หน้ารวมบทความ
   บทความ > ต้อนรับความตาย > สังคมไทยควรเรียนรู้อะไรบ้างจากการตายของยอดรัก สลักใจ
กลับหน้าแรก
 

สังคมไทยควรเรียนรู้อะไรบ้างจากการตายของยอดรัก สลักใจ
พระไพศาล วิสาโล
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ในชีวิตนี้มีหลายสิ่งที่เราสามารถหนีห่างให้ไกลได้ แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่เราไม่อาจหนีพ้น ในกรณีเช่นนั้นไม่มีอะไรที่ดีกว่าการเตรียมรับมือกับมันด้วยใจสงบ

ความตายเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น แต่คนจำนวนไม่น้อยกลับปฏิเสธ พยายามเบือนหน้าหนี ทำทีราวกับว่าตนจะอยู่อย่างเป็นอมตะ แม้เมื่อมันมาประชิดตัว ก็ยังไม่ยอมรับความจริง คิดจะหนีต่อไปอีก ทั้ง ๆ ที่ในยามนี้สิ่งที่ควรทำเป็นอย่างแรกก็คือยอมรับมันว่าเป็นความจริงที่จะต้องเกิดขึ้นกับตน การยอมรับเช่นนี้แหละคือขั้นตอนสำคัญที่สุดของของการเตรียมใจรับมือกับความตาย อีกทั้งเป็นเงื่อนไขประการแรกของการนำความสงบมาสู่จิตใจในยามวิกฤต

ยอดรัก สลักใจ เป็นผู้หนึ่งที่ยอมรับความจริงได้เมื่อรู้ว่าตนเองเป็นมะเร็งในขั้นร้ายแรง แทนที่จะเป็นทุกข์หรือตีโพยตีพายในชะตากรรม เขายังสามารถมองในแง่บวกว่า “โชคดีเสียอีกที่รู้วันตายของตัวเอง” เพราะมีคนจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าจะต้องตายเมื่อใด แม้เขาอายุเพียง ๕๒ ปี แต่เขาก็มองว่าตัวเอง “มีกำไรมากกว่าพ่อ” เพราะบิดาจากไปด้วยวัย ๕๐ ปีเท่านั้น สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เขาน่าจะหวงแหนชีวิตเอาไว้จนถึงที่สุด แต่เมื่อรู้ว่าเป็นไปได้ยาก เขาก็ดูจะไม่อาลัยอาวรณ์ชีวิต กลับบอกว่า ตายเมื่อไรก็สบายเมื่อนั้น เพราะเขารู้ดีว่าชีวิตของคนเด่นดังนั้นก็เช่นเดียวกับคนทั่วไป ไม่ได้มีแต่สุขอย่างเดียว แต่ยังเต็มไปด้วยความทุกข์และภาระ

แน่นอนหากเลือกได้ยอดรักย่อมเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่เมื่อเลือกไม่ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ควรหาประโยชน์จากมันให้ได้ อย่างน้อยก็มองให้ได้ว่ามันมีแง่ดีอย่างไรบ้าง ดีกว่าที่จะเห็นแต่ความเลวร้ายของมัน หรือมัวก่นด่าชะตากรรมและคร่ำครวญว่า “ทำไมถึงต้องเป็นฉัน” การทำเช่นนั้นมีแต่จะซ้ำเติมตัวเองให้ทุกข์ใจนอกเหนือจากทุกข์กายซึ่งก็มีมากอยู่แล้วเพราะโรคภัยไข้เจ็บ

มีหญิงสูงอายุผู้หนึ่งเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ โดยไม่รู้ว่าตนเป็นโรคอะไร แล้ววันหนึ่งหมอก็บอกอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “ป้าเป็นมะเร็งตับนะ อยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน” ผู้ป่วยถึงกับตกตะลึง ไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน ปรากฏว่าเธออยู่ได้เพียง ๑๒ วันก็ถึงแก่ความตาย สาเหตุที่เธอจากไปอย่างรวดเร็วเช่นนั้นไม่ใช่เพราะก้อนมะเร็งเป็นสำคัญ แต่เป็นเพราะใจที่ยอมรับความจริงไม่ได้ต่างหากที่ทำให้ร่างกายทรุดลงอย่างรวดเร็วจนตายเร็วกว่าที่หมอพยากรณ์

ยอดรักได้ใช้การรักษาหลายวิธี ทั้งสมุนไพรและการแพทย์แผนใหม่ เคยใช้วิธีเคมีบำบัด แต่ก็ต้องเลิกไปเพราะเจ้าตัวทนฤทธิ์และผลข้างเคียงไม่ไหว เมื่อร่างกายทรุดหนักก็ต้องเข้าโรงพยาบาล หมอก็ได้แต่รักษาตามอาการ ในที่สุดเมื่ออาการใกล้ขั้นวิกฤตจึงถูกนำเข้าห้องไอซียู แต่เมื่อรู้ว่ามะเร็งลุกลามอย่างหนักเกินกว่าจะเยียวยาได้แล้ว ยอดรักและครอบครัวได้ตัดสินใจที่จะไม่รับการรักษาใด ๆ เพื่อยืดชีวิตอีกต่อไป ไม่ว่าด้วยการปั๊มหัวใจ ใช้กระแสไฟฟ้าช็อร์ต หรือเจาะคอใส่ท่อช่วยหายใจ แม้ว่าชีพจรจะเต้นต่ำลง ก็จะไม่ให้มีการกระทำใด ๆ กับยอดรักอีก หากแต่ให้เยียวยาตามอาการเท่านั้น ดังนั้นจึงมีการนำยอดรักออกจากห้องไอซียูเพื่อใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับครอบครัวที่ห้องผู้ป่วย

การตัดสินใจดังกล่าวของยอดรักและครอบครัว นับว่าทวนกระแสค่านิยมของผู้คนในสังคมปัจจุบันที่มักเรียกร้องให้ยื้อชีวิตผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีนานาชนิดจนถึงวินาทีสุดท้าย ผลก็คือห้องไอซียูกลายเป็นห้องจบชีวิตของคนเป็นอันมาก เกิดเป็นความเชื่อที่แพร่หลายว่าถ้าผู้ป่วยไม่ได้ตายในห้องไอซียูถือว่าญาติไม่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างถึงที่สุด แต่หารู้ไม่ว่าการยื้อชีวิตผู้ป่วยเช่นนั้นอาจเป็นการสร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วย แทนที่จะเป็นการยืดชีวิตหรือต่อลมหายใจกลับกลายเป็นการยืดกระบวนการตายให้ทอดยาวออกไป ซึ่งไม่เป็นผลดีทั้งต่อผู้ป่วยและญาติเอง

การยื้อชีวิตผู้ป่วยเพื่อรอคอยการสะสางความในใจระหว่างผู้ป่วยกับญาติมิตร หรือเพื่อให้ผู้ป่วยได้พบกับใครบางคนที่มีความหมายต่อชีวิตของเขา (แม้เขาจะไม่รู้สึกตัวแล้ว แต่ก็ยังสามารถรับรู้ได้) ก่อนที่เขาจะสิ้นลมนั้น เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อจิตใจของผู้ป่วยก็จริง แต่การยื้อชีวิตของเขาเพียงเพราะญาติอยากให้เขามีลมหายใจนานที่สุด หรือเพียงเพื่อให้ญาติได้ชื่อว่าเป็นคนกตัญญูต่อผู้มีพระคุณนั้น อาจจะกลายเป็นการทำร้ายเขาโดยไม่รู้ตัว ไม่เพียงทำให้เขาทุกข์ทรมานขณะมีลมหายใจเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เขาไปสู่ทุคติได้ ในทางพุทธศาสนาถือว่าอาสันนกรรมหรือกรรมจวนเจียนนั้นสำคัญมาก สามารถส่งผลถึงภพภูมิข้างหน้าได้ หากจิตก่อนตายนั้นเป็นอกุศลเพราะถูกบีบคั้นด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน (เช่นจากการแทรกแซงของเทคโนโลยีต่าง ๆ) ก็ย่อมเข้าสู่ทุคติภูมิได้เลยทันทีที่ตาย

เรามักเข้าใจว่าการยื้อชีวิตผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีนานาชนิดในยามใกล้ตายนั้นเป็นวิธีการที่ดีที่สุดเท่าที่ญาติและหมอจะทำได้ แต่นั่นเป็นการมองเฉพาะในแง่กายภาพ ผู้ป่วยไม่ได้มีแต่กายเท่านั้น หากยังมีจิตใจด้วย ผู้คนส่วนใหญ่คิดแต่จะเยียวยากาย แต่กลับลืมจิตใจของผู้ป่วย ซึ่งก็ต้องการการดูแลรักษาเช่นเดียวกัน ในขณะที่ร่างกายของผู้ป่วยนั้นเมื่อมาถึงจุดหนึ่งก็ยากแก่การเยียวยาให้ดีขึ้นได้ แต่จิตใจของเขานั้นยังสามารถเยียวยาฟื้นฟูได้เสมอแม้เขาจะอยู่ในภาวะโคม่าหรือไม่รู้สึกตัว(จากสายตาของเรา)แล้วก็ตาม แทนที่จะระดมเทคโนโลยีนานาชนิดเพื่อกระตุ้นสัญญาณชีพ เช่น ชีพจร การหายใจ การเต้นของหัวใจ ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะเกินกว่าจะรักษาได้แล้ว ไม่เป็นการดีกว่าหรือหากเราจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ช่วยให้เขาได้พบกับความสงบในจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงได้รับในยามนี้

มีผู้ป่วยคนหนึ่งซึ่งไตวายขณะที่อวัยวะส่วนอี่นทยอยเสียไปทีละส่วน ลูก ๆ ได้ขอร้องให้หมอทำทุกอย่างเพื่อยืดชีวิตของแม่ รวมทั้งการล้างไตอย่างต่อเนื่อง และหากหัวใจของแม่หยุดเต้น ก็ขอให้หมอปั๊มหัวใจแม่ขึ้นมา คุณหมอสุมาลี นิมานนิตย์ ซึ่งเป็นเจ้าของไข้และผู้เชี่ยวชาญโรคไต เห็นว่าการทำเช่นนั้นนอกจากจะไม่ช่วยคนไข้แล้ว กลับก่อผลเสียต่ออวัยวะส่วนอื่น ๆ ของคนไข้ จึงแนะนำลูก ๆ ว่า ยังมีวิธีอื่นที่ดีกว่านั้นที่ลูก ๆ สามารถทำให้แก่แม่ได้ นั่นก็คือช่วยให้แม่ได้รับความสงบใจ เพราะความสงบใจในวาระสุดท้ายของชีวิตเป็นสิ่งสำคัญมาก คำแนะนำดังกล่าวทำให้ลูก ๆ ได้คิด และหันไปใช้เวลาช่วงที่เหลือนั้นในการอยู่กับแม่ พูดคุยกับแม่ถึงสิ่งที่แม่ศรัทธาและการกระทำที่แม่ภาคภูมิใจ รวมทั้งพูดถึงความรู้สึกดี ๆ ที่ได้รับจากแม่ ในที่สุดลูก ๆ ก็มาบอกกับคุณหมอสุมาลีว่าหากแม่เป็นอะไรก็ไม่ต้องปั๊มหัวใจแม่แล้ว

ผู้คนมักคิดแต่การยื้อชีวิตด้วยเทคโนโลยี นอกจากเป็นเพราะยอมรับความตายของผู้ป่วยไม่ได้แล้ว ยังเพราะคิดว่านั่นคือสิ่งเดียวที่ญาติสามารถทำได้ให้แก่ผู้ป่วย แต่หากญาติรู้ว่ามีวิธีอื่นที่ดีกว่านั้น ซึ่งตนสามารถทำได้ (และทำได้ดีกว่าหมอและพยาบาลด้วย) อันได้แก่การช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้รับความสงบทางจิตใจ การเรียกร้องให้พาผู้ป่วยเข้าห้องไอซียูสถานเดียว ก็จะกลายเป็นเรื่องรองไป แต่นั่นก็หมายความว่าญาติ ๆ ก็ต้องพร้อมจะให้เวลากับคนไข้ รวมทั้งศึกษาหาวิธีที่จะช่วยให้คนไข้มีใจที่สงบ เช่น การน้อมใจให้เขานึกถึงสิ่งดี ๆ ให้ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขแก่เขา ช่วยเขาปลดเปลื้องภาระหรือสิ่งค้างคาใจ และที่สำคัญไม่น้อยก็คือการสร้างบรรยากาศแห่งความสงบ

ในกรณีของยอดรัก สลักใจ เมื่อรู้ว่ามีเวลาเหลืออยู่ไม่มาก แทนที่เขาจะสู้กับความตายในห้องไอซียู ยอดรักตัดสินใจกลับไปยังห้องพักเพื่อใช้เวลาน้อยนิดนั้นกับครอบครัวอย่างสงบ แต่น่าเสียดายที่ความปรารถนาดังกล่าวของเขาดูจะไม่เป็นที่เข้าใจหรือได้รับการตอบสนองจากมิตรสหาย เพราะปรากฏว่าห้องของเขานั้นเต็มไปด้วยผู้คน ต่างพูดคุยสังสันทน์กัน บางคนถึงกับหัวเราะเป็นที่สนุกสนาน จนหมอเจ้าของไข้ต้องมาขอร้องผ่านสื่อมวลชน ขอให้เพื่อน ๆ อย่ารบกวนคนไข้ ควรให้คนไข้ได้ใช้เวลาที่ยังเหลืออยู่กับลูกและภรรยาให้มากที่สุด

ไม่ว่าเสียงหัวเราะหรือร้องไห้ รวมทั้งเสียงพูดคุยโต้เถียงของญาติมิตรรอบเตียง ตลอดจนเสียงโทรทัศน์ที่ญาติดูในระหว่างเฝ้าไข้ ล้วนมีผลเสียต่อจิตใจของผู้ป่วยทั้งสิ้น ญาติมิตรควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้ผู้ป่วยน้อมใจในทางกุศล ภาคภูมิใจในชีวิตที่ผ่านมา ไม่มีเรื่องติดค้างใจ และดียิ่งกว่านั้นคือมีสติที่รู้เท่าทันและยอมรับทุกขเวทนาได้ สภาพจิตดังกล่าวล้วนจำเป็นต่อการช่วยให้สามารถเผชิญความตายได้อย่างสงบ และยังสามารถทำให้นาทีสุดท้ายก่อนตายเป็น “นาทีทอง”ของชีวิต ดังคำของท่านอาจารย์พุทธทาสได้

ความตายนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งเลวร้ายไปเสียหมด มันเป็นวิกฤตก็จริง แต่ก็เป็นโอกาสได้เช่นกัน นั่นคือโอกาสที่จะเข้าถึงความสงบในจิตใจอันเกิดจากการปล่อยวาง และอาจทำให้เกิดความสว่างแห่งปัญญาได้ด้วยหากเห็นสัจธรรมจากความตายว่า สังขารทั้งหลายไม่มีอะไรที่น่ายึดถือได้สักอย่างเดียว ทุกอย่างล้วนเป็นทุกข์ จิตที่ปล่อยวางจากความยึดถือในสิ่งทั้งปวงย่อมบรรลุถึงธรรมขั้นสูงชนิดที่สามารถอยู่เหนือทุกข์ทั้งปวง นี้คือสภาวะที่อยู่เหนือความตายอย่างแท้จริง

แม้ว่าเรายังไม่สามารถพัฒนาจิตไปถึงขั้นนั้นได้ แต่หากเราเข้าใจความตายอย่างแท้จริง ก็จะรู้ว่าความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัว ความกลัวตายต่างหากที่น่ากลัวกว่าความตาย ความตายนั้นไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับความเศร้าโศก แต่สามารถเรียกน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มปีติได้ หากเป็นการตายดี

ผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นมะเร็งเต้านม ต่อมาอาการลุกลาม ซ้ำยังมีโรคแทรกคือตับเป็นพิษ เมื่อรู้ว่าอาการหนัก เธอปฏิเสธการรักษา และกลับมาอยู่ที่บ้านเพราะต้องการใช้เวลาที่เหลืออยู่กับครอบครัวอย่างสงบ ทุกวันแม่และสามีกับลูก ๆ รวมทั้งพี่น้องมาเป็นกำลังใจให้เธอ ชวนเธอสวดมนต์ รำลึกถึงพระรัตนตรัย นั่งสมาธิ และถวายสังฆทาน วันสุดท้ายก่อนตายญาติได้ชวนเธอขอขมาซึ่งกันและกัน รวมทั้งขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวร ตลอด ๗ วันเธอมีความรู้สึกตัวเป็นส่วนใหญ่ วันสุดท้ายญาติ ๆ ได้พากันสวดมนต์ให้เธอเป็นภาษาจีนสั้น ๆ ๑,๐๐๐ จบ ระหว่างนั้นเธอยังรู้สึกตัวอยู่ แต่เมื่อสวดได้ถึง ๖๐๐ จบ ก็พบว่าเธอสิ้นลมแล้ว เป็นการจากไปอย่างสงบราวกับใบไม้ปลิดจากขั้ว แต่ทุกคนก็สวดต่อจนจบครบพัน ถือว่าเป็นการให้ของขวัญสุดท้ายแก่เธอ การจากไปของเธอได้เรียกน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มจากแม่ สามี ลูก ๆ และพี่น้อง เพราะดีใจที่เธอจากไปอย่างสงบ ไม่มีอาการแห่งความโศกเศร้า เพราะทุกคนรู้ว่าเธอไปดี

ทุกคนสามารถตายดีและไปดีได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่พร้อมเผชิญความตายอย่างสงบ โดยไม่ต่อต้านขัดขืน หวาดกลัว หรือคิดแต่จะหนีความตายสถานเดียว

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved