หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมมาตา > ทุกข์หลุดเพราะวาง
กลับหน้าแรก

วารสารธรรมมาตา
ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๓

ทุกข์หลุดเพราะวาง
พระไพศาล วิสาโล

อาชีพคนเรามีหลากหลาย มีอาชีพหนึ่งที่อยากพูดถึง คืออาชีพจับลิง บางคนไม่ได้มีอาชีพนี้โดยตรง แต่ว่ามีความจำเป็น เพราะว่าลิงในบางที่บางแห่งอาละวาดก่อกวนมาก วิธีจับลิงก็มีหลากหลาย ยิ่งในยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมาย แต่มีวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งใช้กันมานาน ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ส่วนใหญ่เขาใช้กระบอกไม้ไผ่เจาะรูเล็ก ๆ พอให้ลิงเอามือลอดเข้าไปได้ ในกระบอกไม้ไผ่ใส่อาหารที่ลิงชอบ เช่น ถั่ว  จากนั้นก็เอากระบอกไม้ไผ่ไปวางไว้ที่โคนต้นไม้

พอลิงได้กลิ่นอาหาร มันก็จะลงมาจากต้นไม้ แล้วเอามือสอดเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่  พอคว้าถั่วได้มันก็จะดึงมือออกมา แต่ดึงออกมาไม่ได้เพราะรูมันเล็กกว่ากำมือของลิง ลิงพยายามดึงเท่าไหร่ก็ไม่ออก มันก็ดึงอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งคนมาเห็น ก็สามารถจับมันได้ เพราะว่ามันปีนขึ้นต้นไม้ลำบาก เนื่องจากมือมันติดกระบอกไม้ไผ่

แต่บางแห่งเขาไม่ได้ใช้กระบอกไม้ไผ่ เขาใช้ลูกมะพร้าวเจาะรูเล็ก ๆ เอาไว้ พอให้มันเอามือสอดไปได้ ลิงพอเจอมะพร้าวก็สอดมือเข้าไปล้วงเอาเนื้อมะพร้าว แต่พอจะดึงออกก็ดึงออกมาไม่ได้ บางแห่งผูกมะพร้าวไว้กับต้นไม้  พรานไม่ต้องทำอะไรมาก ทิ้งไว้สักคืนหนึ่ง  ปล่อยให้ลิงดึงจนหมดแรง  พอลิงหมดแรง เขาก็จับเอาไปขายก็มี

ที่จริงแล้ว เพียงแค่ลิงคลายมือออก มันก็เป็นอิสระแล้ว เพราะพอคลายมือออกมันก็จะดึงมือออกมาจากช่องเล็ก ๆ นั้นได้  แต่ลิงไม่ยอมคลาย มันกำแน่น เพราะอะไร เพราะมันหวงถั่วในมือของมัน จึงถูกจับได้ในที่สุด

จะว่าไปแล้ว ชะตากรรมของลิงเหล่านี้ไม่ได้ต่างจากคนเราเลย  จริงอยู่คนเราอาจไม่ได้กำอะไรที่มือ แต่ใจนั้นกำไว้แน่น พอกำไว้แน่น ความทุกข์จึงตามมา ที่จริงเพียงแค่คลายหรือปล่อย เราก็เป็นอิสระจากทุกข์ได้ แต่คนเราส่วนใหญ่เหมือนกับลิง คือ ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมคลาย กำไว้อย่างนั้น ไม่ได้กำที่มือ แต่กำที่ใจ เรียกว่ายึดติด

ความทุกข์ของคนเราเมื่อถึงที่สุดแล้วก็เกิดจากความยึดติด เป็นเพราะใจเรากำไว้ไม่ยอมปล่อย ทุกข์กายนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ สารพัด เช่น อากาศร้อน อากาศหนาว เชื้อโรค อาหารเป็นพิษ มลภาวะ หรือภัยธรรมชาติ หรือมีคนมาทำร้าย แต่ถ้าเป็นทุกข์ใจแล้ว สาเหตุมีอยู่ประการเดียว ถ้าสาวไปให้ถึงที่สุด ก็คือความยึดติด 

หลวงพ่อชา สุภทฺโท สรุปไว้ดีมาก  ท่านว่า “ทุกข์มีเพราะยึด ทุกข์ยืดเพราะอยาก ทุกข์มากเพราะพลอย ทุกข์น้อยเพราะหลุด ทุกข์หยุดเพราะปล่อย”  คนเราก็เหมือนกับลิง ถ้าลิงเพียงแค่คลายมือ ปล่อยถั่ว มันก็เป็นอิสระได้ แต่เพราะคนเราไม่ยอมปล่อย ทั้งที่สิ่งที่ยึดเอาไว้นั้นบางครั้งเป็นอดีตไปแล้ว เช่น โทรศัพท์ที่ถูกขโมย เงินที่ถูกโกง มันเป็นของใครไปแล้วก็ไม่รู้ แต่ก็ยังยึดเอาไว้ในใจ จึงเสียใจ กลุ้มใจ บางคนรถถูกขโมย บ้านถูกยึด กลุ้มใจ เสียใจมาก ถ้าไม่เป็นโรคซึมเศร้าก็อาจถึงกับฆ่าตัวตาย  

นอกจากยึดในทรัพย์สมบัติที่สูญไปแล้ว  ความทุกข์ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยึดในหน้าตา  อย่างข้าราชการผู้ใหญ่คนหนึ่งทำธุรกิจล้มเหลว เป็นหนี้เป็นสินมาก สุดท้ายถูกยึดทั้งรถและบ้าน ที่จริงเขายังใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้ แต่ว่าเขารู้สึกสูญเสียทั้งความสะดวกสบายและหน้าตาด้วย เพราะสำหรับหลายคน บ้านก็ดี รถก็ดี หมายถึงสถานภาพหรือหน้าตา หากบ้านและรถถูกยึดไปก็เหมือนกับสูญเสียสถานภาพหรือหน้าตา จะว่าเสียศักดิ์ศรีก็ได้ 

เป็นเพราะใจมัวยึดทั้งทรัพย์สินและหน้าตา จึงทำใจไม่ได้เมื่อสูญมันไป  ยิ่งไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวาง ก็ยิ่งทุกข์ใจ ทุกข์ท่วมท้น  เท่านั้นไม่พอเขายังคิดปรุงแต่งต่อไปว่าถ้าไม่มีสิ่งนั้นแล้วฉันจะอยู่อย่างไร  คนอื่นจะดูถูกดูแคลนฉัน ที่จริงเหตุการณ์ที่ว่ายังไม่ทันเกิดขึ้นเลยนะ แต่เขาคิดไปล่วงหน้าแล้วว่ามันจะต้องเลวร้าย เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าฉันไม่มีรถ ไม่มีบ้าน ต้องนั่งแท็กซี่หรือนั่งรถเมล์ ใคร ๆ ก็จะดูถูกฉัน  ในความเป็นจริงอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ คนอื่นเขาอาจจะไม่สนใจเลย แต่เป็นเพราะปรุงแต่งไปล่วงหน้า  จึงทุกข์ กลุ้มใจจนทนไม่ได้

บางครั้งเราก็ยึดในร่างกายของเรา พอร่างกายเริ่มแก่ เริ่มชรา ผมเริ่มหงอก ผิวหนังเริ่มเหี่ยวย่น รูปร่างหน้าตาที่เคยงดงามกลายเป็นอดีตไปแล้ว มันค่อย ๆ เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา แต่เป็นเพราะใจยังยึดเอาไว้ จึงทำใจยอมรับกับสภาพปัจจุบันไม่ได้  ความทุกข์ใจก็เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ชีวิตก็สุขสบายดี แต่ใจเป็นทุกข์เพราะไม่ยอมปล่อยวางร่างกาย อันนี้รวมถึงสิ่งอื่น ๆ ด้วย เช่น คนรักที่จากไป ไม่ว่าจากเป็นหรือจากตาย ก็ยังยึดเอาไว้ ไม่ยอมปล่อย บางทีก็สร้างภาพลวงขึ้นมา เสมือนว่าเขายังอยู่

มีผู้หญิงคนหนึ่ง รักสามีมาก สามีก็รักเธอมาก สามีเป็นคนที่เรียกได้ว่าแฟมิลีแมน เอาใจใส่ครอบครัว สุภาพกับภรรยา ช่วยเหลือภรรยาทุกอย่าง แต่แล้วสามีก็จากไปอย่างรวดเร็ว ป่วยไม่กี่เดือนก็เสียชีวิต ภรรยาเสียใจมาก และรู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลสามีเท่าที่ควร ตัวเองทำงานที่โรงพยาบาล แต่กลับไม่ไม่เฉลียวใจว่าสามีเป็นโรคร้าย นึกว่าไม่เป็นอะไร พอสามีตายไปก็ทำใจไม่ได้ ยังใช้ชีวิตเหมือนกับว่าสามียังอยู่ ทุกเช้าก็ทำอาหารให้สามีกิน เอาอาหารมาวางไว้บนโต๊ะที่สามีนั่งเป็นประจำ ทุกวันก็โทรศัพท์ไปที่เบอร์สามี จะได้ฟังเสียงสามี เสมือนว่าเขายังอยู่  ไม่ยอมรับความจริงว่าสามีตายไปแล้ว

ทั้ง ๆ ที่หลอกตัวเองอย่างนี้ เธอก็ยังมีความทุกข์ และความทุกข์ก็ทำให้ต้องหลอกตัวเองทุกวัน ไม่ยอมรับความจริง ปรุงแต่งภาพลวงขึ้นมาเสมือนว่าเขายังอยู่  เป็นเพราะหมกมุ่นกับเรื่องสามี เธอจึงไม่สนใจลูกสาวเลย ลูกสาวอายุ ๑๒ รู้สึกเหมือนกับว่าไม่มีตัวตนในสายตาของแม่  จึงรู้สึกว่าตนไร้ค่า ขาดความรัก ผู้หญิงคนนี้ต่อไปจะไม่ใช่เสียแค่เสียสามี ต่อไปก็จะเสียลูกสาวด้วย เพราะลูกสาวก็คงจะมีปัญหาทางจิตใจ หันไปหาความรักหรือความอบอุ่นจากคนอื่น  อาจคบเพื่อนไม่ดี หรือมีผู้ชายตั้งแต่ยังอายุไม่มากก็ได้

ทั้งนี้เป็นเพราะความยึดติด ถ้าเธอเพียงแต่ปล่อยสามี ความทุกข์ใจก็จะคลี่คลาย ได้รับการเยียวยา แต่คนเราไม่ยอมปล่อยอะไรง่าย ๆ  ยังแบกเอาไว้ ยึดเอาไว้

ถ้าลองพิจารณาดูจะพบว่า ผู้คนเวลามีความทุกข์ ส่วนใหญ่ความทุกข์ของเขามันไม่ใช่แค่ทุกข์ชั้นเดียว แต่มันเป็นทุกข์สองชั้น หรือว่าทุกข์ซ้ำสอง จะเรียกว่าทุกข์สองต่อก็ได้ เป็นดับเบิ้ลทุกข์ เช่น ทีแรกก็เสียทรัพย์ เสียคนรัก หรือเจ็บป่วย อันนี้เรียกว่าทุกข์ชั้นแรก หรือเรียกว่าทุกข์เพราะเหตุร้าย จากนั้นจะตามมาด้วยความทุกข์ใจ เสียใจ โกรธ รู้สึกผิด คับแค้นใจ  อันนี้เรียกว่าทุกข์เพราะความยึดติด  เป็นอย่างนี้กันส่วนใหญ่

เราไม่ได้ทุกข์แค่ชั้นเดียว ไม่ได้ทุกข์ต่อเดียว แต่ทุกข์สองต่อ ทุกข์ซ้ำสอง น้อยคนที่จะทุกข์ชั้นเดียว คือเสียแต่ทรัพย์ แต่ว่าใจไม่ทุกข์ เจ็บป่วยแต่ใจไม่ป่วยด้วย ถ้าพิจารณาดูก็จะพบว่าทุกข์สองชั้นเกิดจากความยึดติด ทีแรกก็ยึดทรัพย์ ยึดร่างกาย ยึดคนรัก ยึดหน้าตา รวมถึงยึดงานการ  พอเสียทรัพย์ เจ็บป่วย  เสียคนรัก ถูกต่อว่าด่าทอ หรือตกงาน ก็เกิดอารมณ์ เช่น ความโกรธ ความเสียใจ ความเศร้า  เกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไร ก็ไปยึดอารมณ์เหล่านั้นอีก

ทีแรกก็ยึดสิ่งที่ที่รักที่พอใจ เช่น ทรัพย์ ร่างกาย ผู้คน หรือเรียกรวม ๆ ว่าของรักของหวง ทีแรกก็ยึดของรักของหวง พอมันเสื่อมไป เสียไป เกิดอารมณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจขึ้นมา ก็ไปยึดอารมณ์เหล่านั้นอีก การยึดทรัพย์ ยึดคนรัก ยึดร่างกาย จะว่าไปก็ยังพอมีเหตุมีผล เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ให้ความสุขกับเรา แต่อารมณ์ที่เป็นอกุศล เช่น ความโกรธ ความเศร้า ความคับแค้นใจ ความวิตกกังวล ความรู้สึกผิด มันน่ายึดตรงไหน ไม่น่ายึดเลย เพราะมันเผาลนใจ มันกรีดแทงใจ มันบีบคั้นใจ แต่เรากลับยึด

แล้วทำไมถึงยึด ก็เพราะไม่รู้ตัว ที่จริงก่อนที่จะถึงตรงนั้น มันเป็นเพราะเราสำคัญผิดว่า สิ่งอื่นคนอื่นทำให้เราทุกข์ใจ เหตุร้ายทำให้เราทุกข์ใจ คนนั้นทำให้เราทุกข์ใจ เพราะเขาขโมยเงินเราไป เขาด่าว่าเรา แต่ที่จริงไม่ใช่หรอก สาเหตุแห่งความทุกข์ใจมันอยู่ที่ใจเรา เป็นเพราะใจไปยึดสิ่งต่าง ๆ เอาไว้

มันคล้าย ๆ กับผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง ทีแรกก็เดินผ่านไป แต่แล้วก็เดินกลับมา แล้วแบกหินก้อนนั้น พอแบกหินก้อนนั้นสักพักก็จะรู้สึกเหนื่อย รู้สึกทุกข์ จึงบ่นว่าไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว หนักเหลือเกิน หนักเหลือเกิน เห็นได้ชัดว่าเขามีความทุกข์มาก แต่ถามว่าเขาทุกข์เพราะอะไร เขาทุกข์เพราะหิน หรือทุกข์เพราะแบกหิน คนส่วนใหญ่คิดว่าเขาทุกข์เพราะหิน

เมื่อคิดว่าทุกข์เพราะหิน วิธีที่จะหมดทุกข์ก็คือ จัดการกับหินก้อนนั้น เช่น เรียกให้คนมาช่วย เอาค้อน เอาสิ่ว มาตี มาทุบให้มันแตกเป็นก้อนเล็กก้อนน้อย  หรือมิเช่นนั้นก็เรียกให้คนมาช่วยแบก พอไม่มีคนมาช่วยก็บ่นว่าเขาไม่มีน้ำใจ อกตัญญู หรือไม่ก็ไปบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ช่วยบันดาลให้หินกลายเป็นนุ่น บางคนมีเงินก็ไปจ้างรถเครนมาเพื่อช่วยพยุงหินก้อนนั้นแทน ผู้คนต่างหาวิธีการต่าง ๆ มากมายเพื่อจัดการกับหินก้อนนั้น

แต่สิ่งที่เขาไม่ได้ทำเลยคือการวางหิน หรือปล่อยหินนั้นลง ทำไม ก็เพราะเขาคิดว่าความทุกข์ของเขาเกิดจากหิน เขาไม่ได้ตระหนักว่า เขาทุกข์เพราะแบกหินต่างหาก  ถ้ารู้ว่าทุกข์เพราะแบกหิน วิธีการแก้ทุกข์ก็ง่ายมาก นั่นคือวางหินนั้นลง แต่เพราะความสำคัญผิด คิดว่าหินคือเหตุแห่งทุกข์จึงไม่ยอมวาง   ก็เหมือนกับที่หลาย ๆ คนคิดว่าทุกข์ใจเพราะปัญหาเยอะเหลือเกิน  ไหนจะปัญหางานการ ปัญหาครอบครัว ปัญหาชีวิต ทั้งหมดนี้ปัญหาคือตัวการทำให้ฉันทุกข์

ที่จริงปัญหามันไม่ได้ทำให้เราทุกข์ แต่การแบกปัญหาต่างหากที่ทำให้เราทุกข์ เหมือนกับลิงที่ถูกจับได้ มันคิดว่าเป็นเพราะถั่วก็ดี หรือเพราะรูในช่องไม้ไผ่มันเล็กก็ดี มันจึงดึงมือออกมาไม่ได้  ที่จริงทั้งหมดนี้ไม่ใช่ตัวการหรือสาเหตุแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ที่ทำให้เสียอิสรภาพ ก็คือการที่มันกำถั่วเอาไว้ ไม่ยอมปล่อย คนเราก็เหมือนกันนะ ความทุกข์ใจเกิดจากการแบกหิน ไม่ใช่เพราะว่าตัวหิน

เราทุกข์ใจไม่ใช่เพราะปัญหา แต่ทุกข์ใจเพราะแบกปัญหา แค่เราปล่อยหรือวางมันลงจากใจก็จะหมดทุกข์  ความรับผิดชอบยังมีอยู่ แต่ว่ารู้จักวางมันลงบ้าง จิตใจก็จะโปร่งโล่ง เป็นอิสระ

นอกจากความสำคัญผิดคิดว่าหินคือเหตุแห่งทุกข์แล้ว ความไม่รู้ตัวก็มีส่วนสำคัญเหมือนกัน อย่างความโกรธ ความเศร้า ความเกลียด ความกังวล อารมณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่น่ายึด ไม่น่าแบก แต่เราก็ยังแบก อันนี้เกิดจากความไม่รู้ตัว ถ้าหากเรารู้ตัวเมื่อไหร่ ก็จะวางมันลง ไม่แบกหรือถือเอาไว้ให้เหนื่อย

คนที่รักตัวเอง เมื่อรู้ตัวว่าแบกหินเอาไว้ เขาจะวางมันลง  ถ้าเขารู้ว่าความทุกข์ไม่ได้เกิดจากปัญหา แต่เกิดจากการแบกปัญหา ไม่ได้เกิดจากหนี้สิน แต่เกิดจากการแบกหนี้สิน เขาก็จะวางมันลงเช่นกัน แต่งานก็ยังทำ ปัญหาก็ยังแก้ แต่ไม่เอามารกหัวให้กลุ้มใจ อย่างที่มีบางคนบอกว่า “ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม” หนี้สินก็มีไว้เพื่อให้เราชำระสะสาง ไม่ใช่เพื่อแบก ถ้าเรามีสติ ความรู้ตัวก็จะเกิดขึ้น  เมื่อรู้ตัว ก็จะไม่แบกเอาไว้อีกต่อไป  โดยเฉพาะสิ่งที่ทำความทุกข์ให้กับเรา

เวลาคนมาปรึกษาอาตมา ว่ามีความทุกข์ใจเหลือเกิน อาตมาก็จะแนะนำเขาหลายอย่าง สุดท้ายก็แนะเขาว่าให้วางมันลงบ้าง หลายคนจะตอบว่า พูดง่ายแต่ทำยาก อาตมาก็อยากจะถามว่าระหว่างการแบกกับการวาง อะไรยากกว่ากัน หลายคนมักจะพูดว่าการวางเป็นเรื่องยาก ถ้าเช่นนั้นทำไมถึงแบกมันเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่การแบกยากกว่าการวาง ก็เพราะไม่รู้ตัวนั่นแหละ

แต่นอกจากไม่รู้ตัวแล้ว มันยังเป็นเพราะเราไม่ค่อยฝึกวาง อะไรที่เราไม่ค่อยได้ทำมันยากทั้งนั้น คนที่ขับรถไม่เป็นจะให้เขาขับรถเลย มันยากทั้งนั้น หรือทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ อย่างอาตมาถ้าจะให้ขับรถก็รู้สึกว่ามันยาก เพราะว่าขับไม่เป็น แต่เชื่อว่าถ้าขับบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย

ก.ไก่ ข.ไข่ ที่พวกเราเขียนคล่องแคล่ว จำได้ไหมตอนที่เราเป็นเด็กอนุบาล มันยากมาก แค่จะเขียน ก.ไก่ ให้เป็นตัวยังยากเลย แม้แต่จะแยกว่า ข.ไข่ กับ บ.ใบไม้ ต่างกันอย่างไร สมัยเด็ก ๆ อาตมายังแยกไม่ออก มันเหมือนกัน ว.แหวน กับ อ.อ่าง อาตมาก็ยังคิดว่าเหมือนกันเลย แต่พอเขียนบ่อย ๆ จึงรู้ว่ามันต่างกัน แล้วยิ่งเขียนก็ยิ่งสวย

ภาษาไทยสำหรับเราเป็นเรื่องง่าย เพราะอะไร เพราะเราเขียนเป็นประจำ แต่ถ้าไม่เคย อย่างฝรั่งที่จบปริญญาเอก เป็นศาสตราจารย์ จะให้เขาเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ หากเขาไม่เคยเขียนมาก่อน เขาก็ต้องบ่นว่ายาก ไม่ใช่เพราะว่าเขาโง่ และไม่ใช่เพราะว่า ก .ไก่ ข.ไข่ เขียนยากแต่เพราะเขาไม่เคยฝึกต่างหาก

การปล่อยวางก็เหมือนกัน มันยากเพราะว่าเราไม่ค่อยได้ฝึก  นั่นเป็นเหตุผลประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็คือ เราไม่ได้ตระหนักว่าทุกข์เกิดจากการยึด ถ้าเราเห็นว่าการวาง ช่วยทำให้พ้นทุกข์ได้ เราก็จะหันมาฝึก หันมาทำบ่อย ๆ  พอเราฝึกบ่อย ๆ การวางก็จะง่ายขึ้น  สิ่งที่จะช่วยให้เราวางอารมณ์ที่เป็นอกุศลได้ ก็คือความรู้ตัวซึ่งมาคู่กับสติ 

เวลามีความโกรธเกิดขึ้น ถ้าเรารู้ตัวเมื่อไหร่ เราวางเลย แต่ที่ยังโกรธอยู่เพราะไม่รู้ตัว อาจจะรู้ประเดี๋ยวเดียว เวลามีความวิตกกังวลเกิดขึ้น ถ้าเรารู้ มีสติ รู้ทันมัน ก็จะวางได้เอง แต่ที่ยังกังวลอยู่ก็เพราะยังเผลอ  ถึงจะรู้ก็รู้ประเดี๋ยวเดียว รู้ได้แค่ขณะ สองขณะ แล้วก็เผลอไปยึดใหม่ เพราะฉะนั้น สติจึงสำคัญ ถ้าไม่อยากทุกข์เพราะถูกอารมณ์ต่าง ๆ ครอบงำ  สติจะช่วยทำให้เราวางได้ ต่อไปสติไม่เพียงช่วยให้เราวางอารมณ์ที่สร้างความทุกข์ให้กับเราเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราวางสิ่งที่ให้ความสุขกับเรา ซึ่งชวนให้น่ายึดถือ เช่น ทรัพย์สมบัติ คนรัก ร่างกาย ชื่อเสียง เกียรติยศ

สิ่งเหล่านี้มีเสน่ห์ ชวนให้ยึด ให้หวงแหน แต่เมื่อใดก็ตามที่เรามีปัญญา เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันก็ไม่เที่ยง และถ้าเราเห็นว่ายึดไปก็ยิ่งทำให้ทุกข์ เราก็จะไม่ยึดมันอีกต่อไป  ปัญญาเช่นนี้เกิดได้ก็เพราะมีสติ มีสติเห็นความจริง สติช่วยทำให้เห็นความจริงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง และเมื่อมันไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์ คือเสื่อมสลายไปในที่สุด  ดังนั้นถ้ายึดมัน เราก็จะทุกข์ เมื่อเรามีปัญญา ต่อไปใจก็จะค่อย ๆ วางอารมณ์ หรือวัตถุสิ่งของ  รวมทั้งคนรัก

เวลาสูญเสียสิ่งเหล่านี้หรือคนใกล้ตัว เราจะทุกข์น้อยลง หรือถึงแม้มีความทุกข์เกิดขึ้น ก็ไม่ไปยึดความทุกข์เหล่านั้นเอาไว้ เมื่อมีความเสียใจเกิดขึ้น ก็ไม่ยึดความเสียใจนั้นเอาไว้ เมื่อมีความคับแค้นเกิดขึ้น ก็ไม่ยึดความคับแค้นนั้นเอาไว้ เมื่อไม่ยึดก็ไม่เป็นทุกข์ อันนี้เรียกว่า รู้ทุกข์ แต่ไม่เป็นทุกข์  

รู้ทุกข์ กับ ไม่เป็นทุกข์ ต่างกันมากนะ คนส่วนใหญ่เป็นทุกข์ แต่น้อยคนที่รู้ทุกข์ เราจะรู้ทุกข์ได้เพราะเรามีสติ และเห็นว่าอารมณ์เหล่านี้ ไม่น่ายึด  สติช่วยพาจิตของเราออกห่างจากอารมณ์เหล่านี้ กลายเป็นเห็น ไม่เข้าไปเป็น ไม่เข้าไปยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา

ความโกรธไม่ดี แต่เราชอบยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา ความเศร้าก็ไม่ดี แต่เราชอบยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา โกรธทีไรก็กูโกรธ เศร้าทีไรก็กูเศร้า เครียดทีไรก็กูเครียด หรือยึดความโกรธเป็นกูเป็นของกู ยึดความเศร้าเป็นกูเป็นของกู ยึดความเครียดเป็นกูเป็นของกู อารมณ์เหล่านี้น่ายึดเป็นกูหรือของกูที่ไหน แต่เราก็เผลอยึดทุกทีเพราะไม่รู้ตัว แต่พอมีสติปุ๊บ ก็ไม่ยึดเป็นกูเป็นของกูอีกต่อไป  ไม่ยึดเพราะเห็น หลวงพ่อคำเขียนเรียกว่า “เห็น ไม่เข้าไปเป็น” และเมื่อเห็นบ่อย ๆ ก็จะเห็นสัจธรรมของสิ่งเหล่านี้ว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เห็นว่าอารมณ์เหล่านี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนเท่านั้น แม้กระทั่งของที่เคยรัก เคยหวง ทรัพย์สมบัติ  ชื่อเสียง เกียรติยศ งานการ มันก็ไม่เที่ยง ก็เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เหมือนกัน

เห็นตรงนี้เรียกว่าเกิดปัญญา และทำให้ปล่อยวางได้ เวลามีความสูญเสีย ก็เสียอย่างเดียว เสียต่อเดียว ไม่มีการเสียสองชั้นหรือเสียสองต่อ คือเสียทรัพย์ แต่ใจไม่เสีย เวลาเกิดทุกข์เพราะความสูญเสีย พลัดพราก ซึ่งเป็นธรรมดา ไม่มีใครหนีพ้น มันก็จบแค่นั้น มันไม่ต่อไม่ยืดยาวเป็นทุกข์สองต่อหรือทุกข์สองชั้น มันจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าทุกข์ซ้ำสอง เพราะว่าเสียก็เสียไป แต่ว่าใจไม่ทุกข์

ถ้าเราอยากจะให้ชีวิตมีความสุขก็ต้องรู้จักเรื่องนี้ แล้วทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้ เราไม่สามารถป้องกันทุกข์ไม่ให้เกิดขึ้นกับเราได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่เราสามารถรักษาใจไม่ให้ทุกข์ได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved