หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรม(ะ)ชาติบำบัด > ธรรมะจากผู้ป่วยมะเร็ง
กลับหน้าแรก

วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด

 

ธรรมะจากผู้ป่วยมะเร็ง
พระไพศาล วิสาโล

วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด
ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๔

แบ่งปันบน facebook Share 

 

กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพอย่างสูง

ก่อนอื่นหมอตุ๊ต้องขอขอบพระคุณท่านอีกครั้ง ที่มีเมตตามาเสริมพลังธรรมให้แก่เครือข่ายมิตรภาพบำบัด “นครชัยบุรินทร์” ในงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการช่วยเหลือผู้ป่วยด้านจิตวิญญาณ เมื่อวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมานี้

ธรรมะที่ได้เรียนรู้จากท่าน ประกอบกับทักษะที่ได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการต่างๆ ที่บรรดากระบวนกรฝึกหัด ลูกศิษย์เสมสิกขาลัย ช่วยกันดำเนินการ จะไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ใดๆ หากสิ่งนั้นไม่ไปตรงกับธรรมะในใจของผู้ป่วย ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายกันไปในแต่ละบุคคล

จดหมาย หรือ การบ้านที่จะส่งพระอาจารย์ฉบับนี้ หมอตุ๊ขอเล่าเรื่อง ธรรมะในใจน้องติ๊ก ให้ท่านฟังค่ะ

ติ๊ก เป็นพยาบาลวิสัญญี อยู่ที่ รพ.มหาราชฯ ขณะนี้อายุ 37 ปี แต่งงานแล้ว มีสามีเป็นหมอ และมีลูกสาวน่ารัก 2 คน ชื่อ น้องฟ้า (5 ขวบ) และ น้องฝน (3 ขวบ)

ติ๊กเป็นมะเร็งปอด ระยะ 4 ขณะนี้ลุกลามไป ตับ และ กระดูก วินิจฉัยและรักษามาได้ 2 ปีแล้ว

เมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็งและยอมรับการเจ็บป่วย

ติ๊กทราบผลการตัดชิ้นเนื้อที่ปอด และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทั่วตัวว่าเป็นมะเร็ง โดยสามีเป็นผู้แจ้งผล ติ๊กเล่าว่า

“ เขาทำ Biopsy แล้วบอกว่ามันมี Pneumonia เปรอะเต็มปอดเลย รอฟังผลอยู่หลายวัน พอวันพุธ เห็นแฟนติ๊กเขาเงียบๆไป กินข้าวนิดเดียว เขาออกอาการก่อนเลย เราก็เดาว่าคงเป็นข่าวไม่ดี วันพฤหัส เขาชวนติ๊กไปรับลูกที่โรงเรียน ขณะนั่งอยู่ในรถด้วยกัน ก็มีโทรศัพท์มาถึงแฟน ได้ยินเขาพูดว่า..อ๋อ.. ยังไม่ได้บอกครับ..ก็เลยถามว่า บอกอะไร ผลออกแล้วใช่ไหม..เขาก็บอกติ๊ก”

“...ติ๊ก ไปถึงโรงเรียนลูกพอดี เห็นเขากำลังวิ่งเล่นสนุกสนาน ก็นั่งน้ำตาไหล คิดแต่ว่า เราจะต้องตาย แล้วลูกจะอยู่อย่างไร”

“ จากนั้น ติ๊กก็โทรไปบอกพี่ๆที่ทำงาน ข่าวแพร่ไปเร็ว มีคนมาเยี่ยม มายืนร้องไห้กันใหญ่ ติ๊กก็เลยยิ้มออก เออมีความสุข ว่ามีคนห่วงอะไรอย่างนี้ มีกำลังใจสู้มากเลยค่ะ”

คุณค่าในใจและการเห็นความเป็นจริงของชีวิต

เมื่อถามถึงศักยภาพภายใน (ที่พวกเราเวลาฝึกทักษะแล้วจะหากันไม่ค่อยเจอน่ะค่ะ) ติ๊ก เล่าว่า

“บ้านติ๊ก หมายถึงฐานะครอบครัวเดิมน่ะค่ะเราไม่ค่อยมีอะไร พ่อติ๊กเสียตั้งแต่ติ๊กอายุ 6 ขวบ แม่ติ๊กทำงานรับจ้างหาเลี้ยงลูก พวกเราก็ออกรับจ้างแต่เล็ก เราเป็นคนที่ต้องต่อสู้แบบลุยๆมาตลอดน่ะค่ะ”

เมื่อถามถึงความรู้สึกนึกคิดต่อลูกสาว 2 คน (3 ขวบ และ 5 ขวบ) จากความรู้สึกเศร้า เสียใจ ในขณะทราบข่าวร้าย มีการเปลี่ยนแปรอย่างไร ติ๊กตอบว่า

“ ก็อาจารย์แหละ (หมอตุ๊) และกัลยาณมิตรหลายคน เข้ามาคุย ติ๊กก็มาคิดได้ว่า มันเป็นสิ่งสมมติ เป็นกรรมที่เราทำร่วมกันมา ก็ต้องตัดนะ ไม่ใช่ของๆเรา ติ๊กเริ่มได้คิดว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง คือชะตาลิขิตให้เขาเป็นกำพร้าแต่เล็ก เหมือนติ๊กซึ่งพ่อก็เสียแต่เล็ก....คือเราก็ต้องเดินหน้าช่วยตัวเองให้มากที่สุด ต่อจากนั้นก็เป็นกรรมของฟ้าของฝนมัน (ลูกสาว 2 คน) ที่มันจะต้องต่อสู้อยู่กับพ่อเขา หรือว่าต้องช่วยตัวเองต่อไป”

เป็นมิตรกับความตาย

เมื่อหมอตุ๊ถามว่า ตอนนี้เตรียมลูกอย่างไร ติ๊กเล่าว่า

“ติ๊กจะบอกลูกเลย แม้ว่าเขาอายุเพิ่ง จะ 3ขวบ (น้องฝน) กับ 4 กำลังจะ 5 ขวบ (น้องฟ้า) ว่าแม่เป็นมะเร็งนะ ถ้าแม่เครียด หรือมีปัญหาไม่สบายใจมากๆ แม่จะตายเร็วขึ้น ก็บอกเขาไปเลย”

ที่จริงตอนเริ่มป่วยใหม่ๆ ช่วงนั้น ทีวีออกข่าวสมเด็จพระพี่นางฯสวรรคต ซ้ำๆ (ลูกสาว 2 คนขณะนั้นอายุ 1ขวบ และ 3 ขวบ) ติ๊กเคยเล่าให้ฟังว่า ได้ชี้ไปที่ภาพในทีวี แล้วพูดว่า “ท่านไปเป็นนางฟ้าแล้ว ลูกอยากให้แม่ไปเป็นนางฟ้าไหมจ๊ะ” ลูกสาวตอบว่า “อยากจ้ะ”...แต่หลังจากนั้นอีกสัปดาห์ต่อมา เมื่อลูกสาวดูทีวีซ้ำๆ ก็มาบอกแม่ใหม่ว่า “หนูไม่อยากให้แม่ไปเป็นนางฟ้า”

แต่ขณะนี้เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปีแล้ว ติ๊กเล่าว่า

“เมื่อลูกเกเร หรืองอแงมากๆ หรือไม่พยายามช่วยตัวเอง ติ๊กจะบอกว่า หนูต้องหัดทำ หนูต้องกล้าและมั่นใจ สักวันหนึ่ง ไม่มีแม่หนูต้องดูแลตัวเองได้...เขาก็สงบลงค่ะ แล้วก็ขอโทษ บอกว่าไม่อยากให้แม่ตาย บางทีก็ร้องไห้ ติ๊กก็จะบอกว่า ลืมๆๆๆ กลัวลูกเครียด..แต่ตอนนี้อย่างเวลาเขาจะหนุนตักทีก็จะถามแม่ก่อนว่า ปวดขาไหม ติ๊กฉายแสงขาซ้าย เขาก็จะมาหนุนขาขวาแทน ตอนนี้ ติ๊กปวดหลัง เขาก็จะรู้ว่าอุ้มเขาไม่ได้..”

“บางทีอาบน้ำ พี่ก็จะบอกน้องว่า แม่ปวดหลังนะ ก้มมากไม่ได้ ติ๊กก็จะยืนดู ให้พี่ถูหลังให้น้อง ช่วยกันเองค่ะ(ติ๊กน้ำตาซึม)...น้องฟ้า (พี่) ชอบบอกน้องว่า อย่าดื้อนะ เดี๋ยวแม่เครียด แล้วบางทีเขาก็ไปหาหมวกมาใส่เป็นเพื่อนติ๊ก (ติ๊กได้เคมีบำบัดทำให้ผมร่วง)”

เมื่อหมอตุ๊ถามว่า “คิดว่าลูกเครียด หรือมีความเศร้าลึกๆไหม” ติ๊กตอบว่า
“อาจจะนะคะ..แต่ดูเขาก็ปกติดี เขาจะสวดมนต์ให้แม่ทุกวัน สวดอรหัง สัมมา ค่ะ พอสวดแล้วก็จะพูดต่อว่า ขอให้แม่แข็งแรง อายุยืน น้องเธอก็จะพูดเลียนคำพูดพี่ พี่ก็จะบอกว่า พี่พูดแล้ว ให้ช่วยกันขออย่างอื่น ที่ไม่เหมือนกัน (หัวเราะ)..”

นอกจากเตรียมเรื่องลูกแล้ว ติ๊กยังได้เตรียมจัดการเรื่องทรัพย์สินโดยโอนเงินทุกบาททุกสตางค์เข้าบัญชีสามี และยังได้แนะนำให้สามีหาแฟนใหม่! ติ๊กเล่าว่า

“ ติ๊กบอกแฟนให้มองหาสาวใหม่ เขาบอกว่า คิดบ้าจังเลย คิดอะไรนี่ ที่จริงติ๊กอยากเห็นอยากรู้จักก่อนว่าเขาจะมา Support หมอ (แฟนติ๊ก)ได้ไหม ติ๊กรู้จักนิสัยเขาว่าเขาเป็นคนที่อยู่คนเดียวไม่ได้หรอก ต้องมีคนดูแล อย่างน้อยถ้าเรามีโอกาสเลือกคนที่จะมาดูแลลูกเรา ก็ดีกว่าเขาไปหาเองอะไรอย่างนี้.....พยายามหาใครที่ทำงานมาแนะนำ แต่พอคุยกับใคร เขาก็ว่าจะบ้าหรือเปล่า..”

อยู่กับความเจ็บปวด

ด้วยสภาพที่มะเร็งลุกลามไปที่กระดูกสันหลัง และขา ทำให้ติ๊กมีอาการปวด โดยเฉพาะตอนนอน ติ๊กรับมือกับการปวดโดย...

“ท่องอิติปิโส แล้วเพ่งไปตรงจุดที่ปวดค่ะ บอกหลังว่า หายปวดนะ ขอ 9 จบ แล้วหายนะ บางทียังไม่ครบ 9 จบก็หลับ พอตื่นมาก็หายปวดค่ะ หมอที่ Pain Clinic เขาบอกไม่ต้องทนนะ หากปวดมากก็ใช้ยาได้ แต่ติ๊กไม่ใช้ค่ะ ไม่อยากติดยา”

เตรียมตัวเผชิญความตายอย่างสงบ

สุดท้าย เมื่อหมอตุ๊แสดงความชื่นชมว่า ติ๊กเตรียมความพร้อมรอบด้านได้ดีมาก สุดท้ายคือเตรียมตัวเอง เมื่อถึงวันสุดท้ายอย่างไร ติ๊กบอกว่า

“ติ๊กบอกตัวเองว่า ถึงวันนั้น ติ๊กต้องสงบให้ได้..เดี๋ยวนี้เวลานอนติ๊กก็บอกตัวเองว่า อย่าห่วงใครจะได้ไปอย่างสงบ”

“แต่....วันที่เราไปวังน้ำเขียว (ค่ายล้างพิษกายใจ พัฒนามหาสติ) แล้วเปิดเทปมรณะสติของพระอาจารย์ไพศาล ติ๊กนอนร้องไห้ตลอดเลย จิตมันแว๊บไปที่ลูกที่แฟนตลอดเลย”

คำถามที่ติ๊กกราบนมัสการถาม พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

1. การเตรียมตัวลูกด้วยวิธีการของติ๊กจะทำให้ลูกเครียด หรือ มีปมอะไรขึ้นในใจไหมคะ

2. ติ๊กจะแน่ใจได้อย่างไรคะว่า วาระสุดท้ายติ๊กจะไปอย่างสงบ


สิ่งที่หมอตุ๊ได้เรียนรู้จากติ๊กและคำถามพระอาจารย์ค่ะ

1. สติ สมาธิ และปัญญา เพื่อการปล่อยวางอย่างแท้จริง ไม่ได้เกิตจากการฟังและคิดเอา (สุต และ จินตมยปัญญา) มีแต่การภาวนาเท่านั้นจึงจะทำให้เราสอบผ่านในวาระสุดท้ายได้ใช่ไหมคะ

2. ขณะฝึกภาวนาในชีวิตประจำวันไปเรื่อยๆ มี Indicators อะไรบ้างคะ ที่แสดงว่าเรามีความพร้อมเป็นลำดับขั้นไป เช่น 0-10-50-70 % (ถามแบบนักระบาดวิทยา พระอาจารย์อาจไม่ชอบก็ได้ ใช่ไหมคะ)


ขอพระอาจารย์เมตตาชี้แนะ เพื่อนำมาเป็นธรรมทานแก่เพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลายต่อไปค่ะ
ด้วยความเคารพและศรัทธาอย่างสูง
หมอตุ๊

เจริญพร คุณหมอตุ๊

อาตมาขอชื่นชมคุณติ๊กที่เตรียมตัวเตรียมใจได้ดีมาก แม้ตระหนักดีว่าเวลาของตัวเองมีเหลือน้อยลงทุกที แต่ก็พร้อมเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น โดยพยายามทำปัจจุบันให้ดีที่สุด รวมทั้งการเตรียมตัวเตรียมใจของลูกทั้งสองให้พร้อมที่จะอยู่ได้ในยามที่แม่จากไป เท่าที่อาตมาได้อ่านจากจดหมายของคุณหมอตุ๊ก อาตมาไม่คิดว่าสิ่งที่คุณติ๊กได้ทำไปนั้นจะสร้างปมให้แก่ลูก เพราะคุณติ๊กได้ให้ความรักและความอบอุ่นแก่ลูกอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ลูกได้ช่วยเหลือแม่ทั้ง ๆ ที่ยังเล็ก อาตมาเชื่อแน่ว่าเมื่อลูกทั้งสองโตขึ้นจะรู้สึกซาบซึ้งใจในความรักของแม่ ตระหนักว่าตนเป็นที่รักของแม่ ไม่รู้สึกว่าแม่ทิ้งตนเองไปเพราะไม่รักลูก เพราะรู้ดีว่าแม่จากไปเพราะความจำเป็น อันเป็นธรรมดาโลก ขณะเดียวกันลูกก็จะไม่มีความรู้สึกผิดใด ๆ ที่ไม่ได้ช่วยแม่ หรือเป็นภาระก่อปัญหาแก่แม่ เขาจะรำลึกได้ว่าเขาได้ช่วยเหลือแม่ ใส่ใจในความเจ็บป่วยของแม่อย่างดีที่สุดแล้ว พูดง่าย ๆคือ เขาได้ทำหน้าที่ของลูกที่ดีต่อแม่ที่เขารักแล้ว

แน่นอนว่าลูกย่อมมีความเสียใจและเศร้าใจเมื่อนึกว่าสักวันหนึ่งแม่ก็จะต้องจากไป แต่ความเสียใจนั้นน่าจะบรรเทาหรือได้รับการชดเชยด้วยความรักที่แม่มีต่อลูก รวมทั้งความสุขที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

อาตมามั่นใจว่าเมื่อวาระสุดท้ายใกล้มาถึง คำยืนยันที่แม่ให้แก่ลูกว่าแม่จำต้องจากลูกไปด้วยความจำเป็น ทั้ง ๆที่ยังอยากอยู่ดูแลลูกจนโต รวมทั้งการบอกลูกว่าแม่ภาคภูมิใจในตัวลูกเพียงใดที่ได้ช่วยเหลือแม่มาตลอด เหล่านี้จะช่วยให้ลูกไม่มีปมเพราะการจากไปของแม่

ส่วนคำถามที่ว่า จะแน่ใจได้อย่างไรว่าติ๊กจะจากไปอย่างสงบนั้น ประเด็นนี้คงไม่มีใครตอบได้เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน มีปัจจัยต่าง ๆ ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งส่งเสริมและเป็นอุปสรรคต่อการจากไปอย่างสงบ แต่อาตมาเชื่อมั่นว่า หากปุถุชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆมีการตระเตรียมอย่างดี ทั้งเตรียมตัวเตรียมใจของตน เตรียมตัวเตรียมใจของคนที่ตนรัก(ลูก พ่อแม่และสามี) รวมทั้งสะสางงานการและความรับผิดชอบต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ ก็ย่อมมีโอกาสสูงที่จะจากไปอย่างสงบ ยิ่งถ้ามีการฝึกใจให้มีสติอยู่เสมอ จะช่วยให้ใจเป็นปกติได้ในยามที่วาระสุดท้ายมาถึง

ส่วนคำถามของคุณหมอเรื่องสติ สมาธิ และปัญญานั้น การฟังและการไตร่ตรองก็ช่วยให้เกิดการปล่อยวางได้ เป็นการปล่อยวางเพราะเกิดปัญญาขึ้นมา แต่ถ้าพูดถึงสติและสมาธิแล้ว ต้องเกิดจากการปฏิบัติหรือฝึกฝนเท่านั้น (เว้นแต่มี "ทุนเดิม"อยู่แล้ว)แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม หรือขยันหลับตานั่งสมาธิเท่านั้น การปฏิบัตินั้นสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ดังเห็นได้ว่าบางคนไม่เคยเข้าคอร์ส แต่มีสติและสมาธิดีมาก การปฏิบัติไม่ว่าในรูปแบบหรือนอกรูปแบบ หากทำสม่ำเสมอเป็นประจง จะช่วยให้ "สอบผ่านในวาระสุดท้าย"ได้

สำหรับ indicators หรือ ตัวชี้วัดนั้น วัดเป็นเปอร์เซ็นต์คงทำไม่ได้ แต่สามารถวัดจากความสามารถในการปล่อยวางเมื่อมีปัญหามากระทบ ซึ่งก็มีแค่ ๒ อย่างคือ การพลัดพรากจากของรัก และการประสบกับสิ่งที่ไม่รัก (เช่น คำตำหนิต่อว่า ความล้มเหลว ความเจ็บป่วย) หากสามารถทำใจปล่อยวางได้มากเท่าไหร่ (คือวางใจเป็นปกติ ไม่โกรธ ขุ่นเคือง เสียดาย อาลัย น้อยใจ)ก็แสดงว่ามีความพร้อมมากเท่านั้น แต่หากคุณหมออยากได้ตัวเลขชัด ๆ เช่น คะแนนการปล่อยวาง ก็สามารถวัดได้อย่างหยาบ ๆ จากการปล่อยวางความเจ็บปวด เนื่องจากคะแนนความเจ็บปวดมีจาก ๑-๑๐ ถ้าปวด ๖ คะแนน แล้วปล่อยวางได้ ก็แสดงว่าปล่อยวางได้อย่างน้อย ๖ คะแนน นั่นหมายความว่ามีความพร้อมอย่างน้อย ๖ คะแนนแล้ว อย่างนี้พอจะใช้เป็นเครื่องชี้วัดได้ไหม

ธรรมและพร
พระไพศาล

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved