หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรม(ะ)ชาติบำบัด > การช่วยเหลือผู้ป่วยด้านจิตวิญญาณ
กลับหน้าแรก

การช่วยเหลือผู้ป่วยด้านจิตวิญญาณ
พระไพศาล วิสาโล

วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด
ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๕๖

แบ่งปันบน facebook Share 

 

กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพ

ตุ๊มีเรื่องเล่าถวายพระอาจารย์ค่ะ

วันที่ 22 เมษายน 2556...
แหม่ม ขามทะเลสอ เขียนเล่าลง Facebook “สุขทุกที” (FB กลุ่มปิด สื่อสารกันในกลุ่มกระบวนกรโคราชและอาจารย์แพทย์ที่สนใจการพัฒนาด้านจิตตปัญญามีสมาชิกประมาณ 40 คน)  ข้อความว่า..

  • “วันนี้ พานักศึกษาแพทย์ มทส.ปี 1 เริ่มเรียนวิชาชนบทศึกษาทางการแพทย์  และ ได้คุยกับผู้ป่วยคนแรกของเขา...มีบทเรียนที่ทำให้ นักศึกษา และอาจารย์น้ำตาซึมไปด้วยกันคือ น้ำเสียงและคำพูดที่สื่อถึงสิ่งที่กระทบใจและแปรเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำความดีและพัฒนาตนคือ เสียงที่สั่นเครือและพูดว่า ทักษะสื่อสาร fammedใช้ได้จริงๆ. ใช้ได้จริงๆหนะ. เมื่อก่อนหนูไม่ค่อยเชื่อและไม่สนใจ แต่วันนี้มันสำคัญจริงๆ ใช้ได้จริงๆ. หรือคำที่ว่าเข้าใจว่าเขาปวดจริงๆๆปวดมาก. สงสารเห็นอกเห็นใจเขา เข้าใจความรู้สึกว่าเขาอยากหาย. เขากลัว เขาท้อแท้ เกิดแรงบันดาลใจในการเป็นแพทย์ที่ดี  เอาใจเขามาใส่ใจเรา  เมื่อก่อนไม่ค่อยสนใจฟังแม้แต่แม่หรือญาติตัวเอง วันนี้รู้ว่าต้องฝึกฟัง และตั้งใจจะไม่ทำสิ่งไม่ดี พูดไม่ดีกับคนไข้. หรือแม้บางครั้งถ้าเราเผลอไปก็ขอให้เข้าใจและตั้งสติในการทำดีให้ได้.... ฟังแล้วรู้สึกว่า นศพฺ. รุ่นนี้จะพัฒนาตนเป็นหมอที่ดี มีคุณธรรม สงบเย็นและเป็นประโยชน์ได้หากมีการรดน้ำเมล็ดพันธุ์อย่างต่อเนื่อง”

วันเดียวกัน เวลาเดียวกัน ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในโคราช  หมอตุ๊นั่งฟังญาติคนไข้ที่หอบคนไข้หนีตายมาจากโรงพยาบาลรัฐ เล่าด้วยน้ำตานองหน้าว่า "คุณหมอ ด่า ด่า ด่า จนความดันจาก 170 พุ่งขึ้นเป็น 240 แล้วต่อมาเส้นเลือดในสมองก็แตก...ตอนนี้นอนเป็นผักมา 3 เดือนแล้ว..หนูหมดเงินไป 3 ล้าน"....
สืบสาวหาเหตุต่อไปก็คือ ญาติเล่าว่า ผู้ป่วยทำงานอยู่ศาลากลางจังหวัด เกิดอาการอัมพฤกษ์ (ปากเบี้ยว แขนขา อ่อนแรง) ในที่ทำงาน  เพื่อนๆจึงหามส่งโรงพยาบาล  ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นเข้าพอดี  ด้วยความเป็นห่วงลูกน้อง จึงโทรศัพท์ฝากฝังผู้อำนวยการโรงพยาบาล  แต่ทางโรงพยาบาลไปสื่อสารกันอย่างไรก็ไม่ทราบ คุณหมอผู้รักษาโกรธมากจนเข้ามาต่อว่าต่อขานผู้ป่วยและญาติเสียงดัง  แถมพยาบาลยังเอาไปพูดต่อๆกัน (ด้วยความหมั่นไส้) ว่า คนไข้เส้นใหญ่  ผู้ป่วยและญาติเครียดจนอยู่ไม่ได้  ต้องย้ายโรงพยาบาล  และจากอัมพฤกษ์ (Transient Ischemic Attack) กลายเป็นอัมพาต (Stroke) เพราะเส้นเลือดในสมองแตก

ที่หมอตุ๊เอา 2 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นวันเดียวกัน และเวลาเดียวกัน มาเล่าถวายพระอาจารย์ เพราะเห็น เส้นทางการผลิตแพทย์จาก นักศึกษาแพทย์ปีที่ 1มาเป็นหมอปีที่ 10 นั้น มีเหตุปัจจัยมากมายเหลือเกิน ที่ทำให้เมล็ดพันธุ์ดีๆ (ที่พระอาจารย์เคยบอกว่า มีอยู่ในใจของทุกคน) ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นเมล็ดพันธุ์เน่าเสีย อันส่งผลร้ายทั้งต่อตัวหมอเอง และคนไข้
หลายคน พอได้ยินเรื่องของญาติคนนี้ ต่างยุว่า “เอาซิ ฟ้องเลย ต้องแฉ ต้องประจาน ไม่อย่างนั้น หมอคนนี้แกก็ทำร้ายคนอื่นอยู่ร่ำไป”  แต่ญาติผู้ป่วยรายนี้ เขาบอกหมอตุ๊ว่า “หนูอโหสิกรรมให้เขา ไม่อยากจองเวร เพราะลำพังทุกข์เรื่องสามี หนูก็เหนื่อย หนัก อยู่แล้ว ขืนไปฟ้องเขาอีก ยิ่งเหนื่อยใจ เครียดเข้าไปใหญ่”  หมอตุ๊รีบยกมือไหว้ อนุโมทนาบุญเขา บอกว่า “การให้อภัย เป็นยาสามัญประจำใจที่ออกฤทธิ์แห่งความสงบ เบา ปล่อยวาง ได้ทันใจ ไปเรื่องหนึ่งทีเดียว...หมอตุ๊เชื่อว่า นอกจากเราทุกข์จากการกระทำของคุณหมอ..คุณหมอเองเขาก็ทุกข์จากการถูกกระทำโดยระบบเหมือนกัน”..จากนั้น หมอตุ๊ก็ช่วยเขาคิดหาทางที่จะย้ายผู้ป่วย ซึ่งพ้นระยะเฉียบพลันแล้ว  ไปอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐ (แห่งอื่น) ที่จะช่วยดูแลเขา เพื่อดูแลแบบประคับประคองต่อไป  เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ แพงเหลือเกิน

พระอาจารย์คะ  งานภาวนากับพระไพศาล วิสาโล ปลายเดือนพฤษภาคม 2556 นี้หมอตุ๊ตั้งหัวข้อว่า “จิตเบิกบาน งานสัมฤทธิ์” ผู้เข้าร่วมงานทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ทำงานในระบบสุขภาพ ระบบที่ป่วยทั้งคนไข้ ป่วยทั้งหมอ และระบบก็ป่วยด้วยค่ะ  พระอาจารย์เคยบอกว่า ขณะนี้สังคมของเรา อยู่ภายใต้กระแสบริโภคนิยม และ อำนาจนิยม พระอาจารย์จะปรุงยา (ธรรมะ) ชุดใดคะ จึงจะสามารถเยียวยาระบบนี้ได้  ที่จริงน่าจะเรียกว่า ระบบทุกขภาพ มากกว่าระบบสุขภาพนะคะ  หากเรียกอย่างนี้  แล้วเราสามารถกำหนดรู้ทุกข์ (ตามกิจในอริยสัจจ์) ได้อย่างแท้จริง  จะมีโอกาสช่วยให้คน “เห็นทุกข์” แต่ไม่ “เป็นทุกข์” ได้ไหมคะ

เพื่อให้จดหมายฉบับนี้ ไม่เป็นเหมือนการ”บ่น” ถวายพระอาจารย์  หมอตุ๊จะขอโอกาส “ปุจฉา” เป็นข้อๆ ดังนี้ค่ะ

  • จะมีวิธีการใด ที่จะหล่อเลี้ยง เมล็ดพันธุ์เชิงบวกในใจ นักศึกษาแพทย์  ที่อาจารย์แพทย์ที่มีฉันทะกลุ่มหนึ่ง เพียรรดน้ำขึ้นมา ทั้งๆรู้ว่า เมื่อเวลา และ เหตุปัจจัยผ่านไป อาจแปรเปลี่ยน และ หลงเหลืออยู่ไม่มากนัก
  • ภายใต้กระแสบริโภคนิยม และ อำนาจนิยม นี้ เราจะมีแนวทางพัฒนา “สุขแท้ด้วยปัญญา” ของคนในระบบสุขภาพได้อย่างไร

 

  • เพื่อให้คนในระบบสุขภาพ “จิตเบิกบาน งานสัมฤทธิ์” เราใช้ยุทธศาสตร์ช่วยกันให้เขากำหนดรู้ทุกข์ด้วยสติดีไหมคะ  พระอาจารย์เคยยกตัวอย่างให้พาคนไปเรียนรู้ทุกข์ของคนอื่น แต่หมอตุ๊ว่าให้เขาหัดกำหนดรู้ทุกข์ของตนเองก่อนดีกว่าไหมคะ...จากนั้น ก็เรียนรู้ How to ที่จะวางใจใหม่ (ดูเหมือนพระอาจารย์ก็จะเขียนไว้หมดแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีคนฝึกเอามาใช้จริงๆสักที)
  • แล้วเราจะกระตุ้นให้เขามีฉันทะ และ ความเพียร ในการก้าวข้ามความทุกข์เชิงระบบแบบนี้ได้อย่างไรคะ

กราบนมัสการมาด้วยความเคารพและศรัทธาอย่างสูง
หมอตุ๊

เจริญพร คุณหมอตุ๊

การหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์เชิงบวกของนศ.แพทย์นั้น  อาตมาคิดว่ามีปัจจัย ๒  ส่วน คือ การฝึกฝนตน (ปัจจัยภายใน) และสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูล(ปัจจัยภายนอก)   อันหลังนี้ ที่สำคัญก็คือ ระบบการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย และระบบการทำงานในองค์กร (เช่น โรงพยาบาล)  ถ้าหากว่าระบบการเรียนการสอน และการทำงาน สามารถก่อให้เกิดการฝึกฝนตนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่เป็นไตรสิกขา  หรือสามารถสร้างปัจจัยข้างล่างให้เกิดขึ้น เมล็ดพันธุ์เชิงบวกของนศ.แพทย์ก็จะงอกงาม   (ปัจจัยทั้ง ๘ ประการข้างล่างนี้ อาตมาได้ขยายความไว้แล้ว ใน “จิตเบิกบาน งานสัมฤทธิ์”)

๑.เห็นและใส่ใจความทุกข์ของผู้อื่น
๒.เห็นความดีของผู้อื่น
๓. ได้รับการปฏิบัติด้วยดีจากผู้อื่น
๔. มีคนเห็นหรือยอมรับความดีของตน  หรือเชื่อว่าตนมีความดี
๕.ได้รับคำชม
๖. ได้ทำความดีด้วยตนเอง และเห็นผู้อื่นมีความสุข
๗. มีความสุข เกิดความมั่นคงในจิตใจ ปลอดโปร่งผ่องใส
๘.ข้ามพ้นอคติ หัวโขน สถานภาพ หรืออัตลักษณ์

สำหรับประเด็นเรื่องสุขแท้ด้วยปัญญาในระบบสุขภาพก็เช่นกัน  หากว่าระบบสุขภาพนั้นไม่ได้มุ่งแต่สร้างผลงาน แต่ใส่ใจกับคุณภาพของคนด้วย ก็จะเอื้อให้เกิดความสุขได้  เท่าที่อาตมาได้คิดมาก็เห็นว่าปัจจัย ๗ ประการข้างล่าง เป็นสิ่งที่ควรมีในระบบสุขภาพ ( ใน “จิตเบิกบาน งานสัมฤทธิ์” อาตมาได้ขยายความไว้แล้วเช่นกัน)

๑.ชักชวนผู้คนแบ่งปันความดีที่เคยทำหรือประสบมา  รวมทั้งการเอาชนะใจตนเอง  
๒.เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความทุกข์ในชีวิต
๓.ชื่นชมซึ่งกันและกัน  ให้กำลังใจกัน
๔.ทำงานร่วมกัน  รับผิดชอบร่วมกัน
๕.ร่วมกันทำสาธารณประโยชน์ เกื้อกูลผู้อื่น               
๖.ส่งเสริมให้มีการพัฒนาชีวิตด้านใน           
๗.สร้างบรรยากาศให้งานเป็นเรื่องสนุกและเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้     

สำหรับคำถามข้อ  ๓ นั้น อาตมาคิดว่า การกำหนดรู้ทุกข์ในตนเอง ก็มีผลดีหรือทำได้เช่นเดียวกัน  จะช่วยให้เขาตระหนักว่าสุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ (ไม่ใช่ที่คนอื่นหรือสิ่งอื่น)  วิธีนี้จะเป็นก้าวสำคัญสู่การค้นพบความสุข

ภายใน  ซึ่งสามารถส่งเสริมเมตตากรุณาและคุณภาพจิตด้านบวกออกมาได้  อย่างไรก็ตามกิจกรรมส่วนนี้ควรทำคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกิด “การคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง”ด้วย

สำหรับคำถามข้อ  ๔นั้น  อาตมาคิดว่า ต้องเริ่มต้นจากการเห็นอย่างแจ่มชัดว่า ทุกข์เชิงระบบ คืออะไร และมีสาเหตุจากอะไร (อันนี้ต้องอาศัยการคิดเชิงระบบด้วย)  หาไม่จะมองสาเหตุว่าเป็นเรื่องตัวบุคคลและพลอยมองทางออกว่าต้องจัดการกับตัวบุคคลเท่านั้น  ขณะเดียวกันก็มองเห็นว่า ปัจจัยภายนอกยังไม่สำคัญเท่ากับปัจจัยภายใน  คือระบบมันจะแย่อย่างไร ก็ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องแย่ตามมันไปด้วย เราสามารถรักษาใจให้เป็นอิสระจากมันได้  ในกรณีอย่างนี้ กัลยาณมิตรเป็นสิ่งสำคัญมาก  อาตมาคิดว่า “กลุ่มสามพราน” ที่อ.ประเวศได้ขับเคลื่อนมานานหลายสิบปีนั้น มีบทบาทมากในการกระตุ้นให้สมาชิกเกิดฉันทะ กำลังใจ และความเพียรในการทำงานเพี่อเปลี่ยนระบบ โดยที่คุณภาพด้านในของตัวบุคคลไม่ได้ถดถอยหรือถูกกลืนกิน อาตมาคิดว่ากลุ่มทำนองนี้คงมีอยู่ไม่น้อย แต่อาจจะทำในสเกลเล็ก ๆ และในลักษณะอื่นที่หลากหลาย แต่อาตมาไม่มีความรู้พอที่จะยกมาเป็นตัวอย่าง

ธรรมและพร
พระไพศาล

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved