หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมะ >
มงคลสูงสุดของชีวิต
กลับหน้าแรก

มงคลสูงสุดของชีวิต
พระไพศาล วิสาโล
ตีพิมพ์ในวารสาร โพธิยาลัย ฉบับที่ ๕๓ มกราคม ๒๕๖๓

มงคลสูงสุด ต้องทำเอง

บทสวดพิเศษที่เราเพิ่งสาธยายไปคือมงคลสูตร เป็นบทสวดที่สำคัญและน่าศึกษา สังเกตว่าทั้ง ๓๘ ประการที่เรียกว่ามงคลอันสูงสุด เป็นสิ่งที่ต้องทำด้วยตัวเอง โดยปกติเวลาเราพูดถึง “มงคล” เราก็นึกถึงวัตถุมงคล เช่น สายสิญจน์ น้ำมนต์ หรือว่าพระธาตุ อาจจะรวมไปถึงสิ่งแปลกใหม่ที่คิดกันขึ้นมา ที่ผ่านการปลุกเสก เช่น พระเครื่อง หรือว่าป้ายที่อวยพรให้ร่ำรวย อันนี้ก็รวมเรียกว่าวัตถุมงคล คนเราเชื่อว่าถ้าได้วัตถุมงคลเหล่านี้แล้วจะเกิดสิริมงคลกับตัวเอง ก็จริงอยู่ แต่นั่นไม่ใช่มงคลอันสูงสุด ถ้าต้องการมงคลอันสูงสุดไม่มีทางอื่นนอกจากต้องทำเอง และการกระทำที่เป็นความดีนี้แหละที่เป็นมงคลอันสูงสุดที่เงินซื้อไม่ได้แต่ต้องทำเอง ฉะนั้นคนไม่มีเงินก็สามารถจะได้มาซึ่งมงคลอันสูงสุด หากทำดีด้วยกาย ทำด้วยวาจา ทำด้วยใจ

เริ่มข้อแรกก็คือ “การไม่คบคนพาล” คนพาลคือคนชั่ว ไม่คบในที่นี้หมายความว่าไม่คบค้าสมาคมแต่อาจจะรู้จัก มีธุระปะปังเกี่ยวข้องบ้าง แต่ไม่ไปคลุกคลีสนิทสนมด้วยเพราะว่าอาจจะเสียผู้เสียคน แม้ว่าเรามีเจตนาดีอยากจะช่วยเขาแต่ก็ต้องระมัดระวัง ต้องวางระยะห่าง

ข้อที่ ๒ คือ “การคบบัณฑิต” บัณฑิตนี้ถือเป็นกัลยาณมิตร อย่างที่เราได้สวดกันมาใน ๒-๓ วันก่อนว่า กัลยาณมิตรนี้ไม่ใช่แค่ครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์อย่างที่พระอานนท์เข้าใจ พระพุทธเจ้าทักท้วงว่าที่จริงแล้ว กัลยาณมิตรคือทั้งหมดของพรหมจรรย์ พรหมจรรย์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการไม่มีคู่ครอง การเป็นโสด การถือศีล ๘ หรือว่าการเป็นนักบวช พรหมจรรย์ในที่นี้หมายถึงการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ซึ่งมีหลายระดับหลายขั้น ฆราวาสญาติโยมก็สามารถมีชีวิตที่ถือว่าเป็นพรหมจรรย์ได้

จะเห็นได้ว่ามงคลนี้ทำได้หลายประการ เคยพูดไว้แล้วว่าบุญนี้มี ๑๐ อย่าง ไม่ใช่แค่ทานอย่างเดียว แต่ว่าสามารถแยกย่อยได้ถึง ๑๐ ประการ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้เงินและบางอย่างก็เป็นเรื่องของการทำใจเช่น ความอ่อนน้อมถ่อมตน อย่างมงคล ๓๘ นี้ก็มีอีกหลายประการเช่น ความเป็นผู้ว่าง่าย  ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความสันโดษ การรู้จักเคารพ การมีความเพียร  เหล่าก็ถือว่าเป็นมงคลอันสูงสุดนะ เป็นบุญด้วยเช่นกัน พวกเราไม่ค่อยรู้จักบุญในความหมายนี้ ยิ่งมงคลด้วยแล้วก็ยิ่งไม่รู้จัก ไม่นึกว่าการกระทำเหล่านี้จะเป็นมงคลด้วย ไม่ใช่แค่มงคลธรรมดานะ แต่เป็นมงคลสูงสุดเลย เพราะจะนำไปสู่ความเจริญ เริ่มต้นจากการไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต ก็จะนำไปสู่การทำความดีอีกหลายประการ สุดท้ายก็มาลงที่จิตใจ คือ มีจิตเกษมศานต์ มีจิตที่ไร้ธุลีกิเลส มีจิตที่ไม่เศร้าโศก เป็นจิตที่แม้โลกธรรมมาแตะต้องแต่ก็ไม่ทำให้หวั่นไหว

ไม่ทุกข์กับโลกธรรม ๘

โลกธรรมในที่นี้ก็หมายถึงเหตุการณ์ทั้งที่ดีและไม่ดี ทั้งที่เป็นบวกและก็เป็นลบ แยกออกมาเป็น ๘ ประการ คือ ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ สุข สุขในที่นี้คือ สุขแบบโลกๆ เรียกว่า โลกียสุข อีก ๔ ประการ คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ทุกข์ในที่นี้รวมถึงความเจ็บป่วย เป็นทุกข์แบบโลกๆ ซึ่งมาคู่กัน โลกธรรมนี้คือสิ่งที่ทำเป็นธรรมดาโลก ผลักดันให้โลกเป็นไป คนทุกคนหนีไม่พ้นโลกธรรม ๘ อิฏฐารมณ์กับอนิฏฐารมณ์ โลกธรรมฝ่ายบวกกับโลกธรรมฝ่ายลบ สองอย่างนี้เป็นของคู่กัน เมื่อได้ลาภแล้วก็หนีไม่พ้นการเสียลาภ ได้เงินมาก็ต้องสูญเสียไป สูญเสียเพราะเงินหาย สูญเสียเพราะเขาเอาไป หรือสูญเสียเมื่อเราต้องละจากโลกนี้ไป ยังไงต้องไปแน่ๆ  ยังไงต้องจากเราไปแน่ๆ ถ้ามันไม่จากเราไป เราก็เป็นฝ่ายจากมัน มีแค่นี้แหละ

ตอนตาย ไม่ว่าสะสมอะไรมาก็หมด ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ อำนาจ ตำแหน่งเอาไปไม่ได้ซักอย่าง อันนี้เป็นธรรมดาโลก แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อสูญเสียสิ่งเหล่านี้แล้วเราจะเป็นทุกข์เสมอไป ถ้าเราปฏิบัติด้วยการทำกิจ ๓๘ ประการนี้ให้ถึงพร้อม แม้โลกธรรมมาแตะต้องหรือเกิดขึ้นกับเรา จิตใจก็ไม่หวั่นไหวอันนี้แปลว่าไม่ทุกข์ ไม่ไหวหวั่นคือ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย แม้ได้มาก็ไม่ได้เพลิดเพลินดีใจ แม้เสียไปก็ไม่ได้เศร้าโศก ฟูมฟาย อย่างที่มีคนเขาเขียนสั้นๆ ว่า
“ยามรุ่งเราสงบ ยามจบเราพร้อมจาก”

ยามรุ่งเราก็สงบไม่เห่อเหิม ไม่หลงใหลปลาบปลื้ม เพราะรู้ว่าสักวันหนึ่งก็ต้องสูญเสียหรือว่าร่วงโรย สู่ช่วงขาลง  คนที่รู้เท่าทันโลกธรรม สามารถทำใจให้เป็นปกติหรือว่าเป็นสุขได้

สุขที่เจือทุกข์

สุขที่ใจเป็นปกติคือสุขแบบเรียบๆ ไม่ใช่สุขแบบหวือหวาเหมือนเวลาเราได้เสพ ได้บริโภค ได้ลาภได้คำชม อันนั้นเป็นความสุขแบบมีรสชาติหวือหวาแต่ก็เจือไปด้วยโทษ เหมือนกับน้ำหวาน กินแล้วอร่อยมีรสชาติ น้ำอัดลมก็เหมือนกัน แต่พอกินไปนานๆ มันก็จะเป็นโทษกับร่างกาย ไม่เหมือนน้ำบริสุทธิ์น้ำฝนน้ำสะอาด มันจืดก็จริงแต่ว่ากินได้ตลอดเวลาเพราะมันเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการจริงๆ ความสุขหวือหวา ความสุขที่เกิดจากการเสพ การบริโภค เราเรียกว่า “กามสุข” มันให้รสชาติกับชีวิตก็จริงแต่ว่ามันก็เจือไปด้วยโทษ ก็คือว่าต้องเหนื่อยในการแสวงหา เหนื่อยในการรักษา ต้องเหนื่อยในการดูแล ต้องรู้สึกกังวลใจเวลามีใครจะมาเอาไป ยิ่งเศรษฐีร่ำรวยก็ยิ่งต้องสร้างบ้านสร้างกำแพงให้แน่นหนา ต้องมีสัญญาณกันขโมย นี่คือสภาพของคนที่ต้องเหนื่อยกับการรักษา ไปไหนก็ต้องมีบอดี้การ์ดคอยคุ้มครอง ไม่ว่าคนรวย คนมีอำนาจ หรือคนมีชื่อเสียงก็เหมือนกัน จะไปไหนก็ไม่สะดวกใจ ไม่มีความสุขไม่เป็นส่วนตัว นี้คือโทษของความดัง โทษของการได้รับโลกธรรมฝ่ายบวก ได้รับคำสรรเสริญ ชื่อเสียง แต่ก็ขาดความเป็นส่วนตัว อย่าง เลดี้ ไดอาน่า คนดัง ไปที่ไหนใครก็รู้จัก ไปที่ไหนใครๆ ก็ต้อนรับ แต่ว่าไม่มีความสุข หรือว่าไม่สุขอย่างที่คิด เพราะว่าถูกพวกปาปารัสซี่ พวกนักกล้องตามล่า พยายามขับรถหนีก็ประสบอุบัติเหตุรถชนในอุโมงค์ตาย ดาราบางคนก็กลุ้มใจว่าข่าวแต่ละวันๆ ในหนังสือพิมพ์มันมีแต่ข่าวไม่ดี ข่าวซุบซิบนินทาเกี่ยวกับตัวเอง ทำไมถึงมีข่าวลบก็เพราะว่ามันขายได้ แล้วทำไมขายได้ก็เพราะว่าเขาเป็นคนดัง เป็นคนดังก็เลยขายข่าวอะไรได้ทั้งนั้นโดยเฉพาะข่าวที่เป็นลบ อันนี้เรียกว่าเป็นสุขที่เจือไปด้วยทุกข์

ไม่ว่าร่ำรวยมั่งคั่ง มีชื่อเสียง หรือว่าเด่นดัง มันเป็นสุขที่เจือไปด้วยทุกข์ พวกเราไม่ค่อยรู้จักไม่ค่อยเจอแบบนี้เพราะเราไม่ใช่คนเด่นคนดังไม่ร่ำรวย อยากจะเป็นเหมือนเขาแต่ไม่รู้ว่ามันทุกข์อย่างไรบ้าง แม้แต่พระเองก็มีปัญหา หลวงพ่อพรหมวังโสท่านเป็นฝรั่งลูกศิษย์หลวงพ่อชา ท่านเคยเล่าว่า ตอนที่ท่านเป็นพระลูกวัด ท่านก็อยากเป็นเจ้าอาวาส เห็นว่าเจ้าอาวาสนี้ได้รับสิทธิ์พิเศษหลายอย่าง มีคนถวายอาหารอย่างที่อาตมาได้ทุกเช้า นั่งหัวแถว เวลาฉันอาหารก็ได้อาหารที่ดีก่อน แม้แต่เวลาตักใส่บาตรก็ได้ของดีไปก่อน ก็เลยอยากเป็นเจ้าอาวาสบ้าง แต่พอเป็นเจ้าอาวาส ปรากฏว่าต้องเจอทุกข์นะ มีกิจนิมนต์ต้องไปนู่นมานี่ปฏิเสธไม่ได้ ไปเทศน์ ไปทำบุญเลี้ยงพระก็เจ้าอาวาส ไม่ใช่ของดีนะ เพราะไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวหรือมีเวลาเป็นส่วนตัวก็น้อย แล้วท่านก็มาคิดได้ว่าตอนที่เป็นพระลูกวัด ไม่นึกว่าเจ้าอาวาสนี้จะมีความทุกข์ของเจ้าอาวาสเหมือนกัน นึกว่าเจ้าอาวาสมีแต่ความสุขความสบาย นี้คือสิ่งที่เรียกว่า “สุขที่เจือไปด้วยทุกข์” หรือความสบายที่มันเจือไปด้วยความไม่สะดวกสบาย นี่เป็นธรรมชาติของกาม นี่เป็นธรรมชาติของโลกธรรมฝ่ายบวก

พระพุทธเจ้าเปรียบกามเหมือนกับคบไฟ ถ้าคบไฟนั้นทำด้วยฟางทำด้วยหญ้าแห้ง เวลาจุด มันให้แสงสว่างก็จริงแต่ว่ามันมีควัน แสบตาแสบจมูก แล้วถ้าถือไปนานๆ มันก็จะไหม้มือ เพราะว่าเมื่อไฟมันลามมาถึงมือ ก็จะลวกมือ ทำให้มือพอง เจ็บ  ต้องรีบวาง คบไฟแบบนี้ถือไม่ได้นาน นี้คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ควรยินดีในโลกธรรมฝ่ายบวกที่มากระทบ ส่วนโลกธรรมฝ่ายลบนี้ไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่มีใครชอบ แต่ว่าไม่ได้แปลว่าเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราจะทุกข์นะ
อยู่กับโลก โดยไม่ทุกข์กับโลก

ถ้าเราปฏิบัติธรรมจนกระทั่งเรามีสติปัญญารักษาใจ โลกธรรมที่มากระทบไม่ว่าบวกหรือลบ มันก็ไม่ทำให้จิตหวั่นไหว นึกภาพเหมือนกับหยดน้ำที่ตกลงมาถูกใบบัว มันกระทบก็จริงแต่ว่ามันไม่เปื้อนใบบัว นี่คือธรรมชาติของจิตที่ฝึกเอาไว้ดีแล้ว เป็นจิตที่ไร้ธุลีกิเลส แม้แต่โคลนก็ไม่สามารถฉาบใบบัวให้เปื้อนได้

เดี๋ยวนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังสนใจว่าใบบัวทำได้ยังไง มันมีพันธุ์ไม้หลายชนิดที่ทำอย่างนี้ได้สามารถรักษาตัวเองให้สะอาดอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น จะเป็นน้ำ จะเป็นโคลน ก็ทำอะไรไม่ได้ ชีวิตของคนเรานี้ก็เหมือนกับใบบัวนะ ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส เวลาอยู่กลางแจ้ง เจอแดดก็ย่อมร้อน เจอฝนก็ย่อมเปียกถ้าไม่มีร่ม แต่ถ้ามีร่ม ฝนมาก็ไม่เปียก แดดส่องก็ไม่ร้อน คนที่ปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน คนที่สร้างมงคลอันสูงสุดให้เกิดขึ้นกับตัว จะเป็นผู้ที่อยู่กับโลกได้โดยไม่ทุกข์กับโลก

คนส่วนใหญ่เมื่ออยู่กับโลกเขาก็ทุกข์กับโลก แต่คนที่ปฏิบัติธรรมหรือศึกษาปฏิบัติดีแล้ว ไม่ใช่ว่าจะไม่เจอกับเรื่องร้ายๆ จะไม่เจอกับโลกธรรมฝ่ายลบ แม้แต่พระพุทธองค์ยังประสบกับการถูกนินทาว่าร้าย ถูกคนประสงค์ร้ายหลายครั้ง แต่พระองค์ก็ไม่ทุกข์ พวกเราที่ใฝ่บุญ ชอบทําบุญสุนทาน ล้วนคาดหวังว่าจะเจอสิ่งดีๆ ในชีวิต อธิษฐานว่าอย่าให้เจอสิ่งที่ไม่ดี แต่มันเป็นไปไม่ได้นะ ไม่ว่าเราจะทำบุญแค่ไหนก็ต้องเจอสิ่งที่ไม่ดี เจอความพลัดพรากสูญเสีย อย่างน้อยๆ ก็ต้องเจอกับความแก่ ความเจ็บ แล้วสุดท้ายก็ความตาย ในระหว่างนั้นก็ต้องเจอกับคำตำหนิ คำนินทา ต้องเจออะไรอีกหลายอย่างที่เราถือกันว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ฉะนั้นแม้เราจะทำความดีสร้างบุญสร้างกุศลมา ก็อย่าไปคิดว่าจะไม่เจอกับสิ่งเหล่านี้ และก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นทุกข์เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เมื่อมันเกิดขึ้นเราก็สามารถรักษาใจให้ไม่หวั่นไหวได้ เพราะเรามีธรรมะ เพราะเราฝึกไว้ดีแล้ว  

จะไม่พ่ายแพ้ในที่ทั้งปวง

ในบทสวดมงคลสูตรตอนสุดท้ายบอกว่า จะไม่พ่ายแพ้ในที่ทั้งปวง จะมีความสวัสดีในที่ทุกสถาน ไม่พ่ายแพ้คือไม่พ่ายแพ้ที่ใจ ในแง่กายอาจจะพ่ายแพ้ต่อความเจ็บป่วย พ่ายแพ้ต่อความแก่ ไม่ว่าจะพยายามดึงหน้าให้ตึง ผ่าตัดเสริมสวยยังไง ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะพยายามรักษาหวงแหนทรัพย์สมบัติยังไง ในที่สุดก็ต้องมีคนแย่งชิงไป มีคนโกงหลอกลวงเอาไป แต่ว่าเมื่อสร้างมงคลเหล่านี้ให้เกิดขึ้นกับตน  จิตใจก็จะเจริญงอกงาม เป็นจิตที่ไม่พ่ายแพ้ พบแต่ความสวัสดีในที่ทั้งปวง ถึงว่าแม้ใครจะเอาทรัพย์หรือตำแหน่งไปฉันก็ไม่ทุกข์ร้อน แม้จะเจ็บจะป่วยฉันก็ไม่ทุกข์ร้อน แม้ถึงเวลาจะต้องตายก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อน อันนี้ก็เพราะว่ามีธรรมะเป็นเครื่องรักษาใจ

อันที่จริง ธรรมะก็ช่วยรักษากายด้วยนะแต่คงรักษาไม่ได้ตลอดหรอก เช่นถ้าเราถือศีล ๕ ไม่ไปทำร้ายใคร เขาก็ไม่มาทำร้ายเรา เราไม่กินเหล้าก็ไม่ประสบอุบัติเหตุ ไม่เกิดโรค หรือรู้จักสันโดษ ถือศีล ๘ ก็ไม่มีปัญหาเรื่องโรคอ้วนไขมันอุดตัน อันนี้เราเอาธรรมะรักษากาย แต่ก็รักษาไม่ได้ตลอดเพราะร่างกายนี้มันก็ต้องแปรเปลี่ยนไป ต้องแก่ ต้องเจ็บ แต่หากมีธรรมะรักษาใจ เมื่อถึงเวลาที่เจ็บป่วย เราก็สามารถยิ้มได้ ใหม่ๆ ก็อาจจะทำใจไม่ได้ แต่พอตั้งหลักได้ ก็มองเห็นว่ามันดีเหมือนกันที่ป่วย

ธรรมะรักษาใจ ธรรมะรักษากาย

มีนักศึกษาคนหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) อายุแค่ ๒๑ ปี ทีแรกทำใจไม่ได้เพราะว่าความตายใกล้เข้ามา แต่ตอนหลังเขาบอกว่ามะเร็งได้นำสิ่งดีๆ มาให้แก่ชีวิตของเขา สิ่งดีๆนั้นได้แก่อะไรบ้าง ๑. ทำให้เขาได้รู้จักพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ๒. ทำให้เขามองเห็นความรักที่บริสุทธิ์ของพ่อแม่ เขาพูดเช่นนี้คงเพราะตอนไม่ป่วยพ่อแม่ลูกห่างเหินกัน ลูกก็ไปเรียนพ่อแม่ก็ทำงาน แต่พอลูกป่วยพ่อแม่ก็มาดูแล ได้สัมผัสใกล้ชิดกับความรักของพ่อแม่ก็ซาบซึ้งใจ ๓. ทำให้เขามีเวลาอ่านหนังสือ และมีเวลาหยุดคิด เขาว่าแต่ก่อนไม่สนใจหนังสือเอาแต่เที่ยวเล่น พอป่วยนอนอยู่โรงพยาบาลก็มีเวลาอ่านหนังสือ ก็ได้รับสิ่งดี ๆ จากหนังสือ

เขาบอกว่าถ้าเขาไม่เป็นลูคีเมีย เขาก็จะเหมือนกับนักศึกษาทั่วไป  นอนหอพัก ตื่นบ่ายสามโมง รอเวลากินเหล้ากับเพื่อน แล้วก็นอน ตื่นขึ้นมาก็ใช้ชีวิตแบบนี้เหมือนเดิม แต่พอป่วยเป็นลูคีเมีย ชีวิตก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ฟังจากที่เขาเล่า เขาไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนกับโรคภัยไข้เจ็บมากเท่าไหร่ นี่ขนาดคนธรรมดาที่ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไรมากนะ

พ่อแม่หลายคนบอกว่ามะเร็งก็ดีเหมือนกัน เมื่อซักเดือนที่แล้ว ไปเปิดงานหาทุนให้เด็กที่เป็นลูคีเมีย ของโรงพยาบาลพระมงกุฏ เด็กเป็นลูคีเมียกันเยอะ มี ๒-๓ ครอบครัวที่บอกว่าลูคีเมียนี่ทำให้ครอบครัวของเขาใกล้ชิดกันมากขึ้น มีความเข้าใจกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น มันก็แปลกนะสมัยนี้ครอบครัวพ่อแม่ลูกไม่ค่อยสนิทกัน ต่างคนต่างสนใจคนละเรื่องคนละทาง ไม่มีเวลามาพบปะพูดคุยสนิทสนมกัน แต่พอมีใครสักคนป่วยขึ้นมา ก็ได้กลับมาดูแลเอาใจใส่กัน คนที่มีธรรมะก็จะมีมุมมอง เห็นข้อดีของความเจ็บป่วย หลายๆ คนถึงกับบอกว่าโชคดีที่เป็นมะเร็ง บางคนบอกว่าโชคดีที่เป็นเอดส์ เพราะมันทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยน อันนี้หมายถึงคนที่เขาไม่พ่ายแพ้ แม้ว่าร่างกายจะพ่ายแพ้ต่อโรคแต่ว่าจิตใจไม่พ่ายแพ้ เมื่อถึงเวลาที่จะเจ็บจะป่วย หรือใกล้ตาย เขาก็เผชิญความตายได้อย่างสงบ

เมื่อปีที่แล้วก็มีโยมคนหนึ่งมาขอใช้ชีวิตระยะสุดท้ายที่นี่ เป็นมะเร็งที่ปอด ไม่เคยสูบบุหรี่ เป็นผู้หญิง เขาเคยมาปฏิบัติธรรมตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๒๘ สมัยนั้นอาตมาก็แค่ ๒-๓ พรรษา เขาก็มาเป็นระยะๆ เมื่อเขารู้ว่าเขาเป็นมะเร็ง เขาก็รักษาตามแบบธรรมชาติ แต่เมื่อรู้ว่าไม่ไหวแล้วก็ขอมาตายที่นี่ เขาก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรนะ ถามเขาว่าห่วงอะไรไหมเขาก็ไม่ได้ห่วงอะไร ไม่ว่าจะเป็นแม่หรือว่าหลาน เขาไม่มีสามี แต่เขาห่วงอยู่หน่อยหนึ่งว่าตอนที่เขาจะตาย ไม่รู้ว่าสติที่มีอยู่นี้จะเอาอยู่ไหม จะรับมือกับความตายได้ไหม ใจจะสงบไหม  เพราะว่าเวลาใกล้ตายอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้ ความเจ็บความปวดหรือว่าความเสียสติ ความทุรนทุรายอาจจะมารบกวน

อาตมาจึงถามว่าตอนนี้เรารู้สึกยังไง เขาตอบว่า ตอนนี้สบายไม่มีอะไรต้องกังวล ไม่รู้สึกทุกข์ใจอะไรเลย ก็เลยบอกเขาว่า ถ้าไม่รู้สึกเป็นทุกข์ ถึงเวลาจะตายก็ไม่ต้องกังวลหรอกสติจะเอาอยู่ สติจะช่วยเราได้ ที่เขามาใช้ระยะเวลาสุดท้ายที่นี่เพราะอยากฟังธรรมะ อยากได้ยินเสียงพระสวดมนต์ ได้ยินเสียงหลวงพ่อเทศน์ กุฏิก็อยู่ไม่ไกลจากศาลา ใจก็น้อมไปในทางธรรมะไม่กลัวตาย กลัวแต่เพียงว่าเมื่อถึงเวลาจะตายสติจะรับมือไหวไหม อาตมาแนะให้เขาอยู่กับปัจจุบัน ถ้าอยู่กับปัจจุบันได้ก็พอแล้ว

อยู่ที่นี่มีน้องสาวดูแลคนเดียว มีพยาบาลมาช่วยบ้าง ความปวดนี้ทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะเธอมีสติใช้สติดูความปวด ไม่ต้องใช้ยาระงับปวด ใช้แค่ออกซิเจนช่วยให้หายใจได้สะดวก วันสุดท้ายตอนเช้าตรู่ เขาก็บอกให้น้องสาวไปตักอาหารในครัว น้องสาวก็ออกไป ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว เขาบอกไม่ต้องห่วง พอพูดได้บ้าง น้องสาวกลับมาก็เห็นพี่สาวนิ่งไป นึกว่าหลับ ปรากฏว่าหมดลมแล้ว ไปอย่างสงบเหมือนกับใบไม้ที่หลุดจากขั้ว เป็นอาการของคนที่พร้อมรับมือกับความตายเพราะเขาได้ปฏิบัติธรรมมา

คนที่ปฏิบัติธรรมไม่ได้แปลว่าจะไม่ตาย จะไม่เป็นมะเร็ง ไม่เป็นโรคร้าย ไม่อายุสั้น แต่ว่าไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น เขาก็สามารถทำใจสงบได้ แม้โลกธรรมมาแตะต้องจิตก็ไม่หวั่นไหว นี่ขนาดยังเป็นปุถุชนยังไม่ได้เป็นถึงขนาดพระอริยเจ้า ยังสามารถทำเช่นนี้ได้

เพราะฉะนั้นเรื่องการแสวงหามงคลอันสูงสุดให้กับตนเองเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำกับตนเอง อย่าไปเรียกร้องขอจากใคร อย่าไปหวังพึ่งครูบาอาจารย์ว่าจะให้วัตถุมงคลกับเรา จะให้พรดีๆ กับเรา หรือว่าให้สายสิญจน์ ให้รัดประคดเรา เพื่อให้เรารอดพ้นจากอันตราย มันไม่มีอะไรที่ดีกว่าการทำความดีด้วยตัวเองเพราะนั่นแหละคือมงคลอันสูงสุด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster