หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรม(ะ)ชาติบำบัด > วางใจได้ ใจก็เป็นสุข
กลับหน้าแรก

การช่วยเหลือผู้ป่วยด้านจิตวิญญาณ
วางใจได้ ใจก็เป็นสุข

พระไพศาล วิสาโล
วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด
ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๕๖

แบ่งปันบน facebook Share 

 

กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาล ที่เคารพ

นับแต่หมอตุ๊ไปกราบขอธรรมจากท่านตั้งแต่ ปี 2552 และนำมาประยุกต์เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการช่วยเหลือผู้ป่วยทั้งที่เป็นระดับปัจเจก (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยมะเร็ง) และระดับองค์กร (หมายถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุข) หมอตุ๊เห็นพลังของ “ยาใจ” ของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะส่วนตัวแล้วช่วยให้สามารถทำงานอย่าง “สงบเย็น และเป็นประโยชน์” ได้เนืองๆ

จดหมายฉบับนี้ หมอตุ๊มีทั้งบทเรียนที่จะเขียนมาเล่าถวายท่าน เพื่อขอข้อสังเกต และมีคำถามเพื่อขอคำชี้แนะจากท่านค่ะ

เรื่องที่ 1  ทำงานแล้วไม่มีคนชื่นชม-ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ในวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลายวง บ่อยครั้งที่หมอตุ๊จะพบน้องพยาบาลผู้ซึ่งทำงานอย่างหนักเล่าไปร้องไห้ไปถึงความรู้สึกน้อยใจ ที่ทำดีแต่ไม่มีคนชม หรือ ได้รับความไม่เป็นธรรมจากหัวหน้า เช่น

“ หนูทุ่มเทพาจิตอาสาไปนำเสนอผลงาน..ค่าน้ำมันรถก็ออกเอง..อะไร..อะไรก็หาเองทุกอย่าง ได้รางวัลมาทั้งระดับจังหวัดและระดับเขต  แต่พอกลับมาถึงโรงพยาบาล ไม่เห็นมีคนรับรู้ แถมงานของหนูก็หนัก ไม่เคยได้รับการสนับสนุนทั้งกำลังคน และเครื่องไม้เครื่องมือเลย...”

“ ผมถูกจัดให้ขึ้นเวรอีอาร์บ่ายต่อดึกเป็นประจำ  ได้เวรมากกว่าคนอื่น เพียงเพราะว่าผมเป็นคนโสด พี่หัวหน้าบอกว่าให้เห็นใจคนอื่นที่เขามีครอบครัวกัน...มันผิดด้วยหรือที่ผมเป็นคนโสด”

กราบเรียนถามพระอาจารย์ว่า  หากท่านนั่งอยู่ต่อหน้าเขาเหล่านี้ท่านจะช่วยเขาอย่างไร  และ มีข้อชี้แนะอะไรสำหรับเขาบ้างคะ

 

พระไพศาลตอบ

การทำความดีนั้นหากวางใจไม่เป็น ก็ทุกข์ได้ง่าย เช่น ทำแล้วอยากให้คนอื่นเห็นความดีของตน หรือเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน  ครั้นพบว่าการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง ก็จะรู้สึกเสียใจ ท้อแท้ ทำให้ไม่อยากทำความดีต่อไป  ครั้นไม่ทำความดีอย่างที่เคยทำ ก็ทุกข์อีก เพราะขัดกับมโนธรรมสำนึกของตน    ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ควรทำก็คือ ลดความคาดหวังดังกล่าวลงไป  ใครจะว่าอย่างไร จะรับรู้สิ่งที่ฉันทำหรือไม่  ฉันก็ไม่สนใจ  แต่จะทำความดีต่อไป 

ขณะเดียวกันก็พยายามมองด้านที่เป็นบวก เช่น  มองว่าสิ่งที่เราทำนั้นได้ช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างไรบ้าง  เปิดใจรับรู้ถึงความสุขและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขายามที่เราได้ช่วยเขา   อะไรที่ยังไม่เกิดขึ้นหรือยังไม่ได้มา (เช่น การยอมรับหรือคำชื่นชมของผู้อื่น) ก็อย่าไปสนใจ   แต่ควรรับรู้สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว  การวางใจอย่างนี้จะทำให้เรามีความสุขได้ง่าย   จะว่าไปแล้วความทุกข์ของผู้คนส่วนใหญ่เวลานี้ เป็นเพราะมัวจดจ่อกับสิ่งที่ยังไม่มี แทนที่จะใส่ใจกับสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่กับตัวหรืออยู่ต่อหน้าแล้ว  (เช่น เป็นทุกข์เพราะยังไม่มีเสื้อตัวใหม่  แทนที่จะชื่นชมกับเสื้อนับสิบตัวที่มีอยู่)

การวางใจให้เป็นนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าวางใจไม่ถูก ความทุกข์ก็จะเพิ่มขึ้น เช่น เหนื่อยกายแล้วยังต้องเหนื่อยใจอีก   ถ้าจะเหนื่อย ก็เหนื่อยแค่กาย แต่ใจไม่เหนื่อย   จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องรู้ทันใจของตนเอง  ถ้าหากคิดหรือนึกในทางลบ  ก็จะเหนื่อยใจได้ง่าย  เช่น ทำไปก็บ่นไป อย่างนี้ใจเหนื่อยแน่ สุดท้ายก็ไปซ้ำเติมกายให้ย่ำแย่ไปด้วย แต่ถ้าปลุกใจให้มีกำลัง มีความเบิกบาน มองเห็นด้านดีของสิ่งที่กำลังทำ  ใจก็จะไม่เหนื่อยไม่ทุกข์  การวางใจเป็นจะช่วยฉุดกายให้ดีขึ้น  เช่น  เมื่อถูกจัดให้อยู่เวรดึกเป็นประจำ  ถ้ามองว่าเป็นความผิดของเรา หรือเพราะถูกกลั่นแกล้ง ก็จะเป็นทุกข์ ทีแรกทุกข์ใจ ต่อไปทุกข์กายก็จะตามมา  อย่าลืมว่าใจที่ปฏิเสธผลักไส ย่อมนำความทุกข์มาให้ ตรงข้ามถ้ายอมรับมัน ไม่บ่นโวยวายหรือตีโพยตีพาย  ใจจะไม่ทุกข์ไม่เหนื่อย  ช่วยให้กายไม่ทุกข์ไม่เหนื่อยตามไปด้วย

ดังนั้นเมื่อคุณถูกจัดขึ้นเวรดึกเป็นประจำ  ลองนึกถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่เพื่อนที่มีครอบครัว  คุณจะทุกข์ใจน้อยลง เพราะได้เห็นตนส่วนช่วยให้เพื่อน ๆ ให้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น  พอมาทำงานตอนเช้า เขาจะได้ทำงานด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งสดชื่น มีกังวลน้อยลง อย่างไรก็ตามหากคุณรู้สึกไม่ไหวเพราะขึ้นเวรดึกติดต่อกัน ก็ควรชี้แจงให้หัวหน้าเข้าใจ   

สุขหรือทุกข์ไม่ได้อยู่ที่งาน แต่อยู่ที่ใจมากกว่า  แม้ทำงานเบา มีเพื่อนดี แต่ใจมองแต่ด้านลบ ก็เป็นทุกข์  ในทางตรงข้าม ทำงานหนัก เพื่อนร่วมงานไม่สนใจช่วยเหลือ แต่ถ้ามองด้านบวก ก็เป็นสุขได้   เช่น มีอุปสรรคมากมาย แต่มองว่าเป็นของดี ทำให้มีประสบการณ์ ช่วยฝึกใจให้เข้มแข็ง อดทน และฉลาด การวางใจให้เป็นหรือมองด้านบวก ทำให้มีความสุขได้ง่าย

ความดีนั้นจะทำได้อย่างยั่งยืนก็เพราะมีความสุขจากภายในเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง  หากหาความสุขจากภายในไม่พบ ก็จะคอยพึ่งพาความสุขจากภายนอก เช่น เงินทอง สิ่งเสพ หรือคำชื่นชมสรรเสริญ  ครั้นไม่ได้มาอย่างที่ต้องการก็เป็นทุกข์   ความสุขจากภายในนั้นเกิดขึ้นได้จากการเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนเองทำ มีความภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำ รวมทั้งรู้จักมองด้านบวก  การทำงานโดยน้อมใจอยู่กับปัจจุบันหรืออยู่กับงานที่ทำ ไม่นึกเปรียบเทียบกับคนอื่น และไม่จดจ่อกับผลที่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น

เรื่องที่ 2  สุข-ทุกข์ของแม่ที่ส่งผลต่อลูก

พระอาจารย์คงจำน้องตุ๊กตาที่ไปเข้าวงอ่างปลาในงานภาวนากับพระไพศาล ที่วังน้ำเขียวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 ได้นะคะ ที่เขาเล่าความทุกข์เรื่องลูกไม่ไปโรงเรียน..สุดท้ายพระอาจารย์และกัลยาณมิตรหลายคน ได้ช่วยให้เขาปล่อยวางความคาดหวังเรื่องการเข้าโรงเรียนของลูกลงไปก่อน หันกลับมาดูแลเรื่องความสัมพันธ์กับลูก และ สิ่งสำคัญที่สุดคือ วางใจให้เป็นสุขก่อน

ล่าสุด หมอตุ๊โทรศัพท์ถามข่าว  ตุ๊กตาตอบกลับมาด้วยเสียงสดใสว่า

“ เมื่อหนูบอกลูกว่า ต่อไปนี้แม่จะไม่กดดันลูกเรื่องเรียนอีกแล้ว เขาก็กลับมานอนบ้านทุกคืน...สัปดาห์ก่อนมาขอเงินบอกว่าจะไปสมัครเรียนพิเศษ เพื่อให้ทันเพื่อน  รอสอบใหม่ปีหน้า..หนูดีใจมากค่ะ หนูควรจะพูดกับเขาด้วยความเข้าใจแบบนี้มาตั้งนานแล้ว”

มีอีกราย เพิ่งพบในค่ายมะเร็งเมื่อวานนี้เอง ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสี่ ลามไปที่กระดูกแล้ว เล่าทั้งน้ำตาว่า “ หนูยังไม่อยากตาย เพราะห่วงลูก..ลูกยังเล็กอายุ 7 ขวบ..เขาโดนข่มขืนตั้งแต่อายุ 3 ขวบโดยผู้ชายข้างบ้าน  จนป่านนี้ตำรวจยังจับไม่ได้  ลูกหนูเขายังจำเรื่องนี้ได้”

เมื่อค้นหาปัญหาต่อไปพบว่าผู้ป่วยมีความแค้นลึกๆและยังไม่สามารถให้อภัยคนที่มาข่มขืนลูกสาวได้  ครูดล (ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเคสยากๆในค่าย) ได้พยายามชี้ให้เขาเห็นว่าพลังความแค้นในใจนี้ อาจส่งผลต่อการลุกลามของโรคทางกาย และยังส่งผลต่อความสุข-ทุกข์ของลูกสาวด้วย  แต่เหมือนใจเธอยังไม่มีที่ว่างที่จะได้รับฟังและใคร่ครวญด้วยตนเองอย่างแท้จริง  ครูดลจึงจบการให้คำปรึกษาด้วยคำว่า

“ แม้กฎหมายบ้านเมืองจะยังไม่สามารถจับคนผิดมาลงโทษได้ (เขาคิดว่าเขาจะหายแค้นก็ต่อเมื่อผู้ชายคนนั้นถูกจับและได้รับการลงโทษ)...แต่จากที่คุณเล่าว่า เขาก็ต้องย้ายบ้าน หลบหนี ซุกซ่อน แปลว่ากฎทางธรรมก็กำลังลงโทษเขาอยู่...หน้าที่คุณขณะนี้คือกลับมาดูแลกายใจของตนเอง และของลูก มากกว่าการผูกพยาบาทเขาอยู่”

เมื่อปิดค่าย  หมอตุ๊ได้มอบหมายให้ทีมงานที่โรงพยาบาลชุมชนได้ดูแลเขาต่อไป

พระอาจารย์จะมีคำแนะนำสำหรับเจ้าหน้าที่ที่จะไปติดตามเยี่ยมบ้านผู้ป่วยรายนี้  อย่างไรบ้างคะ

 

พระไพศาลตอบ

สำหรับกรณีที่ ๒ นั้น น่าเห็นใจมากเพราะผู้ป่วยมีทั้งความห่วงลูกและความแค้นใจคนที่ล่วงละเมิดลูก  สิ่งที่อาตมาคิดว่าเจ้าหน้าที่ที่เยี่ยมบ้านสามารถช่วยเธอได้ก็คือ  น้อมใจของเธอให้มาจดจ่ออยู่กับภารกิจเพื่อลูก นั่นคือ พยายามมีชีวิตให้นานที่สุดเพื่อลูก  และวิธีที่จะช่วยให้มีชีวิตได้ยืนยาวก็คือ การรักษาใจให้เป็นกุศลเท่าที่จะทำได้  พยายามปล่อยวางความโกรธเพราะนั่นจะยิ่งบั่นทอนจิตใจของเธอ ทำให้ชีวิตสั้นลง  หากเธอตระหนักว่านี้คือภารกิจสำคัญที่จะช่วยลูกได้ และอาจเป็นภารกิจเดียวที่เหลืออยู่  เธอก็จะมีจิตมุ่งมั่นทำภารกิจนี้อย่างเต็มที่  การมีจุดมุ่งหมายที่เป็นรูปธรรมและมีความสำคัญต่อจิตใจของเธอ จะช่วยให้เธอนึกถึงคน ๆ นั้นน้อยลง และวางความโกรธได้มากขึ้น

นอกจากนั้นยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำก็คือ พาผู้ป่วยกลับมาอยู่กับปัจจุบันหรือความรู้สึกตัว  เวลาผู้ป่วยนึกถึงคน ๆ นั้นด้วยความโกรธแค้นจนลืมตัว  พยายามชวนเธอกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งดังนี้


๑) แนะนำเธอให้มาใส่ใจอยู่กับการกำมือและแบออกอย่างช้า ๆ สม่ำเสมอสัก ๕ นาที โดยจะมีการบริกรรมด้วยก็ได้ เช่น กำมือก็นึกในใจว่า “พุท”   พอแบมือก็นึกในใจว่า “โธ” 


๒) เจ้าหน้าที่บีบแขนหรือกุมมือเธอไว้แล้วก็คลาย  เป็นจังหวะ สัก ๕ นาที ระหว่างนั้นผู้ป่วยก็นึกในใจว่า “พุธ” และ “โธ” ทุกครั้งที่ถูกบีบแล้วคลาย  (หรือไม่เจ้าหน้าที่ก็พูดว่า “พุธ” และ “โธ” โดยให้ผู้ป่วยพูดหรือนึกตาม) 


วิธีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยพาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบัน และวางเรื่องคน ๆ นั้นลงไป   บ่อยครั้งการหมกมุ่นอยู่กับคนที่ตนเองโกรธ ทำให้ลืมตัวได้ง่าย ถูกความโกรธครอบงำ ส่งผลให้เจ็บปวดมากขึ้น  การช่วยให้เขากลับมาอยู่กับปัจจุบันหรือรู้สึกตัวจะช่วยลดความโกรธและบรรเทาความเจ็บปวดได้มาก (ไม่ว่าปวดกายหรือปวดใจ)

เรื่องที่3 พลังกัลยาณมิตร

เรื่องนี้อยากสรุปบทเรียนไว้ในบทความนี้ด้วยใจที่ตื่นรู้และเบิกบานค่ะ

การทำงานในค่ายมะเร็ง(สำหรับผู้ป่วย)  ค่ายใจอัศจรรย์ (สำหรับเจ้าหน้าที่)  ค่ายปลูกความสุข (สำหรับจิตอาสา) งานภาวนาหรือการพาคนไปกราบพระอาจารย์ที่ภูหลง ตุ๊เห็นตัวเองเป็นเพียงเหตุเล็กๆเหตุหนึ่งในการเยียวยาผู้คนทางจิตวิญญาณ มีธรรมะของพระพุทธองค์เป็นยา มีพระอาจารย์ไพศาลเป็นครู และมีกัลยาณมิตรหลากหลายทั้งทางโลกและทางธรรมมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ...โดยทั้งนี้ต้องมีการออกแบบกระบวนการให้เกื้อกูล ดังนี้ค่ะ

1. กระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงอย่างมีสติ  เช่น ธรรมะชาติบำบัดในค่ายมะเร็ง เกมส์

สติในค่ายใจอัศจรรย์ การเจริญสติหลากหลายรูปแบบในงานภาวนาและที่ภูหลง

2. การเปิดวงเรื่องเล่าเร้ากุศล หรือถอดบทเรียน ที่มีคุณอำนวยที่มีทักษะด้าน Spiritual reflection เพื่อช่วยให้เกิดการโยนิโสมนสิการอย่างมีสติ

3. การจัดบรรยากาศอย่างผ่อนคลาย ยืดหยุ่น เพื่อให้พลังกัลยาณมิตรทั้งในรูปแบบ (การให้คำปรึกษารายบุคคล) และนอกรูปแบบ (วงเจ๊าะแจ๊ะ) ได้ทำงาน

4. ถ้าจะให้ดี  ต้องมีระบบในการติดตามดูแลต่อเนื่อง สืบเนื่องการปฏิบัติ ในรูปแบบสังฆะ หรือทางเลือกที่เหมาะสมกับจริตของแต่ละคน

ในเรื่องนี้ พระอาจารย์มีข้อสังเกต หรือ ประเด็นเพิ่มเติมไหมคะ

กราบนมัสการมาด้วยความเคารพและศรัทธา
หมอตุ๊

 

พระไพศาลตอบ

สำหรับข้อที่ ๓ คุณหมอได้สรุปเป็นขั้นตอนดีแล้ว  ที่อยากเสริมอีกหน่อยก็คือ  กระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง( ข้อ ๑)   ขั้นตอนหนึ่งที่มีประโยชน์มาก ก็คือการชวนให้ผู้ร่วมอบรมกลับมาดูใจของตน คือรับรู้ความรู้สึกของตนที่เกิดขึ้นทั้งระหว่างและหลังจากทำกิจกรรม  วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้เขาได้ฝึกสติ รู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตนแล้ว ยังเป็นประตูสู่การเรียนรู้ด้านอื่น ๆ จากกิจกรรมที่ได้ทำด้วย  การตั้งคำถามว่า เขารู้สึกอย่างไร และได้เรียนรู้อะไรบ้าง  เป็นคำถามสำคัญที่ก่อให้เกิดการใคร่ครวญและนำไปสู่เรียนรู้ต่าง ๆ ได้มากมายจากประสบการณ์ตรง

ธรรมและพร
พระไพศาล

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved