หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรม(ะ)ชาติบำบัด > ถอดบทเรียนการช่วยเหลือผู้ป่วยด้านจิตวิญญาณ
กลับหน้าแรก

วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด

 

ถอดบทเรียนการช่วยเหลือผู้ป่วยด้านจิตวิญญาณ
พระไพศาล วิสาโล

วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด
ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๔

แบ่งปันบน facebook Share 

 

กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพอย่างสูง

วันนี้หมอตุ๊มีโอกาสได้ทำบุญถึง 2 เด้ง (ขอใช้ภาษาวัยรุ่นนะคะ)

เด้งที่ 1 คือวันนี้ได้มีโอกาสฟังธรรมและถวายปัจจัยบูชาธรรมท่าน ที่มาแสดงที่เดอะมอลล์ ในงานวิสาขบูชาพุทธบารมี

เด้งที่ 2 คือ ได้ไปเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่กำลังจะคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นการบูชาธรรมที่ได้รับการอบรม ได้ฟัง และได้อ่าน งานของท่านมาตลอด

ผู้ป่วยรายนี้เป็นมะเร็งตับ ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมค่ายมะเร็งกับหมอตุ๊ และติดตามถามข่าวคราวกันมาเป็นระยะ

วันนี้ตอนบ่ายโมง (ก่อนเข้าฟังธรรมบรรยายจากท่านเล็กน้อย) สามีผู้ป่วยโทร.มาบอกว่า “ต่าย(นามสมมติ) ไม่ไหวแล้วครับ ปวดมาก หายใจหอบ...ขณะนี้นอนอยู่ที่ รพ.มหาราชฯ ตึกมะเร็งชั้น4..”

หมอตุ๊บอกว่า “กำลังรอฟังธรรมบรรยายจากพระอาจารย์ไพศาล และถวายปัจจัยในนามเครือข่ายมะเร็งโคราช ให้ต่ายอนุโมทนาบุญด้วยนะ เสร็จแล้วจะรีบไปเยี่ยม” จากนั้นหมอตุ๊โทรไปหากระแต(พยาบาล)ใน รพ.มหาราชฯที่เป็นเครือข่ายกันขอให้เธอนำเครื่องเล่น CD และเทปเสียงสวดมนต์ไปเปิดให้ต่ายฟังพลางๆ

เสร็จจากเดอะมอลล์ หมอตุ๊ขับรถตรงไปโรงพยาบาลมหาราชฯ ด้วยใจที่เบิกบานในธรรมที่ได้รับจากท่าน และมุ่งมั่นที่จะบูชาพระคุณท่านด้วยการนำธรรมะไปใช้กับผู้ป่วยที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ของหมอตุ๊

สามีผู้ป่วยลงมารับหมอตุ๊ที่รถ ด้วยใบหน้าเศร้า น้ำตาคลอ “อะไรๆที่เรียนจากหมอตุ๊มา (จากค่ายมะเร็ง) พอถึงเวลาเข้าจริง ผมทำไม่ได้เลยครับ”

เมื่อหมอตุ๊เข้าไปในห้องพักคนไข้ ซึ่งเป็นห้องพิเศษ เห็นคุณต่ายตัวผอม เหลือง แก้มตอบ ตาลึก หายใจหอบ และร้องครวญครางด้วยความปวดเป็นระยะ ข้างเตียงมีญาติประมาณ 10 คน นั่งบนเก้าอี้บ้าง พื้นบ้างระเกะระกะไปหมด มีเครื่องเล่น CD เปิดบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าเบาๆ แต่เสียงญาติคุยกันดังกลบ

เมื่อได้ยินเสียงหมอตุ๊ ผู้ป่วยพยายามลืมตาและพยายามผงกศีรษะจะลุกขึ้นนั่ง หมอตุ๊กดตัวให้เธอนอนลงดังเดิม บอกว่า “นอนสบายๆ ผ่อนคลายนะ หมอตุ๊มาชวนสวดมนต์”

พอดีบทสวดทำวัตรเช้า มาถึงบท สังเวคปริกิตตนปาฐะพอดี หมอตุ๊ก็เลยค่อยๆแปลให้เธอฟัง เริ่มจาก ความทุกข์จากการ เกิด แก่ ตาย โศก ร่ำไรรำพัน ฯลฯ....ความยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา ฯลฯ...รูปไม่เที่ยง...ระหว่างนี้สังเกตว่าต่ายยังกระสับกระส่าย หายใจหอบ สลับครางเป็นระยะ

จากนั้นก็พยายามพูดน้อมจิตให้เธอนึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย และความดีทั้งหลายที่เธอได้ทำมา โดยระหว่างนี้ก็มีเสียงญาติร้องไห้แทรกเข้ามา เสียงโทรศัพท์และญาติพูดส่งข่าวกันทางโทรศัพท์ และเสียงประตูห้องเปิดปิดเป็นระยะ เพราะญาติทยอยเข้ามาอีกเรื่อยๆ เต็มห้องไปหมด
ตอนนี้หมอตุ๊ เริ่มสติแตก (เล็กๆ) คิดอะไรไม่ค่อยออก ไม่รู้จะพูด จะทำอะไรอีกต่อไป ก็เลยสวมวิญญาณหมอชุมชน (เจ้าเก่า) หันไปปลุกม็อบญาติ ...เอ๊ยไม่ใช่ค่ะ... หันไปสื่อสารกับญาติ ซึ่งตอนนี้นับได้ประมาณ 20 คน ว่า

“ ช่วงนี้เป็นเวลาที่ต่ายต้องการความสงบ เรามาเยี่ยมต่ายด้วยความรัก ความปรารถนาดี ดังนั้นขอให้เรารวมพลังใจของเราสวดมนต์ร่วมกับต่าย เพื่อทำความผ่อนคลายทั้งกายและใจให้แก่ต่ายนะคะ” ว่าแล้วหมอตุ๊ก็เปิดบทสวดมนต์พระคาถาป้องกันภัย 10 ทิศ ซึ่งชาวบ้านหลายคนเคยได้ยิน และสวดกันได้..”บูรพารัสมิง พระพุทธคุณัง...”

พอเสียงสวดมนต์ซ้ำๆ เริ่มถึงทิศที่ 3 ที่ 4 ทุกคนในห้องก็สามารถสวดได้โดยพร้อมเพรียงกัน และสังเกตว่า แม้แต่ต่ายก็พึมพำสวดตามไปด้วย การหายใจของเธอสงบลง ร่างกายผ่อนคลายลง โดยระหว่างนั้น หมอตุ๊ก็ใช้มือนวด สัมผัส ไปตามร่างกายต่ายด้วยค่ะ

เมื่อจบบทสวดมนต์ หมอตุ๊ก็กล่าวนำให้ญาติทุกคนพูดดังๆว่า “เราทุกคนที่เป็นญาติมิตรของต่ายประมาณ 20 คน ได้มารวมกันอยู่ที่นี่ เพื่อส่งความรัก และพลังกายใจให้แก่ต่าย ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรารับรู้ถึงคุณงามความดีของต่ายที่ได้กระทำ ต่ายเป็นคนมีน้ำใจ...ฯลฯ” อะไรที่ตอนนั้นหมอตุ๊พูดน้อมจิตคนเดียว แล้วพูดไม่สำเร็จ ตอนนี้นำพาคนทั้งห้องพูดเจื้อยแจ้วรวดเดียวเลยค่ะ มีเสียงญาติกระหึ่มไปทั้งห้อง เป็นพยานในความดีงามของต่าย และความรักความห่วงใยที่ทุกคนมีให้

เมื่อเห็นว่าต่ายหายใจสงบลง และดูเหมือนกำลังเคลิ้มหลับ หมอตุ๊ก็อธิบายสามีและญาติเบาๆว่า “ช่วงนี้จนตลอดคืน หากใครมาเยี่ยม ให้ชวนสวดมนต์ หรือนั่งสมาธิอยู่ข้างๆต่าย หากจะคุยกันเอง หรือพูดโทรศัพท์รบกวนออกไปข้างนอกนะคะ”..จากนั้นก็ลาเขากลับมาค่ะ

ทำงานเสร็จแล้ว หมอตุ๊เกิดความรู้สึกเหมือนที่ท่านเคยบอกว่า “ เมื่อเราจัดดอกไม้ ดอกไม้ก็จัดใจเราด้วย เมื่อเรากวาดบ้านให้สะอาด ใจของเราก็สะอาดไปด้วย” ขอบคุณทุกเหตุปัจจัยที่เกื้อกูลให้หมอตุ๊ได้ปฏิบัติธรรมค่ะ

วันรุ่งขึ้น หมอตุ๊ เป้า แดง จุ๋ม และพี่น้องในเครือข่ายมะเร็งไปเยี่ยมต่ายอีกครั้ง วันนี้ต่ายกระสับกระส่ายมากขึ้นกว่าเดิม หายใจหอบ บิดตัวไปมา และร้องครวญครางเกือบตลอดเวลา หมอตุ๊และเป้า ช่วยกันนวดศีรษะ และหลังให้ต่าย พร้อมกับชวนกันสวดมนต์อีก แดงกระซิบที่ข้างหูต่ายว่า “สู้ๆนะต่าย อย่ายอมแพ้” แต่ต่ายดิ้นรนและสะบัดใบหน้าไปมาตลอด จนหมอตุ๊จับ Oxygen Mask ที่ครอบจมูกปากเธอไว้ออก แล้วถามว่า “ต่ายเป็นอะไร บอกหมอตุ๊ได้ไหม” ต่ายไม่ตอบแต่หยุดดิ้นลงเล็กน้อย พอหมอตุ๊วาง Oxygen Mask ลงไปคืน เธอก็ดิ้นอีก อย่างนี้ 2-3 ครั้ง หมอตุ๊เลยบอกว่า “ต่ายอึดอัด ไม่อยากครอบมาสก์ใช่ไหม หากใช่ให้พยักหน้านะ” ต่ายพยักหน้า หมอตุ๊เลยบอกให้เป้านำ Oxygen Canula มาเสียบแทน ขณะที่ทำอย่างนั้นมีญาติที่ยืนอยู่ข้างเตียงบอกว่า “หมอบอกว่าถ้าใช้หน้ากาก จะได้ออกซิเจนมากกว่าใช้ท่อเสียบนะ” หมอตุ๊เลยตอบว่า “ต่างกันไม่มากหรอกค่ะ เราเอาความสบายของต่ายไว้ก่อนดีไหมคะ” ยังไม่ทันทำอะไรกันต่อไปก็ได้ยินเสียงต่ายพูดเบาๆว่า “จะอึ..” เพียงเท่านั้นหมอตุ๊ก็หันมาขอให้ญาติออกจากห้องไปก่อน และขอให้เป้าซึ่งเป็นพยาบาลช่วยเหลือต่ายในการขับถ่าย แต่ต่ายดิ้นและร้องไม่พอใจอีก จนสามีต่าย ซึ่งรู้ใจพูดดังๆขึ้นมาว่า “พี่จะอยู่กับต่ายเพียง 2 คน นอกนั้นจะออกไปรอข้างนอก” ทุกคนจึงรู้ตัวว่า เราเป็นอุปสรรคในความสะดวกสบายของต่าย จึงเดินออกมานอกห้องกัน

ขณะนั่งรออยู่นอกห้องพร้อมญาติๆ เช่นคุณแม่ของต่าย แม่ของต่ายถามหมอตุ๊ด้วยสำเนียงอีสานและน้ำตาคลอว่า “ต่ายจะได้กลับบ้านไหมหมอ” หมอตุ๊ยิ้มให้แม่ แม่ก็ถามอีก 2-3 ครั้ง จนญาติข้างๆพูดว่า “สงสัยเพิ่นฟังเฮาบ่ฮู้เฮื่อง (ฟังเราไม่รู้เรื่อง)มั๊ง” หมอตุ๊เลยตอบว่า “ฟังรู้เรื่องค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ตอนนี้เราช่วยกันทำให้เขาสุขกายสบายใจไปทีละวันก่อนดีไหม”

จุ๋มเพื่อนเราอีกคนหนึ่ง หันไปบอกแดงว่า “เมื่อกี้ไม่ควรไปบอกให้เขาสู้ๆ แต่ควรสอนให้เขาปล่อยวางมากกว่านะ อย่าให้เขาต้านความเจ็บปวดและความตาย เพราะจะทำให้เขาเจ็บมากขึ้น” แดงได้ยินจุ๋มพูดแล้วทำหน้างงๆว่า การให้กำลังใจคนไข้มันผิดตรงไหนกัน

อย่างไรก็ดี ต่ายสู้กับความเจ็บปวดต่อไปอีกไม่ถึง 12 ชั่วโมง และจากไปในคืนนั้น

เล่าจบแล้ว หมอตุ๊มีคำถามท่านท้ายจดหมายนี้คือ
1. การที่หมอตุ๊ไม่ให้โอกาสญาติที่มาเยี่ยมได้คุยกับต่าย โดยคิดเอาเองว่าเขาต้องการความสงบ เป็นอคติส่วนตัวหรือเปล่าคะ ปรกติต่ายเขาเป็นคนช่างพูดคุย เฮฮา เขาอาจดีใจที่มีคนที่เขาคุ้นเคยมาพูดคุยเฮฮาข้างๆเตียงเขาก็ได้
2. หมอตุ๊ได้เรียนรู้ว่า แม้ผู้ป่วยจะอยู่ในวาระสุดท้ายที่อาจรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง แต่เขายังมีความอาย เช่นการเปิดเผยเนื้อตัวต่อหน้าผู้อื่น ซึ่งผู้เยียวยา และญาติๆควรเคารพสิทธิของเขา สำหรับเคสนี้ญาติค่อนข้างเชื่อฟัง หมอตุ๊ก็เลยเชิญชวนให้ทำกิจกรรมที่หมอตุ๊นำพาไปได้ แต่มีบางเคสที่ญาติเป็นคนใหญ่คนโต มาพูดเสียงดังโบ๊งเบ๊งลั่นห้อง(แถมข้ามหัวคนไข้ที่นอนกึ่งเปลือยอยู่บนเตียงด้วยค่ะ) หมอตุ๊จะทำอย่างไรดีคะ (สถานการณ์จริงที่ผ่านมา หมอตุ๊เดินหนีออกจากห้องเองค่ะ)
3. คำถามแม่ต่ายที่ถามว่า “ต่ายจะได้กลับบ้านไหม” หากเป็นท่าน ท่านจะตอบว่าอย่างไรคะ
4. ระหว่างท่าทีของแดงคือบอกให้ต่ายสู้ๆ อย่ายอมแพ้ กับท่าทีของจุ๋ม บอกให้ต่ายปล่อยวาง ตุ๊ว่าน่าจะถูกต้องทั้งคู่ แต่ควรใช้เมื่อไร สถานการณ์อย่างไรคะ

กราบนมัสการมาด้วยความเคารพและศรัทธาอย่างสูง
หมอตุ๊

เจริญพร คุณหมอตุ๊

ในยามที่คนไข้ใกล้จะหมดลมนั้น บรรยากาศรอบตัวเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งคนไข้มีความเจ็บปวด กำลังทุรนทุรายหรือกระสับกระส่าย หากรอบตัวมีเสียงพูดคุยดังระงมไปหมด จะก่อปัญหาแก่คนไข้มากขึ้น เพราะถูกรบกวนด้วยเสียงเหล่านั้น คุณหมอทำถูกแล้วที่พยายามชักชวนญาติให้อยู่ในความสงบ หรือดีกว่านั้นก็คือช่วยกันส่งจิตเมตตาหรือความปรารถนาดีมาให้ผู้ป่วย หรือสร้างบรรยากาศที่เป็นกุศล เพื่อช่วยน้อมใจผู้ป่วยซึ่งกำลังว้าวุ่นทรมานใจ(เพราะความเจ็บปวด)ให้อยู่ในความสงบ การชักชวนญาติพร้อมใจกันสวดมนต์ (โดยเฉพาะบทที่คนไข้คุ้นเคยหรือผูกพัน)นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อญาติด้วย คือช่วยบรรเทาความเศร้าโศก ลดความว้าวุ่นในจิตใจ เป็นการเรียกสติกลับมา คุณภาพจิตของญาติหรือมิตรสหายในห้องผู้ป่วยนั้นมีความสำคัญมาก หากเป็นคุณภาพจิตที่ดีเป็นกุศล ก็สามารถแผ่พลังเย็นมาให้แก่ผู้ป่วยได้ เรื่องอย่างนี้เราอย่ามองข้าม แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่สามารถสัมผัสได้ด้วยใจ และนี้คือสิ่งหนึ่งที่ญาติมิตรสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ป่วยได้

สำหรับการพูดคุยกับผู้ป่วยนั้น อาตมาเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย กลับเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำหากรู้ว่าควรจะพูดอะไร เช่น แทนที่จะรำพึงรำพันคร่ำครวญให้ผู้ป่วยฟัง ก็หันมาพูดถึงความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีกับเขา หรือความภาคภูมิใจในตัวเขา การแสดงความรัก บอกความในใจที่งดงาม เป็นต้น เรื่องนี้หากมีการแนะนำหรือทำความเข้าใจกับญาติก่อนก็จะช่วยได้มาก รวมทั้งควรชี้แจงญาติหรือเพื่อนที่ส่งเสียงดัง พูดคุยกันลั่นห้อง ให้เข้าใจด้วยว่า บรรยากาศที่สงบหรือเป็นกุศล มีความสำคัญมาก คนที่เป็นหมอ(เช่น หมอเจ้าของไข้)สามารถมีบทบาทในส่วนนี้ได้ หาไม่ก็ต้องให้เป็นหน้าที่ของ "ผู้ใหญ่"ที่ญาติมิตรของคนไข้เกรงใจ

ส่วนคำถามข้อที่ ๓ นั้น หากเป็นอาตมาก็คงจะตอบว่า "ถ้าร่างกายของต่ายดีขึ้นกว่านี้ ก็อาจกลับบ้านได้ แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็น่าจะอยู่โรงพยาบาลไปก่อน ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ขอให้เราช่วยกันเป็นกำลังใจให้ต่าย พูดและทำสิ่งดี ๆ ให้ต่ายสบายใจ และมีความทุกข์น้อยลง" ในเงื่อนไขของต่าย การให้ข้อมูลที่เป็นจริงเป็นเรื่องสำคัญหาไม่ก็ต้องพูดแบบแบ่งรักแบ่งสู้หากยังญาติยังไม่พร้อมรับความจริง

คำถามสุดท้ายนั้น อาตมาคิดว่าในสภาพที่คนไข้ไม่ไหวแล้ว ใกล้หมดลม (หรือเมื่อมาถึงระยะสุดท้าย) การแนะนำให้เขาปล่อยวางน่าจะดีกว่า อาตมาไม่คิดว่าการบอกให้เขาสู้นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อคนไข้ เพราะหากเขาทำใจสู้อย่างที่เพื่อนแนะนำ เขาก็จะยิ่งทุกข์มากขึ้น เพราะใจจะต่อต้านขัดขืนความตาย ใจที่ไม่ยอมรับความตายนั้นจะทำให้ความทุกข์เพิ่มเป็นทวีตรีคูณ (ลองนึกถึงคนที่ต่อต้านขัดขืนเข็มฉีดยา จะทุกข์ทั้งกายและใจยิ่งกว่าคนที่ยอมรับเข็มฉีดยาโดยดุษณี)
เมื่อถึงจุดหนึ่ง การตายจะง่ายกว่าการมีชีวิตอยู่ การลุ้นให้คนไข้สู้นั้นก็คือการทำให้เขาทุกข์ทรมานมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่เขามีทางเลือกที่ทุกข์น้อยกว่านั้น

มีคนไข้คนหนึ่งเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย พยายามสู้กับความตาย ทั้ง ๆ ที่อวัยวะทุกส่วนแย่หมดแล้ว มีแต่หัวใจที่ยังเต้นอยู่ ข้างเตียงนั้นมีคนรักร่ำไห้ขอให้สู้ แต่เมื่อคนรักรู้ว่าคนไข้ทรมานมาก ไม่มีวี่แววดีขึ้น รู้สึกสงสารคนไข้ จึงบอกคนไข้ว่า ถ้าไม่ไหวแล้ว อยากไปก็ไปเถิด ปรากฏว่าคนไข้หัวใจหยุดเต้นทันที เหมือนกับว่าเขากำลังรอคำอนุญาตจากคนรัก เพราะเขาไม่ไหวแล้ว แต่ยังไปไม่ได้ หากไปก็จะรู้สึกผิด

มีคนไข้จำนวนไม่น้อยเป็นเช่นนี้ คืออยากไปแล้ว แต่ไปไม่ได้เพราะคนรักและญาติมิตรขอร้องให้อยู่ คุณยายคนหนึ่งป่วยหนักอยู่โรงพยาบาล ต่อมาหัวใจก็หยุดเต้น หมอปั๊มขึ้นมาจนสำเร็จ นับแต่นั้นก็ไม่รู้สึกตัวเลย ตลอดทั้งเดือนมีญาติและเพื่อน ๆ มาหา ทุกคนพูดเสียงเดียวกันว่า "หายไว ๆนะ แล้วรีบกลับบ้าน" แต่คนไข้ก็ไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย วันหนึ่งลูกชายที่ดูแลแม่มาตลอด สังเกตเห็นน้ำตาของแม่ขณะที่ตนพลิกตัวแม่ ก็เลยพูดกับแม่ว่า "แม่เหนื่อยไหม แม่ทรมานไหม ถ้าแม่เหนื่อยแม่ทรมาน จะไปก็ได้นะ ไม่ต้องห่วงผม" แล้วแกก็ชวนแม่สวดมนต์กับนั่งสมาธิ ทำไปได้ ๕ นาทีแม่ก็หัวใจหยุดเต้น ราวกับว่าแม่พร้อมจะไปแล้วเมื่อลูกอนุญาต

อาตมาจึงมีความเห็นว่า หากคนไข้ไม่ไหวแล้วจริง ๆ อนุญาตให้เขาไปเถิด หรือแนะนำให้เขาปล่อยวาง อย่าชวนเขาสู้อีกเลย เพราะเขาเหนื่อยมาพอแล้ว จริงอยู่การจากไปของเขาย่อมทำให้เราเศร้าโศกเสียใจ แต่ในยามนี้เราควรนึกถึงประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ หากเขาอยากจะไป ก็อย่ารั้งเขาไว้เลย ให้โอกาสเขาไปสบาย ๆ เถิด

ธรรมและพร
พระไพศาล

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved