หน้ารวมบทความ
   บทความ > สุขภาพ > สุขภาพองค์รวมกับสุขภาพสังคม
กลับหน้าแรก
 

สุขภาพองค์รวมกับสุขภาพสังคม
พระไพศาล วิสาโล

ดาวน์โหลดเอกสาร

องค์รวมหมายถึงความเป็นหนึ่งอันเกิดจากความเชื่อมโยงอย่างบรรสานสอดคล้องขององค์ประกอบต่าง ๆ สิ่งที่ตามมาก็คือคุณภาพใหม่ที่พิเศษไปจากคุณภาพขององค์ประกอบย่อย ๆ ทั้งหลาย ตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นคุณสมบัติดังกล่าวชัดเจน ได้แก่ ออกซิเจน และไฮโดรเจน ต่างเอื้อต่อการเกิดไฟ แต่เมื่อมารวมกันเป็นน้ำ ก็ได้คุณภาพใหม่ที่สามารถดับไฟได้ หรือแสงเจ็ดสีเมื่อมารวมกันจะได้แสงสีขาว ซึ่งเป็นสีที่พิเศษไปจากสีทั้งเจ็ด

สุขภาพองค์รวมหมายถึงสุขภาพที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต เป็นสุขภาวะโดยรวมอันเกิดจากสุขภาวะทางกาย จิต และสังคม ซึ่งต่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ยากที่จะแยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ หรืออย่างโดด ๆ ได้

แนวคิดพื้นฐาน

แนวคิดเรื่องสุขภาพองค์รวม มาจากความคิดพื้นฐานที่ว่า มนุษย์แต่ละคนนั้นประกอบด้วยกายและใจ ขณะเดียวกันก็มิอาจแยกตัวอยู่โดด ๆ ได้ หากยังต้องมีความสัมพันธ์กับผู้คน เริ่มจากพ่อแม่ ญาติพี่น้องไปจนถึงผู้คนในสังคม ด้วยเหตุนี้ กายและใจจะต้องสัมพันธ์กันด้วยดี ควบคู่ไปกับความสัมพันธ์ทางสังคม ถึงจะทำให้ชีวิตมีความเจริญงอกงามหรือมีสุขภาพที่ดีได้

แนวคิดนี้จึงมิได้มองว่า สุขภาพหมายถึงความปลอดโรค (disease)เท่านั้น เพราะแม้จะปลอดโรคหรือปัจจัยทางกายภาพที่เป็นตัวก่อโรค (pathogen) เช่น เชื้อโรค สารพิษ ก็ใช่ว่าบุคคลจะมีสุขภาพหรือสุขภาวะที่ดีได้ มีผู้ป่วยไม่น้อยที่รู้สึกอ่อนเพลีย เวียนหัว ทั้ง ๆ ที่อวัยวะทุกอย่างเป็นปกติ บางคนหูหนวก ตาบอด หรือเป็นอัมพาต โดยไม่พบรอยโรคหรือความผิดปกติของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อสาวหาสาเหตุกลับพบว่าต้นตออยู่ที่จิตใจ เช่น ความเครียด ภาวะกดดันในจิตไร้สำนึก ซึ่งอาจสืบเนื่องจากปัญหาความสัมพันธ์กับผู้ใกล้ชิด

แนวคิดดังกล่าวโยงมาสู่ทัศนะเกี่ยวกับโรค แนวคิดแบบสุขภาพองค์รวมมองว่าโรคนั้นมิได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งโดด ๆ แม้กระทั่งโรคติดเชื้อ ก็มีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่นนอกจากตัวเชื้อโรคเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งสุขภาพองค์รวมมีทัศนะว่า โรคแต่ละโรคนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ มีหลายองค์ประกอบเข้ามาเกี่ยวข้อง และองค์ประกอบเหล่านั้นมิได้มีแค่องค์ประกอบทางกายภาพ (เช่น เชื้อโรค สารพิษ)เท่านั้น หากมักมีองค์ประกอบทางด้านจิตใจและความสัมพันธ์ทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ อาทิ เช่นความเครียด ดังนพ.เฮอเบิร์ต เบนสัน แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ ความเจ็บป่วยของผู้ที่ไปหาหมอร้อยละ ๖๐-๙๐ เป็นเรื่องกาย-ใจ และเกี่ยวข้องกับความเครียด” (Wallis:39)

แม้กระทั่งโรคติดเชื้อ ทัศนะแบบองค์รวมก็เห็นว่ามิได้เกิดจากเชื้อโรคหรือจุลชีพอย่างเดียว หากยังเกี่ยวข้องกับระบบภูมคุ้มกันในร่างกาย หากระบบภูมิคุ้มกันเป็นปกติหรือทำงานได้ดี เชื้อโรคก็ไม่สามารถทำให้เกิดความเจ็บป่วยได้ ดังเห็นได้ว่าคนปกตินั้น มีเชื้อโรคหลายอย่างอยู่ในร่างกาย แต่ก็ไม่เจ็บป่วย ทั้งนี้เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันสามารถควบคุมเชื้อโรคนั้นไม่ให้ออกฤทธิ์ได้

นอกจากนั้นยังมีหลายโรคด้วยซ้ำที่เกิดจากความผิดพลาดของระบบภูมิคุ้มกันเอง หรือมีปฏิกิริยาเกินเหตุ จนทำอันตรายแก่ร่างกายและเป็นภัยถึงชีวิต เช่น โรคซาส์ ซึ่งเมื่อกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้วตัวการที่ทำให้ปอดอักเสบและบวมจนถึงตายคือระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย หาใช่ไวรัสซาส์ไม่ ซาส์เป็นเพียงตัวกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นตัวอย่างโกลาหล กล่าวอีกนัยหนึ่งทัศนะแบบองค์รวมมองว่าโรคติดเชื้อมิได้เกิดจากเชื้อโรคโดดๆ หากเกิดจากความสัมพันธ์ที่เสียสมดุลระหว่างระบบภูมิคุ้มกันกับเชื้อโรค และหากสาวไปให้ถึงที่สุดก็มักจะพบว่าความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันนั้นมักเกี่ยวข้องกับความเครียดในจิตใจ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถกล่าวได้ว่าแม้แต่โรคติดเชื้อก็ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาวะ(หรือการขาดสุขภาวะ)ทางใจ ดังจะได้กล่าวต่อไป

สุขภาพของบุคคลแม้กระทั่งในทางกายนั้น ผูกพันแนบแน่นกับสุขภาวะทางใจและทางสังคม จิตใจที่แช่มชื่น เป็นสุข ไม่เครียด ความสัมพันธ์ที่ราบรื่น ไม่ร้าวฉาน เป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพของบุคคล หากมีปัญหาทางจิตใจและความสัมพันธ์ทางสังคมแล้ว บุคคลก็สามารถล้มป่วยได้ โดยที่การล้มป่วย (illness)นั้นอาจไม่เกี่ยวข้องกับโรค (disease) เลย ด้วยเหตุนี้ การปลอดโรคจึงไม่ใช่หลักประกันแห่งสุขภาพอย่างแท้จริง เพราะถึงแม้ไม่เป็นโรค แต่ก็อาจล้มป่วยได้ด้วยสาเหตุทางจิตใจและความสัมพันธ์ทางสังคม ทัศนะที่ว่า สุขภาพหมายถึงการปลอดโรค จึงไม่ครอบคลุมเพียงพอ นอกจากจะเน้นเฉพาะมิติทางกายภาพแล้ว ยังเป็นการมองสุขภาพในเชิงลบ เพราะสุขภาพที่แท้จริงเกิดจากสภาวะที่เป็นบวกทั้งในทางกาย ใจ และสังคม คือร่างกายแข็งแรง ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ดี ใจเป็นสุข แช่มชื่น รู้จักมองในแง่บวก ส่วนความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็เป็นไปอย่างราบรื่น กลมเกลียวกัน

เปรียบเทียบกับสุขภาพแบบแยกส่วน

ดังได้กล่าวแล้วว่าแนวคิดแบบสุขภาพองค์รวม มาจากความคิดพื้นฐานที่ว่ามนุษย์ทั้งมีองค์ประกอบหลายมิติที่เกี่ยวพันกัน ได้แก่ กาย ใจ และสังคม (ในทางพุทธศาสนายังแยกใจออกเป็น จิตและปัญญา) ความคิดพื้นฐานเช่นนี้เองที่ทำให้แนวคิดแบบสุขภาพองค์รวมแตกต่างจากแนวคิดกระแสหลักที่มองสุขภาพแต่ในแง่กายภาพ คำถามก็คือแนวคิดประการหลังนี้มองมนุษย์ว่าอย่างไร ?

แนวคิดที่เน้นสุขภาพในแง่กายภาพนั้น มองว่าร่างกายมนุษย์เป็นเครื่องจักร เป็นแต่ว่าชิ้นส่วนทำด้วยเนื้อเยื่อแทนที่จะเป็นโลหะ ไม่มีคำพูดใดที่สะท้อนทัศนะดังกล่าวดีไปกว่าคำของเรอเน เดส์กาตส์ ผู้ได้รับสมญาว่าเป็นบิดาของปรัชญาสมัยใหม่ “ร่างกายเป็นเครื่องจักร ซึ่งสร้างและประกอบด้วยเส้นประสาท กล้ามเนื้อและหนัง ซึ่งถึงแม้จะไม่มีจิตใจในร่างกายเลย มันก็ยังไม่หยุดที่จะทำงานเหมือนเดิมอยู่นั่นเอง” ความเจ็บป่วยในทัศนะดังกล่าวจึงไม่ต่างจากความผิดปกติของเครื่องจักร ดังเซอร์ไอแซค นิวตันได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า “ผมเปรียบคนป่วยเหมือนกับนาฬิกาที่มีการประกอบไม่ดีพอ และเปรียบคนที่มีสุขภาพดีกับนาฬิกาที่มีการประกอบอย่างดี” (คาปร้า เล่ม ๑ :๓๐)

ความเจ็บป่วยของมนุษย์จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องทางกายภาพล้วน ๆ และจะรักษาให้หายป่วยได้ก็ด้วยการจัดการกับอวัยวะเฉพาะส่วน เหมือนกับช่างซ่อมนาฬิกาที่จัดการกับชิ้นส่วนที่เสียไป ทัศนะเช่นนี้ได้สืบทอดส่งผ่าน และมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการแพทย์แผนใหม่ ที่มองว่าโรคเป็นปรากฏการณ์ทางกายภาพล้วน ๆ และการรักษาโรคก็คือการจัดการกับร่างกายเฉพาะจุดเฉพาะส่วน โดยซอยย่อยลงมาเรื่อย ๆ จากอวัยวะ สู่เนื้อเยื่อ เซล และโมเลกุล ไปจนถึงดีเอ็นเอ โดยมุ่งจัดการกับตัวการก่อโรค อาทิ บักเตรี ไวรัส สารพิษ จนถึงยีนที่ผิดปกติ ยิ่งลงลึกมากเท่าไร มิติด้านจิตใจและความสัมพันธ์ทางสังคมก็ยิ่งถูกมองข้ามไป จนหายไปจากแนวคิดเรื่องโรค การแพทย์แผนใหม่จึงกลายเป็นการแพทย์แบบชีวภาพล้วน ๆ (biomedicine) ซึ่งไม่มีที่ว่างให้แก่มิติทางด้านจิตใจและสังคม ทัศนะดังกล่าวในที่สุดก็ย้อนกลับมาส่งผลถึงทัศนะต่อชีวิต คือในที่สุดก็เห็นว่าชีวิตมีแต่มิติทางกายภาพ หรือเป็นกระบวนการทางชีวเคมี เท่านั้น ดังมีผู้ให้นิยามชีวิตว่าเป็นเพียง “วิถีแห่งการดำรงอยู่ของวัตถุโปรตีน ส่วนสำคัญของมันประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนโปรตีนอย่างต่อเนื่องด้วยระบบดูดซับขับถ่ายกับภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติที่อยู่ภายนอกตัวมันเอง และมันจะตายก็ต่อเมื่อระบบดูดซับขับถ่ายหยุดทำงาน” สำหรับคนที่มีทัศนะเช่นนี้ จิตใจก็เป็นเพียงกระบวนการทางชีวเคมีที่รวมศูนย์อยู่ที่สมองเท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

การแพทย์แบบชีวภาพนี้มีอิทธิพลต่อระบบสุขภาพในปัจจุบัน? แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลากรทางด้านสุขภาพจะมีทัศนะต่อชีวิตอย่างสุดโต่งอย่างที่เพิ่งกล่าวมา เชื่อว่าบุคคลกรทางการแพทย์จำนวนมากยังมีความเชื่อว่ามนุษย์นั้นไม่ได้มีแต่กายอย่างเดียว แต่มีจิตใจด้วย แม้กระนั้นก็ยังมองแบบแยกส่วนคือเห็นว่ากายกับใจนั้นแยกจากกัน ใจไม่มีอิทธิพลต่อกาย หรือต่อสุขภาพทางกาย คือเห็นว่าความเจ็บป่วยเป็นเรื่องของร่างกายล้วน ๆ ที่ต้องเยียวยารักษาด้วยวิธีการทางกายภาพ เช่น ใช้ยา ผ่าตัด ฉายแสง หรือเคมีบำบัดเท่านั้น ซึ่งล้วนเป็นการจัดการกับอวัยวะเฉพาะส่วน โดยเชื่อว่าอวัยวะดังกล่าวผิดปกติไปก็เพราะสาเหตุเพียงหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นบัคเตรี รา ไวรัส สารเคมี กัมมันตภาพรังสี หรือการฉีกขาด ก็ตาม ล้วนเป็นปัจจัยทางกายภาพซึ่งส่วนใหญ่มาจากนอกตัวทั้งนั้น ต่อเมื่อปลอดจากปัจจัยก่อโรคดังกล่าว โรคจึงจะหมดไป และเมื่อโรคหมดไป สุขภาพก็จะดีขึ้นมาเอง ทัศนะเช่นนี้เองที่เป็นพื้นฐานของความคิดที่ว่า สุขภาพหมายถึงการปลอดโรค

การรักษาแบบองค์รวม

เมื่อเปลี่ยนมุมมองโดยเห็นว่าสุขภาพนั้นมีลักษณะองค์รวม การรักษาก็ย่อมมีลักษณะองค์รวมด้วยเช่นกัน เริ่มต้นจากการเยียวยารักษา จะไม่จำกัดหรือเน้นที่อวัยวะเฉพาะส่วน หากมุ่งฟื้นฟูความเป็นปกติหรือสุขภาวะของร่างกายทั้งระบบ เพราะเชื่อว่าเมื่อร่างกายทั้งระบบเป็นปกติ อาการผิดปกติที่ปรากฏกับร่างกายเฉพาะส่วนก็จะหายไป หรือได้รับการเยียวยาในที่สุด การฝังเข็ม การนวด ธรรมชาติบำบัด ตลอดจนโยคะ และไท้เก็ก มีผลต่อสุขภาพ และช่วยรักษาโรคได้ก็เพราะสามารถฟื้นฟูร่างกายทั้งระบบ โดยที่อาจมีการรักษาเยียวยาซึ่งมุ่งกระทำกับร่างกายเฉพาะจุดด้วย แต่มิใช่จุดเน้น

สิ่งที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการรักษาก็คือการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง เช่น การกินที่ถูกสุขลักษณะและสมดุล ห่างไกลจากยาเสพติดและสารพิษ การนอนและพักผ่อนอย่างพอเพียง รวมทั้งการอยู่ในสถานที่เอื้อต่อสุขภาพ มีอากาศและน้ำสะอาด ไม่อุดอู้ ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อการฟื้นฟูและรักษาร่างกาทั้งระบบให้เป็นไปด้วยดี

แต่การรักษาทางกายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษาแบบองค์รวมเท่านั้น สิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกันคือการเยียวยารักษาทางใจและทางสังคม ความเครียด วิตกกังวล ความเศร้าโศก ผิดหวัง ท้อแต้ การคิดเอาแต่ได้ ไม่ยอมปล่อยวาง มีผลบั่นทอนสุขภาพเช่นเดียวกับความเหงา ว้าเหว่ หรือความร้าวฉานกับผู้อื่น

การวิจัยตลอด ๒ ทศวรรษที่ผ่านมาได้ชี้ว่า มีหลายโรคที่เกี่ยวข้องกับจิตใจและความสัมพันธ์กับผู้คน ที่ชัดเจนได้แก่โรคหัวใจ คนที่มักโกรธ เครียดจัด มุ่งมั่นเอาชนะ ไม่ยอมแพ้ มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนที่มีจิตใจผ่อนคลาย (Inglis:35-36) เมื่อปี ๒๕๓๘ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ทำการศึกษาคนไข้โรคหัวใจขาดเลือดจำนวนกว่า ๑,๖๐๐ คน พบว่าคนที่ไม่สามารถควบคุมความโกรธได้ มีอัตราการกำเริบของโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าถึง ๒ เท่าเมื่อเทียบกับคนที่มีอารมณ์สงบและสามารถควบคุมตนเองได้ นอกจากนั้นยังมีการค้นพบว่าการจัดการกับความเครียดที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการตายมากกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก (วิธาน :๙๕)

อีกโรคได้แก่มะเร็ง เคยมีการสัมภาษณ์ผู้ป่วยมะเร็ง ๒๕๐ คน พบว่า ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ชีวิตคล้ายกัน เช่น มีความเศร้า เปลี่ยวเหงาในวัยเด็ก มีปัญหาความสัมพันธ์กับพ่อแม่ พอโตขึ้นประสบกับความผิดหวังในชีวิต เช่น ถูกออกจากงาน ลูกหนีจาก คู่ชีวิตาย เกิดความสิ้นหวังซึมเศร้า มีนายแพทย์บางคนสามารถทำนายว่าใครบ้างที่จะเป็นมะเร็งโดยดูจากบุคลิกและภาวะจิตใจ ปรากฏว่าเขาทำนายถูก ๑๑ คนจาก ๑๘ คนว่าจะเป็นมะเร็ง และทำนายถูก ๒๕ คนจาก ๓๓ คนว่าจะไม่เป็นมะเร็ง (Locke & Cooligan: 161,167)

แม้แต่โรคติดเชื้อ ก็มีอิทธิพลของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ในสก็อตแลนด์ มีการพบว่าร้อยละ ๖๕ ของคนที่เป็นวัณโรคเคยประสบเหตุการณ์ที่ทำให้เครียดจัด ร้อยละ ๙๐ ของเหตุการณ์ณ์ดังกล่าวได้แก่การผิดหวังในความรัก ล้มเหลวในการแต่งงาน เมื่อคนเหล่านี้หายจากโรค ปรากฏว่าคนที่กลับมาเป็นโรคนี้ใหม่ ร้อยละ ๗๕ ประสบเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกข์มาก ส่วนคนที่ไม่เป็นโรคนี้ มีเพียงร้อยละ ๑๒ เท่านั้นที่ผ่านเหตุการณ์อย่างเดียวกัน (Inglis 160-161)

ในขณะที่ความเครียดและความวิตกกังวลมีผลในการก่อโรค ความรู้สึกผ่อนคลาย แช่มชื่นเบาสบาย ไร้วิตกกังวล ก็ย่อมช่วยให้สุขภาพดีขึ้น หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้เร็วขึ้น หรือมีอายุยืน มีการวิจัยเป็นอันมากที่ยืนยันเรื่องนี้ เมื่อปี ๒๕๔๐ ได้มีการศึกษาผู้มีอายุระหว่าง ๕๕-๘๕ ปีจำนวนกว่า ๒,๘๐๐ คนในอเมริกา พบว่าคนที่รู้สึกว่าควบคุมชีวิตตนได้มีอัตราการตายน้อยกว่าคนที่รู้สึกท้อแท้กับชีวิตถึงร้อยละ ๖๐ (วิธาน: ๙๖) ส่วนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มองโลกในแง่ดีหรือสามารถจัดการกับความโกรธได้ดีมีแนวโน้มที่จะอยู่ยืนยาวกว่าผู้ป่วยที่มีความเครียดหรือเก็บกดความโกรธเอาไว้ (Lemonick: 41)

ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย นั้นทำได้หลายอย่าง วิธีหนึ่งก็คือการสวดมนต์ ในอเมริกาพบว่าในบรรดาผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจนั้น คนที่มีศรัทธาและได้กำลังใจจากศาสนามีอัตราการตายน้อยกว่าคนที่ไม่ได้สนใจศาสนาถึง ๑ ใน ๓ ส่วนคนที่ไปวัดสม่ำเสมอก็มีอัตราการตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ไปถึงครึ่งหนึ่ง แม้ว่าจะนำเอาพฤติกรรมการสูบบุหรี่และปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคมสุขภาพมาพิจารณาในการวิจัยแล้วก็ตาม (Wallis:40)

นอกจากจิตใจที่สงบ ผ่อนคลายแล้ว ความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็มีผลต่อสุขภาพมาก เคยมีการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม ทั้ง ๒ กลุ่มได้รับการศึกษาตามมาตรฐานการแพทย์แผนใหม่ทุกประการ แต่กลุ่มที่หนึ่งนั้นมีการพบปะพูดคุยกันระหว่างคนไข้ และช่วยเหลือกันตามโอกาส โดยทำเช่นนี้สม่ำเสมอสัปดาห์ละ ๙๐ นาที ต่อเนื่องนาน ๑ ปี อีกกลุ่มไม่มีกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่ม ปรากฏว่าอัตราการอยู่รอดของกลุ่มแรกมากเป็น ๒ เท่าของกลุ่มที่สอง และยังพบอีกว่าในกลุ่มที่สองนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ๕ ปี ไม่มีผู้ป่วยคนใดมีชีวิตรอดเลย (วิธาน ๒๙๑)

แม้กระทั่งกำลังใจจากเพื่อน ๆ หรือคนรู้จักก็มีผลในการเยียวยารักษา เคยมีการศึกษาผู้ป่วย ๓๙๓ คนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด กลุ่มแรก ๑๙๒ คน มีคนคอยสวดมนต์และภาวนาให้ ส่วนที่เหลือไม่มีคนคอยสวดภาวนาให้ ผลการวิจัยพบว่าคนไข้กลุ่มแรก ใช้ยาปฏิชีวนะน้อยกว่ากลุ่มที่สอง ๕ เท่า มีน้ำท่วมปอดน้อยกว่า ๓ เท่า และถูกใส่ท่อช่วยหายใจน้อยกว่า ๑๒ เท่า (วิธาน :๒๕๓)

สภาวะจิตใจและความสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้น มีผลต่อร่างกายอย่างมิอาจปฏิเสธได้ การรักษาที่เน้นแต่การเยียวยาร่างกายหรืออวัยวะเฉพาะส่วน แต่ไม่สนใจสภาวะจิตใจของผู้ป่วยหรือความสัมพันธ์ที่เขามีกับผู้อื่น ย่อมเป็นได้แค่การรักษา “โรค” แต่มิใช่การรักษา “คน” ซึ่งในที่สุดแล้วก็มิอาจรักษาโรคได้ด้วยซ้ำ หรือถึงรักษาได้ โรคก็กลับมาใหม่ จะในลักษณะเดิมหรือลักษณะใหม่ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ในระยะหลังจึงมีการให้ความสำคัญกับมิติด้านจิตใจและสังคมมากขึ้น แม้กระทั่งในโรงพยาบาลที่ใช้การแพทย์แผนใหม่ โรงพยาบาลเหล่านี้ถึงแม้จะยังใช้วิธีการรักษาร่างกายเฉพาะจุดเฉพาะส่วนเหมือนเดิม แต่ก็เพิ่มการฟื้นฟูบำบัดจิตใจขึ้นมา หลายแห่งสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้สวดมนต์ภาวนาตามความเชื่อของตน โดยเปิดห้องสวดมนต์หรือห้องทำสมาธิขึ้นในโรงพยาบาล ไม่ถือว่าเป็นเรื่องไสยศาสตร์อีกต่อไป ผู้บริหารโรงพยาบาลพบว่าวิธีนี้สิ้นเปลืองงบประมาณน้อยกว่าการพึ่งพายาและเทคโนโลยีซึ่งมีราคาแพงขึ้นทุกวัน

แม้ว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะยังคงเน้นการรักษาอวัยวะมากกว่าที่จะสนใจเรื่องจิตใจหรือความรู้สึกผูกพันของผู้ป่วยในฐานะมนุษย์ แต่ประสบการณ์ของแพทย์และพยาบาลจำนวนไม่น้อยก็เป็นหลักฐานยืนยันว่า จิตใจนั้นมีอานุภาพในการเยียวยารักษา ความเมตตาของหมอและพยาบาลสามารถทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นโดยที่ยังไม่ทันได้ให้ยาเลยด้วยซ้ำ เซอร์ วิลเลียม ออสเลอร์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษและอเมริกาเมื่อต้นศตวรรษที่ ๒๐ เคยกล่าวว่า ผลสำเร็จในการบำบัดรักษาของเขานั้นเป็นเพราะบุคลิกและพฤติกรรมของเขา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความรู้ทางการแพทย์ของเขาเลย
นายแพทย์วิลเลียม เฮนรี เวลซ์ ซึ่งเป็นคนสำคัญในการบุกเบิกการแพทย์แผนใหม่ในอเมริกาได้พูดถึงบิดาของเขา ซึ่งเป็นหมอเหมือนกันว่า “ทันทีที่ท่านเข้าห้องผู้ป่วย คนป่วยจะรู้สึกดีขึ้นทันที บ่อยครั้งมิใช่เพราะการรักษาของท่าน แต่เป็นเพราะการปรากฏตัวของท่านต่างหากที่รักษาผู้ป่วยให้หายได้” (Cousins:17-18) ศรัทธาในแพทย์และความหวังว่าจะหายเมื่อได้พบแพทย์มีผลอย่างมากต่ออาการทางกายของผู้ป่วย แต่ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือบุคลิกที่เปี่ยมด้วยเมตตาของแพทย์และพยาบาล เมตตาจิตนั้นมีพลังอย่างที่เราอาจนึกไม่ถึง (ดูเรื่องเล่าของพ.ญ.อมรา มลิลา ในภาคผนวกท้ายบทความนี้)

การรักษาด้วยวิธีการที่ต่างไปจากการแพทย์แผนใหม่ อาทิ ชีวจิต ธรรมชาติบำบัด แมคโครไบโอติคส์ หากสามารถเยียวยาผู้ป่วยให้พ้นจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง ได้ ก็เพราะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาวะจิตใจ และการใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ในการเยียวยารักษา โดยทำไปพร้อมกับการฟื้นฟูสมรรถนะของร่างกายทั้งระบบ แม้ว่าวิธีการเหล่านี้จะไม่สามารถอธิบายให้ละเอียดลงไปถึงระดับเซลหรือโมเลกุลอย่างที่การแพทย์แผนใหม่ถนัดก็ตาม แต่นั่นก็ไม่สำคัญเพราะชีวิตนั้นมีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะอธิบายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนหรือเครื่องสแกนสมอง ดังที่พอล ไวส์ นักชีววิทยาชาวอเมริกันได้กล่าวว่า “ไม่มีปรากฏการณ์ใด ๆ ในระบบของสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถอธิบายได้ในระดับโมเลกุล แต่ก็ไม่มีปรากฏการณ์ใดเลยที่อธิบายได้เฉพาะในระดับโมเลกุล” (คาปร้า เล่ม ๒ : ๔๐)

ความเครียด ความวิตกกังวล ความท้อแท้สิ้นหวัง ในทางพุทธศาสนาจัดว่าเป็นโรคอย่างหนึ่ง คือโรคทางใจ และโรคทางใจนี้มีความหมายรวมไปถึง “ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท” (ขุ.จู.๓๐/๖๙๒) สุขภาพที่เคยมีการนิยามว่าหมายถึงการปลอดโรค จะใช้ได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อขยายความหมายของ “โรค” ให้กว้างกว่า โรคทางกาย โดยให้คลุมไปถึงโรคทางใจ ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางสมอง เช่น โรคประสาท โรคซึมเศร้า โรคอัลไซเมอร์ หากหมายถึงโรคที่เกิดจากการวางจิตใจไม่ถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่มีสมองปกติ ความเครียด ความวิตกกังวล ความท้อแท้สิ้นหวัง ตลอดจนอาการอีกมากมายที่กล่าวมาข้างต้น เป็นโรคทางใจในความหมายดังกล่าว โรคทางใจเหล่านี้ถึงที่สุดแล้วเกิดจากความติดยึดที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ปรารถนาให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจตน เมื่อไม่ได้ดังใจ จึงเกิดโรคเหล่านี้ขึ้นมา พูดอีกอย่างคือเป็นโรคที่เกิดจากความยึดมั่นในตัวตน โรคทางใจเหล่านี้ท่านพุทธทาสภิกขุเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “โรคทางวิญญาณ” เพื่อไม่ให้ซ้ำกับโรคจิตในความหมายของการแพทย์แผนใหม่ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางสมองหรือระบบประสาท อันท่านจัดว่าเป็นโรคทางกายอีกแบบหนึ่ง

ในการบำบัดโรคทางใจหรือโรคทางวิญญาณดังกล่าว การทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ ผ่อนคลาย สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ได้ผลอย่างแท้จริงและยั่งยืน ต้องอาศัยการเปลี่ยนทัศนคติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องหรือสอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งทางพุทธศาสนาเรียกว่าปัญญา ปัญญานั้นมีหลายระดับ เริ่มจากการเห็นว่าความเจ็บป่วยนั้นเป็นธรรมดาของชีวิต ความเข้าใจดังกล่าวช่วยให้ยอมรับความเจ็บป่วยได้ โดยใจไม่ทุกข์ทรมานไปกับอาการดังกล่าวมากนัก หรือการเห็นว่าโรคใด ๆ ก็ตามไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวต่อโรคนั้น ความสำเร็จของชีวจิตส่วนหนึ่งอยู่ที่การทำให้ผู้ป่วยเห็นว่ามะเร็งไม่ใช่โรคร้ายที่น่าสะพรึงกลัว แม้จะเป็นมะเร็งหรือมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เราก็สามารถมีความสุขได้ และอาจสุขยิ่งกว่าตอนก่อนป่วยด้วยซ้ำ (โกมาตร :๔๘-๕๐) ปัญญาขั้นที่สูงไปกว่านั้นคือ การเห็นว่าไม่มีอะไรที่จะยึดมาเป็นตัวตนได้ แม้แต่ร่างกายก็ไม่ใช่ของเราจริง ๆ ปัญญาดังกล่าวช่วยให้ปล่อยวางในร่างกาย และไม่ยึดเอาทุกขเวทนาทางกายมาเป็นของตน ดังนั้นแม้จะป่วยกาย แต่ก็ไม่ป่วยใจ ปัญญาที่ละวางความยึดติดในตัวตนนี้ ช่วยให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข และโปร่งเบา ปลอดพ้นจากความเครียด ความโกรธ ความริษยา ความแข่งดี ความถือตัว เป็นต้น ปัญญาที่พัฒนาเต็มขั้นย่อมทำให้เป็นอิสระจากโรคทางใจได้อย่างสิ้นเชิง สุขภาวะหรือสุขภาพที่เกิดจากปัญญาดังกล่าว อาจเรียกว่าสุขภาวะทางปัญญาก็ได้

กล่าวโดยสรุป การรักษาสุขภาพแบบองค์รวมนั้นมี ๔ ด้านคือ
๑.ด้านกาย ได้แก่ การฟื้นฟูและรักษาร่างกายทั้งระบบ โดยอาศัยยา กระบวนการบำบัดทางกาย ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาทิ การกิน การนอน การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการทำงาน
๒.ด้านจิต ได้แก่ การผ่อนคลายจิต ทำให้เกิดความสงบ แช่มชื่น ผ่องใส มีเมตตา และกำลังใจ ไม่ท้อแท้สิ้นหวัง
๓.ด้านปัญญา ได้แก่ การเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับโรคและชีวิต เพื่อละวางความติดยึด และเป็นอิสระจากความผันผวนปรวนแปรของชีวิต
๔.ด้านสังคม ได้แก่ การมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นกับผู้อื่น มีครอบครัว ญาติมิตร หรือชุมชนที่พร้อมเป็นกำลังใจให้ความช่วยเหลือ มีความเอื้ออาทรต่อกัน

สู่สุขภาพสังคม

มนุษย์แต่ละคนนั้นมีอย่างน้อย ๒ สถานะ สถานะแรกคือการเป็นปัจเจกบุคคล สถานะที่สองคือการเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อม ไม่เฉพาะสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ หากยังรวมถึงสภาพแวดล้อมทางสังคม เริ่มจากครอบครัว หมู่บ้าน ชุมชน ไปจนถึงประเทศ และโลก ในฐานะที่เป็นปัจเจกบุคคล สุขภาพของแต่ละคนย่อมขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของตนเอง แต่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม สุขภาพของแต่ละคนย่อมต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมด้วย สภาพแวดล้อมที่เกื้อกูล เช่น มีน้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ สังคมมีความเอื้อเฟื้อ มีหลักประกันทางสุขภาพและสวัสดิการ ย่อมช่วยให้สุขภาพของบุคคลเป็นไปด้วยดี แต่ถ้าสภาพแวดล้อมเป็นพิษ สังคมเสื่อมโทรม สุขภาพของบุคคลย่อมยากจะเป็นปกติได้

แนวคิดเรื่องสุขภาพองค์รวมนั้น ไม่อาจมองสุขภาพของปัจเจกบุคคลโดด ๆ ได้ หากจะต้องมองอย่างเชื่อมโยงกับสุขภาพหรือสุขภาวะของสภาพแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและทางสังคม ในปัจจุบันอาณาบริเวณของสังคมนั้นกว้างขวางจนครอบคลุมไปถึงเรื่องสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ พูดอีกอย่างหนึ่งสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปแล้ว ดังนั้นเราจึงสามารถสรุปได้ว่า สุขภาพของบุคคลแยกไม่ออกจากสุขภาพของสังคม

เช่นเดียวกับสุขภาพของบุคคล สุขภาพของสังคมมี ๓ ด้าน ได้แก่
๑. ด้านกายภาพ ได้แก่ การมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สะอาด ไม่มีมลพิษทางอากาศ น้ำ และในอาหาร ปราศจากภัยคุกคามทางธรรมชาติ มีทรัพยากรธรรมชาติพอเพียงแก่การดำเนินชีวิตด้วยดี ประชาชนมีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย สุขภาพอนามัย พลังงาน ตลอดจนรายได้ที่เอื้อให้ดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข
๒. ด้านจิตใจ ผู้คนมีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต มีความเมตตาต่อกัน มีจิตใจแช่มชื่น ผ่องใส มีศรัทธาในศาสนา มีความนิยมชมชื่นในศิลปะวัฒนธรรม มีสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และมีค่านิยมที่ดีงาม มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตและโลก มีความสามารถในการแก้ปัญหาชีวิตจิตใจ สามารถสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่ตนเอง สังคม และโลกได้
๓. ด้านสังคม ประชาชนมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ เคารพในสิทธิของกันและกัน ปราศจากอาชญากรรม ครอบครัว ชุมชน และสังคมมีความกลมเกลียวกัน ผู้คนมีส่วนร่วมอย่างพร้อมเพรียงในการสร้างสรรค์ชุมชนและสังคม

สภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ นอกจากจะต้องอาศัยจิตสำนึกและความร่วมมือของประชาชนแล้ว ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งได้แก่ ระบบและกลไกต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นโครงสร้างของสังคม ได้แก่ระบบเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา สาธารณสุข วัฒนธรรม และศาสนา ระบบและกลไกเหล่านี้ควรมีลักษณะดังนี้
๑.ระบบเศรษฐกิจ มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความเป็นอยู่แก่ประชาชน โดยไม่เน้นสร้างความเจริญเติบโตทางวัตถุหรือรายได้ จนทำลายสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ในสังคม ขณะเดียวกันก็มีความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ ไม่ขยายช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้ถ่างกว้างขึ้น
๒. ระบบการเมือง มีความโปร่งใส ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ มีการกระจายอำนาจอย่างทั่วถึง สนับสนุนการสร้างสังคมให้เข้มแข็ง คุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของประชาชนอย่างเสมอหน้า ไม่ถูกครอบงำโดยอำนาจทุนหรือผู้มีอิทธิพล
๓.ระบบการศึกษาและสื่อสารมวลชน ส่งเสริมความใฝ่รู้ยิ่งกว่าใฝ่เสพ พัฒนาปัญญาควบคู่กับคุณธรรม เอื้อให้ผู้คนมีความรู้และทักษะในการพึ่งตน สามารถแก้ปัญหาของตนเองและของชุมชนได้ สนับสนุนให้ศักยภาพของแต่ละคนได้รับการพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคมอย่างเต็มที่ ไม่ผลิตคนให้เป็นเพียงแค่แรงงานในทางเศรษฐกิจ หรือเป็นแค่ผู้บริโภคเท่านั้น
๔.ระบบบริการสาธารณสุข สร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และให้บริการสุขภาพด้วยความเป็นธรรม ไม่เน้นรักษาโรค หรือรวมศูนย์บริการไว้ที่สถาบันแพทย์ หากมุ่งป้องกันโรคโดยส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง
๕.สถาบันศาสนา เอื้อให้ผู้คนเข้าถึงความสงบภายใน มีสภาวะจิตที่ดีงาม เปี่ยมด้วยคุณธรรม มีปัญญารู้เท่าทันชีวิตและโลก สามารถลดละความหลงใหลติดยึดในวัตถุ ใฝ่ชีวิตที่เรียบง่าย สันโดษ และเสียสละต่อส่วนรวม

ระบบเหล่านี้หากทำงานด้วยดี ย่อมทำให้สังคมทั้งประเทศมีความมั่นคงเข้มแข็ง ก่อให้เกิดสุขภาวะอย่างทั่วถึงทั้งในทางกายภาพ จิตใจ และสังคม แต่หากระบบเหล่านี้พิกลพิการหรือไร้ประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน เมื่อความเจ็บป่วยเกิดขึ้นกับคนไม่กี่คน เราอาจกล่าวว่านั่นเป็นความรับผิดชอบของตัวเขาเอง แต่เมื่อความเจ็บป่วยเกิดขึ้นกับคนนับหมื่นนับแสน นั่นไม่ใช่เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลเท่านั้น หากเป็นปัญหาที่เกิดจากความผิดพลาดของระบบในสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นภาพสะท้อนของสังคมที่อ่อนแอและไร้สุขภาวะ

การที่โรคเอดส์แพร่ระบาดจนมีคนติดเชื้อกว่าล้านคน นอกจากแสดงถึงความไม่รู้ของผู้คนและค่านิยมที่ก่อปัญหาสุขภาพแล้ว ยังเป็นผลจากนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งหารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยการส่งเสริมหรือให้สัญญาณ “ไฟเขียว” แก่อุตสาหกรรมทางเพศ จนเป็นที่ขึ้นชื่อไปทั่วโลก ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความบกพร่องของสถาบันศาสนาและวัฒนธรรม ที่ไม่สามารถต้านทานลัทธิบริโภคนิยมทางเพศที่แพร่สะพัดไปทั้งประเทศ เช่นเดียวกับการที่มีหญิง(และเด็ก)ขายบริการหลายแสน ก็บ่งชี้ความไม่เป็นธรรมในทางเศรษฐกิจและความบกพร่องของระบบการศึกษา อุตสาหกรรมทางเพศที่อยู่ได้ด้วยผู้ซื้อและผู้ขายบริการ ตลอดจนค่านิยมที่ผลักภาระให้ผู้หญิง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคเอดส์แพร่หลายไปทั่วประเทศ จากผู้ใช้บริการทางเพศไปสู่แม่บ้าน ซึ่งกลุ่มหลังได้กลายเป็นกลุ่มผู้ติดเชี้อกลุ่มใหญ่ที่สุดไปแล้วในปัจจุบัน

การตายด้วยอุบัติเหตุจราจรเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงของประเทศไทยอีกปัญหาหนึ่ง ปัจจุบันมีคนตายปีละกว่า ๒๐,๐๐๐ คน (๓๗.๗ คนต่อแสน) นับเป็นสาเหตุการตายอันดับ ๔ ของประเทศ โดยที่อีก๖๐๐,๐๐๐ คนได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นทุพพลภาพหรือพิการ สร้างภาระหนักหนาสาหัสต่อระบบบริการสาธารณสุข ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บส่วนใหญ่ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยไม่สวมหมวกนิรภัยและเมาเหล้า อีกทั้งผู้ตายจำนวนไม่น้อยมีอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ปัญหานี้นอกจากจะสะท้อนถึงความหละหลวมในการบังคับใช้กฎหมายแล้ว ยังสามารถสืบสาวไปถึงนโยบายทางด้านสุรา ซึ่งมีการโฆษณาและขายกันอย่างเสรี การแก้ปัญหานี้นอกจากจะทำด้วยการออกกฎหมายบังคับสวมหมวกนิรภัย ตลอดจนการตรวจใบขับขี่และเคร่งครัดกฎจราจรแล้ว ยังจำเป็นต้องมีการควบคุมการโฆษณาและขายสุรา ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลได้ริเริ่มเมื่อเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตามอีกสาเหตุหนึ่งที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงเท่าที่ควรก็คือ นโยบายขนส่งมวลชน ระบบขนส่งมวลชนที่ไม่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยผลักดันให้คนจำนวนไม่น้อยหันไปหารถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ผลก็คือประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรถจักรยานยนต์มากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก การปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนนอกจากจะช่วยลดจำนวนรถจักรยานยนต์แล้ว พาหนะอีกชนิดหนึ่งที่จะมีน้อยลงก็คือรถยนต์ส่วนบุคคล ดังนั้นจึงคาดหมายได้ว่านโยบายดังกล่าวจะได้รับการคัดค้านจากอุตสาหกรรมรถยนต์ส่วนบุคคล

ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมก็เช่นกัน หาใช่ปัญหาส่วนบุคคลล้วน ๆ ไม่ ปฏิเสธว่านี้ไม่ใช่ปัญหาสุขภาพของประเทศ ระบบการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงประเทศ ที่ถูกครอบงำโดยอำนาจทุนเปิดโอกาสให้ผู้มีอิทธิพลในระดับต่าง ๆ ค้าขายยาเสพติดได้ โดยที่กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะสถาบันตำรวจไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาได้ ขณะเดียวกันความอ่อนแอของสถาบันครอบครัวและชุมชนก็เอื้อให้ผู้คนเข้าหายาเสพติด หรืออย่างน้อยก็ไม่สามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดของยาเสพติดตลอดจนอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงระบบนิติธรรมอันไร้ประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรม ที่ทำให้ผู้มีอิทธิพลใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

เห็นได้ว่าปัญหาสุขภาพนั้นเมื่อมองในภาพรวมทั้งสังคมแล้ว ล้วนเกี่ยวพันกับความเข้มแข็งหรือความอ่อนแอของทั้งสังคม ในด้านหนึ่งความอ่อนแอของสังคมไม่ว่าด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านรวมกัน ได้ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพแก่ประชาชน ในอีกด้านหนึ่งปัญหาสุขภาพทางกายของประชาชน ก็มีผลบั่นทอนสุขภาพของสังคม ที่เห็นได้ชัดก็คือในทางเศรษฐกิจและสังคม อาทิ อุบัติเหตุจราจรได้สร้างความเสียหายปีละกว่าแสนล้านบาท ส่วนโรคซาส์ แม้จะมีผู้ป่วยไม่ถึง ๑๐๐ คนในเมืองไทย แต่ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยไม่น้อยกว่า ๒,๓๐๐ ล้านบาทในชั่วเวลาไม่ถึง ๓ เดือน (มติชนรายวัน ๒ มิถุนายน ๒๕๔๖) มิพักต้องเอ่ยถึงโรคเอดส์ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมเหลือคณานับ และเชื่อว่าจะยังส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเนื่องไปอีก ๒-๓ ทศวรรษจนถึงปี ๒๕๖๐-๒๕๗๐ (จันทร์เพ็ญ :๑๙๖)

ที่กล่าวมาข้างต้นกล่าวเฉพาะสุขภาพในทางกาย หากพิจารณาถึงสุขภาพทางใจและสังคมแล้วก็จะได้ข้อสรุปทำนองเดียวกัน คนไทยในปัจจุบันมีปัญหาความเครียดและความรู้สึกกดดันมาก สะท้อนให้เห็นจากอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงถึง ๑๑.๗ คนต่อแสน (มากกว่าอัตราการถูกฆาตกรรมซึ่งมี ๑๐.๙ คนต่อแสน) ในขณะที่ผู้มีปัญหาทางจิตมีกว่า ๒ ล้านคน (เฉพาะวัยรุ่น ๑ ใน ๔ มีปัญหาสุขภาพจิต) ความเครียดในทางจิตใจยังอาจวัดได้จากจำนวนแหล่งเริงรมย์และสถานบริการต่าง ๆ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับอัตราการสูบบุหรี่และการดื่มสุราที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จาก ๒๕.๒ ลิตรต่อคนในปี ๒๕๓๕ เป็น ๔๑.๖ ลิตรต่อคนในปี ๒๕๓๕ (ยิ่งเบียร์ด้วยแล้วมีอัตราการจำหน่ายเพิ่มอย่างก้าวกระโดดจาก ๒.๘ ลิตรต่อคนในปี ๒๕๓๐ เป็น ๒๔.๘ ลิตรต่อคน หรือ ๖ เท่าตัว) ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงจำนวนผู้ที่ติดยาเสพติด

ส่วนปัญหาความสัมพันธ์ทางสังคมซึ่งเป็นสุขภาวะอีกด้านหนึ่งนั้น นอกจากจะเห็นได้จากสถิติอาชญากรรมแล้ว ตัวบ่งชี้ที่สำคัญยังได้แก่ ความแตกแยกในครอบครัวที่สะท้อนให้เห็นจากอัตราการหย่าร้างหรือแยกทางกันที่เพิ่มขึ้น (วัยรุ่น ๑ ใน ๔ พ่อแม่แยกทางกัน) และจำนวนเด็กเร่ร่อนซึ่งมีเกือบ ๔ แสนคน (๑ ใน ๖ เร่ร่อนถาวร) ไม่นับเด็กที่ถูกทอดทิ้งถึงวันละ ๕ คนโดยเฉลี่ย ความอ่อนแอของชุมชนอันเห็นได้จากการอพยพเข้าสู่เมืองของคนวัยหนุ่มสาว จนเหลือแต่คนชราและเด็ก วิถีชีวิตที่ต่างคนต่างอยู่ก่อให้เกิดความโดดเดี่ยวอ้างว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าหายาเสพติด หรือมีปัญหาทางจิตใจดังกล่าวมาแล้ว

การดำเนินการเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน การเยียวยารักษา และการฟื้นฟู ถึงที่สุดแล้วไม่ควรจำกัดอยู่ที่สถานพยาบาลหรือระบบบริการสาธารณสุขเท่านั้น หากยังจำเป็นต้องผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างกว้างขวาง การออกกฎหมายและรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุจราจรเป็นตัวอย่างหนึ่งว่า สามารถลดจำนวนผู้ป่วยและผ่อนเบาภาระของแพทย์และพยาบาลลงไปได้มาก
น.พ.วิทยา ชาติบัญชาชัย หัวหน้าศูนย์อุบัติเหตุและวิกฤตบำบัด โรงพยาบาลขอนแก่น ได้กล่าวหลังจากช่วยผลักดันให้เกิดกฎหมายและการรณรงค์สวมหมวกนิรภัยว่า “ผมผ่าตัดไปตลอดชีวิต ยังช่วยชีวิตคนไม่ได้เท่ากับที่รณรงค์ ๖ เดือนเลย”

อย่างไรก็ตามนอกจากการออกกฎหมายและการรณรงค์เฉพาะเรื่องแล้ว ควรขยายไปสู่การปรับปรุงระบบเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษาและสื่อสารมวลชน สถาบันศาสนา และระบบบริการสาธารณสุข เพื่อให้ส่งผลเอื้ออำนวยสุขภาพของประชาชนในทุกระดับ อาทิ เช่น มีการควบคุมกำกับดูแลไม่ให้การพัฒนาเศรษฐกิจมุ่งแต่การสร้างเม็ดเงิน จนทำลายสิ่งแวดล้อม หรือทำลายชุมชนที่อยู่ด้วยกันอย่างผาสุกมาช้านาน มีการส่งเสริมนโยบายที่ช่วยให้ชุมชนมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันควรสนับสนุนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพให้แก่ชุมชน สามารถสร้างปัจจัยส่งเสริมสุขภาพให้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งสนับสนุนการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุข เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความเป็นธรรมในการบริการสาธารณสุข ส่งเสริมสถาบันศาสนาให้เป็นผู้นำในทางจริยธรรมและปัญญา รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบกลไกและระบบต่าง ๆ ในสังคมให้เอื้อต่อสุขภาพของประชาชนในทุกด้าน

การเสริมสร้างสุขภาพของบุคคลควบคู่กับการเสริมสร้างสุขภาพของสังคม มิใช่อะไรอื่น หากคือหัวใจของการสร้างสุขภาพแบบองค์รวม

เอกสารอ้างอิง

โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ปรากฏการณ์ชีวจิต บอกอะไรแก่สังคมไทย มูลนิธิโกมลคีมทอง,๒๕๔๒
คาปร้า,ฟริตจ๊อฟ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ เล่ม ๑ และ ๒ (พระประชา ปสันนธัมโมและคณะแปล) มูลนิธิโกมล
คีมทอง,๒๕๒๙
จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ. สถานะสุขภาพของคนไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข,๒๕๔๓.
พระไพศาล วิสาโล “สุขภาพ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม” ใน ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์ และเพ็ญจันทร์ ประดับ
มุข บก. สิ่งแวดล้อมกับสุขภาพ ข่ายงานวิจัยพฤติกรรมสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข,๒๕๓๕
วิทยา ชาติบัญชาชัย “สัมภาษณ์” สารคดี กรกฎาคม ๒๕๔๖
วิธาน ฐานะวุฑฒ์ หัวใจใหม่-ชีวิตใหม่ สนพ.ปิติศึกษา,๒๕๔๖
ศุภสิทธิ์ พรรณนารุโณทัย. ความเป็นธรรมในระบบสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข,๒๕๔๓
Cousins,Norman Anatomy of an Illness Bantam,1991
Inglis,Brian The Disease of Civilization Paladin,1983
Lemonick,Michael D. “A Frazzled Mind, a Weakened Body”
Time,January 20,2003
Locke,Steren & Cooligan,Douglas The Healer Within New American
Library, 1986
Wallis,Claudia “Faith & Healing” Time June 24,1996


ภาคผนวก

มิติที่มิอาจมองข้าม
พระไพศาล วิสาโล

คนเราไม่ได้มีแค่กาย หากยังมีใจด้วย ดังนั้นสุขภาพจึงมีทั้งมิติทางกายและทางใจ สองสิ่งนี้แยกกันไม่ออก แต่เดี๋ยวนี้เรามักจะมองแยกออกเป็นส่วน ๆ และแยกกันรับผิดชอบ กล่าวคือ กายเป็นเรื่องของหมอ ส่วนใจเป็นเรื่องของพระ บางทีก็มองไปไกลขนาดว่า พ่อแม่รับผิดชอบแต่เพียงความเป็นอยู่ของเด็ก ส่วนความรู้และคุณธรรมของเด็กเป็นหน้าที่ของครู

กายกับใจนั้นเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเกินกว่าที่จะแยกส่วนกันอย่างเด็ดขาด ความเจ็บไข้ได้ป่วยทางกายนั้นเกี่ยวข้องกับความทุกข์ทางใจมาก อย่างที่ทราบกันดีว่าคนที่เครียด กลุ้มอกกลุ้มใจ ขี้โกรธ มีสิทธิจะเป็นโรคต่าง ๆ ได้มากมายนับตั้งแต่ โรคหวัด โรคกระเพาะ ไปจนถึงโรคหัวใจ

ความเจ็บป่วยฉันใด การมีสุขภาพดีก็ฉันนั้น บางครั้งร่างกายย่ำแย่ แต่ใจเกิดสู้หรือมีความหวังขึ้นมา ก็สามารถช่วยฉุดร่างกายให้ดีขึ้นได้ อย่างที่หมอเองก็นึกไม่ถึง คุณหมออมรา มลิลา เล่าว่ามีหนุ่มคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ นอกจากบาดเจ็บทางสมองแล้ว ไตยังวายเฉียบพลันต้องฟอกเลือด อยู่ในภาวะโคม่า หมอบอกว่ามีโอกาสรอดน้อยมาก

ระหว่างที่นอนหมดสติอยู่ในห้องไอซียูนานเป็นอาทิตย์ เขาเล่าว่ารู้สึกเหมือนลอยเคว้งคว้าง แต่บางช่วงจะรู้สึกว่ามีมือมาแตะที่ตัวเขา พร้อมกับมีพลังส่งเข้ามา ทำให้ใจที่เคว้งคว้างเหมือนจะขาดหลุดไปนั้น กลับมารวมตัวกัน เกิดความรู้ตัวขึ้นมา สักพักความรู้ตัวนั้นก็เลือนรางไปอีก เป็นอย่างนี้ทุกวัน

เขามารู้ภายหลังว่ามีพยาบาลคนหนึ่งทุกเช้าที่ขึ้นเวร จะเดินเยี่ยมคนไข้ทุกคน ทักทายให้กำลังใจ แต่ถ้าคนไข้ยังโคม่าอยู่ เธอก็จะจับมือแล้วแผ่เมตตาให้กำลังใจ ขอให้มีกำลังและรู้สึกตัว ตอนบ่ายพอถึงเวลาลงเวร ก็บอกคนไข้ว่าดิฉันจะลงเวร ขอให้คุณสบายทั้งคืน พรุ่งนี้พบกันใหม่

คนไข้คนนี้เล่าว่า ตอนหลังรู้ตัวดีขึ้น แต่บางคืนรู้สึกเจ็บปวดมาก หายใจก็ยากลำบากมาก ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าอยากจะหยุดหายใจไปเลย จะได้หมดทุกข์เสียที ในช่วงนั้นรู้สึกว่าการตายนั้นง่ายกว่าการมีชีวิตอยู่ แต่ใจหนึ่งก็นึกถึงพยาบาลผู้นั้นว่าหากเธอมาพบว่าเตียงเขาว่างเปล่า จะรู้สึกเสียใจแค่ไหน จะโทษว่าตัวเองบกพร่องหรือไม่ ก็เลยคิดว่าขอให้ได้ล่ำลาพยาบาลคนนั้นเสียก่อน จะบอกเธอว่าหากผมตายไป ก็ไม่ใช่ความผิดของคุณ คุณทำดีที่สุดแล้ว คิดได้เช่นนี้ก็พยายามอดทนหายใจต่อไป ครั้นถึงเช้าอาการดีขึ้น พอพยาบาลคนนั้นมา เขาก็ลืมล่ำลาเธอ พอกลางคืนอาการของเขาก็ทรุดลงอีก ก็พยายามอยู่จนถึงเช้าเพื่อลาพยาบาล แล้วก็ลืมทุกที เป็นอย่างนี้อยู่อาทิตย์หนึ่ง จนอาการดีขึ้นและหายเป็นปกติ ชนิดที่เกือบเรียกได้ว่าปาฏิหาริย์

ผู้ป่วยคนนี้พ้นจากความตายมาได้ ใจนับว่ามีส่วนสำคัญมาก เริ่มจากใจของพยาบาลที่เปี่ยมด้วยเมตตา เมตตานั้นมีพลังที่แม้แต่คนไข้ซึ่งหมดสติไปแล้วก็สามารถรับรู้ได้ เรื่องนี้เป็นข้อคิดแก่หมอและพยาบาลว่าคนไข้โคม่านั้น เขาโคม่าแต่กาย ส่วนจิตยังสามารถรับรู้ได้แม้จะลาง ๆ คำพูดและสภาวะจิตใจของหมอกับพยาบาลไม่ว่าทางบวกหรือลบ สามารถมีอิทธิพลต่อผู้ป่วยได้ ถ้าพูดหรือคิดในทางร้าย อาการของผู้ป่วยก็อาจจะทรุดลงได้ แม้จะให้ยาเต็มที่แล้วก็ตาม

นอกจากเมตตาจิตของพยาบาลผู้นั้นแล้ว เมตตาจิตของผู้ป่วยก็สำคัญไม่น้อย ตอนที่เขามีอาการหนัก เขาไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย หากคิดถึงพยาบาลผู้นั้น ไม่อยากให้เธอเศร้าเพราะการจากไปของเขา จึงพยายามมีชีวิตต่อไปเพื่อจะได้ล่ำลาและปลอบใจพยาบาลผู้นั้น นี้คือความปรารถนาดีที่เรียกว่าเมตตาจิต ซึ่งมีพลังหนุนส่งให้เขายืนหยัดต่อสู้กับความทุกข์ในร่างกาย เมตตาหรือพลังจิตอย่างนี้ไม่มียาอะไรจะสร้างขึ้นได้ มีแต่เมตตาจิตของผู้อยู่รอบข้างเท่านั้นที่จะช่วยบันดาลให้เกิดขึ้นได้

ใจนั้นจะดีขึ้นหรือเลวลงขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับคนรอบข้างมิใช่น้อย ไม่ใช่แค่หมอและพยาบาลเท่านั้น หากยังรวมถึงญาติพี่น้องและเพื่อน ๆ ที่มาเยี่ยมด้วย ความสัมพันธ์นี้จัดว่าเป็นมิติทางสังคม และถือเป็นองค์ประกอบอีกประการหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพของผู้ป่วย

ถ้าคนรอบข้างมาทักทายด้วยความแช่มชื่นเบิกบาน ผู้ป่วยก็มีกำลังใจ แต่ถ้ารอบตัวเต็มไปด้วยคนที่ขึ้งเครียด หน้าบอกบุญไม่รับ หรือพอนึกถึงบ้านที่เต็มไปด้วยความระหองระแหง สามีนอกใจ ลูกติดยา ใจผู้ป่วยก็พลอยหดหู่ กายย่อมฟื้นตัวลำบากขึ้น

อย่างไรก็ตามใจของคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนรอบข้างอย่างเดียว หากยังอยู่ที่เจ้าตัวเองด้วย ถ้าหากรู้จักฝึกจิตฝึกใจ เช่น หมั่นทำสมาธิ หรือมีปัญญาเข้าใจความเป็นจริงของสังขาร รู้จักปล่อยวาง ไม่เก็บอะไรมาเป็นอารมณ์ หรือดีกว่านั้นคือรู้ว่ากายเท่านั้นที่ป่วย แต่ใจไม่ได้ป่วย ถ้ารู้และทำได้อย่างนี้ ใจก็เป็นสุข และสามารถฉุดกายให้ดีขึ้นตามมาด้วย

กาย ใจ(จิตบวกปัญญา) และสังคม จึงเป็นมิติแห่งสุขภาพที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ ทั้งหมดนี้เรียกว่าองค์รวมแห่งสุขภาพ บุคลากรทางการแพทย์ควรทำความเข้าใจกับมิติทั้งสามให้ชัดเจน โดยตระหนักว่าความรับผิดชอบของตนมิได้จำกัดแค่เรื่องกายเท่านั้น หากยังมีขอบเขตครอบคลุมอีกสองมิติด้วย ถ้าทำได้เช่นนี้ ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยเท่านั้นที่จะมีสุขภาพดีขึ้น แม้แต่สุขภาพของหมอและพยาบาลก็จะดีขึ้นด้วย และสามารถทำงานอย่างเป็นสุขมากขึ้น

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved