หน้ารวมบทความ
   บทความ > สุขภาพ > เป็นไทยอย่างไรในโลกสากล
กลับหน้าแรก


เป็นไทยอย่างไรในโลกสากล

พระไพศาล วิสาโล
เจ้าอาวาสวัดป่ามหาวัน จังหวัดชัยภูมิ

สัมภาษณ์พิเศษฉบับนี้ ขอนำเสนอคำบรรยายเรื่อง “เป็นไทยอย่างไรในโลกสากล” ของพระไพศาล วิสาโล ซึ่งบรรยายในการประชุมวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านสุขภาพ ประจำปี ๒๕๔๒ เรื่อง “เตรียมคนสู่อนาคต” จัดโดยสถาบันพระบรมราชชนก เมื่อวันที่ ๔-๕ สิงหาคม ๒๕๔๒ ณ โรงแรมเรดิสัน กรุงเทพมหานคร

เกริ่นนำ

หัวข้อปาฐกถาวันนี้น่าสนใจมากเนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะอีกไม่นานจะเข้าสู่สหัสวรรษหรือรอบพันปีรอบใหม่ ซึ่งอีกพันปีเราไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม้เพียงทศวรรษหน้าเราก็คงคาดเดาได้อย่างคร่าวๆ เท่านั้นเองว่าคงจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นก็เป็นธรรมดาที่เรามาอดนึกไม่ได้ว่าเรากำลังอยู่ในสถานการณ์เช่นใด การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้หลายกลุ่มหลายคนเกิดความวิตกกังวลเช่นในช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่นเกิดความตระหนกว่าโลกจะแตกภายในเดือนกรกฎาคม ความคิดเช่นนี้เป็นการสะท้อนถึงความรู้ที่ไม่มั่นคงและไม่มั่นใจต่อความอยู่รอดของตนเองและเป็นการพยายามที่จะแสวงหาจุดยืนของตัวเองต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะมาพิจารณาโดยตั้งคำถามกับตัวเองว่าเป็นไทยอย่างไรในโลกสากล ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมเนื่องจากมีความสอดคล้องกับกาลเวลา ถึงแม้ว่าประเด็นดังกล่าวเราอาจจะมีการตั้งคำถามเช่นนี้มาหลายปีแล้วก็ตาม แต่ว่าการมาพูดคุยกันในบรรยากาศแบบนี่ถือว่าไม่สายเกินไป

เป็นไทยอย่างไร เป็นไทยแบบไหน

สำหรับคำว่าเป็นไทยอย่างไรในโลกสากลสามารถพิจารณาได้ 2 ประเด็นที่สำคัญคือ ประการแรก เราจะเป็นไทยได้อย่างไร และประการที่ 2 เราจะเป็นไทยแบบไหนดี ซึ่งไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใดก็ตาม สามารถนำโยงมาสู่จุดเดียวกันก็คือ ความเป็นไทยอยู่ที่ไหนหรือความเป็นไทยคืออะไร ในสมัยก่อนสามารถตอบได้ง่ายว่าความเป็นไทยอาจจะได้แก่ ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รัก 3 สถาบันนี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นไทยแล้ว นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอีกหลายประการที่แสดงว่าเป็นไทย แต่ปัจจุบันนี่เริ่มมีความไม่แน่ใจเกิดขึ้น เพราะในอดีตความเป็นไทยอยู่ที่การมีชื่อเป็นคำไทย ใครที่เป็นลูกคนจีนหรือพ่อเป็นแขกอิสลาม และมีชื่อเป็นจีนหรือเป็นแขกอิสลามก็มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นไทย สมัยก่อนอาตมามีปัญหามากเพราะมีนามสกุลเป็นแซ่ ก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจว่าเราไม่ใช่ไทยแท้ และเมื่อเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนนามสกุลโดยไม่มีแซ่แล้วจึงมีความรู้สึกว่าเป็นไทย แต่เดี๋ยวนี้ความเป็นไทยไม่ได้อยู่ที่มีชื่อเป็นไทยแล้ว บางคนชื่อวิลลี่ นามสกุลแมคอินทอช ก็รู้สึกว่าตนเองเป็นไทย หรือแม้แต่ว่าจะนามสกุลเป็นหยุ่นหรือเป็นหย่องก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นจีนแต่อย่างไร ดังนั้น ในปัจจุบันนี้ความเป็นไทยจึงไม่ได้พิจารณากันที่ชื่อ จึงนำมาสู่ประเด็นคำถามว่าแล้วความเป็นไทยอยู่ที่ไหน

ในสมัยก่อนหากเป็นไทยก็ต้องใช้ของไทย แต่เดี๋ยวนี้สิ่งที่น่าสงสัยก็คือคำว่า “ของไทย” มีความหมายแค่ไหน เพราะยากที่จะพูดได้ว่า “ของไทย” คือสินค้าที่มีชื่อไทย เมื่อเร็ว ๆ นี่อาตมาเห็นป้ายโฆษณาที่ติดหลังรถสามล้อเครื่องเขียนว่า “เซียงเพียงอิ๊วผลิตภัณฑ์ของคนไทย” ในสมัยก่อนตามความคิดของคนทั่วไปเซียงเพียงอิ๊วต้องเป็นจีนอย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันนี้กลายเป็นไทยไปแล้ว หรือ การดื่มเครื่องดื่มที่มีชื่อลงท้ายว่า แคท หรือ แบลค ก็ยังรู้สึกว่าเป็นไทยอยู่ เพราะฉะนั้นถึงแม้จะใช้ชื่อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นชื่อจีนหรือฝรั่งก็ยังรู้สึกเป็นไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ ดังนั้นเดี๋ยวนี้ความเป็นไทยไม่ได้อยู่ที่ชื่อแล้ว หากเพียงแค่ดูชื่อหรือยี่ห้อก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นไทยหรือไม่ หรือเมื่อมาพิจารณาที่แหล่งกำเนิดสินค้า หากเป็นสินค้าไทยต้องผลิตที่เมืองไทย ตอนนี้ก็ไม่แน่ใจอีกเช่นเดียวกันทั้งนี้เนื่องจากรถยนต์โตโยต้าหรือวอลโว่ก็ผลิตในเมืองไทยดังนั้น การที่รัฐบาลประชาสัมพันธ์ให้คนไทยใช้ของไทย จึงไม่ค่อยมีน้ำหนักหรือมีความหมายเท่าไร เพราะเดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าของไทยนั้นดูกันที่ตรงไหน

สิ่งต่างๆ เหล่านี้นำมาสู่ประเด็นคำถามว่าแล้วจะวัดความเป็นไทยกันตรงไหน เพราะหลายท่านคงรู้สึกว่าถึงแม้จะใช้ของฝรั่งก็ยังรู้สึกว่าเป็นคนไทยอยู่ หรือถ้าลองไปถามดาราหรือไปถามคนที่มี ชื่อเสียง ทั้งๆ ที่เขาใช้ของนอกเขาก็ยังรู้สึกว่าเขาเป็นไทย และถ้าจะบอกว่าการเป็นไทยอยู่ที่การฟังเพลงไทยหรือว่าอยู่ที่แต่งกายชุดไทย มันก็ไม่แน่อีกเพราะฉะนั้นเวลานี้สิ่งที่จะกำหนดนิยาม หรือระบุว่าความเป็นไทยอยู่ตรงไหนจึงค่อนข้างลำบาก แต่อย่างไรก็ตามบางคนกล่าวว่าความเป็นไทยไม่ได้อยู่ที่ไหนหรอกแต่อยู่ที่จิตวิญญาณ อาทิ เพลงแร็ปเพลงหนึ่งเมื่ออ่านดูเนื้อเพลงพบว่าน่าสนใจมาก โดยในเนื้อเพลงบอกว่า “อยากจะแร็ปแต่ของไทยอย่าลืมรักษา จะคบกับฝรั่งมังค่าก็คบกันไป แต่อย่าลืมว่าเราเป็นคนไทย” กล่าวคือ ถึงแม้เราจะร้องเพลงแร็ปจะสบหาสมาคมกับฝรั่ง จะใช้ของนอก ก็ยังมีสิทธิเป็นคนไทยได้ถ้าเก็บความเป็นไทยไว้ในจิตวิญญาณ ดังนั้น ความเป็นไทยในความรู้สึกของคนสมัยใหม่จึงไม่ได้อยู่ที่ชื่อไทย การใช้ของไทย หรือการแต่งกายแบบไทย แต่มันอยู่ที่จิตวิญญาณของความเป็นไทย ซึ่งจิตวิญญาณความเป็นไทยนี้เป็นอีกนิยามหนึ่ง สรุปความได้ว่าการเป็นไทยตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่รูปแบบแล้ว แต่อยู่ที่จิตใจ การใช้ของนอก การใช้ชื่อฝรั่ง หรือว่าจะมีแฟนเป็นฝรั่ง แต่ถ้ารู้สึกว่าเราเป็นไทยอยู่ก็ยังเป็นไทยได้

ความเป็นไทยอยู่ตรงไหน

ความเป็นไทยในปัจจุบันค่อนข้างกำหนดได้ยาก แต่มิใช่ว่าความเป็นไทยกำลังสูญหายไป ถึงแม้ว่า เมื่อมองรอบข้าง มองรอบตัวเอง จะรู้สึกว่าความเป็นไทยหายไป รวมทั้งเมื่อพิจารณาตัวเองอย่างลึกซึ้งก็ไม่เห็นจะมีสิ่งใดที่เป็นไทยเลย มองดูเพื่อนเราก็ไม่เห็นสิ่งใดที่เป็นไทยเลยเช่นกัน ยกเว้นหน้าตาที่ยังเป็นไทยอยู่ หรือบางทีก็เป็นลูกจีนหรือเป็นฝรั่ง แต่คนเป็นจำนวนมากก็ยังรู้สึกว่าเป็นไทยอยู่ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าความเป็นไทยไม่ได้หายไปแต่กำลังเปลี่ยนรูปไป แต่จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่ยากที่จะกล่าวถึง เพราะขณะนี้ความเป็นไทยกำลังลื่นไหล ไม่มีเครื่องบ่งชี้ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจนว่าความเป็นไทยอยู่ที่ไหน เนื่องจากต่างคนต่างนิยามกันไปต่างๆ นานา ซึ่งสามารถสรุปได้ว่ามีแนวคิดหลักอยู่ 2 แนวคิด โดยแนวคิดแรกมองว่าความเป็นไทยอยู่ที่จิตวิญญาณ คือ จะใช้ของไทยหรือจะใช้ของนอก ยี่ห้อไหนก็ตามแต่ รวมทั้งจะประดับประดาร่างกายอย่างแพรวพราวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์จากต่างประเทศ แต่ยังเรียกตัวเองว่าเป็นไทยเพราะถือว่าความเป็นไทยอยู่ที่จิตวิญญาณ แนวคิดที่สอง ความเป็นไทยอยู่ที่รูปแบบ ครั้งหนึ่งได้มีคนไปสัมภาษณ์ดาราหรือนางแบบที่ชอบแต่งตัวแบบฝรั่ง แต่เมื่อเขาต้องการแสดงความเป็นไทย เขาก็จะแต่งกายด้วยชุดไทย รำไทย หรือบอกว่าได้สวดมนต์ก่อนนอน ใส่บาตร แล้วก็บวชชีพราหมณ์ด้วย นอกจากนี้เมื่อถึงวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนาก็จะเข้าวัด และแสดงออกด้วยการพูดหรือการแสดงโดยถ่ายรูปให้เห็นเป็นหลักฐานเพื่อแสดงว่าเขาเป็นไทย ทั้งๆ ที่ภาพของเขาที่คนทั่วไปเห็นก็คือนางแบบดาราที่แต่งตัวแบบฝรั่ง แต่เขาบอกว่าเขาเป็นไทยเพราะว่ามาใช้รูปแบบไทยๆ นี่คือ ความสุดโต่งประการแรก คือ ความเป็นไทยอยู่ที่เนื้อหา อยู่ที่จิตใจ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าอยู่ที่รูปแบบ ความเป็นไทยเวลานี้จึงเป็นสิ่งที่ลื่นไหล ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน มีการแปรเปลี่ยนและมีความเข้าใจแตกต่างกันออกไปดังนั้น ความเป็นไทยจึงไม่ได้หายไปเพียงแต่เปลี่ยนรูปแปรสภาพ สุดแท้จะเลือกความเป็นไทยแบบใดเพราะว่าเวลานี้ความเป็นไทยเป็นสินค้าแล้ว กล่าวคือมีหลายแบบให้เลือก สินค้าเวลานี้มีมากมายให้เลือก ความเป็นไทยก็มีความหลากหลายให้เลือกได้เหมือนสินค้า การที่จะเลือกอะไรจึงเป็นคำถามที่นำมาสู่การพูดคุยกันในวันนี้ หลายท่านบอกว่าจะเป็นไทยอย่างไรในโลกสากล คำตอบแบบกำปั้นทุบดิน คือเป็นไทยแบบโลกสากลนั่นเอง

โลกสากลคืออย่างไร

การเป็นไทยแบบสากลเป็นอย่างไร คงต้องพิจารณาก่อนว่า คำว่า “โลกสากล” หมายความว่าอย่างไร คำว่า “โลกสากล” ในที่นี้หมายถึง “โลกที่ทุกส่วนทุกประเทศต่างคล้ายคลึงกัน เชื่อมโยงกันเหมือนโลกใบเดียวกัน” หรือบางคนก็เรียกว่าเป็นโลกาภิวัตน์ เพราะว่าขณะนี้วัฒนธรรม ค่านิยม แบบแผนของส่วนใดส่วนหนึ่งของในโลกนี้ หรือแบบแผนของประเทศใดประเทศหนึ่งในโลกนี้ มันแพร่สะพัดจนกระทั่งกลายเป็นของสากล แล้วเราก็เรียกโลกที่มีการแพร่สะพัดของค่านิยมหรือแบบแผนเหล่านี้ว่าเป็นโลกสากล ซึ่งคำนี้ก็เป็นคำใหม่ แต่คงต้องนิยามให้เข้าใจตรงกันว่า “โลกสากล” ก็คือโลกซึ่งเวลานี้ตกอยู่ภายใต้ขบวนการโลกาภิวัตน์ โดยที่วัฒนธรรม ค่านิยม และแบบแผนของส่วนใด ส่วนหนึ่งของโลกได้แพร่สะพัดจนครอบคลุมทั้งโลกและกลายเป็นแบบแผนสากล ตัวอย่างประเภทรูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจนคือ เครื่องแต่งกายประเภทเสื้อนอกหรือเสื้อสูท และที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็คือ เรื่องนามธรรม เช่น เสรีภาพ ประชาธิปไตย รวมทั้งเรื่องการกินอยู่แบบสากล ซึ่งอาจจะหมายถึงการกิน แฮมเบอร์เกอร์หรือน้ำอัดลมก็ได้

อย่าสากลแค่รูปแบบ

คนไทยจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเป็นไทยสากลด้วยการแสดงออกจากการกินอยู่ เช่น รับประทานแฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า หรือการดื่มกาแฟเพื่อแสดงความเป็นสากล หรือถ้าเราจะเป็นไทยสากลต้องแสดงออกด้วยการดูสิ่งบันเทิงที่ทันสมัย เดี๋ยวนี้เราแทบจะไม่ดูลิเกกันแล้ว แม้กระทั่งละคร บางทีเราก็ไม่ดู แต่เราดูซุปเปอร์โบว์หรือพิธีศพของเคเนดี้ อันนี้อาจจะแสดงความเป็นไทยสากลว่าเราเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ นั่นหมายความว่าเราแสดงตัวว่าเป็นสากลด้วยการเสพย์ข่าวสาร เสพสิ่งบันเทิงที่มีลักษณะเป็นสากล เราอาจจะแสดงความเป็นไทยสากลด้วยการแต่งกาย เช่น การใช้สินค้า เสื้อผ้า อาร์มานี หรือสวมรองเท้า สะพายกระเป๋าหลุยวิตตอง อันนี้เป็นการแสดงความเป็นสากลอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก โดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาและวัยรุ่น นอกจากนี้ยังแสดงความเป็นไทยสากลด้วยการอยู่ในห้องแอร์ หรือการต้องมีโฮมเธียเตอร์เป็นต้น และที่นิยมกันมากคือการเข้าใจว่าความสัมพันธ์ในยุคโลกสากลคือ การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่อบุคคลโดยอาศัยเทคโนโลยีคือ ถ้าคุยกันด้วยปากต่อปากก็ถือว่าไม่สากล เราต้องคุยกันโดยผ่านโทรศัพท์มือถือหรือ E-mail เมื่อเร็วๆ นี้มีโฆษณาว่าพ่อรุ่นใหม่เล่านิทานกล่อมลูกโดยผ่านโทรศัพท์มือถือ โฆษณาชิ้นนี้บ่งชี้ว่า พ่อรุ่นใหม่ต้องสัมพันธ์กับลูกโดยผ่านเทคโนโลยีจึงจะถือว่าเป็นคนในยุคสากล

เวลานี้ความเป็นสากลได้แสดงออกมามากในรูปพิธีกรรมหลายอย่างในหมู่บ้านอาตมาซึ่งอยู่ไกล เวลานี้จะเชิญคนไปงานศพ งานบวชก็ต้องส่งการ์ดเชิญกันแล้ว ทั้งๆ ที่ แถวนั้นไฟฟ้ายังเข้าไปไม่ถึง จะเชิญผู้ใหญ่บ้านเวลานี้ ถ้าไม่มีจดหมายเชิญเขาก็ไม่ยอมไป สมัยก่อนเวลาเราเชิญผู้ใหญ่บ้านไปร่วมงาน เราก็พูดกันด้วยวาจา แต่เดี๋ยวนี้ต้องมีจดหมายเชิญ อันนี้คือ ความเข้าใจว่าความเป็นสากลคือ การมีรูปแบบทันสมัย ในทำนองเดียวกันโรงเรียนในโลกสากลก็ต้องแสดงความเป็นสากลการทำป้าย โรงเรียนขนาดใหญ่ จะสังเกตได้จากโรงเรียนในหมู่บ้านอาตมาซึ่งอยู่ในถิ่นกันดารต้องแสดงออกด้วยการทำป้ายโรงเรียนใหญ่ๆ

สิ่งที่อาตมายกตัวอย่างมาทั้งหมดเพื่อที่จะบอกว่าเวลานี้ เราจะแสดงความเป็นไทยในโลกสากลด้วยการเน้นที่รูปแบบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเสพย์ การแต่งกายหรือพิธีกรรม คนส่วนใหญ่คิดว่านี่เป็นการปรับตัวเพื่อเข้าสู่โลกสากลหรือสู่โลกโลกาภิวัตน์ แต่การปรับตัวอย่างนี้เป็นการปรับตัวเฉพาะรูปแบบ ถามว่าเนื้อหาเราเป็นสากลหรือไม่ อาตมาไม่ค่อยแน่ใจเพราะเห็นได้ทั่วไปแม้กระทั่งในกรุงเทพ แม้เราจะใช้โทรศัพท์มือถือแต่เราก็คุยกันลั่นในโรงภาพยนตร์ การคุยกันลั่นในโรงภาพยนตร์เป็นวัฒนธรรมแบบภูธร สมัยเราดูหนังกลางแปลงเราคุยกันไปดูหนังกลางแปลงกันไป แม้กระทั่งในยุคโลกาภิวัตน์ เราก็ยังดูหนังกันแบบภูธร ซึ่งเป็นแม้กระทั่งในเมือง เรารับประทานของนอกแต่เราทิ้งขยะกลางถนน โยนถุงพลาสติกลงแม่น้ำ เราใช้คอมพิวเตอร์แต่เราทำลายตู้โทรศัพท์และแซงคิวกัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัด ขณะนี้กำลังรณรงค์ขอร้องให้นักศึกษาเลิกแซงคิวกันขณะใช้ลิฟท์หรือเวลาซื้อของ

ความสากลเป็นอารยะ

ทั้งหมดนี้ แสดงว่าโดยเนื้อหาแล้วเรายังเข้าไม่ถึงความเป็นสากล เพราะความเป็นสากลคือ ความเป็นอารยะในระดับหนึ่ง เขาเรียกว่า civility คือ ความเป็นอารยะในแง่ที่ว่ามีความเคารพนับถือสิทธิของกันและกัน มีตัวอย่างจำนวนมากที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างรูปแบบและเนื้อหาในเมืองไทยหลายโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์ แต่นักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก นี่ก็เป็นความเป็นสากลเฉพาะ รูปแบบแต่เนื้อหาหรือคุณภาพทางการศึกษาก็ยังด้อย เราเข้าไม่ถึงความเป็นสากลในแง่เนื้อหาเลย เราได้แต่รูปแบบและรูปแบบเหล่านี้ ไม่ใช่เฉพาะที่แสดงออกด้วยวัตถุเท่านั้น แต่เป็นรูปแบบที่แสดงให้เห็นถึงการเน้นค่านิยมใฝ่เสพใฝ่บริโภค เพราะทั้งหมดพวกนี้เป็นเรื่องที่ได้มาด้วยการซื้อ การหา การใช้เงิน จะเป็นโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์อาร์มานี หลุยวิตตอง นี่คือเรื่องการเสพย์การบริโภค แต่มันไม่สามารถที่จะสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของพฤติกรรมที่เป็นเรื่องความอุตสาหะ ความเพียรพยายาม หรือการใช้สติปัญญา แม้เราจะมีคอมพิวเตอร์หรือไฮเทคมากมาย ความงมงายหรือหวังรวยทางลัดก็ยังมีอยู่และนี่คือสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยถึงความวิบัติ เพราะการมุ่งเน้นทางลัด รวยทางลัดไม่ค่อยทำมาหากิน แล้วก็กู้กันเพื่อมาเก็งกำไรกันจนกระทั่งเศรษฐกิจเป็นฟองสบู่

ที่น่าสนใจอาตมาขอยกตัวอย่างใกล้ตัวเมื่อเร็วๆ นี้ มีนักฟุตบอลของเราไปซ้อมที่ประเทศอังกฤษ เพื่อจะได้มีโอกาสเข้าแข่งฟุตบอลระกับอินเตอร์หรือระกับสากลกับเขาบ้าง ปรากฏว่าหนังสือพิมพ์ในประเทศอังกฤษรายงานว่ามีการวิ่งเต้นกันอย่างมากโดยผู้ใหญ่ในเมืองไทยเพื่อที่จะให้ คุณซิโก้ได้ถูกบรรจุเข้าไปในสโมสรของอังกฤษ อังกฤษประหลาดใจมากว่าต้องใช้วิธีการล็อบบี้หรือใช้เส้นสายกันเชียวหรือกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ของพวกนี้มันต้องแสดงด้วยความสามารถ ไม่ใช่ด้วยการใช้เส้นสาย และเป็นการใช้เส้นสายจากระดับสูง ไม่ใช่ในระดับเอกชนแต่ในระดับภาครัฐ อันนี้สะท้อนความเป็นสากลของไทยที่ว่าเรายังเป็นสากลเฉพาะรูปแบบแต่เนื้อหาเรายังแบบเดิม คือ ใช้ระบบเส้นสาย ระบบอุปถัมภ์กัน เราจะเป็นอินเตอร์กันแล้ว จะมีนักฟุตบอลไปแข่งในระดับสากลกันแล้ว เราก็ยังใช้วิธีการแบบภูธร แบบไทยๆ หรือแบบอุปถัมภ์ อันนี้แสดงให้เห็นว่าในแง่เนื้อหาแล้ว ความเป็นไทยสากลของเรานั้น ยังตีบตันไม่ไปไหน

เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงอีกแง่หนึ่งคือ การที่เรายังไม่สามารถจะข้ามไปสู่ความสัมพันธ์ที่จำเป็นสำหรับโลกยุคโลกาภิวัตน์หรือความสัมพันธ์แบบแนวราบ ความสัมพันธ์นี้มี 2 อย่าง คือ ความสัมพันธ์แนวดิ่งและความสัมพันธ์แนวราบ ความสัมพันธ์แนวราบเป็นความสัมพันธ์แบบความร่วมมือกันระหว่างคนที่อยู่ในสถานะเหมือนกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานคนในชุมชนเดียวกัน คนในสังคมหรือคนในประเทศ ส่วนความสัมพันธ์แนวดิ่งเป็นความสัมพันธ์แบบผู้อุปถัมภ์ ความสัมพันธ์แนวดิ่งมีสูงมีต่ำ สังคมไทยสมัยก่อนเราจะเน้นความสัมพันธ์แบบนี้มาก เช่น ความสัมพันธ์แบบพระกับฆราวาสจะเป็นความสัมพันธ์แบบสูงต่ำ หรือความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ศิษย์กับอาจารย์ รวมทั้งความสัมพันธ์แบบเจ้านายและลูกน้อง และความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ ความสัมพันธ์ทุกอย่างที่เรารับจากต่างประเทศ เมื่อเข้ามาในเมืองไทย เราจะแปลงให้เป็นความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ เช่น สส.หรือข้าราชการแทนที่จะเป็นคนในระดับเดียวกับประชาชนหรือเป็นผู้เอื้อเฟื้อประชาชน ก็กลับมีสถานะที่สูงกว่า ความสัมพันธ์ทั้งหลายที่เข้ามาในเมืองไทยเราจะแปรให้เป็นความสัมพันธ์แบบ แนวดิ่ง ซึ่งมิใช่ไม่ดี แต่เวลานี้เราไม่สามารถที่จะพัฒนาความสัมพันธ์แนวราบได้เลย ทั้งๆ ที่เราตั้งใจจะเป็นไทยสากล ความสัมพันธ์แนวราบนี้เราพัฒนาไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่เรามีเทคโนโลยีมากมาย ซึ่งแสดงออกมาในรูปของการที่เราไม่สามารถจะร่วมมือกันได้ในการทำงาน แม้ว่าจะเป็นในภาควิชาในคณะหรือแม้ในกรมกอง อาตมาได้ยินเสียงบ่นมากว่าทำงานร่วมกันไม่ได้ บางภาควิชาในคณะ เช่น ภาควิชาจิตวิทยาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีด้วยกันประมาณ 9 คน หัวหน้าภาควิชาบอกว่า ไม่กล้าจัดประชุมเพราะเรียกประชุมครั้งใดทะเลาะกันทุกครั้ง ทั้งๆ ที่เป็นภาควิชาจิตวิทยานี่แสดงถึงการที่เรามีความอ่อนด้อยในความสัมพันธ์แนวราบ เราต้องการผู้นำ ถ้ามีผู้นำหรือมีผู้อาวุโสทุกอย่างจบเรียบร้อย หรือถ้ามีคนนอกมา ตัวอย่างเช่น อาทิตย์ที่ผ่านมาอาตมาไปหมู่บ้านจังหวัดยโสธร ชาวบ้านมีการรวมกลุ่มกันทำเรื่องเศรษฐกิจชุมชน เขาบอกว่าต้องการคนนอกมาก เพราะคนในหมู่บ้านเดียวกันไม่ฟัง ไม่เชื่อใจกัน ดูถูกกัน ต้องการคนนอก จึงขอให้อาตมาไปพูด อันนี้เห็นได้ชัดว่าเราต้องการความสัมพันธ์แนวดิ่งคือ ต้องมีผู้ใหญ่ คนนอกหรือต้องมีคนกลางเข้ามา แต่พอเราจะร่วมมือกันก็ขัดแย้งกัน ทะเลาะกัน ความสัมพันธ์ที่อ่อนแอเชิงแนวราบนี้ขยายออกไปมาก เช่นการไม่เคารพกัน การไม่เคารพคนในท้องถนน การแซงคิวกันเป็นสิ่งสะท้อนให้เป็นถึงความไม่เคารพคนที่อยู่ในความสัมพันธ์แนวเดียวกับเราหรือระดับเดียวกับเรา การแซงคิวก็ดี การไม่เกรงใจเวลาใช้เสียง การทิ้งขยะลงใส่บ้านข้างๆ อันนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เคารพในความสัมพันธ์แบบแนวราบหรือความสัมพันธ์แบบเสมอภาค ซึ่งถ้าเราไม่พัฒนาไปตรงนี้สังคมไทยเข้าสู่ความเป็นสากลไม่ได้ เพราะว่าความเป็นสากลนั้นเวลานี้โลกมันซับซ้อน เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการมีผู้นำเข้ามาแก้ไข

ทุกวันนี้เราติดอยู่กับการเรียกร้องอัศวินม้าขาวที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเพราะเรายังติดอยู่กับความสัมพันธ์แนวดิ่งก็คือว่า ต้องมีคนสักคนที่อยู่ข้างบนมาช่วยเรา เป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพา ซึ่งในโลกยุคโลกาภิวัตน์หรือโลกสากลเราจะพึ่งพาใครได้นอกจากพึ่งพากันเอง และการพึ่งพากันเองทำให้เราต้องพัฒนาความสัมพันธ์แนวราบขึ้นมาให้เข้มแข็ง เช่น การรวมกลุ่มกันช่วยเหลือกันในชุมชนหรือการรวมกลุ่มกันในกรมกองภาควิชาต่างๆ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหา แต่เราไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์แบบนี้ได้ เพราะพัฒนาครั้งใดร่วมมือกันครั้งใดทะเลาะกันทุกที เพราะเราขาดจริยธรรมที่ช่วยในสิ่งเหล่านี้ อันนี้แสดงว่าในแง่เนื้อหาของความเป็นโลกสากล เรายังไม่พัฒนาเท่าไร

สากลต้องเน้นที่เนื้อหา

ทั้งหมดนี้พูดมาเพื่อให้เห็นว่า ความเป็นสากลของเราเวลานี้เรารับมาเฉพาะสิ่งที่เป็นรูปแบบ พิธีกรรมหรือสิ่งเสพย์ และเทคโนโลยี โดยเราเข้าใจว่าอันนี้คือความเจริญ คือความเป็นสากล

แต่จะว่าเราไม่รับเนื้อหาก็ไม่เชิง คือ เราก็รับเนื้อหาของความเป็นโลกสากลมา แต่น่าสังเกตว่า มักจะเป็นเนื้อหาที่ไม่ค่อยดีเท่าไร เช่น ความเห็นแก่เงิน ความเห็นแก่ตัว ทุกวันนี้เราวิจารณ์โลกตะวันตกว่า เขาเห็นแก่ตัวกัน เขาเห็นแก่เงินกัน สังคมไทยเป็นสังคมมีน้ำใจเสร็จแล้วเราก็ไปรับสิ่งนั้นเข้ามา อันแรกคือตัวเนื้อหาแต่เป็นเนื้อหาที่ไม่ค่อยดีเท่าไร แล้วเรารับเนื้อหาที่ไม่ค่อยดีเท่าไรจากตะวันตกหรือจากสากล เรารับความเป็นสากลเข้ามาแล้วทำให้ปัญหาของสังคมไทยหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะอย่าลืมว่าฝรั่งถึงแม้จะมีความเห็นแก่ตัว หรือเน้นเรื่องของตัวใครตัวมันอยู่ไม่น้อย แต่เขายังมีคุณค่าบางอย่างช่วยทัดทานไม่ให้ความเห็นแก่ตัวนี้เกินเลยไปจนกระทั่งเอาเปรียบคนอื่น ค่านิยมที่ช่วยทัดทานความเห็นแก่ตัวในตะวันตก เช่น การเคารพสิทธิกัน การเคารพกฎหมาย นี่คือค่านิยมหรือตัวเนื้อหาในตะวันตกหรือสังคมที่เราเรียกว่าโลกสากลที่ช่วยทัดทานไม่ให้วัตถุนิยมหรือความเห็นแก่ตัวมันเกินเลยไป เพราะมีทั้งความเห็นแก่ตัวและการเคารพสิทธิพร้อมกันไป จึงช่วยทัดทานช่วยกันถ่วงดุล สังคมที่ดีจึงต้องมีลักษณะเช่นนี้ คือ มีส่วนที่ไม่ดีและมีส่วนที่ดีคอยคุมคอยทานกันไป สังคมตะวันตกมีการเคารพสิทธิกันเลยก็คานไม่ให้เห็นแก่ตัวจนเกินขอบเขต จนกระทั่งไปเอาเปรียบคนอื่น เช่น การไปแซงคิว หรือว่าการไปพูดเสียงดังในโรงภาพยนตร์ อันนี้เขาก็มีการเคารพสิทธิ ที่นี้ของไทยแต่ก่อนก็มี ค่านิยมที่ช่วยคานความเห็นแก่ตัวไว้ เช่น ความมีน้ำใจ หรือความสุภาพ ความเกรงใจ แต่สิ่งเหล่านี้มันหายไป นอกจากเราจะไม่ได้เอาของดีๆ ของตะวันตกหรือของโลกสากลเข้ามาช่วยคานหรือกำกับความเห็นแก่ตัวของคนแล้ว ของสิ่งที่เรามีเราก็ทำลายทิ้ง เช่น ความมีน้ำใจ ความสุภาพ

มีเรื่องเล่าว่า คนไทยในอเมริกาคนหนึ่งสอนลูกที่จะกลับมาเที่ยวเมืองไทยเป็นครั้งแรกในชีวิตว่าคนไทยเป็นคนที่สุภาพ พอลูกมาเมืองไทยปรากฏว่าตกใจมากไม่เห็นว่าคนไทยสุภาพตรงไหนเลย เพราะว่าเขากำลังเข้าคิวอยู่ก็มีคนมาแซง ไม่ว่าจะขึ้นรถหรือจะซื้อตั๋วหนัง ขับรถก็ไม่สุภาพกันเลย เขาจึงไปบอกแม่ว่าคนไทยไม่สุภาพเลย ในเมืองนอกยังไม่มีการทำเช่นนี้มีแต่การเคารพกัน อาตมาคิดว่าคนไทยนี้สุภาพแต่สุภาพเฉพาะคนที่รู้จักเฉพาะกับเพื่อน มีกรณีหนึ่งคนงานก่อสร้างข้างบ้าน โยนถุงใส่ขยะลงมาไม่เกรงใจคนข้างบ้านเลย คนข้างบ้านจึงไปบอกตำรวจแต่ไม่ได้ผล สุดท้ายแกก็พยายามตีสนิทเอาของไปให้ ไปพูดไปคุยสร้างความเป็นเพื่อน พอเป็นเพื่อนแล้วก็ขอร้องว่าทีหลังอย่าโยนขยะเข้ามาในบ้าน เขาก็ทำตาม นั่นคือ พอเป็นเพื่อนแล้วก็สุภาพ เกรงใจ เวลาเราไปกินข้าวกับเพื่อนเราจะช่วยแย่งกันออกเงินให้เพื่อน แต่ถ้าเป็นของส่วนรวมบางทีเราช่วยกันแย่งแข่งกันเอา มีหลายกรณีมากที่ว่าเงินของเพื่อนเราเกรงใจกันมาก แต่ถ้าเป็นสมบัติของส่วนรวม เราไม่ค่อยเกรงใจ มีแต่จะแย่งกันเอา ต้องขอภัยกรณีเกิดการทุจริตงบยาเมื่อปีที่แล้ว ผู้นำหมอชนบทซึ่งเป็นตัวคัดค้านในเรื่องนี้บอกว่าไปที่ไหนก็มีคนต่อว่าๆ เงินพวกนี้มันเงินหมอที่ไหน จะไปยุ่งกับเขาทำไม นี่แสดงว่าเราไม่ได้ตระหนักว่าเงินของราชการเป็นเงินของส่วนรวม เป็นเงินของเราที่เราต้องช่วยกันรักษาของส่วนรวม ดังนั้นของส่วนรวมเราไม่ค่อยช่วยกันรักษาเท่าไร แต่ถ้าเป็นของเราหรือของเพื่อน เราจะช่วยกันรักษาอย่างดี เราจะไม่ยอมให้เพื่อนออกเงินให้เรา แต่เรากลับจะออกเงินให้เพื่อน แต่พอของส่วนรวมเรากลับไม่สนใจ นี่มันแสดงให้เห็นค่านิยมแบบที่เรายังไม่ก้าวพ้นคือ เรายังให้ความสำคัญกับเรื่องความสุภาพในระดับแคบ เรายังให้ความสำคัญกับเรื่องความดี คุณธรรมในระดับแคบ ใช้ความดีหรือคุณธรรมกับเพื่อนในวงแคบๆ แต่กับแวดวงที่กว้างออกไปเราจะไม่ค่อยสนใจเท่าไร อันนี้คือเนื้อหาของโลกสากลที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะพัฒนาไปได้ เพราะฉะนั้นอาตมาคิดว่า

ทั้งหมดนี้ชี้ว่าเราเน้นการรับมามาก เราเน้นเป็นฝ่ายรับมากในโลกโลกาภิวัตน์ แล้วก็บางครั้งเราไม่ได้รับเฉพาะวัตถุหรือรูปแบบมาอย่างเดียวเท่านั้น เรารับเอาเนื้อหาบางอย่างที่ไม่ค่อยดีมาด้วย ส่วนเนื้อหาดีๆ ที่เรามีอยู่เราก็ค่อยๆ ทำลายทิ้งไป หรือเราไม่พัฒนาตรงนี้ทำให้เราไม่สามารถมีบทบาทหรือมีสถานะที่ดีได้ในโลกสากล และทำให้ความเป็นไทยของเราเป็นไทยที่ไม่น่าภาคภูมิใจ พอพูดถึงคนไทยในสายตาของต่างประเทศบางครั้งเขามองด้วยสายตาไม่ดีเท่าไร อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องหาทางแก้ไข

เหรียญสองหน้าของโลกสากล

ในโลกสากลหรือโลกโลกาภิวัตน์มันมี 2 ด้านอยู่เสมอโดยมีทั้งการรับการให้หรือการสั่ง คราวรี้ถ้าหากว่าคนไทยจะเป็นสากล อาตมาคิดว่าเราจะต้องพิจารณาให้ดีเรื่องการรับคือว่า ต้องพยายามเลือกรับสิ่งที่ดีมาเป็นของไทยให้ได้ หรือทำให้เหมาะกับไทย เลือกรับสิ่งสากลที่ดีๆ มาเป็นของไทยหรือทำให้เหมาะกับไทย ซึ่งมิใช่เรื่องรูปแบบเท่านั้น แต่เป็นเรื่องเนื้อหาด้วย แต่สิ่งที่ไม่ดีก็สมควรรับมาเหมือนกัน คือ พิจารณาในทางพุทธศาสนาเราไม่แคร์เลยว่าอะไรดีหรือไม่ดี แต่ดูเจตนาหรือท่าทีในการรับก็แล้วกัน สิ่งที่ไม่ดีของโลกสากลเราก็ต้องกับมาเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ ดัดแปลงให้เป็นประโยชน์กับเรา ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องความล้มเหลวของโลกสากลซึ่งเวลานี้มีมาก เราก็ควรจะรับมาแต่ไม่ใช่รับมาเลียนแบบ แต่รับมาเพื่อเรียนรู้ว่าเราจะแก้ไขหรือปรับปรุงตัวเพื่อที่เราจะไม่ซ้ำรอยเขาได้อย่างไร อันนี้เป็นประเด็นแรก คือ ต้องรับและเลือกรับในสิ่งที่ดี และสิ่งที่ไม่ดีเราก็รับมาเพื่อจะเอามาใช้เป็นประโยชน์ให้ได้เหมือนกับที่ต้นไม้ดูดแร่ธาตุทุกอย่าง แม้กระทั่งขยะเพื่อมาแปรให้กลายเป็นดอกไม้ ผลไม้ ชีวิตจะก้าวหน้าหากมีความสามารถในการเอาสิ่งที่เป็นขยะปฏิกูลมาแปรให้เป็นสิ่งที่งดงามได้ ดังที่เขาเปรียบเทียบพระพุทธเจ้าเวลามีพญามารยิงลูกศรแล้วกลับกลายเป็นดอกไม้ คือเอาสิ่งที่รับเอาเข้ามาแล้วแปรให้เป็นของดี พระอรหันต์บางรูปบรรลุธรรมได้ขณะที่เห็นหญิงคณิกายิ้มฟันขาว เห็นแล้วท่านไม่ได้เกิดกำหนัดท่านกลับพิจารณาเห็นความเป็นอนิจจังของสังขารแล้วเกิดจิตสังเวชในสังขารแล้วก็บรรลุธรรมได้ เกิดปัญญาตระหนักในกฎไตรลักษณ์เพราะฉะนั้นเวลาเรารับเราต้องรู้จักรับไม่ว่าจะเป็นสิ่งดีและสิ่งไม่ดี แต่ว่าในสิ่งที่ดีเราก็รับมาประยุกต์ให้พอเหมาะ สิ่งที่ไม่ดีเราก็นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์

เราให้อะไรกับโลกบ้าง

เราจะต้องคิดอยู่เสมอว่า เราจะมีอะไรที่ดีๆ ให้แก่โลกบ้าง เรามีอะไรที่เป็นสิ่งดีที่จะมอบให้เป็นสมบัติของโลกบ้าง ไม่ใช่รับอย่างเดียวแต่เป็นฝ่ายให้ ฝ่ายส่งหรือฝ่ายแพร่ไปด้วย สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพราะโลกโลกาภิวัตน์มิใช่หมายถึงการมีกระแสลมพัดจากยุโรป อเมริกาหรือญี่ปุ่นมาสู่เราเท่านั้น เราไม่ใช่อยู่ปลายทางหรือปลายลมพียงอย่างเดียว แต่เราก็เป็นต้นลมด้วย เมื่อเราจะเป็นต้นลมเราก็ควรจะเลือกให้สิ่งที่ดีให้แพร่กระจายออกไปสู่โลกด้วย โลกโลกาภิวัตน์เป็นเช่นนี้ แต่เรากลับไปเข้าใจว่าโลกาภิวัตน์ หมายถึงโลกที่จะมีกระแสลมพัดมาทางเดียวคือ มาจากอเมริกา ยุโรปหรือญี่ปุ่นเท่านั้น แล้วเราก็เป็นฝ่ายอยู่ท้ายลมที่ต้องรับอย่างเดียวไม่ว่าจะเป็นกลิ่นขยะ กลิ่นเหม็น กลิ่นอะไรเราก็รับเข้ามาหมด ไม่ใช่เราเองก็สามารถที่จะแพร่ออกไปให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องคิดคำถึงการเป็นฝ่ายให้ด้วย

ทุกวันนี้เรามีอะไรให้แก่โลกบ้าง หรือเราจะเลือกอะไรให้แก่โลกบ้าง เราจะให้ต้มยำกุ้ง ส้มตำแค่นั้นพอไหม ต้มยำกุ้งก็มีประโยชน์ แต่เราคิดว่าเรามีดีเท่านั้นหรือ เราคิดว่าเรามีดีแค่ส้มตำแค่นั้นหรือ และเวลานี้ ปรากฏว่าสิ่งที่เราให้แก่โลกโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจเลยก็คือ เราส่งผู้หญิงไปโดยที่เขาต้องไปตายเอาดาบหน้า ซึ่งคือการส่งออกที่รัฐบาลไม่รับทราบแต่เป็นที่รับรู้ในสายตาของทั่วโลก เรามีมากกว่านี้หรือไม่ที่จะให้แก่โลกได้ ทุกวันนี้เราพยายามสร้างหรือยืนหยัดในโลกโลกาภิวัตน์ด้วยการสร้างสิ่งที่แสดงความเชิดหน้าชูตาหรืออวดให้แก่โลก เช่นทำซาลาเปาใหญ่ที่สุดในโลก ทำไข่เจียวใหญ่ที่สุดในโลก เราต้องการอวดชาวโลกว่าเราทำได้อเมริกามีเอ็มไพร์สเตทหรือว่ามีตึกที่สูงใหญ่ที่สุดในโลกเราก็มีไข่เจียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือมีครกตำส้มตำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเทียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะสังเกตเมืองไทยเวลานี้จ้องผลิตอะไรก็ได้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มันสะท้อนอะไรเกี่ยวกับคนไทยหรือเปล่า และสิ่งเหล่านั้นอกจากจะเป็นของกินที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว มักจะเป็นเรื่องวัตถุล้วนๆ ถามว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์สำหรับโลกไหม มันไม่เป็นและไม่เป็นประโยชน์สำหรับคนไทยเลย ทั้งไข่เจียว ส้มตำหรือบะหมี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

คราวนี้ถามว่าเราจะมีอะไรให้แก่โลกบ้าง การที่เราจะให้สิ่งที่ดีที่สุดของเราแก่โลก เราต้องมีปัจจัยหลายอย่าง ประการแรกคือ เราต้องรู้ว่าของเรามีอะไรดีที่โลกต้องการบ้าง การที่เราจะรู้ว่าเรามีอะไรดีที่โลกต้องการเราต้องเข้าใจตัวเอง เราต้องรู้จักตัวเองก่อน ต้องรู้ว่าเรามีวัฒนธรรม เรามีภูมิปัญญา เรามีทรัพยากร เรามีทักษะความสามารถอะไรที่ดี สิ่งที่ดีที่สุดของเรามีไหม และขณะเดียวกันเราก็เข้าใจผู้อื่นด้วยว่า เขาขาดอะไร เขามีปัญหาอะไร เขากำลังต้องการอะไร แต่สิ่ง 2 สิ่งนี้อาตมารู้สึกว่าเรายังทำตรงนี้น้อยคือ เรายังไม่ค่อยเข้าใจ เรายังไม่ได้พิจารณาสอบสวนว่าเรามีอะไรดีบ้าง ไม่ว่าจะเป็นในระดับปัจเจกบุคคลหรือระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ทรัพยากร ทักษะความสามารถ ว่าเรารู้เราเข้าใจว่าเรามีอะไรดีและถ้าเรารู้ว่าคนอื่นหรือโลกเขาขาดอะไร เขาต้องการอะไร คือ เราก็ต้องรู้จักรักษาสิ่งดีๆ ของเราเอาไว้ และต้องรู้จักประยุกต์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้อื่น แม้แต่ต้มยำกุ้ง เราก็ยังพยายามปรุงรสให้เหมาะกับคนต่างชาติ แต่สิ่งนี้ เราไม่ต้องทำก็ได้ เพราะชาติอื่นเขาก็ทำกันอยู่แล้ว ต้มยำกุ้งเวลานี้หลายชาติเขาก็ทำ ในอังกฤษ ในอเมริกา ก็มีร้านอาหารต่างชาติจำนวนมากที่ทำต้มยำกุ้งได้ ไม่จำเป็นต้องร้านอาหารไทย ของแบบนี้เราไม่จำเป็นต้องให้ความใส่ใจมากก็ได้เพราะว่ามีคนที่พร้อมจะลอกเลียนแบบไปเอง ปัญหาคือว่าเรามีอะไรที่ดีกว่าต้มยำกุ้งหรือไม่ อาตมาเชื่อว่าเรามี

ความเป็นไทยมีอะไรดีบ้าง

คราวนี้เรามาดูว่าสิ่งดีที่เรามีนั้นมีอะไรบ้างอาตมาคิดว่าสิ่งดีที่เรามีที่เป็นไทยก็คือ ภูมิปัญญาดั้งเดิม ภูมิปัญญาเหล่านั้น ได้แก่ องค์ความรู้ซึ่งอาจจะแสดงออกผ่านวัฒนธรรม จารีตประเพณี เรามีภูมิปัญญาหลายอย่างเช่น ภูมิปัญญาเกี่ยวกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนาหรือค่านิยมบางอย่าง เช่น ค่านิยมสันโดษ รู้จักพอ สิ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญา มันไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ แต่มันเกิดขึ้นมาจากความรู้ ความเข้าใจในชีวิต ความรู้จักพอ หรือสันโดษ ไม่ใช่อยู่ๆ คิดขึ้นมาได้ แต่คิดขึ้นมาเพราะว่าเกิดความเข้าใจในชีวิตว่าถ้าหากเรารู้จักพอ เราจะร่ำรวยไม่มีที่สิ้นสุด ในทางพุทธศาสนาสอนว่า ความร่ำรวยที่สุดคือสันโดษ สันโดษคือความร่ำรวยอย่างยิ่ง เพราะร่ำรวยแบบนี้แล้วชีวิตเป็นสุข แต่ถ้าร่ำรวยแบบอื่นแล้วชีวิตไม่เป็นสุข เพราะมันไม่รู้จักพอ ไม่ว่าจะร่ำรวยมีชื่อเสียง เงินทอง ที่ดิน มันก็ไม่เป็นสุข เพราะยังรู้สึกจน รู้สึกยังมีไม่พอ แต่ถ้ามีสันโดษเสียแล้วก็จะรู้จักพอ ความเข้าใจแบบนี้คือ ภูมิปัญญาเกี่ยวกับชีวิต

ส่วนภูมิปัญญาเกี่ยวกับชุมชนเราก็มีไม่น้อย เช่นระบบ วิธีการของชุมชมในการรักษาธรรมชาติ ซึ่งแม้กระทั่งเวลานี้โลกสากลต่างประเทศก็หันมาสนใจว่าเรารักษากันอย่างไรในสมัยก่อน ซึ่งยังมีเค้าตกทอดมาถึงเวลานี้อยู่บ้าง สำหรับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล พบว่าเวลานี้โลกสากลหันมาสนใจต่อประเทศไทยว่าเรารักษากันอย่างไรในช่วงอดีตที่ผ่านมา ซึ่งภูมิปัญญาเหล่านี้ปรากฏออกมาในรูปของกฎระเบียบประเพณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรม เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์ การเกษตร การเกษตรแบบผสมผสาน นี้เป็นเรื่องที่กำลังพูดถึงกันอยู่อย่างต่อเนื่องว่ามีพื้นฐานมาจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย หรือเรื่องการแพทย์แผนไทยที่เรากำลังรณรงค์กันในปัจจุบันก็อาศัยภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เรามีอยู่ และเวลานี้สูญหายไปมากมาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีและควรค่าแก่การใส่ใจ ช่วยกันศึกษาหาแก่นแท้ นอกจากภูมิปัญญาแล้วยังมีทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากและอาตมารู้สึกดีใจที่สถาบันการแพทย์แผนไทยของกระทรวงสาธารณสุขพยายามที่จะพิทักษ์รักษาคุณค่าดังกล่าวนี้ไว้ รวมทั้งการธำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายทางภูมิปัญญา

จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่ามีพืชหลายชนิดที่มีศักยภาพในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และสร้างประโยชน์สุข ให้แก่โลกอย่างมากมายทั้งด้านการแพทย์ การเกษตรหรืออุตสาหกรรม แต่คนมองไม่เห็นคุณค่า ปล่อยทิ้งขว้างและให้ต่างชาติมากอบโกยโดยหวังเพียงผลตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ สิ่งเหล่านี้ควรจะรักษาให้ดำรงอยู่และพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือจุดแข็งของเรา การที่เราเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยป่าดิบชื้นมีความหมายต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมากมาย คุณค่าที่มีอยู่ของไทยนอกจากภูมิปัญญาและทรัพยากรแล้วก็คือ ความคิดริเริ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะความคิดริเริ่มที่ออกมาจากชาวบ้านหรือมาจากเบื้องล่าง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจชุมชนที่กำลังเร่งรัดดำเนินการหรือว่ากลุ่มออมทรัพย์ที่เป็นธนาคารในระดับชาวบ้านไม่ใช่เป็นเรื่องเล่นๆ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังให้ความสนใจว่าเราทำกันอย่างไร เพราะสิ่งนี้เป็นทางออกให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับท้องถิ่น อย่างไรก็ตามมักไม่ค่อยมีคนสนใจในความคิดริเริ่มระดับเบื้องล่างนี้ กลับมุ่งไปสนใจความคิดเบื้องบนที่มาจากสถาบันการเงิน ธนาคาร หรือนักวิชาการ แต่แนวคิดที่มาจากเบื้องล่างซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงามและเป็นแนวคิดที่เป็นการริเริ่มใหม่ๆ กลับไม่มีผู้สนใจ

ธรรมะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลก

เมื่อพิจารณาภาวะวิกฤตของประเทศในปัจจุบันพบว่า กลุ่มออมทรัพย์หลายแห่งในระดับล่างไม่ได้รับการกระทบกระเทือนเลย ในขณะที่สถาบันการเงินและธนาคารหลายแห่งกระเทือนจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ แต่กลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวที่มีเงินเป็นล้านๆ ไม่ถูกกระทบกระเทือน นำมาสู่คำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้และได้มีผู้ตั้งคำถามกับชาวบ้านว่าในขณะที่ธนาคารกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก แต่ทำไมกลุ่มออมทรัพย์ที่คลองเปรี๊ยะในภาคใต้จึงไม่กระเทือนเลย ก็พบคำตอบว่าเงินของกลุ่มออมทรัพย์นั้นไม่ได้ฝากไว้กับธนาคารแต่ได้กระจายไปยังชาวบ้านที่เป็นสมาชิก โดยชาวบ้านนำไปสร้างฐานะให้มั่นคง เม็ดเงินทั้งหมดจึงไม่ได้มุ่งมาสู่ธนาคาร ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมา ธนาคารล้มแต่กลุ่มเหล่านี้ไม่กระเทือน เพราะเงินทั้งหมดได้ถูกกระจายไปอยู่ตามกระเป๋าของสมาชิก โดยกลุ่มสมาชิกเหล่านี้มีความซื่อสัตย์ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันและตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อในเรื่องสัจจะ ธรรมะนำมาสอดประสานทำให้เกิดความเชื่อถือกันและกัน

ธรรมะเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกปัจจุบันเพราะระบบเศรษฐกิจถึงแม้ว่าจะมีประสิทธิภาพเพียงใดหรือจะเก่งอย่างไรก็ตาม หากไม่มีธรรมะเป็นพื้นฐานจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ธรรมะที่กล่าวถึงคือความซื่อสัตย์ ความเอื้อเฟื้อกัน ระบบทุนนิยมทุกวันนี้ที่ทำงานอยู่ได้ไม่ใช่เพราะมีระบบตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เพราะอาศัย Trust คือ ความไว้ใจ ความซื่อสัตย์ หากมีมีความซื่อสัตย์แล้วจะประสบปัญหาอย่างหนัก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เศรษฐกิจเมืองไทยพบว่ามีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์อย่างมาก เมื่อมีอะไรมากระทบจึงล้มครืนทันที ทั้งๆ ที่โดยแท้จริงแล้วมีเงินไหลเข้าจำนวนมากมาย แต่พอมีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์ เงินก็ไหลออกนอกประเทศจนเกือบหมด ธรรมะที่กล่าวมานี้ถือว่าเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญมาก และสามารถเป็นทางหลุดพ้นจากภาวะวิกฤตที่กำลังประสบในปัจจุบัน และเรื่องที่มองเห็นว่าเล็กน้อยนี่เองที่สามารถเป็นหมอนรองรับวิกฤตไม่ให้ส่งผลกระทบกระเทือนมากมาย แต่เรื่องเหล่านี้กลับเป็นสิ่งดีงามที่ถูกมองข้ามไป สิ่งเหล่านี้จะช่วยได้มากหากเราให้ความเอาใจใส่และพัฒนาไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญา ทรัพยากร หรือนวตกรรมใหม่ๆ จากชาวบ้านหรือของคนไทย นวตกรรมที่กล่าวถึงเป็นนวตกรรมทางสังคมไม่ใช่นวตกรรมทางเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยภูมิปัญญาดั้งเดิมซึ่งในปัจจุบันไม่ค่อยจะรักษากันเท่าไรนัก และขณะนี้เริ่มมีการตื่นตัวซึ่งไม่แน่ใจว่าช้าเกินไปหรือไม่เพราะมีการสูญเสียไปแล้วมากมาย เช่นภูมิปัญญาเกี่ยวกับการแพทย์ เวลานี้พบว่า ใบลานที่เก็บสะสมวิชาความรู้ทางด้านการแพทย์ได้ถูกขายเป็นกิโลหรือรับซื้อเป็นกระสอบๆ ด้วยราคาที่ถูกมาก สิ่งที่ถูกขายไปหมายถึงความรู้ที่สูญหายไปจากแผ่นดินไทย การกระทำเหล่านี้เองที่เราได้มอบให้แก่โลกแต่ให้โดยไม่เข้าใจ เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่โลก ในที่สุดกลายเป็นประโยชน์เฉพาะบริษัทที่รับซื้อใบลานหรือที่นำใบลานเหล่านี้ไปวิจัยต่อในวงแคบๆ เพื่อที่จะขายต่อในรูปของสิทธิบัตรหรือว่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านั้นจึงเป็นประโยชน์เฉพาะคนกลุ่มน้อย

จุดอ่อนที่ผ่านมา

ความเป็นไทยสากลที่ผ่านมาเราจึงมุ่งเน้นแต่การเป็นผู้เสพย์ รับแต่รูปแบบและเป็นเพียงผู้ตาม การที่เป็นผู้ตามทำให้ต้องคอยจ้องมองผู้อื่นอยู่เสมอใน 2 ลักษณะก็คือ ประการแรกคือจ้องมองเพื่อที่จะลอกเลียนแบบโดยอยากได้ชื่อว่าพัฒนาจึงไปลอกเลียนแบบของผู้อื่นมา เช่น เครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี สินค้าใหม่ราคาแพง สินค้ามียี่ห้อ การจ้องมองหรือจ้องรับจากผู้อื่นในลักษณะที่ต้องการจะรับเข้ามาเพียงอย่างเดียว ประการที่ 2 เป็นอีกลักษณะหนึ่งซึ่งมาจากรากเหง้าอันเดียวกัน ก็คือ การคิดที่จะโทษแต่ผู้อื่น เมื่อมีปัญหาจะโทษผู้อื่นอยู่เสมอ เวลาจะพัฒนาตนก็จะไปเอาของผู้อื่นมาเพื่อที่จะให้ตัวเองดูดีขึ้น แต่เวลามีปัญหาจะโทษผู้อื่น ซึ่งขณะนี้มีการโทษกันมากเมื่อคราววิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมาก็โทษ จอร์จ ซอรอส ครั้นพอวัฒนธรรมไทยเสื่อมโทรมก็โทษวัฒนธรรมต่างชาติ เมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬก็กล่าวโทษมือที่ 3 ความคิดแบบนี้ทำให้เกิดปัญหาและเกิดความรู้สึกอ่อนไหวมาก เวลาที่ต่างชาติวิจารณ์เศรษฐกิจไทยเราจะไม่พอใจเพราะคิดว่าคำวิจารณ์ในทางลบเช่นนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่ได้ โดยที่ไม่ได้พิจารณาย้อนกลับมามองว่าที่ฟื้นตัวไม่ได้เป็นเพราะปัจจัยภายในหรือไม่ แต่กลับมองเพียงว่าการที่เศรษฐกิจไม่ดีขึ้นเป็นเพราะต่างชาติคอยรุมวิจารณ์เมืองไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคอยกล่าวหาว่าเมืองไทย มีดีเฉพาะเรื่อง sex กับสนามกอล์ฟ และการแก้ปัญหาของเราก็คือการโจมตี การเล่นงานสื่อมวลชนต่างชาติ เพราะคิดว่านี่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจแย่ลงหรือทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถที่จะฟื้นตัวได้

ภาวะเช่นนี้เป็นสิ่งที่เรียกว่า mentality หรือจิตวิสัยที่คอยจ้องมองผู้อื่นอันเนื่องมาจากการเป็นฝ่ายตามฝ่ายรับ และคอยจ้องมองผู้อื่นตลอดเวลา คิดว่าจะดีได้ก็เพราะไปเอาของคนอื่นมา แต่ถ้าเราแย่ก็เป็นเพราะคนอื่นทำให้เราแย่ อันนี้เป็นเพราะเราไม่ได้มองตัวเราว่าเรามีดีอะไรบ้าง หากมองเห็นว่าเรามีดีจะทำให้เราไม่ต้องคิดลอกเลียนแบบผู้อื่น เราควรกลับมาคิดว่าเรามีจุดอ่อนอย่างไรบ้างที่ส่งผลให้เราเป็นเช่นนี้ ถ้าเราเข้าใจจุดอ่อนเราก็จะไม่โทษคนอื่นว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราแย่ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาเราไม่ได้มองและค้นหาตัวเองว่ามีสิ่งใดที่ดีหรือสิ่งใดที่เป็นจุดอ่อน โดยคิดแต่เพียงจะลอกเลียนแบบผู้อื่น เมื่อเราพัฒนาตัวเองขึ้นมาและประสบปัญหาจึงโทษผู้อื่นว่าเป็นตัวสร้างปัญหาโดยไมได้มองว่าจุดอ่อนของเราคืออะไร และแม้กระทั่งวงการศาสนาหรือวงการของสงฆ์ก็มีการมองว่าพวกศาสนาคริสต์ทำให้เป็นตัวการทำให้คนเสื่อมศรัทธาในคณะสงฆ์ แต่ไม่ได้มองไปว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีสาเหตุอยู่ที่คณะสงฆ์หรือวงการศาสนาของประเทศไทย จึงไปจ้องมองว่าคริสต์กำลังจะมาทำลายพุทธศาสนา สิ่งนี้คือจิตวิสัยที่กำลังจะเป็นกันทุกวงการและทั้งประเทศ

การกล่าวโทษผู้อื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแนวคิดจากการกล่าวโทษผู้อื่นซึ่งเป็นความคิดแบบไทยในปัจจุบันนี้จะส่งผลให้เราสามารถเผชิญหน้าผู้คนในสังคม ในอดีต ที่ผ่านมาความเป็นไทยไม่ใช่ลักษณะเช่นนี้ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงความคิดที่กำลังฝังรากลึก และประทับรอยจนกลายเป็นความเป็นไทยในทุกวันนี้ จะนำพาสู่ปัญหาที่ทวีคูณ ดังนั้น จึงต้องหาแนวทางในการแก้ไขโดยเปลี่ยนแนวความคิดให้เกิดความเป็นไทยอย่างใหม่ขึ้นมาที่สอดรับโลกสากลหรือโลกาภิวัตน์ โดยต้องพร้อมที่จะเป็นผู้นำ พร้อมที่จะเป็นผู้ให้ รู้จักตัวเอง มีความมั่นใจภูมิใจในสิ่งที่คิด นำสิ่งที่ตนมีอยู่สร้างคุณค่าเพิ่มขึ้นและพร้อมที่จะรับรู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนใดที่จะต้องแก้ไขรวมทั้งตระหนักว่าการที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะตัวเราไม่ใช่คนอื่น อย่างน้อยตัวเราก็เป็นสาเหตุหลักส่วนผู้อื่นนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบหรือปัจจัยภายนอก แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตัวเราเป็นสำคัญ เช่น ถ้าเราแย่หรือจนลงก็เพราะเกิดอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดจากตัวเราเองก่อน ปัจจัยภายนอกก็มีส่วนแต่เราต้องมองที่ตัวเองก่อนเสมอ การที่เรามีมุมมองเช่นนี้ทำให้เรามีความคิดที่กล้าวิจารณ์ตนเองอันจะนำ ไปสู่การพัฒนาตนเองมากขึ้น และเกิดความมั่นใจในตัวเอง ความคิดเช่นนี้ทำให้ความเป็นไทยมีคุณค่า สามารถยืนหยัดท้าทายละเผชิญหน้ากับกระแลโลกาภิวัตน์ในทุกรูปแบบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้โยงใยไปสู่ปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ คือวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวแต่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจอย่างอื่นด้วย เพราะปัจจุบันปัญหาสำคัญที่สุดของไทยไม่ใช่การขาดเงิน แต่กลับพูดกันมากว่าขาดเงิน หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบว่าเราไม่ได้ขาดเงินแต่เราขาดปัญญาและธรรมะ

เมื่อขาดธรรมะ อะไรๆ จึงวุ่น

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพบว่าเรามีเงินเข้ามามากมายแต่ทำไมเงินเหล่านั้นไม่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากวิบัติภัยได้เลย เม็ดเงินที่ไหลเข้าประเทศเป็นจำนวนมากรวมทั้งเม็ดเงินจากการกู้ยืมต่างประเทศไม่มีส่วนช่วยให้เรารอดพ้นจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจได้เลย นั่นนำมาสู่คำตอบที่ว่าเราไม่ได้ขาดเงินแน่นอน แต่เราขาดธรรมะ ปัญหาการคอรัปชั่น ปัญหาการเห็นแก่พวกพ้อง และปัญหาการใฝ่เสพฟุ่มเฟือยเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ในบ้านเมือง แต่ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไข ทางออกของปัญหาเหล่านี้หลายส่วนมีอยู่ในภูมิปัญญาดั้งเดิมของเราแต่เรากลับละทิ้งธรรมะ ละทิ้งเรื่องความสันโดษความพอเพียงโดยกลับมองเห็นว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เชย ล้าสมัย และคิดว่าจิตวิญญาณไม่สำคัญเท่ากับเงินทอง การไปรับโลกทัศน์เช่นนี้ทำให้เศรษฐกิจไทยเป็นเช่นปัจจุบัน ดังนั้น ในวันนี้เราจึงจำเป็นต้องรื้อฟื้นกันใหม่เพื่อที่จะนำสิ่งดีงามที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาหรือความคิดริเริ่มใหม่ๆ เข้ามาผสมผสานนำไปสู่การปฏิบัติ รวมทั้งการฟื้นในระดับพื้นฐานหรือระดับล่างที่ทำให้เศรษฐกิจชุมชนมีความมั่นคงเข้มแข็ง

มีผู้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่าวิกฤตในปัจจุบันมีสาเหตุหลักจากความไม่รู้ 2 ประการ ประการแรกคือ การไม่รู้ในธรรมชาติของเงิน และประการที่สองคือความไม่รู้เรื่องธรรมชาติของชีวิต ความไม่รู้ทั้งธรรมชาติของเงินและธรรมชาติของชีวิตนำไปสู่การสร้างระบบตลาดที่เอาชีวิตไปแลกกับเงิน ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่าเลย เพราะหมายถึงการที่เรายอมเสียชีวิต ยอมเอาชีวิตไปแลกกับเงิน ทุ่มเทชีวิต และไม่ใช่เฉพาะชีวิตเรา แต่เป็นชีวิตของลูกหลาน ชีวิตครอบครัว เพื่อที่จะไปแลกหาเงินทองเข้ามา โดยไม่มีเวลาให้กับตนเอง ครอบครัวและลูก คิดเพียงแต่การที่จะได้เงินจำนวนมากมายมหาศาล สิ่งนี้เองคือ การเอาชีวิตเข้าไปแลกกับเงินซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า ความไม่รู้เหล่านี้ก็คืออวิชชา ดังนั้น การที่เราไม่รู้เรื่องเงินและไม่รู้เรื่องชีวิตจึงคิดไปว่าเงินมีค่ามากกว่าชีวิต ครั้นพอเราเอาชีวิตไปแลกกับเงินเราก็ทุกข์ ซึ่งไม่ใช่ทุกข์แต่เฉพาะตัวบุคล แต่ทุกข์ทั้งประเทศ คำตอบเหล่านี้ ที่จริงปรากฏอยู่แล้วในภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย

หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร นักคิดคนหนึ่งของไทยกล่าวว่าเงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง อันนี้ก็เป็นความคิดที่ตรงกับพุทธศาสนา แต่เรากลับไปคิดว่าเงินเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้เรามาถึงทางตันในวันนี้ นับแต่นี้ไปเราคงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องชีวิตมากขึ้นแล้วโยงเข้ากับธรรมะจากธรรมะจะน้อมนำไปสู่ปัญญาและความมีน้ำใจซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเป็นไทยของเรามีค่า และทำให้เรามีความมั่นคงได้

ปิดท้าย

ประเด็นสุดท้ายซึ่งเชื่อมโยงกับหัวข้อการสัมมนาในวันนี้คือ การเตรียมคนเข้าสู่อนาคต เป็นเรื่องสำคัญแต่อย่างไรก็ตามจะเป็นการดียิ่งขึ้นหากจะพูดให้ครบถ้วนว่าเตรียมคนสู่อนาคตและเตรียมอนาคตเพื่อความเป็นมนุษย์ เนื่องจากถ้าเราเตรียมคนสู่อนาคตจะหมายความเพียงว่าเราให้อนาคตมากำหนดเราอย่างเดียว โดยเราเป็นฝ่ายที่จะต้องปรับตัวตามอนาคต ประโยชน์สำหรับวลีข้างต้นก็คือ เราจำเป็นต้องปรับตัวเพราะอนาคตจะมาในรูปแบบอย่างไรเราไม่รู้ อนาคตอาจเรียกร้องต้องการคนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ เราจำเป็นต้องเตรียมคนเพื่อไปสู่อนาคต แต่เราจะรอให้อนาคตมากำหนดเราอย่างเดียวคงไม่พอ เราจำเป็นที่จะต้องเตรียมอนาคตด้วย โดยเราต้องไปจัดการกับอนาคตด้วยเพื่อส่งเสริมความเป็นมนุษย์ นั่นหมายความว่า การเตรียมคนสู่อนาคตยังไม่บ่งบอกถึง vision หรือวิสัยทัศน์ที่แท้จริงและชัดเจนว่าอนาคตที่กล่าวถึงคืออนาคตอะไร และเราไม่ควรเป็นเหมือนนิทานของตอลสตอยที่เล่าว่า มีคนกำลังขี่ม้าห้อไปอย่างรวดเร็ว คนผ่านทางจึงถามคนที่ขี่ม้าว่า “นั่นคุณจะไปไหน” คนขี่ม้าก็บอกว่า “ไม่รู้หรอก คุณก็ถามม้าซิว่าม้ามันจะพาไปไหน” เวลานี้อนาคตเปรียบเหมือนกับม้า เราจะปล่อยให้มันพาเราไปไหนโดยที่เราไม่รู้อย่างชายในนิทานเรื่องนั้นเห็นจะไม่ได้ เราจะต้องรู้จักหันเหหรือควบคุมบังคับม้าเท่าที่จะทำได้ นั่นคือ เราจะต้องรู้จักจัดการหรือเตรียมอนาคตด้วยเพื่อรับใช่ความเป็นมนุษย์ สำหรับคำว่า “คน” ในหัวข้อที่กล่าวถึงการเตรียมคน อาจมีความหมายเพียงแค่ “คน” เป็น “ทรัพยากร” แต่มนุษย์เราเป็นมากกว่าทรัพยากรความเป็นมนุษย์ของเรามีค่าอย่างยิ่ง เราจึงต้องพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ ความเป็นมนุษย์ประกอบด้วยพื้นฐานสำคัญ 2 อย่างคือ ปัญญาและกรุณา เราต้องหาทางเตรียมคนเพื่อรับมือกับอนาคตแล้วเราก็เข้าจัดการกับอนาคตเพื่อให้อนาคตเกื้อกูลส่งเสริมความเป็นมนุษย์ให้เกิดขึ้น คือ พัฒนาให้คนได้เข้าถึงปัญญาและกรุณา สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพราะมนุษย์เป็นมากกว่าทรัพยากร การเข้าใจมนุษย์ในแง่นี้ทำให้ต้องมองอนาคตอย่างมีวิสัยทัศน์เพื่อที่จะให้ได้มากกว่าการมีทรัพยากรมนุษย์ที่ดีมีประสิทธิภาพ แต่เราต้องพัฒนา “คน” ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สามารถบรรเทาความทุกข์ให้ลดน้อยถองลงและเกื้อกูลผู้อื่น และความเป็นมนุษย์นี้จะต้องไม่แยกออกจากความเป็นไทย โดยต้องให้ความเป็นไทยเชื่อมโยงให้เข้ากับความเป็นมนุษย์ให้ได้ ถ้าเราเป็นไทยโดยที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งสำคัญจึงต้องให้ความเป็นไทยเชื่อมโยงสัมพันธ์กับความเป็นมนุษย์ ความเป็นไทยต้องควบคู่กับความเป็นมนุษย์ และความเป็นมนุษย์ต้องเสริมความเป็นไทย หากแยก 2 สิ่งนี้ออกจากกัน ความเป็นไทยก็ไม่มีความหมาย และยิ่งอยู่ในโลกสากลเราต้องโยงให้ได้ระหว่างความเป็นไทยกับความเป็นมนุษย์คือ ให้เป็นไทยโดยมีพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่ประกอบด้วยปัญญา กรุณาและธรรมะ รวมทั้งให้ความเป็นมนุษย์ส่งเริมความเป็นไทยให้เป็นไทยที่เชิดหน้าชูตาสามารถยืนหยัดได้ในโลกสากลที่มิใช่เป็นเพียงผู้ตาม ผู้เสพย์ แต่เป็นผู้ให้สิ่งดีงามแก่โลกเพื่อให้โลกได้เจริญงดงามและมีสันติ ดังนั้นถ้าความเป็นไทยไม่มีความเป็นมนุษย์เราจะเป็นไทยที่ไม่สมบูรณ์และจะเป็นไทยอย่างครึ่งๆ กลางๆ โดยที่มีสามารถที่จะมีศักดิ์ศรีหรือความภาคภูมิใจได้ในโลกสากล

คำถาม

การฟังเรื่องการเตรียมคนสู่อนาคตพอจะเข้าใจแต่ไม่ชัดเจนในประเด็นเรื่องการเตรียมอนาคตและการกำหนดอนาคตให้ได้ ไม่ทราบว่าจะกำหนดอนาคตได้อย่างไร

คำตอบ

การเตรียมคนเข้าสู่อนาคตเป็นเรื่องสำคัญ แต่การเตรียมอนาคตเพื่อความเป็นมนุษย์เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า การเตรียมคนสู่อนาคตนั้นให้ยึดเป็นเป้าหมายของการเตรียมอนาคต หมายความว่า หากพูดถึงการเตรียมคนสู่อนาคตเพียงอย่างเดียว บางครั้ง ดูเหมือนว่าค่อนข้างจะล่องลอยคือ แล้วแต่อนาคตจะพาไป แต่ควรมีการกำหนดให้ชัดเจนว่าเราจะไปทางไหน อนาคตควรจะเป็นอย่างไรถึงจะเกิดมีสังคมที่เกื้อกูลมนุษย์ดังนั้น การเตรียมอนาคตจึงประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก อย่างน้อยในระดับกายภาพ ควรมีกิน มีความเป็นอยู่โดยผาสุกไม่ถูกบีบคั้นด้วยปัจจัยธรรมชาติซึ่งได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บหรือถูกบีบคั้นด้วยความหิวโหย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีสิ่งค้ำจุนความเป็นมนุษย์โดยไม่ถูกบีบคั้นด้วยการเอารัดเอาเปรียบกันและไม่ถูกบีบคั้นโดยภัยธรรมชาติ ประการที่ 2 ความเป็นมนุษย์ต้องประกอบด้วยการพัฒนาทางจิตใจโดยเฉพาะความมีน้ำใจ เมตตากรุณา และประการสุดท้าย ต้องพัฒนาทางสติปัญญา การเตรียมคนสู่อนาคต ก็คือสร้างคนให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความรู้ความเข้าใจเพื่อที่จะเผชิญกับอนาคตได้ และขณะเดียวกันก็ต้องพยายามทำให้สังคมในอนาคตเป็นสังคมที่เอื้อต่อการพัฒนาทางจิตใจ สติปัญญา และทางกายภาพของมนุษย์ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะการพัฒนาส่วนใหญ่มองข้ามการพัฒนาทางจิตวิญญาณของมนุษย์ โดยเห็นมนุษย์เป็นเพียงทรัพยากร เรียกว่า ทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปการศึกษาที่เพิ่งผ่านมาพบว่าพระราชบัญญัติการศึกษาก็มองแค่ว่า มนุษย์เป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งเพื่อเป็นปัจจัยในทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และสำหรับกระทรวงอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ในการพัฒนาคนก็ไม่ควรจำกัดพียงแค่ว่าให้พัฒนาคนแค่เป็นทรัพยากรเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การสัมมนานี้คงจะไม่เพียงพอหากจะทำให้พวกท่านเป็นทรัพยากรในทางสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องกำหนดเป้าหมายที่ไกลกนั้น เรียกว่า วิสัยทัศน์ โดยควรช่วยกันอาศัยความสามารถที่มีอยู่นำไปสู่พัฒนาการทางจิตวิญญาณเพื่อให้เข้าถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

คำถาม

การเตรียมคนเข้าสู่อนาคตให้ดูที่อนาคตให้ดี มองอนาคตให้ชัดเจน สำหรับในกรณีอนาคตของธรรมกายนั้นท่านมองอย่างไร

คำตอบ

ที่จริงท่านผู้จัดบอกว่า หากมีคำถามเช่นนี้ให้โยนไปให้กระทรวงศึกษาธิการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตอบ แต่อย่างไรก็ตามประเด็นคำถามนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากไม่มีการจัดการปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เชื่อมั่นว่าในอนาคตอีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า จะวิกฤตกว่านี้ พูดตรงไปตรงมาก็คือว่า ถ้าไม่มีปัญหานี้ขึ้นมา เชื่อว่าอีก 20 ปีข้างหน้า เจ้าอาวาสหรือรองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จะได้เป็นพระราชาคณะชั้นสมเด็จหรือรองสมเด็จ และท่านคงมีอำนาจในมหาเถรสมาคมสูงมากและถึงตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้นไม่ทราบ นี่เป็นการมองถึงในอนาคต แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดก็คือการทำตอนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

คำถาม

การเตรียมเด็กรุ่นใหม่ให้ก้าวไปสู่อนาคต โดยเป็นผู้นำในชุมชนควรมีรูปแบบอย่างไร ในมิติทางด้านจิตใจที่เกี่ยวข้องกับ การจัดกิจการนักศึกษา การจัดหลักสูตรหรือการจัดการดูแลคุณภาพการศึกษา

คำตอบ

การศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญ ปัจจุบันนี้การศึกษาคงไม่จำกัดเฉพาะในโรงเรียน ซึ่งสถาบันการศึกษาที่สำคัญก็คือ ชุมชน และประเด็นนี้จะเกี่ยวข้องกับหลายท่านในที่นี้ที่ทำงานในระดับชุมชนและระดับอำเภอไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรทางสาธารณสุขอื่นๆ ซึ่งก็คงไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ในโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย ดังนั้น หากท่านพยายามที่จะช่วยกันคนละไม้คนละมือในท้องถิ่นที่ท่านอาศัยอยู่ให้มีความเข้มแข็ง โดยท่านมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มและจัดให้ชาวบ้านมีการรวมกลุ่มในระดับท้องถิ่นในการร่วมกันแก้ปัญหาของตัวเอง เริ่มต้นจากปัญหาเฉพาะหน้า เช่น เรื่องสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ศาสนา วัฒนธรรม ส่งเสริมชาวบ้านให้เป็นแกนนำที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เมื่อชุมชนเข้มแข็งก็น่าจะมีส่วนทำให้เด็กๆ ในชุมชนนั้นมีคุณภาพ ที่จริงแล้วองค์กรท้องถิ่นมีศักยภาพมากในการรวมกลุ่มทำงานและให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างดีซึ่งจะนำไปสู่การเป็นตัวอย่างทางการศึกษาอย่างดี การดำเนินการเหล่านี้เรียกว่า กระบวนการทางสังคม โดยให้มีการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันตัดสินใจ และถ้ามีเยาวชนในชุมชนเข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ โดยไม่มองเพียงว่าเยาวชนเหล่านั้นเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง แต่มองเขาในฐานะเป็นผู้ใหญ่และให้เข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมทำกิจกรรมในชุมชน ชุมชนก็จะมีความเข้มแข็ง แต่ปัจจุบันนี้เยาวชนจำนวนมากรู้สึกตนเองไม่มีคุณค่า รู้สึกประดักประเดิด เข้าที่ไหนก็เข้าไม่ได้ เพราะเหมือนเป็นส่วนเกิน ดังนั้น หากเขาเหล่านี้เข้ามาร่วมเป็นกำลังสำคัญในองค์กรในท้องถิ่นโดยกลุ่มประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ให้พวกเขาเข้ามาเป็นกำลังจะมีส่วนช่วยให้การศึกษาแก่เยาวชนได้มาก ทำให้เขาเป็นผู้ใหญ่หรือเป็นเยาวชนที่มีคุณค่า ดังนั้นกระบวนการสร้างกลุ่มในท้องถิ่นหรือในระดับชุมชนต่างๆ ให้มีความเข้มแข็ง จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยเตรียมเด็กรุ่นใหม่ให้ก้าวไปเป็นผู้นำในอนาคตอย่างเหมาะสม

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved