หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรม(ะ)ชาติบำบัด > สงบด้วยสติและปัญญา
กลับหน้าแรก

สุขกาย สงบใจ เมื่อไปสุคะโต
สงบด้วยสติและปัญญา

พระไพศาล วิสาโล
ธรรมบรรยาย ในงานภาวนา “จิตเบิกบาน งานสัมฤทธิ์”
ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
31 พฤษภาคม 2556
วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด
ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๑๕ พ.ศ. ๒๕๕๗

แบ่งปันบน facebook Share 

 

เรามักจะดำเนินชีวิตและทำงานด้วยการวางแผนล่วงหน้า อยากให้ชีวิตและงานเป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง บ่อยครั้งแม้เราจะเตรียมการทุกอย่างเป็นอย่างดีแต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด มักจะมีเหตุปัจจัยต่างๆ แทรกเข้ามาทำให้สถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน เกิดปัญหา จึงเกิดความทุกข์ แต่จริงๆ แล้ว ความไม่คาดฝันเหล่านี้ไม่จำเป็นจะต้องก่อทุกข์ หรือก่อผลทางลบเสมอไป ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะมีท่าทีอย่างไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเรามีท่าทีที่ไม่ถูกต้อง ปัญหาก็ตามมามากมาย แต่ถ้าเรามีท่าทีที่ถูกต้อง สถานการณ์ก็อาจเปลี่ยนไปในทางที่ดี

ไม่ใช่วันของเรา

มีนักธุรกิจคนหนึ่งทุกเช้าเขาจะขับรถส่งลูกสาวไปโรงเรียนจากนั้นจึงต่อไปที่ทำงาน เป็นที่รู้กันว่าการจราจรในกรุงเทพ ฯ แย่มาก จึงจำเป็นต้องออกจากบ้านแต่เช้าตรู่เพื่อจะได้ไปถึงโรงเรียนและถึงที่ทำงานทันตามกำหนดเวลา

เช้าวันหนึ่งในขณะที่กำลังรับประทานอาหารเช้ากับลูกสาว ลูกสาวเผลอปัดแก้วน้ำตกแตก พื้นเลอะเทอะ เขาไม่พอใจมาก ดุลูกสาวอย่างรุนแรงจนลูกร้องไห้ เมื่อภรรยาเห็นอย่างนั้นจึงต่อว่าเขา เขายิ่งโมโหจึงหันมาทะเลาะกับภรรยา โต้เถียงกันไปมาอยู่นาน กว่าจะรู้ตัวก็เลยเวลามากแล้ว จึงรีบขึ้นไปคว้ากระเป๋าเอกสารแล้วออกไปทำงานทันที แต่เนื่องจากเขาออกจากบ้านช้า  จึงเจอรถติดแน่นขนัด  กว่าลูกจะถึงโรงเรียนก็สายแล้ว  ถูกครูลงโทษ ตัวเขาเองก็ไปถึงที่ทำงานช้า  เลยเข้าประชุมสาย  ถึงตรงนั้นจึงรู้ว่าลืมเอกสารสำคัญไว้ที่บ้านเพราะรีบคว้ากระเป๋าออกมาโดยไม่ดูให้ถี่ถ้วน การประชุมเช้านั้นจึงไม่ได้ผลดี เขาถูกเจ้านายต่อว่า จึงมีอารมณ์หงุดหงิดตกค้างมาถึงช่วงบ่าย พอเจอเพื่อนร่วมงานพูดไม่ถูกหู จึงเกิดการโต้เถียงกัน สุดท้ายก็ไม่มีอารมณ์ทำงาน  เรียกว่าเสียงานไปทั้งวัน  ระหว่างขับรถกลับบ้านด้วยความหงุดหงิดเขาก็เลยเฉี่ยวชนรถอีกคัน  ทำให้เสียเวลาและเสียอารมณ์หนักขึ้นบนท้องถนน กว่าจะจัดการให้เรียบร้อย กลับถึงบ้านก็ค่ำ  ถึงเวลาอาหาร ยังมีอารมณ์ตกค้าง จึงทะเลาะกับภรรยาอีกรอบ ลูกสาวเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันทั้งเช้าทั้งค่ำก็เครียด นอนไม่หลับ ตัวพ่อกับแม่เองก็นอนไม่หลับทั้งคู่ นี่คือปรากฏการณ์ที่มักจะเกิดกับหลายคนจนอาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

สำหรับนักธุรกิจคนนี้  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันนั้นผิดแผนไปหมด  บางคนอาจเรียกวันแบบนี้ว่าเป็นวันซวย   ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากจุดเล็ก ๆ แล้วส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่  จุดเล็ก ๆ นั้นก็คือลูกสาวทำแก้วน้ำตกแตก  จากนั้นก็เกิดเรื่องแย่ ๆ ตามมามากมาย ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ  เหมือนกับว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด แต่ลองมองดูดีๆ การที่ลูกสาวทำแก้วน้ำตกแตกจะต้องส่งผลแย่ๆ อย่างนี้เสมอไปหรือเปล่า

ใช้สติกำกับชีวิต

สมมุติว่าลูกทำแก้วน้ำตก พ่อเกิดขุ่นเคืองใจขึ้นมา แต่มีสติ รู้ทันอารมณ์นั้น แทนที่จะด่าว่าก็เงียบเสีย ถ้าจะตักเตือนก็พูดดีๆ “กินอาหารอย่าใจลอยสิลูก”  ไม่ด่าว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง เมื่อพ่อพูดดีๆ ก็ไม่มีเหตุให้ทะเลาะกับภรรยา เมื่อถึงเวลาก็ไปจัดเอกสารใส่กระเป๋า เสร็จแล้วก็ขับรถไปส่งลูก ถึงโรงเรียนและที่ทำงานทันเวลาเพราะออกตามเวลา สามารถเข้าประชุมตามกำหนด  ไม่ลืมเอกสารสำคัญ การประชุมก็ราบรื่น เจ้านายชม ตกบ่ายอารมณ์ดี  แม้เพื่อนร่วมงานพูดผิดหู ลูกน้องทำงานผิดพลาดก็ไม่ฉุนเฉียว ไม่มีการทะเลาะกัน ทำงานก็ราบรื่นเพราะไม่มีอารมณ์หงุดหงิด  เมื่อขับรถกลับบ้าน ก็ไม่มีเหตุให้เฉี่ยวชน ถึงบ้านด้วยความรู้สึกสบาย ๆ  ได้กินข้าวพร้อมหน้า พูดคุยหยอกล้อกัน  คืนนั้นทุกคนเข้านอนอย่างมีความสุข ไม่มีอะไรต้องกลุ้มอกกลุ้มใจ

เราลองเปรียบเทียบดู 2 เหตุการณ์นี้ ต่างกันมาก ทั้งที่มีจุดเริ่มต้นเหมือนกัน

เหตุการณ์แรกที่มีเรื่องแย่ ๆ ตลอดทั้งวัน  ดูให้ดี สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่เพราะลูกสาวทำแก้วน้ำแตก เพราะเหตุการณ์ที่สอง ลูกสาวก็ทำแก้วน้ำตกเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีเรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้น  จุดชี้ขาดหรือจุดสำคัญอยู่ตรงไหน อยู่ตรงที่ปฏิกิริยาของพ่อเมื่อเห็นลูกทำแก้วน้ำแตก ถ้าพ่อไม่มีสติ มันก็ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้วันนั้นกลายเป็นวันซวย  แต่ถ้าพ่อมีสติ ยับยั้งชั่งใจ พูดกับลูกดีๆ ก็สามารถส่งผลกระทบในทางที่ดี ทำให้ทั้งวันเป็นไปอย่างราบรื่น

มองอย่างนี้แล้ว ก็จะเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเคราะห์กรรมหรือความซวย  แต่มันเกิดขึ้นจากการกระทำของนักธุรกิจคนนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ  คือถ้าเขาวางใจไม่ถูก ไม่มีสติ พอเจออะไรมากระทบ ก็มีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ไปในทางลบ แล้วส่งผลเสียตามมาเป็นลูกโซ่   แต่ไม่ว่าจะมีอะไรแย่  ๆ เกิดขึ้น หากเรามีปฏิกิริยาหรือท่าทีที่ถูกต้อง ก็สามารถหลีกเลี่ยงปัญหา หรือเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ในทุกจังหวะหรือทุกเหตุการณ์

พูดอีกอย่างก็คือ  ชีวิตนั้นมีทางเลือก หรือมีทางแยกให้เลือกเสมอ เมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น เราเลือกได้ว่าจะมีปฏิกริยาในทางบวกหรือลบ  เราเลือกได้ว่าจะสุขหรือทุกข์  เราเลือกได้ว่าจะปล่อยให้มันพาเราไปในทางที่ย่ำแย่ หรือจะไม่ยอมให้มันบงการชีวิตเรา  เมื่อลูกทำแก้วน้ำตก เราเลือกได้ว่า จะโกรธ หรือไม่โกรธลูก จะดุด่า หรือพูดกับลูกดี ๆ   ตรงนี้สติมีความสำคัญมาก  ถ้าไม่มีสติ  เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เป็นทุกข์ และทำให้เรามีปฏิกิริยาในทางลบ นำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ตามมา  แต่ถ้าเรามีสติ เราก็ไม่ทุกข์ และทำให้เรื่องจบลงด้วยดี

เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย ไม่คาดฝัน ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องทุกข์เสมอไป เราเลือกที่จะไม่ทุกข์ก็ได้  ถ้าเราไม่มีสติ ก็หลงในอารมณ์ เสร็จแล้วก็สร้างปัญหาตามมา แต่ถ้าเรามีสติ ก็จะรู้ตัวได้ไว  ไม่ก่อปัญหาตามมา  พูดง่าย ๆ  หลงพาไปสู่ทุกข์ ตื่นพาไปสู่ความไม่ทุกข์   คนเราบางช่วงอาจจะหลง เช่น เผลอดุลูกจึงทะเลาะเบาะแว้งกับภรรยา แต่แล้วก็มีสติ ระลึกได้ว่าถึงเวลาทำงานแล้ว ก็เลยหยุดทะเลาะกับภรรยา  ไปเก็บเอกสารครบทุกชิ้นโดยไม่รีบร้อน แล้วก็ไปส่งลูกตามเวลา  เหตุการณ์วันนั้นก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น  หรือถึงแม้ว่าจะไปทำงานสาย ลืมเอกสาร  เพราะมัวทะเลาะกับภรรยาจนเลยเวลา  แต่ถ้าสติมาทันก็สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  ไม่ทำให้เกิดปัญหาตามมา  เช่น  แม้จะถูกเจ้านายต่อว่าก็ไม่หัวเสียไปทั้งวัน  มีสมาธิอยู่กับงาน  แม้เพื่อนจะพูดผิดหู ก็ไม่โมโหจนทะเลาะกับเขา  สามารถมีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานได้  ครั้นกลับบ้าน ก็มีสติ ไม่ฉุนเฉียวจนเกิดเหตุเฉี่ยวชน เหตุการณ์ทั้งหลายแม้ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง แต่เราเลือกได้ว่าจะทำอย่างไร หรือมีท่าทีอย่างไรเพื่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด

ทุกจังหวะชีวิต เหตุร้าย ไม่คาดฝัน สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ โดยที่เราไม่อาจควบคุมได้ แต่เมื่อมันเกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทุกข์เสมอไป เราเลือกที่จะไม่ทุกข์ก็ได้  ทุกเหตุการณ์ ไม่ว่าร้ายหรือดี มีทางแยกให้เราเดินเสมอ ทางหนึ่งคือทางสู่ความทุกข์ เต็มไปด้วยปัญหา  อีกทางหนึ่งคือทางไม่ทุกข์ ไร้ซึ่งปัญหา  มีหลายคนบ่นว่า ตัวเองโชคไม่ดี   ไหนจะเจ็บป่วย  ที่ทำงานก็แย่ เพื่อนร่วมงานก็ไม่ดี  ทำไมฉันซวยอย่างนี้  เรื่องเหล่านี้แม้จะเป็นความจริง ไม่ใช่เรื่องสมมุติ  แต่เราเลือกเส้นทางที่ไม่ทุกข์ได้เสมอ ที่เราเลือกได้เพราะเรามีสติ

ปัญญาเป็นอีกสิ่งที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี ไม่ว่าจะเจ็บป่วย พิการ เกิดปัญหาทำให้การงานไม่สำเร็จ หากมีสติและปัญญาก็เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเกิดเมื่อทุกอย่างพร้อม เราอาจขาดแคลนเงิน ทุนไม่พอ คนก็น้อย แต่เราสามารถทำให้ชีวิตมีความสุข งานสำเร็จได้ เหมือนแม่ครัวที่ฉลาดและมีฝีมือ  แม้เครื่องครัวไม่พร้อม วัตถุดิบก็ขาดแคลน แต่ก็สามารถปรุงอาหารได้เอร็ดอร่อย  ตรงข้ามกับบางคนมีทุกอย่างพร้อมมูล แต่ปรุงอาหารไม่อร่อยเลย  คนที่มีต้นทุนน้อย แต่ไม่บ่น ไม่ตีโพยตีพาย หากพยายามใช้สติ ใช้ปัญญา มีความเพียร สามารถใช้สิ่งที่มีน้อยนิดให้เกิดความสำเร็จ เกิดผลที่พึงปรารถนาได้ นักเล่นไพ่บางคนจั่วได้ไพ่ไม่ดีเลย ตัวเลขต่ำๆ ทั้งนั้น แต่สามารถเอาชนะได้ นั่นเป็นเพราะเขาไม่มัวบ่นที่ได้ไพ่แบบนั้น แต่เขาตั้งสติ ใช้ปัญญา เพื่อใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่อย่างเต็มที่  อาจจะบลั๊ฟหรือเกทับก็แล้วแต่ จนคนอื่นยอมแพ้ทั้ง ๆ ที่มีไพ่ในมือดีกว่าเขา   ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเรา แต่ถ้าเรามีสติ ใช้ปัญญาก็สามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ อย่าให้เหตุการณ์เฉพาะหน้าพาเราเข้ารกเข้าพง พยายามใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สุขทุกที

ชีวิตของเรานั้นมีอิสระและไม่จำต้องถูกกำหนดด้วยเหตุการณ์เสมอไป อย่าคิดว่าเราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อทุกอย่างพร้อม อย่าคิดว่า เราจะมีสุขเมื่อสุขภาพดี มีเงินทองพรั่งพร้อมเหลือเฟือ มีเจ้านายน่ารัก มีเพื่อนร่วมงานดี แม้บางครั้งเรามีสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ต้นทุนต่ำ แต่เราอาจนำชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้   นี้เป็นสิ่งที่เราเลือกได้  อย่าให้เหตุปัจจัยแวดล้อมมากำหนดชีวิตเรา คนอื่นเขาพูดกับเราอย่างไร เราก็เป็นสุขได้โดยไม่ต้องรอให้เขาพูดดีๆ ผู้คนมักจะคาดหวังให้คนอื่นเข้ามาทำดีกับเรา แล้วเราจึงมีความสุข เวลาทำบุญก็อยากให้มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับตัวเรา ขอให้ร่ำรวย มีงานดี ครอบครัวอบอุ่น เพราะคิดว่าต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจึงจะมีความสุข  การคิดเช่นนี้แสดงว่าเราเอาชีวิตและความสุขไปผูกติดกับสิ่งภายนอก  เรายอมให้สิ่งอื่นภายนอกมากำหนดตัวเรา เราจะสุขก็ต่อเมื่อทุกอย่างราบรื่น แต่พุทธศาสนามองว่า แม้ทุกอย่างไม่เป็นใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรกับชีวิต เราก็เป็นสุขได้   นี้เป็นอิสรภาพที่เราทุกคนมีเท่ากัน  เราสามารถเสกสรรค์ เนรมิต ให้ชีวิตของเราเจริญงอกงามได้ ตัวชี้ขาดคือสติและปัญญา อย่าปล่อยให้สิ่งต่างๆ ขับไสไล่ส่งให้เราเป็นทุกข์ ได้ยินเสียงดังก็ไม่ต้องหงุดหงิด ได้ยินคำต่อว่าด่าทอ ก็ไม่จำเป็นต้องทุกข์ เราสามารถรักษาใจให้ปกติได้

หลวงปู่บุดดา ถาวโร เป็นพระที่มีอายุยืนมากถึง 101 ปี มรณภาพเมื่อ ๒๐ ปีมาแล้ว  มีเรื่องเล่าว่าคราวหนึ่งท่านรับนิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านโยมที่กรุงเทพ เมื่อฉันเสร็จท่านก็จะกลับวัดที่สิงห์บุรี แต่โยมอยากให้ท่านพักก่อนเพราะท่านอายุมากแล้ว จึงนิมนต์ให้ท่านจำวัดสักพัก   โดยมีลูกศิษย์ 4-5 คน นั่งเป็นเพื่อนในห้องที่จัดไว้ให้ บังเอิญห้องนั้นติดกับร้านขายของชำ เจ้าของร้านเป็นคนจีนใส่เกี๊ยะไม้  เวลาเดินขึ้นลงบันไดจึงเกิดเสียงดังเข้ามาในห้อง ลูกศิษย์ได้ยินก็บ่นขึ้นมาว่า  เดินไม่เกรงใจกันเลย หลวงปู่แม้นอนอยู่แต่ไม่ได้หลับ  จึงพูดเปรยขึ้นว่า “ เขาเดินของเขาอยู่ดีๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะของเขาเอง”  
เสียงดังก็จริง แต่เราไม่จำเป็นต้องทุกข์ก็ได้  เขาเดินเสียงดังถ้าเราไม่เอาหูไปรองเกี๊ยะของเขา เราก็ไม่ทุกข์ เราเลือกได้ว่าจะเอาหูไปรองเกี๊ยะหรือไม่  สุขหรือทุกข์เป็นเรื่องของเรา เป็นเรื่องของการวางใจ ถ้าวางใจเป็นก็ไม่ทุกข์

เลือกได้เพราะวางใจเป็น

หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร เป็นผู้บุกเบิกวัดถ้ำยายปริก เกาะสีชัง ซึ่งเดิมเป็นวัดร้าง สมัยก่อนที่นั่นมีนักเลงคุมอยู่และคงอยากจะฮุบที่วัด คนเหล่านี้จึงกลั่นแกล้งพระและแม่ชีต่างๆ นานา บางครั้งพระบิณฑบาตเขาก็แกล้งมาเดินชนจนบาตรกระเด็น พระตกคูน้ำก็มี ทั้งนี้เพราะไม่อยากให้พระมาอยู่วัด อยากให้เป็นวัดร้างต่อไป หลวงพ่อประสิทธิ์เคยคิดจะย้ายไปที่อื่น แต่ท่านเห็นว่าถ้าท่านอยู่ก็ช่วยคนได้เยอะท่านจึงไม่หวั่นไหว วันหนึ่งท่านเดินผ่านบ้านของนักเลงหัวไม้คนหนึ่ง นักเลงคนนั้นพอเห็นท่าน ก็ด่าว่าท่านด้วยถ้อยคำรุนแรง  แทนที่ท่านจะโกรธหรือเอาหูทวนลม ท่านกลับเดินเข้าไปหานักเลงหัวไม้คนนั้น จับแขนเขย่าแล้วถามว่า “มึงด่าใครๆ ” นักเลงหัวไม้คนนั้นตอบว่า “ก็ด่ามึงน่ะสิ” ท่านยิ้มแล้วบอกว่า “เออ แล้วไป ที่แท้ก็ด่ามึง  อย่าด่ากูแล้วกัน”

ท่านไม่ทุกข์เพราะท่านไม่ได้เอา’ตัวกู’ ไปรับคำด่า นี่เป็นการใช้ปัญญา เราเลือกได้ว่าจะโกรธหรือไม่โกรธ เราเลือกได้เพราะวางใจเป็น ถ้าเอาอัตตาเข้าไปรับ “ตัวกู”ก็ต้องเจ็บเป็นธรรมดา  แต่ถ้าเอาปัญญาออกหน้าก็ไม่ทุกข์หากวางใจเป็น ทำใจให้เหมือนอากาศธาตุ ไร้ตัวตน เวลามีใครเอาแขนมาฟาด มาเตะต่อย ก็ไม่เป็นไร แต่การจะทำใจให้เหมือนอากาศธาตุ ไร้ตัวตน ก็ต้องมีสติเป็นเบื้องต้น  ถ้าไม่มีสติ จิตก็ปรุงตัวตนขึ้นมารองรับการกระทำเหล่านั้น ทำให้ “กู”รู้สึกเจ็บปวด   ถ้ามีสติ หรือมีปัญญา ไม่ปรุงแต่งตัวตนขึ้นมา  ก็ไม่มี “กู” ผู้เจ็บ ขอให้เราตระหนักว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม เรามีอิสระที่จะไม่ทุกข์   ทำงานได้อย่างเป็นสุข แม้ว่าสภาพรอบตัวไม่เป็นใจก็ตาม

รู้เฉยๆ

สติและปัญญา จะบอกเราว่า กำลังไปสู่ความทุกข์ หรือ ไม่ทุกข์  เมื่อรู้ทันอารมณ์ที่เกิดในใจ  เราก็เลือกได้เสมอว่าจะเดินไปหาทุกข์ หรือความไม่ทุกข์ บางครั้งยังไม่ต้องทำอะไรมาก แค่รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นก็ช่วยได้เยอะแล้ว เพียงแค่รู้เฉยๆ เห็นเฉยๆ ก็พอแล้ว  แต่บางคนพยายามกดข่มอารมณ์เอาไว้ เคยมีคนถามหลวงปู่ดูลย์  อตุโล ซึ่งศิษย์รุ่นแรกๆ ของหลวงปู่มั่น ว่า “หลวงปู่ ทำอย่างไรจึงจะตัดความโกรธให้ขาด” ท่านตอบว่า “ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก มีแต่รู้ทัน เมื่อรู้ทันมันก็จะดับไปเอง” การตัดหรือกดข่มความโกรธ ทำไม่สำเร็จหรอกนะ ต้องรู้ทันมัน มันก็จะดับไป  การที่ความโกรธเกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะเราเผลอ ลืมตัว  แต่ทันทีที่มีสติ รู้ตัว รู้ตัว ความโกรธก็ตั้งอยู่ไม่ได้   ลืมตัวหรือหลงเมื่อไรใจเป็นต้องปรุงแต่งเป็นตัวกูของกูขึ้น หรือเผลอให้อารมณ์ครอบงำใจ เมื่อมีสติ ความหลงหาย ความโกรธก็ดับเหมือนไฟหมดเชื้อ การกดข่มอารมณ์เหมือนกับการเติมฟืน เติมเชื้อ ยิ่งลุก ยิ่งไหม้ การรู้ทัน การเห็นอารมณ์มีอานุภาพมากนะ

มีนักศึกษาคนหนึ่งเรียนมาทางด้านสังคมสงเคราะห์ ปีสุดท้ายต้องไปฝึกงาน เขาอยากฝึกงานกับเอ็นจีโอที่ทำงานกับชาวบ้านในภาคอิสาน แต่อาจารย์อยากให้ไปฝึกงานกับหน่วยงานราชการในภาคเหนือ  จึงเจรจาต่อรองกันสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่าไปฝึกงานกับองค์กรที่ทำงานกับชาวเขาในภาคเหนือ ทีแรกเขาคิดว่าจะได้ไปทำงานกับหน่วยงานเอ็นจีโอ  แต่พอไปถึงเชียงใหม่ กลับถูกมอบหมายให้ฝึกงานกับกรมประชาสงเคราะห์ เขาไม่พอใจมากที่อาจารย์ทำอย่างนี้   เขารู้สึกขุ่นเคืองตลอดทั้งคืน  วันรุ่งขึ้นอาจารย์ที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งมาเยี่ยม เขาจึงต่อว่าอาจารย์ยาวเหยียด  อาจารย์ก็นั่งฟัง  ช่วงหนึ่งอาจารย์ก็ทักขึ้นมาว่า “คิ้วของเธอผูกเป็นโบว์เลยนะ”  ทันทีที่ได้ยินอาจารย์พูดเช่นนั้น เขาก็ได้สติ พอรู้ว่าตัวเองกำลังโกรธ เห็นความโกรธของตน ความโกรธก็หายไปเลย รู้สึกเบาลงมาก เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นว่าสติมีอานุภาพมาก

นักศึกษาคนนี้หายโกรธเพราะอาจารย์ทัก  แต่ถ้าเรารอให้คนอื่นมาทักถึงจะรู้ตัว ก็คงไม่ทันการณ์  เราจึงควรรู้จักทักตัวเอง ด้วยการหมั่นตามดู รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น อย่าปล่อยให้มันเล่นงานเราจนหมดเนื้อหมดตัว อารมณ์ใด ๆ ก็ทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเรามีสติหรือรู้ตัว  อารมณ์ต่าง ๆ เช่น ความโกรธ ความเศร้า ความเสียใจ มีพลังมากถ้าเราไม่รู้ทัน และเพราะมันมีพลังมากนี้แหละการกดข่มมันจึงเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรารู้ทันมัน มันก็จะดับไปเองเพราะไม่มีเชื้อคือความหลงมาเติมพลังให้มัน

สงบเพราะรู้

ความสงบมี 2 แบบ คือ สงบแบบไม่รับรู้ ปิดหูปิดตา  หลายคนพบว่าบ้านวุ่นวายก็หนีไปอยู่ที่วัด หรือเก็บตัวอยู่ในห้องพระ ปิดโทรทัศน์-วิทยุ จิตก็เลยสงบ  สงบแบบนี้เพราะตัดการรับรู้ แต่การเจริญสติ ทำให้เราสงบเพราะรู้ รู้ทันอารมณ์ เสียงดัง ใจหงุดหงิด รู้ทัน รู้แล้ววาง คนด่าว่า รู้สึกโมโห พอรู้ทัน ก็วางมันลง อย่างนี้เรียกว่าสงบเพราะรู้  ความสงบชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นกับเราได้ทุกที่ แม้อยู่ท่ามกลางผู้คน อยู่กลางถนนก็สงบได้

การรู้ทันอารมณ์เราเรียกว่า สติ แต่การรู้ธรรมชาติความเป็นจริงของสรรพสิ่งเราเรียกว่า ปัญญา เช่นการรู้ว่าความเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดา คนที่เป็นมะเร็ง เมื่อตระหนักว่าความเจ็บป่วยเป็นธรรมดาของชีวิต  ก็ยอมรับมันได้  ใจสงบ ไม่เอะอะโวยวาย หรือก่นด่าชะตากรรม  อย่างนี้เรียกว่าเป็นการรู้ด้วยปัญญา แต่ไม่ว่า รู้ด้วยสติ หรือรู้ด้วยปัญญาก็ทำให้เราสงบได้ทั้งนั้น เราควรทำความรู้จักความสงบชนิดนี้ด้วย อย่าแสวงหาความสงบด้วยการตัดการรับรู้ ปิดหูปิดตา หรือหนีปัญหาอย่างเดียว

การเจริญสมาธิเป็นการหนีความวุ่นวายเพื่อเข้าหาความสงบแบบหนึ่ง บางคนรู้สึกว่าจิตฟุ้งซ่าน ทนไม่ไหว จึงบังคับจิตให้เพ่งอยู่กับลมหายใจ มือ เท้า หรือคำบริกรรม  เพื่อไม่ให้จิตรับรู้สิ่งอื่น วิธีนี้ก็ทำให้จิตสงบได้ แต่เมื่อทำไปนานๆ อาจจะเครียด การปฏิบัติตามแนวทางหลวงพ่อเทียนนั้นไม่ได้เพ่งอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ไม่เน้นเรื่องความสงบ จิตยังสามารถรับรู้อารมณ์ แต่ไม่ถูกอารมณ์ครอบงำ เมื่อเห็นอารมณ์ก็สลัดได้ นี้เรียกว่าสงบเพราะรู้ ถ้ารู้ก็สงบได้ เดินบนกรวด แม้เจ็บปวด ใจก็สงบได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved