หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรม(ะ)ชาติบำบัด > ผู้ไร้พลังอำนาจ
กลับหน้าแรก

 

ผู้ไร้พลังอำนาจ

วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด
ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๕๕๕

แบ่งปันบน facebook Share 

 

กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพอย่างสูง

                ช่วงนี้ หมอตุ๊ถูกรบกวนจากความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ “ผู้ไร้พลังอำนาจ” ในบ้าน อย่างน้อย 3 ราย ขอโอกาสเล่าถวายพระอาจารย์นะคะ

                รายที่1  ลำไย หญิงชาวบ้านร่างเล็ก พาลูกสาวตัวน้อย มาอาศัยอยู่ที่บ้านคุณย่าจัน ซึ่งเป็นผู้มีอันจะกินได้หลายปี  ปีนี้คุณย่าอายุ 82 แล้ว  ป่วยเป็นเบาหวานลงไต มีภาวะไตวายเรื้อรัง ต้องไปล้างไตที่โรงพยาบาล สัปดาห์ละ 3ครั้ง คุณย่าเป็นคนชอบทำบุญ มักบริจาคเงิน สร้างโรงพยาบาล สร้างวัด ทอดกฐิน เป็นประจำ  แต่นิสัยส่วนตัว เป็นคนตระหนี่ เข้มงวดเรื่องการเงิน โดยเฉพาะการให้ทานแก่ผู้ที่มีฐานะต่ำกว่า  ดูถูกคนจน และชอบยกตนข่มท่าน

                เมื่อคุณย่าล้มป่วยลง จนต้องนอนติดบ้าน ติดเตียง ลูกๆที่เป็นข้าราชการกันส่วนมาก ก็ไม่มีเวลามาดูแลคุณย่า เว้นวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ มีแต่ลำไย  คอยป้อนข้าว อาบน้ำ เช็ดขี้ เช็ดเยี่ยวให้  แม้ลำไย จะดูแลคุณย่าดีเพียงใด แต่คุณย่าก็จะคอย ด่า ว่าเขาอกตัญญูตลอด เพราะคุณย่าระแวงว่า เขาจะมาขโมยเงินไป

                เวลาที่คุณย่า มีความสุขที่สุด คือเวลาที่ลูกๆมาอยู่รอบเตียงพร้อมหน้า  คุณย่าจะอารมณ์ดี และกินข้าวได้เยอะ  แต่ลูกหลานก็ไม่ได้มีเวลาอยู่กับคุณย่าตลอดเวลา  ได้แต่ช่วยกันใช้เงินซื้อความสุขให้คุณย่าในวาระสุดท้าย เช่น การเช่าห้องพิเศษในโรงพยาบาลเอกชน การจ้างพยาบาลพิเศษ  และในวันสุดท้ายของชีวิต คุณย่าก็ตายอยู่ในอ้อมแขนของลำไยที่คุณย่าด่าว่าเขาอกตัญญูนั่นเอง

                รายที่2  ก้อย เป็นหญิงชาวเหนือ มาแต่งงานกับนักธุรกิจชาวโคราชชื่อสมชัย  สมชัยเป็นคนทำงานเก่ง มีหัวการค้า ได้กู้เงินไปลงทุนค้าขายกับเพื่อนๆ ยังไม่ทันได้ทุนคืนก็มาล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งตับและลุกลามไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว  สมชัยมาเข้าค่ายมะเร็งที่วังน้ำเขียวด้วยอาการปวด ซึ่งครูดลจิตอาสาของเราได้ไปจัดกระบวนการปรึกษาเพื่อปล่อยวางสิ่งค้างคาใจ  สมชัยบอกว่า สิ่งที่ยังปล่อยวางไม่ได้ และเป็นห่วงมากที่สุดคือ ลูก 2 คน ที่อยู่ ป.5 และ ม.3 เพราะยังเล็ก และพึ่งตัวเองไม่ได้  ครูดลได้ถามก้อยต่อหน้าสมชัย  เพื่อเปิดโอกาสให้เธอได้พูด เพื่อแสดงความมั่นใจว่า เธอสามารถจะทำมาหากินเลี้ยงดูลูกได้ เพื่อสมชัยจะได้ไม่ห่วง  แต่สิ่งที่ก้อยแสดงออกคือ ความติดตัน ไร้ความสามารถที่จะประคองชีวิตตัวเอง และลูกให้อยู่ในโลกนี้ต่อไปได้ ถ้าขาดสมชัย  เพราะที่ผ่านมา เธอไร้ญาติ ขาดมิตร เธอฝากชีวิตของเธอไว้ที่สมชัยคนเดียวเท่านั้น

                รายที่ 3  พรเป็นสาวพม่า ลักลอบเข้าเมืองไทยมาทำงานเป็นลูกจ้างตามบ้านอย่างผิดกฎหมาย  พรอาศัยอยู่กับบ้านนายจ้างที่เป็นครอบครัวคนจีน ที่มีอาแปะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ระยะ 4  อาแปะและครอบครัวได้มาเข้าค่ายมะเร็งที่ อ.วังน้ำเขียว และพรได้ติดสอยห้อยตามมาดูแลอาแปะด้วย  ตลอดเวลาที่อยู่ในค่าย สมาชิกค่ายและหมอ พยาบาล จะได้ยินเสียง อาแปะ เรียกร้องเอาโน่น นี่ ตลอดเวลา ด้วยเสียงอันดัง เผลอๆก็จะได้ยินเสียงลอยตามลมมาว่า  ... “ เดี๋ยวกูเตะเสียนี่ ” ฯลฯ

                เมื่อหมอตุ๊และครูดลได้มีโอกาสไปจัดกระบวนการปรึกษาครอบครัวอาแปะ  หมอตุ๊ได้ขอให้ครูดลแยกพรไปคุยด้วย เพื่อให้กำลังใจ

ครูดล      ขณะนี้พรรู้สึกอย่างไรบ้าง
พร          หนูคิดถึงพ่อ  พ่อหนูที่พม่าก็ป่วย  แต่หนูต้องมาทำงานเพื่อส่งเงินไปให้พ่อ
ครูดล      วันๆ นอกจากทำงานบ้านและดูแลอาแปะแล้ว พรได้คุยกับใครบ้าง
พร          ไม่มีค่ะ  หนูไม่รู้จักใคร
ครูดล      มาเข้าค่ายนี้ พรได้เรียนรู้อะไรบ้าง
พร          ชีวิตนี้เป็นทุกข์เหลือเกินนะคะ....

 

กราบนมัสการพระอาจารย์อีกครั้งค่ะ 

ถ้าเรามองผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ผู้ป่วยในบ้านคือผู้มีทุกข์ที่เราต้องไปช่วยเยียวยา ทั้งกายใจ แต่เรากลับพบว่า มีผู้ทุกข์อีกคนในบ้าน และเป็นทุกข์ที่ไร้พลังอำนาจในการเยียวยาตัวเอง แถมยังต้องแบกรับหน้าที่การดูแลผู้ป่วยอีกด้วย  เรา (หมอ พยาบาล จิตอาสา) จะมีท่าทีอย่างไรในการดูแลคนเหล่านี้คะ...ชีวิตนี้เป็นทุกข์เหลือเกินนะคะ

เคารพและศรัทธาอย่างสูง
หมอตุ๊

 
เจริญพร คุณหมอตุ๊

คนที่รู้สึก(หรือถูกมอง)ว่าไร้พลังอำนาจนั้น แท้จริงเขามีพลังอำนาจแต่ตัวเองอาจไม่รู้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถูกกระทำให้เป็นเช่นนั้น คือ ถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเองนั้นต่ำต้อย ไร้เรี่ยวแรง สิ้นไร้ไม้ตอก ไม่มีทางไป ทำอะไรไม่ได้ ต้องพึ่งพาคนอื่น  เพียงแค่นี้ก็ทุกข์แล้ว  แต่ยังมีทุกข์อีกชั้นหนึ่งซ้ำเติมเข้ามา คือ เมื่อถูกกระทำ เช่น ถูกต่อว่า มีคนดูถูก  หรือประสบเคราะห์กรรม (เช่น เจ็บป่วย) ก็เลยต้องกล้ำกลืนฝืนทน ไม่ตอบโต้หรือหาทางออก  เก็บความเจ็บปวดไว้ในใจ ซึ่งกลายเป็นว่าถูกอารมณ์กระทำซ้ำเข้าไปอีก  กลายเป็นถูกกระทำสองชั้น คือ จากคนอื่นสิ่งอื่น (เช่น เจ้านาย ผู้บังคับบัญชา หรือจากเหตุการณ์) และจากอารมณ์ที่เกิดขึ้น   ในทางตรงข้าม หากเขารู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจ  นอกจากจะไม่ยอมนิ่งเฉยหรือยอมถูกกระทำจากคนอื่นสิ่งอื่นแล้ว ยังไม่ยอมถูกอารมณ์นั้นกระทำฝ่ายเดียว แต่จะพยายามจัดการกับอารมณนั้นด้วย

สิ่งที่คุณหมอสามารถทำได้เพื่อช่วยคนเหล่านี้ก็คือ  ช่วยให้เขาเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่มองตัวเองว่าด้อยหรือต่ำต้อย (พูดง่าย ๆ คือไม่ดูถูกตัวเอง) เช่น ชี้ให้เขาเห็นว่าเขามีความสำคัญอย่างไรต่อคนที่ดูเหมือนอยู่เหนือเขา หรือมีความสำคัญอย่างไรในครอบครัว  หากไม่มีเขา คนอื่นก็จะเดือดร้อน ครอบครัวก็จะลำบาก  ขณะเดียวกันก็อาจแนะนำให้เขารู้วิธีการในการตอบโต้เวลาถูกกระทำ(ไม่ว่าจากคนหรือเหตุการณ์) เช่น โต้แย้งด้วยความสุภาพ หรือยืนยันสิทธิของตน (self-affirmation) ในกรณีที่ถูกกระทำโดยบุคคลอื่น  เพียงแค่การไม่ยอมให้อีกคนทำอะไรตามอำเภอใจเหมือนเคย ก็เป็นการเพิ่มพลังอำนาจ (empower)ให้แก่ตัวเองอย่างสำคัญ ขณะเดียวกันทำให้อีกฝ่ายไม่ถูก spoiled หรือทำตามอำเภอใจอีกต่อไป   ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่นายจ้างจิกหัวลูกจ้างนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะฝ่ายหลังยอมให้ทำโดยดุษณีย์ ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายนายจ้าง (เพราะอำนาจเกิดจากการยอมรับหรือยินยอมของอีกฝ่าย)  ถ้าลูกจ้างไม่ยอมนายจ้างอีกต่อไป อำนาจของนายจ้างก็หดหายไป  พูดอย่างสั้น ๆ ก็คือ เมื่อใดที่ “ผู้ไร้อำนาจ” ลุกขึ้นมาตอบโต้ยืนยันสิทธิของตนอย่างสุภาพ การกระทำเช่นนั้นไม่เพียงช่วยให้ตนตระหนักถึงอำนาจที่มีอยู่ภายในเท่านั้น แต่ยังลดอำนาจของอีกฝ่ายลงด้วย  แน่นอนว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมง่าย ๆ  แต่ยิ่งเขาต้องพึ่งพิง “ผู้ไร้อำนาจ”มากเท่าไหร่ (ดังกรณีลำไย และพร) ไม่นานเขาก็รู้ว่า ไม่สามารถใช้อำนาจข่มเหงรังแก “ผู้ไร้อำนาจ”อีกต่อไป เพราะวันใดที่ไม่มีคนอย่างลำไยและพร เขาก็อยู่ลำบาก และในที่สุดก็ต้องหันมาเรียกร้องคนอย่างลำไยและพรให้กลับมา  ถึงตอนนั้นเขาก็จะไม่เผลอใช้อำนาจตามอำเภอใจอีกต่อไป

อีกอย่างที่คุณหมอจะช่วยเขาได้ก็คือ แนะนำวิธีการจัดการกับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นยามถูกกระทำจากบุคคลและเหตุการณ์  เพราะคนที่รู้สึกว่าไร้อำนาจนั้น มักปล่อยให้อารมณ์ต่าง ๆ กระทำหรือบีบคั้นตนได้ง่ายมาก  การแนะนำเรื่องสติ สมาธิ รวมทั้งการมีวิธีคิดที่ถูกต้อง (โยนิโสมนสิการ) เช่น ไม่ซ้ำเติมตัวเอง หรือคิดว่าเป็นเพราะกรรมในอดีตชาติ  ตลอดจนการรู้จักคิดวิเคราะห์ปัญหา (เช่น ใช้หลักอริยสัจ ๔ อย่างเด็กป.๓ ที่ใช้วิธีคิดแบบนี้มาจัดการกับปัญหา “จานแตก” ได้อย่างน่าทึ่งดังที่อาตมาได้แนบมาให้) ก็จะช่วยให้เขาไม่เป็นฝ่ายถูกกระทำจากอารมณ์และจากเหตุการณ์ฝ่ายเดียว  การรู้วิธีจัดการกับอารมณ์และเหตุการณ์นั้น นอกจากจะลดความทุกข์ของตัวเองได้มากแล้ว ยังเป็นการ empower ตัวเองอีกแบบหนึ่งด้วย  ประเด็นนี้คุณหมอมีประสบการณ์ที่จะแนะนำเขาได้อยู่แล้ว อาตมาจึงไม่จำเป็นต้องขยายความ

ธรรมและพร
พระไพศาล

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved