วยความโกรธเกลียดและปักใจเชื่อว่าตนเป็นฝ่ายถูก อีกฝ่ายเป็นผู้ผิด เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๑๑ กันยาขึ้น ประชาชนในอเมริกาทั่วโลกโกรธแค้นที่ผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่านับพันคน ดังนั้นจึงพยายามหาตัวการว่าใครเป็นคนทำ และเมื่อพบหรือเชื่อว่ากลุ่มบินลาเดนและตาลีบันเป็นตัวการ ทางประธานาธิบดีบุชก็ส่งทหารเข้าไปทำสงครามในอัฟกานิสถาน เขาต้องการลงโทษผู้ที่ทำร้ายคนบริสุทธิ์ แต่การเอากองทัพไปรุกรานอัฟกานิสถาน ก็ทำให้คนบริสุทธิ์จำนวนมากต้องตาย แต่เขาก็ไม่รู้สึกอะไรเพราะใจคิดแต่จะไล่ล่าฆ่าบินลาเดนสถานเดียว

ความโกรธสามารถทำให้เราฆ่าคนได้ในนามความชอบธรรม เราโกรธเขาที่เขาฆ่าคนบริสุทธิ์ แต่เราเองกลับทำเช่นนั้นด้วยเหมือนกันในนามความถูกต้องได้ นี้คืออุบายของความโกรธที่ชอบอ้างความชอบธรรมเพื่อมันจะได้แสดงศักดานุภาพออกมา นี้คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงในทุกประเทศ ทุกฝ่ายมีเหตุผลว่าตัวเองมีสิทธิที่จะโกรธและฆ่าผู้อื่น เพราะตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ เป็นฝ่ายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าเราไม่ดูใจของเรา เมื่อเราถูกกระทำด้วยความรุนแรง เราก็จะตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นกัน เราไม่พอใจที่เขาทำกับเราอย่างนั้น แต่เรากลับทำเช่นนั้นกับผู้อื่น ถ้าเช่นนั้นเราต่างจากคนที่ทำร้ายเราตรงไหน อันนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกหนแห่ง ทุกหนแห่งจึงหาความสงบสุขไม่ได้

การจัดการกับความโกรธในใจเราเป็นเรื่องสำคัญ จะทำเช่นนั้นได้เราต้องมีสติ เพราะสติทำให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเรา และไม่ทำให้เรากลายเป็นยักษ์เป็นมารเหมือนคนที่เราเกลียด และถ้าเรารู้จักการให้อภัย เราก็สามารถระงับความโกรธได้

ทำไมเราควรให้อภัย เราควรให้อภัยก็เพราะนอกจากความโกรธจะเผาผลาญเราแล้ว เมื่อไตร่ตรองให้ดีจะพบว่ามนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา ความโกรธ ความเกลียด ความโลภที่ชักนำให้เขาลงมือสังหารผู้ที่เรารักนั่นแหละคือตัวการที่แท้จริง และถ้าเราปล่อยให้ความโกรธความเกลียดเกิดขึ้นในใจ เราก็จะเป็นเหมือนคนที่เรา
เกลียดเพราะเราก็จะใช้ความรุนแรงกับเขา ถ้าเราตระหนักถึงอานุภาพของความโกรธเกลียดและความโลภ เราจะมองเห็นว่าแท้จริงคนเหล่านั้นก็เป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน คือเป็นเหยื่อของความโกรธเกลียดและความโลภ ซึ่งจะชักนำเขาไปพบกับความทุกข์หรือต้องรับกรรมที่ทำไว้ ยิ่งเขาทำสิ่งเลวร้ายมากเพียงใด ก็ต้องพบกับความเดือดเนื้อร้อนใจมากเพียงนั้น

มองในแง่นี้คนเหล่านั้นคือคนที่น่าสงสาร ควรแก่การให้อภัย ขณะเดียวกันเราควรจะเปิดใจมองเห็นด้านดีหรือความดีของเขาด้วย เพราะความโกรธมักทำให้เราเห็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูที่เลวร้ายไปหมด แต่ถ้าเราให้อภัยเราจะพบว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การให้อภัยสามารถช่วยทำให้ทั้งเราและเขาหลุดออกจากนรก มีนรกขุมหนึ่งซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นกับคนที่ตายแล้วแต่เกิดขึ้นกับคนที่ยังอยู่คือนรกแห่งความพยาบาท ซึ่งเผาผลาญจิตใจผู้คนตลอดเวลา

อาตมานึกถึงคนคนหนึ่งซึ่งมีบทเรียนที่น่าสนใจ เธอผู้นี้เป็นชาวเวียดนาม เมื่อประมาณ ๔๐ ปีที่แล้ว เธอเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกเพราะว่ามีภาพเธอตอนอายุ ๑๒ ปีกำลังวิ่งร้องไห้ด้วยความทุกข์ทรมาน เนื้อตัวเปลือยเปล่า เพราะทหารอเมริกันทิ้งระเบิดนาปาล์มทำลายหมู่บ้านของเขา เด็กคนนี้ชื่อคิมฟุค เธอต้องเข้าโรงพยาบาลนานถึง ๑๔ เดือน ผ่าตัดถึง ๑๗ ครั้งเพราะถูกไฟครอกถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เธอโชคดีที่รอดชีวิตมาได้ขณะที่ลูกพี่ลูกน้อง ๒ คนต้องตาย แม้ร่างกายของเธอได้รับการเยียวยาแต่ใจของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลเพราะความโกรธแค้นทหารอเมริกันไม่เคยเลือนหาย เหตุการณ์ผ่านไป ๒๕ ปี ปรากฏว่าเธอได้รับเชิญไปประเทศอเมริกา เพื่อพูดให้ประชาชนเห็นถึงภัยของสงครามว่ามันทำลายผู้คนอย่างไรบ้าง

มีตอนหนึ่งเธอไปพูดให้อดีตทหารผ่านศึกชาวอเมริกันฟัง เธอเล่าว่าเธอให้อภัยทหารอเมริกันแล้ว และมีความในใจอย่างหนึ่งที่เธออยากบอกทหารอเมริกันที่ขับเครื่องบินไปทิ้งระเบิดทำลายหมู่บ้านของเธอ เผอิญอดีตนักบินคนนั้นมานั่งฟังเธอพูดด้วย เขาจึงเขียนจดหมายน้อยขึ้นไปบนเวทีเพื่อให้เธอรู้ว่าเขากำลังนั่งฟังเธออยู่ เมื่อคิมฟุครู้ว่าเขาอยู่ในที่ประชุมนั้น เธอก็พูดขึ้นว่า “ฉันอยากบอกเขาว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราควรพยายามทำสิ่งดีๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจจุบันและอนาคต” เธอบอกเขาว่าเธอไม่ได้โกรธเขาอีกต่อไปแล้ว เมื่อคิม ฟุคลงจากเวที อดีตนักบินซึ่งปัจจุบันเป็นหมอสอนศาสนาก็เข้ามากอดเธอและบอกว่า “ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ ” คิม ฟุคก็บอกว่า “ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย”

คิม ฟุคได้อธิบายต่อมาว่า เธอเคยเกลียดโกรธทหารอเมริกันที่มาทำลายหมู่บ้านและฆ่าน้องของเธอ แต่เธอพบว่ายิ่งเกลียดมากเท่าไร ก็ยากที่จะมีชีวิตอย่างเป็นสุขได้ เธอเล่าว่าความโกรธที่สั่งสมเอาไว้นั้นสามารถฆ่าเธอได้ สุดท้ายเธอก็ยอมรับว่าวิธีเดียวที่จะช่วยให้เธอเปลื้องทุกข์ได้คือการให้อภัย แล้วเธอก็พบว่าเมื่อให้อภัยแล้ว หัวใจของเธออ่อนโยนขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้เธออยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด

นี่คือตัวอย่างของคนที่สามารถก้าวข้ามความโกรธได้ เพราะตระหนักดีว่าความโกรธจะทำให้เธอไม่สามารถเป็นผู้เป็นคนได้ แต่เมื่อเอาชนะความโกรธแล้ว เธอยังพบว่าคนที่เคยเป็นศัตรูกับเธอนั้นในที่สุดเขาก็เปลี่ยนแปลงได้และสามารถเป็นมิตรกับเธอได้

มีอีกกรณีหนึ่งที่อาตมาอยากจะเล่าให้ฟัง กรณีนี้เป็นการสูญเสียคนรัก เรื่องนี้เกิดที่อเมริกา อาซิมมีลูกอายุ ๒๐ ปี เป็นเด็กขยันเรียนหนังสือและช่วยพ่อแม่ด้วยการส่งพิชซ่าไปตามบ้าน แล้ววันหนึ่งเขาก็ถูกฆ่า คนที่ฆ่าเป็นเด็กอายุ ๑๔ ปี ชื่อโทนี่ เขาทำไปด้วยความคะนองเพราะมีเพื่อนเป็นอันธพาล ในที่สุดโทนี่ก็ถูกจับ แต่เมื่อพ่อของผู้ตายรู้ประวัติของโทนี่เขาก็ตกใจ

พ่อของโทนี่เป็นคนติดยาและร่วมแก๊งอันธพาล แม่คลอดเขาตอนที่อายุ ๑๕ ปี และแม่ก็เลี้ยงดูโทนี่ไม่ได้ ตัวโทนี่ถูกล่วงเกินทางเพศเมื่ออายุ ๖ ขวบ อาซิมพบว่าโทนี่ก็เป็นเหยื่อของความรุนแรงเช่นเดียวกัน เพราะนอกจากเขาจะขาดความรักจากพ่อแม่แล้ว ยังถูกล่วงละเมิดตั้งแต่เล็ก ไม่แต่เพียงเท่านั้น เขายังยังต้องติดคุกถึง ๒๕ ปี เพียงเพราะความคะนองชั่วแล่น เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้อาซิมก็เลยไม่สามารถจะโกรธโทนี่ได้ เพราะว่าโทนี่กับลูกเขาตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกัน คือเป็นเหยื่อความรุนแรงเหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้อาซิมจึงตั้งมูลนิธิทาริก กามิซา ตามชื่อลูกเขา เพื่อรณรงค์ปลูกฝังให้เยาวชนตระหนักถึงโทษของความรุนแรง เพราะตัวการที่ฆ่าลูกเขาตายนั้น ที่จริงไม่ใช่โทนี่ แต่คือความรุนแรงที่แพร่ระบาดไปในหมู่เยาวชน และตามกลุ่มอันธพาลต่างๆ ที่ร่วมกันบ่มเพาะค่านิยมความรุนแรงและความคะนอง ที่น่าสนใจคือปู่ของโทนี่ก็เข้ามาร่วมรณรงค์เคียงบ่าเคียงไหล่กับอาซิม จนมูลนิธินี้เป็นที่รู้จักทั่วสหรัฐอเมริกา และสามารถเปลี่ยนชีวิตของเยาวชนได้มากมาย

นี้คือการเปลี่ยนความโกรธความเกลียดให้เป็นพลังสร้างสรรค์ เปลี่ยนความตายให้เป็นชีวิตใหม่ ซึ่งเราไม่มีทางทำเช่นนั้นได้ถ้าเรายังมีความโกรธเกลียดอยู่ เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันความโกรธและสามารถก้าวข้ามความโกรธได้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ปัจจุบันวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงกำลังแพร่ระบาดไปทั่วสังคมไทย และขยายไปทุกระดับชั้นของการเมือง เวลานี้การเมืองกำลังร้อนแรงและแบ่งขั้วอย่างชัดเจน เพียงแค่คิดไม่เหมือนกันก็สามารถที่จะโจมตีใส่ร้ายให้เป็นศัตรูของชาติได้ทั้งที่เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน ในสภาพเช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่เราไม่ควรมองคนอื่นว่าเขาทำผิดหรือถูกเท่านั้น แต่เราควรกลับมาดูใจเราด้วยว่าเราวางใจไว้ถูกหรือไม่ หรือว่าใจเราก็วางไว้ผิดเหมือนกันคือเต็มด้วยความโกรธความเกลียด

ในยุคนี้เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีสติรู้เท่าทันตนเอง แม้เราจะให้อภัยคนที่คิดต่างจากเราหรือคนที่ทำร้ายไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราควรมีความอดทน มีความใจกว้าง ยอมรับความแตกต่าง เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กันคนที่ไม่ใช่พวกของเรา แม้เขาจะคิดต่างจากเรา แต่เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับเขาให้ได้เพราะเขากับเราจะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน ที่จริงแล้วอย่าว่าแต่คนที่คิดต่างจากเราเลย แม้ตัวเราเองก็ยังคิดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา บางทีก็คิดขัดแย้งในตัวเอง ถ้าเราโกรธเกลียดคนที่คิดต่างจากเรา เราก็ควรเกลียดตัวเราด้วย เพราะเราเองก็คิดกลับไปกลับมา มีความคิดที่แตกต่างไปจากเมื่อวานนี้เหมือนกัน

นอกจากใจกว้างแล้ว เรายังควรที่จะมองไกลด้วย มองไกลคือมองให้เห็นว่าคนที่เราเกลียดตอนนี้วันหน้าก็อาจเป็นเพื่อนกัน หรือคนที่เกลียดในวันนี้เมื่อวานก็เคยร่วมมือกันมาก่อน และถึงที่สุดแล้วไม่ว่าจะเกลียดแค่ไหนแต่ก็ต้องอยู่ร่วมแผ่นดินนี้ไปจนตาย

ถ้าเราจะสู้กับวัฒนธรรมความรุนแรงเราต้องสู้กับความโกรธความเกลียด ต้องใช้สติ เมตตา และให้อภัย ไม่เช่นนั้นวัฒนธรรมความรุนแรงก็จะแผ่ขยายไปทุกหนแห่งไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ของวัด กรณีพระสุพจน์ เป็นตัวอย่างว่าทุกวันนี้ความรุนแรงระบาดไปถึงในวัดแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนโดนเฉพาะชาวพุทธที่จะต้องหยุดยั้งวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงที่มีโครงสร้างแห่งความรุนแรงรองรับ

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วชาวพุทธส่วนใหญ่สนใจธรรมะในระดับส่วนตัว การทำเช่นนั้นต้องถือว่าเป็นการละเลยบทบาทและหน้าที่ของชาวพุทธ เพราะหน้าที่ของชาวพุทธนั้นไม่ใช่แค่รักษาตัวให้ดีเท่านั้น หน้าที่ของชาวพุทธศาสนามี ๒ ด้าน ด้านหนึ่งพัฒนาตนให้เกิดปัญญาจนพ้นทุกข์ อันนี้เป็นบทบาทในเชิงลึก ด้านที่สองคือทำให้สังคมเจริญงอกงาม มีสันติสุข อันนี้คือบทบาทในเชิงกว้าง พุทธศาสนามีทั้งความลึกและความกว้าง ความลึกคือประกอบด้วยข้อธรรมอันลุ่มลึก ที่สามารถทำให้ผู้คนประจักษ์แจ้งในสัจธรรมจนเป็นอิสระจากความทุกข์ได้ ขณะเดียวกันพุทธศาสนาก็มีข้อธรรมที่ช่วยให้สังคมเกิดสันติสุข ความกว้างของพุทธศาสนายังมีความหมายว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตและในทุกหนแห่งได้

การประพฤติธรรมในพุทธศาสนาไม่ได้หมายถึงการทำความดีรักษาตนเฉพาะในห้องพระหรือในครอบครัวเท่านั้น แต่ยังสามารถนำเอาธรรมะมาใช้ในการดำเนินชีวิตในทุกหนแห่งได้ จะใช้ในที่ทำงานก็ได้ บนท้องถนนก็ได้ ใช้เพื่อผดุงรักษาความยุติธรรมก็ได้ นั่นคือเราสามารถนำหลักธรรมไปใช้ทั้งในชีวิตประจำวันและในสังคม เช่น นำไปสร้างสรรค์สังคม ช่วยเหลือผู้คนให้มีความทุกข์น้อยลง มีความสุขมากขึ้น หรือนำหลักธรรมไปใช้ในการจัดระเบียบทางสังคม นี่คือมิติทางสังคมของพระพุทธศาสนา ซึ่งทำให้อานิสงส์ของพระธรรมคำสอนสามารถแผ่ไปได้กว้างไกล

แต่ปัจจุบันนี้ชาวพุทธจำนวนมากกำลังทำให้พุทธศาสนามีความหมายแคบลง เป็นเพียงแค่การฝึกตนให้พ้นทุกข์ การตีความเช่นนี้ทำให้พื้นที่ทางธรรมในสังคมหดแคบลง หมายความว่าหากคุณอยากจะเป็นคนดีก็เป็นได้เฉพาะแต่ในบ้าน ถ้าคุณออกนอกบ้านก็เป็นคนดีไม่ได้แล้ว เพราะถ้าจะทำมาหากินก็ต้องแข่งขัน เอารัดเอาเปรียบ ต้องเห็นแก่ตัว ต้องโกหก หรืออาจต้องทุจริตบ้าง ในวันนี้อย่าว่าแต่ในบ้านเลย แม้แต่อยู่ในวัดยังรักษาศีลลำบากเลย อย่าว่าแต่ศีล ๒๒๗ ข้อเลย แม้แต่ศีล ๘ ก็รักษาลำบากแล้วเพราะอบายมุขมีเยอะแยะ เหล้าเอย การพนันเอย รุกเข้าไปในวัด บางแห่งแม้แต่ศีล ๘ พระยังรักษาได้ไม่ครบเลย กลางคืนยังต้องฉันมาม่าเพราะถูกชักชวนและกดดันจากเพื่อนพระด้วยกัน

พื้นที่ทางธรรมนับวันจะหดแคบลง แม้แต่ในห้องสอบก็ยังรักษาความซื่อสัตย์สุจริตได้ยาก เพราะถึงคุณไม่อยากทุจริต แต่เมื่อเห็นคนอื่นโกงกัน คุณก็อดใจได้ยาก บางคนพยายามซื่อสัตย์ในห้องสอบ แต่กลับพบว่ารอบตัวโกงกันหมด แถมคนที่ทุจริตได้คะแนนดีกันทุกคน ก็เลยต้องเอากับเขาบ้าง ไม่งั้นก็จะถูกเขาหัวเราะเยาะว่าโง่ ที่พูดนี้หมายถึงห้องสอบในวัดนะ เดี๋ยวนี้การทุจริตในห้องสอบเป็นเรื่องธรรมดามากในหลายวัด เพราะผู้คุมห้องสอบก็รู้เห็นเป็นใจ

อยู่ในวัดก็ยังไม่ปลอดภัย เพราะพระบางรูปก็พกปืน หาไม่ก็มีคนมาทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมดังกรณีพระสุพจน์ ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าอธรรมกำลังแพร่ระบาดไปทั่วทุกหนแห่ง จนกระทั่งคุณจะทำความดีได้ก็เฉพาะในบ้าน เช่น ทำความดีกับพี่ ทำความดีกับน้อง ทำความดีกับลูก แต่ออกนอกบ้านเมื่อไร ก็ทำความดีได้ยากเพราะ คุณต้องเห็นแก่ตัว ต้องโกง ต้องโกหก ต้องหนีภาษี เป็นต้น

เวลานี้พื้นที่ทางธรรมจึงหดแคบลงมาก การทำความดีกลายเป็นเรื่องลำบากไม่ว่าในบ้านหรือในวัด

เหล่านี้คือปัญหาที่ท้าทายชาวพุทธโดยตรง การที่เราปล่อยให้โครงสร้างและวัฒนธรรมความรุนแรงตลอดจนระบบบริโภคนิยมระบาดไปทั่วประเทศ ก็เท่ากับว่าเรากำลังทำให้พื้นที่ของอธรรมขยายตัวเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งชาวพุทธกำลังจะไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ที่จะทำความดีตามหลักธรรม เปรียบเสมือนคนที่ถูกเกาะหรือกระจุกตัวมาอยู่บนเกาะ ขณะที่ระดับน้ำก็กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่ในเกาะก็หดแคบลงเป็นลำดับ จนต่อไปก็อาจไม่มีที่แม้แต่จะยืน

หน้าที่เร่งด่วนของชาวพุทธในขณะนี้คือช่วยกันขยายพื้นที่ทางธรรมให้กว้างขวางขึ้น ด้วยการออกไปทำงานเพื่อสังคม ให้อานุภาพของธรรมไปปรากฏสู่สายตาของสังคมมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ด้วยการเทศน์ แต่ด้วยการทำให้ดู แล้วช่วยให้สังคมหลุดพ้นจากอำนาจของทุนนิยมและความรุนแรง ซึ่งหากจะทำเช่นนั้นได้ ต้องเริ่มต้นด้วยการช่วยกันรื้อถอนโครงสร้างแห่งความรุนแรง ไม่สนับสนุนกลไกหรือระบบที่คอยเบียดบังเอารัดเอาเปรียบผู้คน ตลอดจนสั่งสมบ่มเพาะทัศนคตินิยมความรุนแรงให้แก่ผู้คน

จะทำเช่นนั้นได้ ก็ต้องรักษาใจของเราเป็นเบื้องต้น ถ้าเราไม่สามารถก้าวข้ามความโกรธในใจเราได้ เราก็จะไม่สามารถลดทอนความรุนแรงในสังคมได้เลย ฉะนั้นการรื้อถอนความรุนแรงในสังคม จะต้องเป็นไปพร้อมๆ กับการก้าวข้ามความโกรธในใจเราให้ได้ และถ้าเราทำทั้ง ๒ อย่างนี้ได้ เราก็สามารถป้องกันไม่ให้คนดีๆ อย่างพระสุพจน์ หรือเจริญ วัดอักษร มีอันเป็นไป แต่ถ้าเราไม่ทำเช่นนั้น กรณีเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก ใช่แต่คนดีจะไม่มีที่ยืนเท่านั้น แม้กระทั่งพระพุทธศาสนาก็จะไม่มีที่ยืนในสังคม และอาจกลายเป็นเพียงแค่ลัทธิพิธีธรรมดาๆ เท่านั้นเอง.

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved