หน้ารวมบทความ
   บทความ > ต้อนรับความตาย > เสวนาจิตวิวัฒน์เรื่องเผชิญความตายอย่างสงบ
กลับหน้าแรก
 

บันทึกการประชุมจิตวิวัฒน์ ครั้งที่ ๕๓ (๒/๒๕๕๑)
เรื่อง “การเผชิญความตายด้วยใจสงบ”
วันจันทร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
เวลา ๐๙.๓๐ – ๑๕.๐๐ น. ณ ห้องประชุม มสช. ๑ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่
ระลึกถึงความตายสบายนัก.word

รายชื่อคณะกรรมการผู้เข้าประชุม
๑. พระไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ
๒. ศ.นายแพทย์อารี วัลยะเสวี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
๓. ศ.นายแพทย์ประสาน ต่างใจ ผู้ทรงคุณวุฒิ
๔. ดร.นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
๕. ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง ผู้ทรงคุณวุฒิ
๖. ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๗. คุณศุภชัย พงศ์ภคเธียร โรงเรียนสัตยาไส
๘. ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม
๑. ดร.พงษธร ตันติฤทธิศักดิ์ ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา
๒. คุณสมหญิง สายธนู แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ
๓. คุณธีระพล เต็มอุดม แผนงานจิตตปัญญาศึกษา
๔. คุณกัญญารัตน์ ลบเมฆ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ
๕. คุณวรพงษ์ เวชมาลีนนท์ บรรณาธิการอิสระ

รายชื่อกรรมการผู้ไม่เข้าประชุม
๑. ศ.นายแพทย์ประเวศ วะสี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
๒. ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ
๓. ศ.นายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.
๔. ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา โรงเรียนสัตยาไส
๕. คุณวิศิษฐ์ วังวิญญู สถาบันขวัญเมือง
๖. นายแพทย์วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ เชียงราย
๗. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล สำนัก ๕ สสส.
๘. คุณณัฐฬส วังวิญญู สถาบันขวัญเมือง
๙. คุณชลนภา อนุกูล ศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง
๑๐. ดร.จารุพรรณ กุลดิลก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เอกสารประกอบการประชุม
๑. บันทึกการประชุมจิตวิวัฒน์ ครั้งที่ ๕๒
๒. หนังสือ The Benefit of the People Who bug You โดย J'aime ona Pangaia
๓.
๔.

การประชุมช่วงเช้า

นายแพทย์โกมาตร: วันนี้ หลวงพี่ไพศาลจะมานำเสนอเรื่องการเผชิญความตายด้วยใจสงบ แต่ว่าก่อนที่จะเข้าสู่หัวข้อหลัก ผมมีเรื่องอยากบอกเล่าเล็กๆ น้อยๆ ก่อน

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (๓๑ ม.ค.) มี ๒ การประชุมที่น่าสนใจ การประชุมหนึ่งคือ การมอบรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ให้กับคนทำงานเพื่อสุขภาพของคนทั้งโลก ซึ่งในปีนี้นอกจากการมอบรางวัลให้กับผู้ได้รับการคัดเลือกแล้ว จะมีการประชุมวิชาการ พริ้นซ์ มหิดล อวอร์ด คอนเฟอเรนซ์ (Prince Mahidol Award Conference) คู่ขนานไปด้วยเป็นครั้งแรก เพื่อทำให้รางวัลนี้เป็นที่รู้จักในแวดวงนักวิชาการกว้างขวางขึ้น ในการประชุมมีผู้คนจากหลายประเทศมาเข้าร่วม โดยมีแพทย์ท่านหนึ่งจากเนปาลเป็น คีย์โน้ต สปีคเกอร์ (keynote speaker) ชื่อ แซนดุ๊ค รูอิต (Sanduk Ruit) ซึ่งเป็นผู้ทำเรื่องการผ่าตัดต้อกระจกให้กับคนยากจนในเนปาลนับหมื่นๆ แสนๆ คน และทำการวิจัยเพื่อพัฒนาการทำเลนส์เทียมเพื่อใส่แทนเลนส์สายตาที่เป็นฝ้าขุ่นไปแล้ว จากราคาหลายร้อยเหรียญจนเหลือไม่กี่เหรียญ และพัฒนาวิธีการผ่าตัดที่ต้องใช้เครื่องมือสลับซับซ้อนให้สามารถใช้เครื่องมือที่ทำได้โดยทั่วไป เขาไปถ่ายภาพคนแก่ที่ไม่เห็นแสงสว่างมาแล้วหลายปี พอผ่าตัดเสร็จ วันแรกที่เปิดตา หน้าตาของแกจะเหมือนกับว่าได้ชีวิตใหม่กลับมา เป็นงานที่ดีมากอย่างหนึ่ง และงานในลักษณะดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของรางวัลเจ้าฟ้ามหิดลทุกๆ ปี

การประชุมที่สอง ผมมีโอกาสไปเข้าร่วมด้วย เป็นประชุมวิชาการเวทีมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ ๔ หัวข้อ " อารมณ์ อำนาจ ความรู้ ความรู้สึก" อาจจะเป็นปีแรกที่มีการประชุมวิชาการในเรื่องอารมณ์โดยเฉพาะ ผมคิดว่าทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีแนวโน้มที่จะหันมาสนใจมิติของอารมณ์และมนุษย์มากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในการประชุมดังกล่าว

ศ.เจตนา นาควัชระ เป็นผู้กล่าวปาฐกถาเปิด ท่านพูดถึงการที่อารมณ์ถูกมองเป็นเรื่องเชิงลบ ในกระบวนทัศน์แบบวิทยาศาสตร์จะมองว่าอารมณ์เป็นสิ่งที่รบกวนความรู้ แต่อาจารย์บอกว่าอารมณ์เป็นสิ่งที่เร้าให้มนุษย์เข้าหาเรื่องราวต่างๆ ได้ด้วย ดังนั้น อารมณ์เป็นเรื่องที่ต้องปลุกให้มีประโยชน์ด้วย และต้องปลูกให้อารมณ์ที่มีวุฒิภาวะงอกงามขึ้นด้วย

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวปิดโดยพูดถึงมนุษยศาสตร์กับอารมณ์ว่า อารมณ์มีอยู่สองสถานะ สถานะหนึ่งเป็นวัตถุสำหรับการศึกษา เช่น อารมณ์มีกี่ประเภท กี่ชนิด อารมณ์ผู้ชายมีไหม ต่างจากอารมณ์ผู้หญิงอย่างไร และอีกลักษณะหนึ่ง อามรณ์เป็นเครื่องมือของการเข้าถึงความรู้ ไม่ใช่เป็นตัววัตถุที่เราไปจับต้องศึกษาเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีวิทยาทางด้านมนุษยศาสตร์ ที่จะเข้าถึงความรู้ในส่วนที่หากไม่มีอารมณ์แล้วคงเข้าไม่ถึง

ผมได้ไปพูดในวันสุดท้าย โดยเล่าเรื่องนักคณิตศาสตร์คนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเกียวโต คือผมไปรู้จักเพื่อนคนหนึ่งที่ทำงานในห้องทดลองฟิสิกส์เกี่ยวกับเรื่องอนุภาค และคิดว่าจะหาโอกาสไปคุยกับเขาอยู่ว่า เขาทำอะไรกันแน่ในห้องทดลองฟิสิกส์ จนวันหนึ่งไปเจอเพื่อนคนนี้พาเพื่อนอีกคนหนึ่งไปชมสถานที่สำคัญในเกียวโต ผมเลยถามว่าเพื่อนเขามีอาชีพอะไร เขาบอกว่าเป็นนักคณิตศาสตร์ ผมสงสัยมานานแล้วว่า นักคณิตศาสตร์เขาทำงานกันอย่างไร เลยถามไปว่านักคณิตศาสตร์วันๆ เอาแต่นั่งคิดเลขเหรอ เขาบอกว่าไม่ใช่หรอก นักคณิตศาสตร์อย่างเขา ตื่นนอนขึ้นมาประการแรกต้องสร้างอารมณ์ให้เสน่หากับโจทย์ก่อน คือโจทย์คณิตศาสตร์มันยาก ต้องสร้างอารมณ์ให้มีความเสน่ห์ก่อนว่าโจทย์น่าจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ไม่อย่างนั้นจะไม่อยากทำ เขาบอกว่าคณิตศาสตร์กับอารมณ์ใกล้ชิดกันอยู่เยอะเหมือนกัน ผมไม่รู้ว่านักคณิตศาสตร์คนอื่นๆ ต้องมีอารมณ์แบบนี้ไหมในการทำงาน

ที่ประชุมได้คุยในเรื่องเหล่านี้อยู่ และคิดว่าน่าจะเป็นวาระงานวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์ได้มาก รวมทั้งการเคลื่อนไหวเรื่องระบบการแพทย์หรือระบบบริการสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ อาจจะได้ประโยชน์จากความรู้ความเข้าใจทางฝั่งมนุษยศาสตร์ โดยผมไปชวนเขาว่ามนุษยศาสตร์จะเข้ามาช่วยในเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร เพราะในต่างประเทศเขามีมนุษยศาสตร์การแพทย์ (Medical Humanity Program) อยู่ในหลายๆ มหาวิทยาลัย

อาจจะเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่ถึงกับตรงไปตรงมากับจิตวิวัฒน์เสียทีเดียว แต่คิดว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย ท่านอื่นๆ เชิญครับ

นายแพทย์ประสาน: ผมอยากจะพูดเรื่องคณิตศาสตร์นิดหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้วคณิตศาสตร์เป็นโลกอีกโลกหนึ่ง เป็นโลกที่พิเศษ เรียกว่า The World of Mathematical Mind หมายถึง เป็นโลกที่จะมีข้อมูลเฉพาะคณิตศาสตร์ ซึ่ง เซอร์ อาร์เธอร์ เอ็ดดิงตัน (Sir Arthur Eddington) พูดว่า มีเพียงบางคนเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงโลกนี้ได้ ยกตัวอย่างนักฟิสิกส์ในมหาวิทยาลัยชิคาโก ชื่อ Subramanyan Chandrasekhar คนอเมริกันเชื้อสายอินเดีย ได้รางวัลโนเบลในปี ๑๙๘๓ คนๆ นี้นั่งคิดนอนคิดอยู่ ๑๒ ปี โดยไม่ทำอะไรเลย เกี่ยวกับรูปแบบ หรือ โซลิด ฟอร์ม ของจักรวาล ซึ่งคนโบราณค้นพบตั้งแต่สมัยกรีก เมื่อ ๓๐๐ ปีก่อนคริสตกาล โดยไพธากอรัส และมาสมบูรณ์ที่เพลโต้ ว่ามีทั้งหมด ๕ รูปแบบ เช่น รูปปิรามิด รูปเต๋า ฯลฯ แต่ Subramanyan ค้นพบอีกรูปแบบหนึ่ง โดยใช้เวลา ๑๒ ปี นั่งคิดนอนคิดจนบรรลุธรรม คือ เข้าไปสัมผัสกับโลกของ Mathematical Mind และทำให้เขาคิดว่าต้องมี โซลิด ฟอร์ม รูปแบบที่ ๖ เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู

หลังจากการค้นพบในปี ๑๙๘๓ แปลกไหมว่า กาแล็กซี่หลังจากนั้นที่ไม่เคยมีใครค้นพบก่อนหน้านี้ มีรูปแบบของสี่เหลี่ยมคางหมูเป็นจำนวนมากเลย ทำให้เขาได้รางวัลโนเบล ว่าแท้ที่จริงจักรวาลมี โซลิด ฟอร์มอยู่ ๖ รูปแบบ

นายแพทย์โกมาตร: แสดงว่าต้องมีอารมณ์พอสมควรถึงจะนั่งคิดได้ต่อเนื่องถึง ๑๒ ปีนะครับ

คุณกัญญารัตน์: เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๑ ทางแผนงานฯ ได้จัดประชุมใหญ่ ในเรื่อง ฮิวแมนไนซ์ เฮลธ์ แคร์ เป็นการนำเสนอเครื่องมือการทำงานในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาของแผนงานฯ และภาคีที่เกี่ยวข้อง มีกำหนดการคร่าวๆ ว่า ช่วงเช้าจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ โดยปาฐกถาพิเศษของคุณหมอประเวศ เรื่อง ”ระดมพลังสร้างระบบสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ให้เต็มทุกอำเภอ” ท่านได้เล่าเรื่องไอเอ็นเอ็นให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เราเชิญมา ซึ่งเป็นบุคลากรในระบบสุขภาพตั้งแต่โรงพยาบาลศูนย์ ชุมชน อำเภอ สสจ. (สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด) มีผู้สมัครมากว่า ๘๐๐ คน แต่รับได้เพียง ๖๐๐ คน

หลังจากปาฐกถาของอาจารย์ประเวศ เป็นเวทีการอภิปรายโดยภาคีที่เราทำงานด้วย เช่น พรพ. และ สปสช. มี รศ.ดรุณี ชุณหะวัต เครือข่ายศูนย์ส่งเสริมมิตรภาพบำบัด โรงพยาบาลรามาธิบดี คุณนงลักษณ์ วรรักษ์ธนานันท์ โรงพยาบาลตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ อ.สาริณี โรหิตจันทร์ เครือข่าย BLUE ANGEL โรงพยาบาลรามาธิบดี และคุณจรรยาวัฒน์ ทับจันทร์ ชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย เป็นผู้ร่วมอภิปราย โดยเล่าเรื่องความสำเร็จในการทำงาน ฮิวแมนไนซ์ เฮลธ์ แคร์ จากตัวอย่างจริง

ช่วงบ่าย คุณหมอประทีป ธนกิจเจริญ บรรยายพิเศษ เล่าเกี่ยวกับเรื่องกองทุนมิตรภาพบำบัดด้วย หลังจากนั้น ๒ ชั่วโมงต่อมาเป็นการนำเสนอเครื่องมือในการทำงานพัฒนาจิตให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เราเชิญมา ให้เขาเห็นว่าสามารถนำเครื่องมือเหล่านี้ไปทำงานในโรงพยาบาลตามบริบทที่เหมาะสมได้อย่างไรบ้าง ห้องแรก “ครูแพทย์อยากสอนอะไร นักเรียนแพทย์อยากเรียนอะไร : Dialogue on care for Humanity” โดยคุณหมอสกลกับคุณหมอสกล กลุ่มที่เข้าไปอยู่ในห้องนี้จะเจาะจงนิดหน่อยว่าเป็นคณบดีแพทยศาตร์และกลุ่มผู้สนใจ ห้องสอง “โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาวะจิตวิญญาณทางการแพทย์ (Values in Health Care: a spiritual approach)” โดย บราห์มา กุมารี ห้องสาม คือ “ศิลปะบำบัดด้วยหัวใจ” โดย พญ.พัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ อยุธยา ห้องสี่ “เผชิญความตายอย่างสงบ” โดยเครือข่ายพุทธิก และห้องห้า “ศิลปะการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี” โดยเสมสิกขาลัย ได้รับความสนใจมาก เพราะมีข่าวการฟ้องร้องเยอะ ห้องหก “โยคะเพื่อความสุข” ห้องเจ็ด “ไทเก๊ก : ความสัมพันธ์เชิงมนุษย์ ในการให้บริการด้านสุขภาพ” และห้องสุดท้าย “การทำงานที่คำนึงถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ : บทเรียนจากพื้นที่เชียงราย” มีเรื่องเล่าการทำงานของครูกับเด็กมีปัญหา และสื่อมวลชนในพื้นที่

นอกจากนั้น ยังมีส่วนของนิทรรศการ โดยเชิญภาคีทั้ง ๘ ห้องย่อย และภาคีอื่นๆ เช่น โรงพยาบาลมีสุข มูลนิธิกระจกเงา หรือเยาวชนอาสาสมัคร ของกลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคม มาแสดงงานวิชาการ รวมถึงการนำสื่อการทำงานต่างๆ มาเผยแพร่ด้วย

อาจารย์สรยุทธ: เมื่อสักครู่ตอนประกาศจำนวนครั้งการประชุมจิตวิวัฒน์ ซึ่งจะขึ้นปีที่ ๕ แล้ว ทางทีมจึงคิดว่าอยากจะจัดให้ได้มาพบกันอุ่นหนาฝาคั่ง เพื่อสะท้อนในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา ผมได้ลองปรึกษาเบื้องต้นกับหลายๆ ท่านไป เช่น คุณเดวิด อาจารย์ประสาน อาจารย์สุมน พี่สมศักดิ์ พี่วิศิษฐ์ พี่วิธาน ทุกท่านตื่นเต้นกับความคิดนี้ เลยอยากจะมาปรึกษาวงใหญ่ด้วย

หลายคนเสนอว่าน่าจะไปเยี่ยมคุณเดวิดสักหน่อย และไปคุยกันสบายๆ สัก ๒ วัน มีคนเสนอความคิดเป็นตุ๊กตาเบื้องต้นว่า วันแรกอยากจะชวนคุณหมอประสาน กับคุณเดวิด มารีวิวความรู้ว่า ตอนนี้พรมแดนความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ใหม่และจิตสำนึกไปถึงไหนแล้ว จากนั้นเช็คอินชีวิตว่าเป็นอย่างไรกันบ้างในตอนค่ำ ส่วนวันที่สองจะพูดเรื่องอนาคตและความเป็นไปได้ของพวกเราแต่ละคนและกลุ่มด้วย โดยคิดว่าอาจจะจัดในช่วงวันที่ ๓ - ๗ พฤษภาคม ซึ่งรายละเอียดจะไปหารือกันและนำมาเสนอในที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งครับ

นายแพทย์โกมาตร: ขอบคุณครับ แต่เดิมเราตั้งใจอยากให้หลวงพี่มาพูดเรื่องงานสำคัญที่อยากจะทำอยากจะทุ่มเทให้ในช่วงชีวิตที่ยังเหลืออยู่ พวกเราจะได้รู้ว่าจะช่วยตรงไหนได้บ้าง แม้วันนี้จะตั้งหัวข้อเป็นเรื่องการเผชิญความตายด้วยใจสงบ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน แต่ถ้าหลวงพี่คิดว่าจะมีเรื่องอื่นๆ ให้กลุ่มจิตวิวัฒน์ช่วยมองหาช่องทางและช่วยคิดช่วยทำขึ้น อาจจะพ่วงมาด้วยก็ได้นะครับ

พระไพศาล: ตอนนี้อาตมาให้ความสนใจงานด้านสันติวิธี กับเรื่องการยกระดับจิตใจคน หมายถึงการพัฒนาคุณธรรม หรือการทำให้คนเข้าถึงมิติด้านจิตวิญญาณ แต่ยังไม่มีงานรูปธรรมหรืองานระยะยาว ส่วนใหญ่เป็นงานเฉพาะหรือเป็นงานเสริมจุดที่ว่า เช่น ยังทำงานอบรมด้านสันติวิธีอยู่ รวมทั้งงานอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ งานเรื่องสมาธิภาวนา แต่ยังเป็นงานที่ตอบรับสถานการณ์เฉพาะหน้า และเป็นโครงการเฉพาะเรื่องๆ ไป ไม่ใช่โครงการระยะยาวหรือเป็นงานที่ต้องทุ่มเทกันหลายๆ ปี เมื่อ ๗-๘ ปีก่อน เคยคิดที่จะให้เวลาจับเรื่องการปฏิรูปคณะสงฆ์ แต่ค่อนข้างจะวางมือไปแล้ว เพราะทำได้ยากเหลือเกิน และอาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม

แต่ประเด็นใหญ่ คือการพยายามทำให้คนเข้าถึงมิติทางด้านจิตใจและการพัฒนาจริยธรรม นำไปสู่เรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไปจับงานระยะสั้นเยอะ เป็นฝ่ายตั้งรับมากกว่า ส่วนใหญ่งานการของตนเองไม่ได้ทำหรอก แต่ไปทำงานของคนอื่นที่มาให้ช่วย

นายแพทย์โกมาตร: เท่าที่ผมได้สอบถามผู้คนมา รู้สึกว่าลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพี่มีเยอะ แม้แต่กลุ่มที่ไม่ได้ใกล้ชิด แต่ได้เคยอ่านงาน ได้เคยฟัง ไม่รู้ว่าเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การจัดการเครือข่ายของศรัทธาเหล่านี้เป็นอย่างไร เช่น เขาจัดกลุ่มกันขึ้นมาแล้วนิมนต์หลวงพี่ไป หรือมีเครือข่ายที่หลวงพี่มองเห็นอะไรอยู่ อย่างเช่น มีโหนดหลักๆ จัดตั้งกันขึ้นมาบ้างไหม เพราะเรื่องความตายดูจะมีคนสนใจเยอะ และการอบรมของเครือข่ายพุทธิกามีคนเข้าเยอะกว่าที่จะรองรับได้ทุกครั้ง

พระไพศาล: โดยประเมิน คนที่สนใจงานของอาตมาส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นประเด็นๆ ไป เพราะงานของอาตมาค่อนข้างกว้างและหลายประเด็น เช่น หลายคนสนใจเฉพาะเรื่องสมาธิภาวนา หลายคนสนใจเฉพาะเรื่องความตาย ส่วนใหญ่จะเป็นแวดวงสาธารณสุข บางส่วนสนใจสันติวิธี แต่ถามว่าคนที่สนใจสมาธิภาวนาเขาสนใจสันติวิธีไหม อาจจะไม่สนใจ และอาจมีความคิดที่สวนทางกันด้วยซ้ำ เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าชาวพุทธจำนวนไม่น้อยสนใจแต่เรื่องธัมมะธัมโม พอพูดถึงเรื่องอย่างเช่นเหตุการณ์ภาคใต้หรือการปราบปรามยาเสพติด กลุ่มนี้อาจจะเห็นด้วย คือคนที่สนใจงานของอาตมาจะสนใจเฉพาะเรื่อง ไม่ได้สนใจภาพรวมทั้งหมดที่อาตมาสนใจ

ถามว่าจะขับเคลื่อนให้เขาทำอะไร คงพอได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเราจะต้องทำอีกงานหนึ่งเพื่อดึงให้พวกที่สนใจเรื่องสมาธิภาวนามาสนใจเรื่องของสังคมมากขึ้น แต่ยังเป็นกลุ่มความสนใจที่แยกกันอยู่ บางคนอาจจะไม่สบายใจด้วยซ้ำว่าพระไพศาลยุ่งเรื่องการเมืองมากไป ดังนั้นยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะขับเคลื่อนให้เป็นพลังต่อสังคมได้ไหม เพราะยังกระจัดกระจายอยู่

อาจารย์เอกวิทย์: ท่านอาจารย์ครับ ผมมิบังอาจเสนอแนะ แต่ผมเห็นด้วยกับคุณหมอโกมาตรว่า ท่านอาจารย์มีลูกศิษย์ลูกหาที่ไม่ได้ไปมาหาสู่มากทีเดียว อาจารย์มหาวิทยาลัย นิสิตปริญญาเอก หมอ ครู วิญญูชนทั้งหลายติดตามอ่านงานของท่านอาจารย์ด้วยความเคารพนับถือมาก ผมคิดว่าเป็นทุนที่น่าจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ผมจึงมีความเห็นว่า ถ้าเป้าหมายหลักของท่านอาจารย์คือการยกระดับพัฒนาการทางจิตของสังคมโดยรวม และท่านอาจารย์บอกว่าเป็นฝ่ายตั้งรับ ที่มีหัวข้อเฉพาะอันหลากหลายสำหรับกลุ่มคนที่อ่านและคิดอย่างหลากหลาย

ถ้าการยกระดับจิตใจเป็นเป้าหมายหลัก อาจตั้งเป็นธงได้เลย โดยในส่วนย่อยๆ ที่อาจารย์จะต้องขีดเขียน ปาฐกถา เรียบเรียง หรือปุจฉาวิสัชนา ไม่ว่าเป็นหัวข้ออะไร ผมเห็นว่าสามารถเชื่อมประสานกันได้ ที่สำคัญคือสามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะเรื่อง แต่ลึกๆ ไปแตะประเด็นใหญ่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปได้ครับ

พระไพศาล: อาตมาพยายามทำอย่างที่อาจารย์แนะนำ คือสอดแทรกและนำประเด็นของจิตใจขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสันติวิธีหรือความขัดแย้งทางภาคใต้ แต่ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องแค่พูด แค่บรรยาย แต่การทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านนี้ จะต้องทำมากกว่าการพูด การเขียน เพราะอาตมารู้สึกว่าพูดกันเยอะแล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่มากเท่าไหร่ นอกจากการอบรมที่ยังทำอยู่ อาตมาคิดว่าต้องทำให้เกิดการขับเคลื่อนในเชิงของขบวนการหรือสถาบัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายต่างๆ ด้วย ซึ่งต้องขับเคลื่อนกันพอสมควร แต่อาตมาไม่มีเวลา ประสบการณ์ และความถนัดด้านนี้ ยังนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร

นายแพทย์โกมาตร: เมื่อครั้งที่ชวนอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ มาคุยในหัวข้อการเคลื่อนไหวเรื่องการเมืองในจิตสำนึกใหม่ว่า ความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆ นั้น เหมือนกับเป็นพลังบางอย่าง แต่จำเป็นต้องมีอินทรีที่จะออกมาเคลื่อนไหว เป็นนัยยะว่าต้องการการจัดตั้ง ซึ่งจะเป็นรูปแบบอย่างไรไม่รู้ แต่คล้ายๆ กับรูปแบบของสถาบัน ซึ่งเท่าที่เรามีประสบการณ์จะมีทั้งจุดแข็งจุดอ่อน ขบวนการเหล่านี้จัดตั้งเพื่อให้ความคิดใหม่ๆ ไม่ใช่ลอยอยู่ แต่มีโครงสร้างรองรับและมีปฏิบัติการ เพราะความคิดจะปฏิบัติการได้ต้องผ่านปัจเจกที่เชื่อมโยงกันอยู่ในโครงสร้างบางอย่าง นับเป็นโจทย์ร่วมสมัยเหมือนกัน เพราะหลายๆ คนมีความคิดอยู่ เช่น แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ แต่รูปแบบการจัดตั้งเพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวยังไม่ค่อยชัดเจน

ถ้าเราไปดูแบบฉือจี้ เขาจะมีรูปแบบการจัดตั้งที่ชัดเจน มีสิ่งที่เรียกว่า อัพไลน์ ดาวน์ไลน์ ดูแลกันได้ มีพี่เลี้ยงดูแลอาสาสมัครกี่คนๆ อาสาสมัครเริ่มต้นเข้ามาต้องใส่เสื้อสีเทาก่อน เมื่อทุ่มเทพิสูจน์ตัวเองได้แล้วว่าทำจริง จะได้รับชื่อโดยการแต่งตั้งของท่านธรรมาจารย์ และให้ใส่เสื้อฟอร์มได้ โดยแต่ละระดับต้องรับผิดชอบอย่างไร รูปแบบนี้ต้องใช้เวลาพัฒนาหลายสิบปี ในช่วงแรกๆ ที่เป็นภิกษุณี จะไม่มีรูปแบบการจัดตั้ง แต่มาในระยะหลังเมื่อเศรษฐกิจของไต้หวันเริ่มอยู่ตัว ผู้ชายที่เคยเข้าร่วมการสู้รบกับก๊กมินตั๋ง กับอีกด้านหนึ่งคือนักธุรกิจ ได้เอาแนวคิดเรื่องการจัดการที่มีทั้งลักษณะการจัดการเชิงการทหาร คือมีจัดระเบียบวินัย การจัดแถว จัดลำดับ กับอีกลักษณะหนึ่งเอาการบริหารแบบธุรกิจเข้ามา โดยกลุ่มพ่อบ้านจะถูกกลุ่มแม่บ้านชวนมา นับเป็นกลุ่มญาติธรรมระลอกที่สอง จึงทำให้เกิดรูปแบบการจัดตั้งที่มั่นคงและขยายตัวไปได้กว้างขวาง แต่บางคนอาจจะไม่ชอบว่ามีรูปแบบการจัดการที่เหมือนกับการทหารนิดหนึ่ง แต่ผมคิดว่าบทเรียนที่เราได้จากฉือจี้ คือการที่มีพลังขึ้นมาได้เพราะมีรูปฟอร์มการจัดตั้งที่มั่นคง

ผมคิดว่าความเคลื่อนไหวในบ้านเราไม่ค่อยมีรูปแบบการจัดตั้งเท่าไหร่ แต่จะมีลักษณะเป็นพลังอิสระ เหมือนองค์ที่ไม่มีคนลง เลยไม่รู้จะพูดกับใคร จะเป็นลักษณะอย่างนี้หรือเปล่า

พระไพศาล: โครงสร้างพื้นฐานต้องมีทั้งในส่วนของคนที่ทำงานด้านนี้ จะเป็นลักษณะไอเอ็นเอ็น หรือฉือจี้ คงแล้วแต่ความเหมาะสม เพื่อให้คนทำงานขับเคลื่อนได้อย่างมีพลังและสามารถรักษาอุดมคติเอาไว้ได้ ไม่ถูกทุนนิยมบริโภคนิยมกลืนไป หรือทำให้ท้อแท้เบื่อหน่าย แต่อีกส่วนหนึ่ง ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับสำหรับคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายด้วย เช่น เราต้องการให้คนในสังคมมีจริยธรรม ไม่ใช่แค่ให้เขามีความคิดที่ดี จะต้องมีอะไรรองรับ ซึ่งเป็นเรื่องของนโยบายสาธารณะ สื่อสาธารณะ หรือเครือข่ายทางสังคมที่จะรองรับคนเหล่านี้เอาไว้ แต่ยังไม่ค่อยมีในเมืองไทย แม้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การที่เราพยายามผลักดันนโยบายสาธารณะต่างๆ แต่ปัญหาคือระบบการศึกษาซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนึ่งที่จะรองรับกลุ่มเป้าหมายให้เขาเป็นคนที่ดี มีการพัฒนาทางจิต ล้มเหลวมาก เรื่องสื่อมวลชนก็ไม่มี เรื่องระบบเศรษฐกิจหรือระบบการเมืองยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ได้เอื้อให้คนในสังคมมีความสุข มีศีลธรรมได้เลย แต่เป็นประเด็นที่คนทำงานด้านนี้ไม่ค่อยสนใจ สนใจแต่เรื่องการเทศน์ การสอน

อาจารย์จุมพล: ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นครับ หลวงพี่บอกว่าการทำงานส่วนใหญ่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ถ้าต้องการทำงานเชิงรุก อาจจะต้องคิดอีกแบบหนึ่ง ยกตัวอย่างที่พูดไปเมื่อสักครู่ว่า ทำงานแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี แค่ชื่อก็บอกว่าเป็นการทำงานเชิงรับแล้ว เพราะหมายถึงการเอาปัญหามาพิจารณา แล้วนำเสนอวิธีแก้ปัญหาโดยใช้สันติวิธีเป็นตัวตั้ง แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้มาเป็นการสร้างสันติวิธีหรือสันติภาพ และแยกเป็นการสร้างสันติในใจ ในสังคม ในโลก อาจจะเป็นรูปแบบการคิดอีกแบบหนึ่ง แล้วตัวกิจกรรมวิธีการจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป แทนที่จะไปวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา และนำเสนอวิธีแก้อย่างเป็นระบบอย่างที่ทำกันอยู่ โดยหวังว่าถ้าค้นพบเหตุที่แท้จริงซึ่งไม่มีทางเจอ แล้วแก้ที่เหตุนั้นได้ ทั้งๆ ที่ปัญหาได้เกิดขึ้นและผ่านเราไปเรียบร้อยแล้ว จริงๆ แล้วต้องยอมรับสภาพ เรียนรู้จากมัน และเริ่มกระบวนการใหม่ ถ้าเริ่มจากการสร้างการพัฒนาจะน่าสนใจมากขึ้น เป็นเชิงรุก ไม่ต้องรับมากจนเกินไป

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือ เรื่องการมีรูปแบบหรือการจัดตั้ง ผมไม่แน่ใจว่าควรจะเริ่มจากการมีรูปแบบก่อนหรือมีใจก่อน ช่วงสองเดือนที่ผมไม่ได้มาประชุมจิตวิวัฒน์ เพราะต้องไปช่วยงานประเมินมหาวิทยาลัยของสำนักงานรับรองมาตรฐานการศึกษา ทำให้พบปัญหาที่ท้าทายมาก เพราะทุกแห่ง พอเราเอาระบบการประเมินคุณภาพเข้าไปจับ จะมีการต่อต้านมาก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่จริงๆ แล้วไม่ปฏิเสธการประเมิน แต่ทำไมต้องประเมิน ณ ปัจจุบัน ในขณะยังไม่พร้อม เพราะมีเรื่องของรางวัลและการลงโทษในรูปแบบการประเมิน น่าคิดว่าเมื่อไหร่ที่เราจัดระบบขึ้นมาก่อน แล้วเอาคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ในระบบโดยเขาไม่พร้อมหรือไม่มีใจอย่างจริงจัง ระบบนั้นจะกลายเป็นตัวจำกัด ทำให้การดำเนินงานขาดจิตสำนึก ทั้งๆ ที่ระบบการประกันคุณภาพถ้าเริ่มจากจิตสำนึกของคุณภาพจะดีมาก แต่กลายเป็นว่าถ้าได้คะแนนน้อยจะไม่ได้รับผลเงินประโยชน์ตอบแทนจาก กพร.

ผมเลยคิดว่าถ้าจังหวะเหมาะพอดี คือเกิดความสนใจในเรื่องนี้แล้วเราจึงเอาระบบเข้าไปทีหลังน่าจะดีกว่า เราน่าจะรอให้เขามีใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน ในขณะที่สร้างเงื่อนไขบริบทหรือให้ความรู้ผ่านสื่อหลากหลาย พอคนเริ่มสนใจแล้วขอให้เราไปจัดระบบ น่าจะได้รับความสำเร็จมากกว่า แม้อาจจะต้องเสียเวลาในตอนต้น

นายแพทย์โกมาตร: สถานการณ์ของหลวงพี่ไพศาล คือมีเครือข่ายหลวมๆ ของคนจำนวนหนึ่ง มีโหนด ยกตัวอย่างเช่นเรื่องความตาย ซึ่งจับคนได้จำนวนหนึ่ง มีเครือข่ายพุทธิกาเป็นองค์กรปฏิบัติการ แต่ทำไปตามศักยภาพเท่าที่มี ตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องต้องการ แต่อีกด้านหนึ่งไม่เป็นอิสระจากแหล่งทุน เพราะต้องพึ่ง สสส. อีกขาหนึ่งเรื่องสันติวิธี คล้ายๆ กับเครือข่ายพุทธิกาเหมือนกัน คือจัดการอบรมเป็นหลัก เขียนหนังสือบ้าง ส่วนขาเรื่องการปฏิบัติธรรม จะมีกลุ่มกระจัดกระจาย โดยนิมนต์หลวงพี่ให้ไปอบรมปฏิบัติธรรมบ้างเป็นครั้งคราว

ผมคิดว่าสิ่งที่มีอยู่เป็นต้นทุนที่เราบริหารจัดการได้พอสมควร แต่จะเห็นภาพในอนาคตคงไม่ใช่สร้างโครงสร้างขึ้นมาแล้วเอาคอนเทนต์ไปใส่ หรือมานั่งคิดแต่คอนเทนต์จนสมบูรณ์แล้วค่อยไปทำโครงสร้าง แต่ลักษณะงานที่มีอยู่เป็นการทำไปปรับแต่งไปค่อนข้างเยอะ ผมจะนึกถึงนาโรปะอยู่มาก ที่เริ่มต้นจากการมีคอรส์ภาวนาช่วงฤดูร้อน ปฏิบัติไปปฏิบัติมา เริ่มมีกลุ่มก้อนของคนขึ้นมา เลยเปิดเป็นโรงเรียนภาคฤดูร้อนขึ้น แล้วค่อยพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัย

ผมคิดว่าจากกลุ่มก้อนที่มีอยู่จะยกระดับขึ้นมาได้อย่างไร ไม่ใช่นึกว่าจะมีแผนอย่างไร เช่น จะมีมหาวิทยาลัยวิสาโล (หัวเราะ) ผมคิดว่าลูกศิษย์ลูกหาคงพร้อมจะมาช่วย ถ้ามีความคิดใหญ่ๆ มีหลักการชัดเจนระดับหนึ่ง คงพอจะระดมศรัทธาได้ และผมคิดว่าคงจะมีลูกศิษย์ลูกหาที่มีทักษะในการจัดการ และพร้อมจะออกมาช่วยในลักษณะใดลักษณะหนึ่งได้ แต่จะต้องทำความคิดให้ชัดระดับหนึ่งว่าจะเป็นรูปแบบสถาบันอะไรสักอย่าง ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันคือ เสถียรธรรมสถานมีการออกโทรทัศน์ระดมทุนมาตั้งสถาบันอะไรสักอย่าง ซึ่งโดยตัวของมันเองเป็นโครงสร้าง เหมือนเป็นอินทรีให้การเคลื่อนไหวออกไปได้ แต่ของหลวงพี่อาจจะมีลักษณะเฉพาะ ผมนึกว่าอาจจะมีสัก ๓ คณะ คือ คณะปฏิบัติธรรม คณะสันติวิธี คณะตายอย่างสงบ ลองฝันๆ อย่างนี้ดู

พระไพศาล: พูดอย่างง่ายๆ โครงการเผชิญความตายอย่างสงบซึ่งคนสนใจมากและเชื่อมโยงกับระบบโรงพยาบาล ระบบสาธารณสุข ลำพังตอนนี้ทำกันไม่หวาดไม่ไหว เพราะมีแค่ไม่กี่คน ทำอย่างไรเราถึงจะสามารถขยายผลในลักษณะของเครือข่ายหรือใส่ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เป็นตัวอย่างของโจทย์ว่า เราจะมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการทำงานนี้ได้อย่างไร ที่จะทำให้มันเผยแพร่ไปได้และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบ และในระหว่างความสัมพันธ์ของผู้คน เช่น ระหว่างญาติและหมอ

ตอนนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะขยายผลเฉพาะเรื่องความตายให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบได้อย่างไร อย่างกรณีคุณสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ แกเก่งเรื่องนี้ เลยทำให้การปฏิรูประบบสุขภาพได้ผลและเป็นรูปธรรมได้ จากแค่ความคิดหรือจากเพียงแค่ทำในบริเวณราษีไศล แกสามารถทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศได้ คนอย่างคุณหมอสงวน ถ้าอยากเป็นแค่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดคงเป็นได้ แต่อานิสงส์ของระบบการเปลี่ยนแปลงคงอยู่แค่ในระดับจังหวัดเท่านั้นแหละ แต่แกพยายามจนเป็นทั้งประเทศได้ แม้โครงการ ๓๐ บาทจะมีปัญหา แต่จะเห็นได้ว่าถ้าเราจับยุทธศาสตร์ได้ จะไม่เหนื่อยมาก และผลกว้างขวาง

อาตมานึกไปถึงขนาดนี้ แต่มีแค่วิสัยทัศน์แบบจางๆ ไม่ค่อยมีอะไรเป็นรูปธรรม

นายแพทย์โกมาตร: คงต้องนิมนต์หลวงพี่ไปฉัน ระหว่างนี้พวกเราจะคุยกันต่ออีกสักหน่อย อย่างกรณีของคุณหมอสงวน ลองเปรียบเทียบดูนะครับ เนื่องจากคุณหมอสงวนจับเรื่องระบบบริการมาต่อเนื่อง และมีจังหวะหนึ่งต้องไปรับผิดชอบเงิน ๗ พันล้านบาทสำหรับการดูแลผู้ป่วยรายได้น้อย และเห็นว่าเงินจำนวนนี้จะเอาไปใช้อะไรก็ได้แล้วแต่ผู้บริหารหรือนักการเมืองจะสั่ง แกไม่เห็นด้วย จึงผลักดันระเบียบออกมา ซึ่งถ้าผลักดันผ่านกระทรวงสาธารณสุขคงไม่ผ่านเพราะทางนั้นสะดวกใจในการใช้งบประมาณก้อนนี้อยู่แล้ว เลยปักหลักผ่านกระทรวงการคลัง จนออกกฎมาบังคับการใช้เงิน ซึ่งทำให้แกบาดเจ็บสาหัสเลย แต่พอออกระเบียบให้จัดสรรเงินตามจำนวนคนจนในแต่ละจังหวัดได้ ทะลวงตรงนี้ผ่าน แกเห็นเลยว่าจะปฏิรูปทั้งระบบอย่างไร คือให้ประชาชนขึ้นทะเบียนว่าตัวเองจะรักษาที่ไหน โรงพยาบาลดูแลคนไข้กี่คนให้เอาเงินสองพันคูณเข้าไปเลย ไม่ใช่คุณเป็น สส.จากโคราช แล้วต้องจัดเงินลงโคราช พอเห็นกระบวนเหล่านี้แล้วจะเห็นช่องทางเลยว่า ต้องทำแบบไหน ต้องออกกฎหมายออกมากำกับว่าจะใช้เงินอย่างไร และต้องสร้างระบบบริการใกล้บ้าน พอเห็นช่องทางก็จะสามารถผลักดันได้

อย่างเรื่องพัฒนาจิต ตัวระบบที่จะขึ้นมาผลักดันอะไรต่างๆ อยู่ตรงไหน เป็นประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนเหมือนระบบสุขภาพ

อาจารย์สรยุทธ: ที่เป็นไปได้คือ ให้พัฒนาจิตจัดกลุ่มคุยสัก ๑๐ คนไปเรื่อยๆ อาจจะตั้งต้นจากตรงนี้ก่อน

อาจารย์เอกวิทย์: ผมคิดว่าเราจะทำอะไรสำเร็จ จะต้องรู้นิสัยของคนในชาติ สังคมไทยค่อนข้างเป็นสังคมทำอะไรตามใจคือไทยแท้ ไม่ค่อยมั่นคงอยู่กับการเป็นสมาชิกองค์กรหรือกลุ่มสักเท่าไหร่ ประเภทตามสบาย เมื่อเป็นอย่างนี้ เราอาจจะต้องนำกรณีศึกษามาดูว่ามีองค์กรไหนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวอย่างไรบ้าง อย่างเช่น ธรรมกายอะไรคือจุดเด่นของความสำเร็จ และอะไรคือความล้มเหลวที่ทำความเสียหายต่อพระศาสนา เช่นเดียวกับสันติอโศก เช่นเดียวกับฉือจี้ในไต้หวัน รวมถึงกรณีของคุณหมอสงวนด้วย ซึ่งน่าศึกษามากและค่อนข้างเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ เอาตัวการบ้านใหญ่หรือโจทย์ที่จะทำมาพิจารณาภายใต้บริบทการบริหารจัดการที่เมืองไทยมีอยู่ และทำให้ทะลุทะลวงออกไป ผมเชื่อว่าเมืองไทยคงมีคนเหมือนคุณหมอสงวนอีก จึงคิดว่าเราอาจจะทะลุทะลวงไปได้ แต่ต้องรับข้อเท็จจริงที่เป็นจุดอ่อนจุดแข็งของสังคมไทยไว้ก่อน

มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมรู้จักพอสมควรคือ สวนโมกข์ ท่านอาจารย์พุทธทาสจงใจไม่ตั้งองค์กร ไม่วางระบบ แต่ปล่อยให้กระแสการปฏิบัติธรรมตามการวิเคราะห์ตีความของท่านเป็นเรื่องของคนที่รู้และเข้าใจ นำไปปฏิบัติ และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ท่านไม่อยู่แล้ว และหลายคนนำไปจัดตั้งอะไรตามอัธยาศัย เลยยังอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งองค์กรที่เงินเยอะคนเยอะแต่อย่างใดเลย

นายแพทย์โกมาตร: อาจารย์ครับที่พูดมาเหมือนกับเป็นรูปแบบจรยุทธ์ ผมคิดว่าน่าสนใจเหมือนกัน แต่จรยุทธ์เองคงต้องมียุทธศาสตร์เหมือนกันว่าจะเป็นจรยุทธ์แบบไหน ซึ่งอาจจะใช้ทุนน้อยหน่อย หรือระหว่างที่ยังไม่ชัดเจน อย่างน้อยจรยุทธ์อาจจะช่วยรองรับอุดมการณ์เอาไว้ น่าสนใจเหมือนกันครับ

อาจารย์จุมพล: เราอาจจะเรียนรู้จากคุณหมอสงวนได้ ถ้าเราคิดอะไรในทำนองเดียวกัน เช่น สมมติว่าเราอาจจะคิดหาวิธีไปผลักดันผ่านกระทรวงการคลัง ในการอนุมัติงบประมาณโดยเฉพาะด้านสังคม ถ้าเจ้าของโครงการที่ขอเสนองบประมาณสามารถอธิบายว่า โครงการสามารถสร้างความดีความงามในสังคมได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ประโยชน์ในแง่คนมีเงินเพิ่มขึ้น แต่จะต้องคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวเรื่องความดีความงามที่จะเกิดขึ้นในสังคมนั้นๆ ถ้าผ่านอะไรทำนองนี้ แล้วค่อยมาหารูปแบบวิธีการทีหลัง น่าสนใจ

คุณศุภชัย: เมื่อสักครู่คุณหมอโกมาตรบอกว่า มีทั้งในรูปแบบและจรยุทธ์ ผมคิดว่าคงต้องไปด้วยกันทั้งคู่ จรยุทธ์ในผมที่นี้หมายถึงใครมีทรัพยากรอะไร มีความรู้ความถนัดเรื่องไหน และโอกาสในสังคมที่เปิดให้มีความต้องการอะไรบ้าง อย่างเช่น ครูเล็กภัทราวดี มีทรัพยากรในเรื่องศิลปะ ก็ใช้เรื่องนั้น พระสุบิน ปณีโต จังหวัดตราด ท่านถนัดเรื่องการออมทรัพย์ หรืออาจารย์อาจองถนัดเรื่องเด็ก ก็ใช้เรื่องเด็ก และบางจังหวะก็ใช้วิทยาศาสตร์ แต่เป้าหมายเดียวกันคือทำให้คนที่มาเกี่ยวข้องมีพัฒนาการทางจิตวิญญาณเพิ่มขึ้น

อย่างหลวงพี่ไพศาล ผมเชื่อว่าท่านมีลูกศิษย์ลูกหาไม่น้อย ลองมาสำรวจดูว่าแต่ละคนมีความถนัดอะไร และความต้องการของสังคมคืออะไร ลองมาออกแบบทั้งยุทธศาสตร์และอินทรีที่จะมารองรับสิ่งต่างๆ ที่เราพูดถึง แต่เราคงไม่สามารถที่จะนำระบบเดียวแล้วครอบทั้งหมดได้ เพราะแต่ละคนล้วนมีทั้งความรู้ทักษะ มีฉันทะ ความเชื่อต่างกัน ส่วนอะไรที่ตกผลึกจนสามารถทำเป็นยุทธศาสตร์ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

นายแพทย์โกมาตร: ผมคิดว่าต้องมีกลุ่มคนมานั่งทำงานกับหลวงพี่เลย อย่างแรกต้องให้หลวงพี่เลิกรับกิจนิมนต์สัก ๓ เดือน และมีทีมที่ไม่ทำงานอย่างอื่น มานั่งกับหลวงพี่ จะเริ่มจากเรื่องความตายก็ได้ เพราะเป็นจุดแข็งและเข้าถึงคนกลุ่มต่างๆ ได้หลากหลาย มีความเป็นไปได้ที่จะทำในรูปองค์กร ตัวอย่างของสวนโมกข์อาจจะไม่ได้มีลักษณะของความเป็นสถาบัน แต่มีความเป็นองค์กรแน่ เพราะมีรูปฟอร์ม แม้ไม่เป็นสถาบันที่มีการสืบทอดอำนาจในรูปแบบตายตัว แต่ต้องการการจัดการองค์กร เหมือนพายเรือไปต่อเรือไป ไม่ใช่ว่าคิดรูปเรืออย่างดีแล้วค่อยพายเรือไป อาจจมในทันทีเลย แต่อย่างน้อยต้องมีหลักการ แน่ใจว่าลงแล้วไม่จมก่อน แล้วค่อยต่อเติมเอา แต่ถ้าหลวงพี่มีกิจนิมนต์อยู่อย่างนี้ไม่มีทาง เพราะต้องถูกเชิญไปโน่นไปนี่ และหลวงพี่ไม่ค่อยปฏิเสธ

อาจารย์ประเวศเคยไปดูงานฉือจี้แล้วมาบอกว่า ที่ผมไม่ได้ทำคืองานจัดตั้ง และผมไม่แรงที่จะไปทำงานเหล่านี้แล้ว คือท่านเห็นว่าพลังอยู่ที่การจัดตั้ง กายวิภาคของอำนาจคือการจัดตั้ง

นายแพทย์ประสาน: รู้สึกว่าทุกๆ คนพูดมามีประเด็นทั้งนั้น ผมมองในประเด็นที่กว้างใหญ่ไพศาลและไม่มีใครพูดถึงในวันนี้ ว่ามนุษย์เรามีเป้าหมายอยู่อันหนึ่งลึกๆ คือ จิตวิญญาณ (Spirituality) ทุกคนมีจิตวิญญาณอยู่ในใจทั้งนั้น แต่ถูกบรรเทาลงเพราะโครงสร้างสังคมดึงไป ทำให้คนมองไม่เห็นว่าจิตวิญญาณมีความสำคัญ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งติดตัวเรามาตั้งแต่ชาติไหนๆ แล้ว คนทุกคนอยากจะดี แต่ถูกดึงไป หลักการอยู่ที่ว่าเราจะจัดตั้งตรงไหนให้เอาชนะสิ่งที่มันดึงไป

ประเด็นหนึ่งที่ไม่ค่อยพูดถึง นอกจากเรื่องใจกับระบบแล้ว ยังมีเรื่องเครื่องมือ ถ้าการจัดตั้งเกิดขึ้น แล้วจะมีเครื่องมืออะไรมาสนับสนุนเรา ผมมองว่าโชคดีที่มีโทรทัศน์สาธารณะซึ่งกำลังเปิดทำการอยู่ เขาพูดอยู่ทุกคืนๆ ว่าอยากจะได้ใครไปช่วยอยู่แล้ว เขาอยากจะทำเป็นเอ็นเอชเค บีบีซีเวิร์ลด์ แต่ไม่ถนัด เพราะเป็นครั้งแรกที่เกิดทีวีสาธารณะขึ้นในเอเซียน ถ้าเขายังกระหายอย่างนี้ แล้วเราไปจัดตั้งให้เขา จิตวิวัฒน์ขออาสาสักชั่วโมง จะเอาเรื่องการตายอย่างมีความสุขเป็นหัวข้อนำในกรณีแรกๆ ได้ไหม เพื่อเอาใจมาเป็นใหญ่แทนที่จะเอาระบบเป็นใหญ่

อาจารย์จุมพล: ผมดูทีวีสาธารณะ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาจัดต่อเนื่องคือ ขอให้มาช่วยกันคิดว่าควรจะเป็นอย่างไร เขาบอกว่าอยากจะถ่ายทอดการประชุมบางอย่างที่ดี เพราะการประชุมของสภาเละเทะไปหมด ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี แต่เป็นการให้ความรู้ที่เลวกับประชาชน ท้าทายนะครับ ถ้าให้เขามาถ่ายทอดการประชุมจิตวิวัฒน์ ว่าเราคุยเรื่องทำนองนี้กัน คงจะต้องเตรียมตัวบ้างแต่พอควร และให้เขามาฟังอะไรที่เราคุยกันบ้างในวงกว้าง คนอย่างพวกเราอาจจะแปลกกว่าคนอื่นหน่อย มานั่งคุยเรื่องที่คนไม่ค่อยคุยกันเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ เช่น เรื่องความตาย เรื่องความดี แต่คนเขี่ยออกไปหมด ถ้าสนใจเรื่องพวกนี้ น่าคิดมาก ยกขบวนไปหาเขาหรือเชิญเขามาคุยกับเราจะดีไหม

นายแพทย์โกมาตร: ผมคิดว่าทีวีสาธารณะคงเป็นโอกาสหนึ่ง แต่เราคงจะต้องคิดยุทธศาสตร์การเคลื่อนของเราจนมีความชัดเจนระดับหนึ่งแล้ว ถึงจะรู้ว่าทีวีสาธารณะใช่หรือไม่ เพราะถ้าผลีผลามเข้าไปสร้างอุปสงค์แต่ไม่มีอุปทานรองรับจะเกิดปัญหา ครั้งหนึ่ง เครือข่ายชีวันตารักษ์ไปออกโทรทัศน์เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทำให้คนตื่นตัวมาก โทรศัพท์เข้ามาจนรับไม่ไหว เพราะไม่ได้คิดก่อนว่าผลพวงคืออะไร ต้องการทำให้แพร่หลายสู่สาธารณะใช่ไหม หรือไม่ใช่ แต่เราต้องการความเคลื่อนไหวที่ต้องพัฒนาโครงสร้างคู่ขนานกันไป เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมาย ถ้าเสนอทีวีสาธารณะจะมีคำถามว่าประชาสัมพันธ์ไปเพื่ออะไร เพื่อประชาสัมพันธ์กลุ่มจิตวิวัฒน์ให้คนอยากมาฟังหรืออย่างไร และถ้าเฉพาะเจาะจงงานของหลวงพี่ จะมีจุดอยู่ตรงไหน

ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้ากลุ่มจิตวิวัฒน์จะเสนองานขึ้นมาสักส่วนหนึ่งเพื่อดึงเครือข่ายของหลวงพี่ เช่น เสมสิกขาลัย เครือข่ายพุทธิกา และไปเชิญพวกนักจัดการส่วนหนึ่งให้มาช่วยดูช่วยมอง ว่าที่มีอยู่ต้องการอะไรบ้าง ทุนที่เครือข่ายของหลวงพี่มีอยู่ ทำอะไรอยู่ตรงไหน มีกลุ่มเป้าหมายอะไรบ้าง

เช่น เรื่องความตาย ถ้าจะตั้งเป็นกระบวนการหรือกลไกที่มีความเป็นสถาบัน สามารถอยู่รอดได้นะ เพราะแต่เดิมเครือข่ายพุทธิกาทำเรื่องอบรมความตายให้กับประชาชนเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก แต่ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายหลักคือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งมีงบประมาณสนับสนุนได้ เพราะเขามีงบอบรมพัฒนาศักยภาพอยู่แล้ว ถ้ามาระดมดูว่ามีอะไรต่างๆ อยู่บ้าง โดยเอาเครือข่ายให้หลวงพี่ไอเดนติฟายว่า มีใครบ้างที่ทำงานสำคัญๆ ของหลวงพี่อยู่ แล้วมาทำการตีวิสัยทัศน์ให้เป็นพันธกิจ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วถ้าเราเริ่มแบบองค์กรจรยุทธ์หน่อย จะต้องมี

P แรก Principle หลักการใหญ่จะเอาอย่างไร เป็นหลักการที่จะไม่ขัดแย้งกับอุดมคติของเรา
P ที่สอง Purpose เป็นวัตถุประสงค์เชิงอุดมคติ ซึ่งเชื่อมร้อยผู้คนเข้ามาได้
P ที่สามคือ Participation การมีส่วนร่วม ถ้าเคี่ยวให้ดีแล้วองค์กรถึงจะออก เพราะถ้าเราไปคิดรูปแบบองค์กรเลย อาจจะไม่ได้ผล เพราะองค์กรอาจจะเป็นกลไกมาก ไม่รับใช้อุดมคติ

กระบวนการนี้ต้องมีทีมหนึ่งมาพูดคุยและจาริกไปกับหลวงพี่ สมมติหลวงพี่ไปเทศน์ที่ไหนต้องตามไปเพื่อประเมินกลุ่มต่างๆ ที่หลวงพี่ได้ไปสร้างบารมีไว้ ว่ามีใครเป็นตัวละครเหล่านั้น เอารายชื่อการบรรยายในรอบ ๓ ปีของหลวงพี่มาวิเคราะห์ดูว่า มีกลุ่มไหนบ้าง เอารายชื่อคนที่สปอนเซอร์งานพิมพ์ของหลวงพี่ เช่น กลุ่มลูกเรือการบินไทย ไอเดนติฟายขึ้นมา ไม่ใช่มองไปมองมามีแต่เสมสิกขาลัยกับเครือข่ายพุทธิกา ซึ่งอาจเป็นโหนดสำคัญ แต่อาจต้องมีการวิเคราะห์เชิงระบบของหลวงพี่ให้เห็นภาพใหญ่ว่า มีตัวเล่นตัวละคร มีขุมกำลังเครือข่ายใหญ่ๆ อย่างไร และค่อยมาวางยุทธศาสตร์อีกที

ลองคิดหาวิธีทำงานดู เพราะเท่าที่ฟังหลวงพี่พูด ออกจะเป็นแนวเฉพาะหน้าเฉพาะกิจ เช่น งานนิมนต์เทศน์ ซึ่งปฏิเสธยาก เพราะคนรู้จักทั้งนั้น อย่างภรรยาผมคนหนึ่งล่ะที่ชอบนิมนต์

อาจารย์จุมพล: ผมคิดอีกลักษณะหนึ่ง พอฟังหมอประสานพูดเรื่องเครื่องมือ ผมคลิ๊กทันทีว่ามีโอกาสที่เราจะคลิ๊กเรื่องนี้กับประชาชนในวงกว้าง และเรื่องที่เราทำกันอยู่เป็นเรื่องสาธารณะ เรื่องของจิตวิญญาณเกี่ยวข้องกับทุกคนทุกระดับทุกอาชีพ ส่วนวิธีการทำงานไม่ต้องไปคิดอะไรมากมาย อย่าให้เกินความรับผิดชอบของเรา เรามีการประชุมประจำเดือนละครั้งดีอยู่แล้ว ถ้าจัดเวลาให้ดี มาถ่ายทอดเอาไปโดยเราไม่ต้องทำอะไรให้มาก อาจมีผู้เกริ่นนำและสรุปตบท้าย ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เขาจะให้ และไม่จำต้องเสร็จสิ้นในครั้งนั้นๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องติดกับรูปแบบ แต่อยากให้เขาเห็นเจตนา เห็นบรรยากาศการประชุมอย่างที่เราทำอยู่ ซึ่งไม่เหมือนกับการประชุมโดยทั่วๆ ไป และปล่อยให้มันคลิ๊กขึ้นมาเอง เรื่องของพระไพศาลอาจเป็นเรื่องหนึ่งที่จะพูดคุยกันในการประชุมของเรา กับเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย โดยไม่ต้องบริหารจัดการอะไรเพิ่มเติมมากมายเลย

แต่ข้อเตือนสติของคุณโกมาตรก็น่าสนใจ เราอาจจะมีข้อแม้บางประการ เช่น ห้ามโทรศัพท์มาถามตอบในรายการ แต่ให้เสนอประเด็นที่เขาสนใจอยากจะให้ทางกลุ่มร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเรารวบรวมไว้แล้วมาจัดระบบทีหลังว่าคราวต่อจะคุยกันเรื่องอะไรทำนองไหน หรืออาจจะจัดเป็นกลุ่มเล็กๆ ให้ตามที่เขาสนใจ เราจะได้ไม่ต้องมีคนมาทำงานธุรการรับเรื่องให้มากมายก่ายกอง

เป้าหมายคือ เราเชื่อจริงๆ ว่าเรื่องที่เราคุยกันเป็นเรื่องสาธารณะ และเมื่อมีทีวีสาธารณะเกิดขึ้น เราไปเสนอตัวเองว่าสนใจไหม ถ้าสน เราไม่ต้องทำอะไรมาก ทำเท่าที่ทำอยู่เท่านั้นแหละ

นายแพทย์โกมาตร: ผมขอแยกเป็น ๒ ประเด็นครับ คือประเด็นเรื่องทีวีสาธารณะ กับประเด็นเรื่องงานของหลวงพี่ เรื่องทีวีสาธารณะกับแผนงานพัฒนาจิตฯ หรือการมาถ่ายทอดการประชุมจิตวิวัฒน์ ขออนุญาตเอาเป็นประเด็นไว้ภายหลัง แต่อยากจะขอหารือเรื่องการคิดหาหนทางยกระดับงานที่หลวงพี่ได้ไปหว่านเมล็ดต่างๆ ไว้ ว่าจะช่วยก่อรูปเป็นความเคลื่อนไหวที่มีพลังมากขึ้นได้อย่างไร เมื่อสักครู่ มีความคิดสองอย่างที่ขออนุญาตสรุปให้หลวงพี่ฟังคร่าวๆ

ความคิดแรก มีการเสนอว่าควรมีคนที่ขึ้นมาคล้ายๆ กับตั้งวงช่วยกันคิดเรื่องนี้ให้ต่อเนื่องสักนิดหนึ่ง ว่ามีงานอะไรที่จะต้องทำบ้างให้ต่อเนื่อง ไม่ใช่เอาเข้ามาในวงนี้ทีเดียว

อีกความคิดหนึ่งคือ มีคนสักกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเป็นคณะทำงานของหลวงพี่ เช่น รวบรวมรายชื่อของศรัทธาสายต่างๆ วิเคราะห์ออกมาให้เห็นว่า เนื้องานไปตกอยู่กลุ่มไหนอย่างไร ระบบสนับสนุนต่างๆ ที่มีอยู่เป็นอย่างไรบ้าง โหนดต่างๆ นอกจากเสมสิกขาลัยกับเครือข่ายพุทธิกา มีอีกไหม เช่น ลูกเรือการบินไทยที่เอาหนังสือหลวงพี่ไปพิมพ์ซ้ำ อาจมีคณะกรรมการมาช่วยแมปปิ้ง วิเคราะห์กลุ่มต่างๆ ให้ดี ว่าเราจะเชื่อมโยงให้เกิดเป็นรูปร่างขึ้นมาจากฐานที่หลวงพี่ไปหว่านเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ไว้ และพร้อมจะงอกพอสมควร อาจจะทำให้เราเห็นชัดขึ้น จึงน่าจะมีคนกลุ่มหนึ่งไปกับหลวงพี่ตลอดระยะเวลาหนึ่ง และหลวงพี่อาจจะรับงานน้อยลงสักนิด เพื่อจะได้มีเวลาคุยกับคนกลุ่มนี้มากขึ้น โดยทีมนี้ตามหลวงพี่ไปทุกกิจนิมนต์ คล้ายๆ คณะทำงาน เพื่อจะไปเห็นว่าปฏิบัติการที่มีอยู่จริงรายล้อมหลวงพี่ เป็นปฏิบัติการลักษณะไหน มีกลุ่มก้อนสมาชิกกี่ประเภท บางประเภทเป็นสมาชิกต่อเนื่อง บางกลุ่มเป็นครั้งเป็นคราว มารวมกันแล้วหายไป แล้วลำดับความสำคัญกลุ่มที่จะพัฒนาให้เป็นโหนดที่แข็งแรงขึ้น

อาจจะต่างจากฉือจี้ที่มีภิกษุณีเป็นวงใน ๑๕๐ คน และมีวงนอกๆ ออกไป แต่ของเราอาจจะไม่เป็นวงๆ แต่เป็นไอเอ็นเอ็น และโหนดต่างๆ จะมีความสำคัญหรือภารกิจไม่เหมือนกัน แล้วแต่ธรรมชาติของโหนดนั้นๆ บางโหนดเป็นโหนดชั่วคราว แต่บางโหนดอาจจะอิงอยู่ในสถาบัน เช่น สถาบันการศึกษา บริษัทห้างร้านที่มีสมาชิก เป็นต้น

อาจจะเริ่มด้วยการจัดประชุมขึ้นมาหนึ่งครั้งก่อน โดยเอาคนที่หลวงพี่ไอเดนติฟาย ว่าเป็นตัวหลักมาร่วมประชุมกัน และเอาคนที่มีจริตด้านการจัดการ คนทำงานข้อมูลเป็นมาทำฐานข้อมูลบ้าง มาช่วยนั่งคิดบ้าง แล้วให้เอาแม่ทัพนายกองต่างๆ ที่ยังไม่เป็นทัพเป็นแถว มาเล่าให้ฟังว่า งานเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหนบ้าง ใครสนับสนุนเขาอยู่ แล้วให้ทีมสามสี่คนที่คอยช่วยมาประมวลข้อมูล มองหาจุดต่างๆ ที่จะโยงกันแล้วเกิดผลเกิดอะไรขึ้น ผ่านไปสักช่วงหนึ่ง วิสัยทัศน์ที่เบลอๆ อยู่อาจจะชัดขึ้น และตีเป็นพันธกิจออกมาได้ ว่าจะต้องลงแรงในจุดไหน

พระไพศาล: คิดว่าอยู่ดีๆ จะชวนเขามาพูดคุย คงมาบ้างไม่มาบ้าง แต่ถ้าเราจัดให้มีประเด็นที่จะทำอะไรบางอย่างด้วยกัน และขอแรงมาช่วยกัน อาจจะมา ตอนนี้สนใจอยู่ ๒ ประเด็นที่จะขับเคลื่อนได้ คือ “เผชิญความตายอย่างสงบ กับ จิตอาสา” ส่วนสันติวิธีเป็นเรื่องที่เฉพาะกลุ่มมาก เพราะเป็นเรื่องแอ็คชั่นต่างๆ และจริงๆ แล้วคิดว่าเรื่องเผชิญความตายอาจจะเป็นจุดคานดีดนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงได้ในหลายๆ เรื่อง ถ้าจะคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง อยากจะเอาประเด็น ๒ เรื่องนี้ขึ้นมาสู่การขับเคลื่อนที่กว้างขึ้น

นายแพทย์โกมาตร: คิดว่าถ้าหลวงพี่รับกิจนิมนต์ไปเทศน์เรื่อยๆ คงเกิดผลกระทบเหมือนกัน แต่ต้องมีสัดส่วนที่พอเหมาะ ผมคิดว่าหลวงพี่หว่านไปเยอะแล้ว ถึงเวลาที่ต้องหล่อเลี้ยงให้ต้นไม้เหล่านี้แข็งแรงขึ้น วัดอย่างง่ายๆ ผมเข้าไปค้นหารายชื่อ ไพศาล วิสาโล ใน www.google.com มีเป็นแสนรายชื่อนะครับ คือมีผู้ฟังเยอะ และหนังสือหนังหาถูกผลิตซ้ำเยอะ แต่จะเริ่มกระบวนการอย่างไรดี หลวงพี่คิดอย่างไร เช่น ประกาศออกไปเป็นอย่างเป็นกิจจะลักษณะเลยว่า ช่วงเข้าพรรษานี้ไม่รับกิจนิมนต์ และช่วง ๓ เดือนกลางพรรษามาทำเรื่องนี้ อาจจะเอาคนจัดการไปวัดป่าสุคะโตหรือมาที่ มสช. เคลียร์ออกไปให้รู้กันในเครือข่าย และทำโปรแกรมขึ้นมาให้ได้ อาจจะผิดนะครับ แต่ค่อยๆ แก้กันไป

พระไพศาล: ถ้ามีคนช่วยคิดและช่วยทำด้วยก็ดี เพราะปัญหาของตัวเองคือไม่ค่อยเก่งเรื่องใช้ทรัพยากรเท่าไหร่ เช่น เวลาทำกิจกรรมของเครือข่ายพุทธิกา เราต้องการผลักดัน ขับเคลื่อน ประชาสัมพันธ์ แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยมีความกระตือรือร้น ความเชี่ยวชาญในการติดต่อโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์เท่าไหร่

อาจารย์สรยุทธ: ผมคิดว่าน่าจะมีคนจำนวนหนึ่งทุ่มเวลาเพื่อทำงานนี้อย่างเดียวเลย กับกลุ่มที่สามารถให้เวลามากน้อยตามสัดส่วนกันไป เช่น คนที่ให้คำมั่นว่าจะให้เวลาทุกสัปดาห์ๆ ละ ๓-๔ ชั่วโมง ถ้าหลวงพี่ป่าวประกาศออกไป หรือมีทีมที่ทำให้เรื่องนี้ไปสู่สาธารณะ ผมมีรุ่นน้องที่พอจะเห็นอยู่บ้าง บางคนอยากจะเปลี่ยนงาน น่าจะสนใจอยู่ และถ้าดูสถานการณ์ในเรื่องจิตอาสา ผมคิดว่าต้องการผู้นำมาก โดยเฉพาะทางจิตวิญญาณและความคิด เพราะทีมค่อนข้างจะเป็นรุ่นเล็ก ผมคิดว่าเรายังไม่ได้ดึงเอาโจทย์ดีๆ ไปขับเคลื่อนอีกมา และเรื่องจิตอาสากับความตายมาโยงกันได้ ไม่ยากที่จะหาคนกลุ่มหนึ่งมาเกาะติดช่วยคิดเรื่องนี้

นายแพทย์โกมาตร: ผมไม่ทราบว่าหลวงพี่มีเพื่อนสหธรรมิกที่ทำงานเป็นกลุ่มพระสงฆ์หรือเปล่าครับ อาจจะต้องมีวงนี้ก่อนหรือเปล่า เพื่อจะเป็นวงสหธรรมิกที่ช่วยเหลือกันในกิจของสงฆ์

พระไพศาล: ถ้าในเรื่องของวัดไม่ค่อยมีปัญหา ตอนนี้ลอยตัวมาได้เยอะแล้ว เพราะภูหลงเป็นวัดเล็ก แต่ถ้าจะรวมกลุ่มพระเพื่อขับเคลื่อน ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยได้ให้เวลาในการจัดการ และจัดองค์กรพระยากกว่าจัดองค์กรฆราวาสเยอะ

นายแพทย์โกมาตร: ไม่ใช่จัดองค์กรพระขึ้นมา แต่มีลูกศิษย์ที่เป็นพระที่ไหว้วานในเรื่องต่างๆ ได้

พระไพศาล: ในเรื่องวัดไหว้วานได้ เพราะตอนนี้แทบจะไม่ได้ทำงานเรื่องวัดเลย

นายแพทย์โกมาตร: ผมคิดว่าเสน่ห์ของหลวงพี่ในการไปจับใจชนชั้นกลางและสร้างฐานผู้ฟังขึ้นมาได้ คือเรื่องการสร้างสันติในเรือนใจ การทำให้ชีวิตอยู่เย็น คือคนชั้นกลางส่วนหนึ่งพร้อมจะไปทำงานอาสาสมัคร ส่วนหนึ่งอาจจะเรียนเรื่องความตายได้ แต่กลุ่มที่หลวงพี่บอกว่าเป็นกลุ่มปฏิบัติธรรม จริงๆ เขาต้องการสิ่งพึ่งพิงในทางใจ ทำให้ชีวิตประจำวันมีสันติสุขขึ้นมา อาจจะไม่ใช่สันติวิธีในความหมายที่ไปแก้ไขความขัดแย้ง แต่เป็นสันติวิธีที่สร้างให้เกิดสันติสุขในตัวเขาและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นเนื้องานของสันติวิธีอยู่ด้วย ผมคิดว่าเป็นแอเรียที่มีพลังมาก อาจจะมีมากกว่าอีกสองแอเรียที่ว่าด้วยซ้ำไป

พระไพศาล: แต่ที่ทำอยู่ยังเป็นเรื่องของการเทศน์เสียเยอะ เราต้องการให้เห็นว่าสันติในเรือนใจไม่พอ ต้องเข้ามาทำอะไรเพื่อสังคมด้วย เลยดึงมาทำงานเรื่องจิตอาสาบ้าง มาทำเรื่องเผชิญความตายอย่างสงบบ้าง คือคนชั้นกลางแค่ได้ความสงบก็พอใจแล้ว แต่เราคิดว่าไม่พอ เขาต้องมาออกไปทำอะไรเพื่อสังคมด้วย

นายแพทย์โกมาตร: กลุ่มปฏิบัติธรรมที่สนใจสันติในเรือนใจอาจจะเป็นวงใหญ่ และมีวงในขยับจากความสงบสุขส่วนตัวมาเกื้อกูลคน เป็นการยกระดับเข้าสู่ระดับปฏิบัติการที่เสียสละ หรือมีเนื้อหาแน่นหนามากขึ้น

ผมไม่ทราบว่าเอเชียมีความคิดอะไรอยู่ เรื่องการมาช่วยดูว่าจะทำอย่างไรให้มีคนมาจัดการกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ อย่างน้อยตั้งวงคุยเพื่อดูสภาพ มีระบบข้อมูลที่หลวงพี่สัมพันธ์อยู่ กลุ่มก้อนเครือข่ายต่างๆ เอามาวิเคราะห์ดูว่ามีใครอยู่ตรงไหน อย่างไรบ้าง มีทุนอย่างไร จะจัดทัพจัดแถวอย่างไรจึงจะเคลื่อนออกไปได้ น่าจะมีคณะทำงานชุดนี้ขึ้นมาเป็นการสงฆ์

หลวงพี่มีลูกศิษย์ลูกหาที่จะมาจัดการทำนองนี้ไหมครับ

พระไพศาล: ไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะเป็นการขับเคลื่อนเป็นประเด็นๆ ไป

นายแพทย์โกมาตร: ถ้าเรามองอย่างท่านธรรมาจารย์ที่ฉือจี้ กิจการรายวันของท่านไม่ค่อยมี เพราะจะมีลูกศิษย์ลูกหาจัดเวทีจัดอะไรไว้แล้ว ท่านเพียงแต่ปรากฏมาพูดในเรื่องที่สำคัญ พูดแล้วทุกคนจะรู้สึกว่าใช่ จับใจคนได้ รู้ว่าประเด็นอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าหลวงพี่มีคุณสมบัติแบบนี้เหมือนกัน คือบางเรื่องเป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่คนมองไม่เห็น พอหลวงพี่ยกขึ้นมาเป็นประเด็น เขาจะคิดได้ว่าใช่ จริงๆ แล้วบทบาทอาจจะไม่ต่างจากที่ทำอยู่แล้ว คือเทศน์ เพียงแต่เทศน์ให้ใครฟัง และใครในกลุ่มนั้นมีความสำคัญอย่างไรในกระบวนการเคลื่อนไหว ให้จัดตั้งตรงนั้นขึ้นมา คือเทศน์อย่างมีทิศทางมากขึ้น เช่น มีคนนิมนต์มา ๕ กลุ่มในวันเดียวกัน เราจะเลือกไปเทศน์กลุ่มไหน หรือต่อไปไม่ต้องรอให้เขานิมนต์มา แต่ทำอีเวนต์เพื่อดึงบางกลุ่มเข้ามา เพื่อทำทิศทางบางเรื่องให้ชัดขึ้น เช่น เรื่องจิตอาสา จะต้องวิเคราะห์ว่าเครือข่ายที่หลวงพี่เคยหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้แล้วมีอะไรบ้าง แล้วเรามาทำอีเวนต์โดยมีวาระของเราว่า พลังต่างๆ ที่ไหลเวียนอยู่จะเข้ามาสู่ช่องของจิตอาสาได้อย่างไร ต้องไปจัดตั้งโรงพยาบาลที่หลวงพี่เคยไปเทศน์ไว้ เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับอาสาสมัคร สมมติเช่นมีโรงพยาบาล ๑๕ แห่งที่จะรองรับอาสาสมัคร งานของหลวงพี่คือไปเทศน์เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ตามมีตามเกิดที่เขาเชิญมา แต่เป็นไปตามช่องทางที่เราคิด

คุณธีระพล: ขอบคุณครับ ในโอกาสนี้จะขอนิมนต์หลวงพี่บรรยายเรื่องเผชิญความตายด้วยใจสงบ โดยหลวงพี่จะเน้นไปที่การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เข้าใจว่าบางส่วนคงเป็นงานอาสาข้างเตียงด้วย

พระไพศาล: จะพูดถึง ๒-๓ ประเด็น ประเด็นแรก จะพูดเรื่องแนวคิดของการเผชิญความตายอย่างสงบ ประเด็นที่สอง เป็นเรื่องโครงการเผชิญความตายอย่างสงบ ประเด็นที่สาม คือเรื่องผลกระทบที่เราสามารถจะขยายหรือต่อยอด ไม่ว่าจะไปถึงระบบสาธารณสุขหรือทั้งสังคม

การตายอย่างสงบเป็นศักยภาพหรือเป็นสิทธิของคนก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ พระหรือฆราวาส คนป่วยด้วยโรคธรรมดาหรือโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เพราะจากประสบการณ์ทั้งโดยตรงและโดยคนที่อยู่ในแวดวงนี้ เราสามารถจะช่วยให้คนตายอย่างสงบได้ไม่ว่าจะเป็นเด็กอายุ ๓-๔ ขวบ หรือคนที่ป่วยทุรนทุรายเจ็บปวดถึงขั้นกระตุก พอมีการนำจิตที่ดีจะสามารถไปได้อย่างสงบ

ถ้าเราพูดว่าความตายเป็นหน้าที่ของทุกชีวิต การตายอย่างสงบคือสิทธิ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่นี้ให้ดี ไม่เตรียมตัวต่อความตาย เราย่อมบกพร่องต่อหน้าที่ และสิทธิจะเกิดขึ้นไม่ได้ ต่อเมื่อเราทำหน้าที่นี้ให้ดี คือไม่กลัวความตาย ยอมรับว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต สิทธินี้ก็สามารถจะเกิดขึ้นกับเราได้ ไม่ว่าจะตายในสถานการณ์แบบไหน

การตายอย่างสงบมีแนวคิดพื้นฐานว่า กายกับใจไม่ใช่ว่าต้องผูกกันไปโดยตลอด ไม่ใช่ว่ากายเจ็บปวดทรมานแล้วใจต้องเจ็บปวดทรมานไปด้วย เราพบว่ามีคนที่กายเจ็บปวดมีทุกขเวทนาเยอะ แต่ไม่ได้ทุกข์ทรมานในทางจิตใจเลย เป็นทั้งกับคนที่เคยและไม่เคยปฏิบัติธรรมมาอย่างจริงจัง แต่ว่าเขาได้รับการช่วยเหลือทางจิตใจดี จากที่ทุรนทุรายก็สงบได้ บางคนมีความห่วงกังวลเรื่องลูกหลาน รู้สึกผิดในใจ แต่หากจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ ช่วยทำให้เขาไปอย่างสงบได้ ดังนั้น การที่กายใกล้จะแตกดับ แต่จิตยังสงบจึงเป็นไปได้

เราจึงพบว่าความตายไม่ใช่วิกฤตแต่เป็นโอกาสในการพัฒนาจิตใจให้เข้าถึงความสงบ เป็นโอกาสในการเยียวยา ในการคืนดี หรือเป็นแรงกระตุ้นให้หันมาตั้งสติปฏิบัติธรรมได้ หลายคนเมื่อเขาช่วยให้คนรักจากไปอย่างสงบ แทนที่จะเศร้าเสียใจ เขากลับยิ้มด้วยปลาบปลื้มที่สามารถช่วยให้คนรักจากไปอย่างสงบได้ แม่ลูกที่เหินห่างกันสามารถคืนดีกันได้ตอนใกล้ตาย ทั้งที่อาจจะไม่อยากเห็นหน้ากัน แต่พอเวลาใกล้ตายเป็นโอกาสของการเยียวยาคืนดีกัน บางรายพ่อได้พูดถึงความรู้สึกผิดที่มีต่อลูกที่กำลังจะตาย ได้พูดสิ่งที่ติดค้างในใจ เมื่อได้พูดแล้ว ตัวพ่อสบายใจ ส่วนลูกก็ไปอย่างสงบได้

และเราได้พบว่า เรื่องของจิตกับสมองไม่ใช่เป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป มีบางรายหัวใจหยุดเต้น พาไปส่งพยาบาล ขณะที่พยาบาลกำลังสอดท่อช่วยหายใจเข้าปาก พยาบาลเป็นคนเอาฟันปลอมของคนไข้ออก พอคนไข้หายดี เมื่อพบพยาบาลคนนั้น เขาทักได้ว่าคุณเป็นคนถอดฟันปลอมให้ผมใช่ไหม หรือกรณีของคนที่โคม่า ใกล้จะตาย แต่เขาสามารถได้ยินได้รับรู้ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเขา หรือกรณีของเด็กที่สมองบวมเพราะว่าจมน้ำนาน ๒๐ นาที และมีคนช่วยขึ้นมา สมองบวม เลือดมีกรดสูง แต่ว่าพอ ฟื้นขึ้นมาในอีก ๓ วันต่อมา เขาสามารถจะเล่าเรื่องว่าเห็นอะไรต่ออะไรได้ตอนที่ป่วย หรือกรณีเรื่องของคนไข้ที่ถูกมะเร็งกินสมองไปเยอะเลย แต่วันสุดท้ายเขาลุกขึ้นมาพูดคุยกับลูกกับญาติ ๑๕ นาที แล้วกลับลงไปนอน และตายภายใน ๑-๒ ชั่วโมงหลังจากนั้น ซึ่งเป็นเรื่องประหลาด เพราะสมองแทบจะไม่เหลือแล้ว แต่คุณจำได้อย่างไร คุณรู้ตัวได้อย่างไร

การช่วยเหลือผู้ใกล้ตายทำให้เราพบว่าคนที่มีอาการโคม่าหรือสมองย่ำแย่แล้ว ไม่ใช่ว่าจิตของเขาจะสูญเสียสมรรถภาพไปหมด แต่จิตของเขาสามารถจะรับรู้ได้ ดังนั้น สมองกับจิตไม่ใช่เป็นเรื่องเดียวกัน อาจจะสัมพันธ์กันแต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

คนที่เป็นผักที่เขาไม่สามารถตอบสนองได้ แต่เวลาหมอบอกให้เขาจินตนาการว่ากำลังเดินไปรอบห้อง หรือกำลังเล่นเทนนิส แล้วสแกนสมองในตอนนั้น พบว่าสมองส่วนที่เกี่ยวกับการรับรู้ภาษาและการเคลื่อนไหวสว่างวาบ เมื่อเอาผลไปเทียบกับคนปกติที่ได้รับคำสั่งเดียวกัน แทบจะแยกไม่ออกว่าใครเป็นคนไข้ ใครเป็นคนธรรมดา การช่วยเหลือผู้ใกล้ตายทำให้เกิดข้อถกเถียงขึ้นมาว่า จิตกับสมองไม่ใช่เรื่องเดียวกันนัก แม้กระทั่งคนเป็นผักหรือโคม่า ยังสามารถที่จะรับรู้ได้อีกเยอะ อาจจะไม่ต่างกับคนทั่วไป เพียงแต่เขาไม่ตอบสนอง

พูดถึงแนวทางที่เราพยายามแนะนำคนที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีประมาณ ๗ ขั้น

๑. การพยายามให้ความรักแก่คนไข้ เพราะคนที่มีเจ็บป่วยเขาจะมีความทุกข์กายทุกข์ใจ และความทุกข์ใจต้องบรรเทาด้วยธรรมโอสถ เช่น การให้ความรัก ความอบอุ่น ช่วยบรรเทาความกลัวได้

คนที่ดูแลผู้ป่วยต้องมีการอดทนอดกลั้น หมายถึงความรักที่มีต่อคนไข้โดยไม่มีเงื่อนไข การสัมผัสกับผู้ป่วยอย่างนุ่มนวล แม้อาจจะพูดอะไรไม่เป็น แต่การสัมผัสช่วยเขาได้

๒. การช่วยผู้ป่วยให้ยอมรับความตายที่จะมาถึง เพราะถ้าเขายอมรับได้ ย่อมสามารถจะปลดเปลื้องสิ่งค้างคาใจ เคลียร์ความรู้สึกนึกคิดกับคนที่ยังอยู่ หรือให้ญาติๆ พูดถึงความในใจที่มีต่อเขา ล่ำลาเขาได้ แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับว่าตัวเองจะตาย หรือเป็นมะเร็งแต่ไม่มีใครบอก การจะพูดอะไรลึกๆ ระหว่างกันย่อมเป็นไปไม่ได้

มีการซักถามที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้เขายอมรับความตายที่จะมาถึงได้ ไม่ใช่การเทศน์ คนเรายอมรับความตายไม่ได้ส่วนหนึ่งเพราะมีความกังวลบางอย่าง เพราะมีงานที่ไม่แล้วเสร็จ มีความกลัว ความวิตก ถ้าหากช่วยให้เขาคลายความวิตกได้ จะทำให้เขายอมรับความตายได้ง่ายขึ้น

๓. ช่วยให้เขาจดจ่อกับสิ่งที่ดีงาม เพื่อไม่ให้ใจอยู่กับความทุกข์ทรมาน คนที่มีทุกขเวทนามาก ถ้าใจนึกถึงสิ่งที่ดี ก็นิ่งได้เหมือนกัน มีคนไข้บางรายที่กระตุกใกล้จะตายอยู่แล้ว พอมีพระมาหา นอกจากจะมาทำสังฆทานแล้ว ท่านยังบอกให้จินตนาการว่ากำลังใส่บาตรพระหน้าบ้าน บอกว่าเป็นวันพระนะ โยมเตรียมคดเข้าใส่ขัน เตรียมดอกไม้ธูปเทียนไปใส่บาตรหน้าบ้าน บอกว่าเห็นพระไหม พอเห็นพระใจก็สบาย เพียงแค่จินตนาการ แต่มือที่กระตุกกลับสงบลง จากนั้นนำให้เขาใส่บาตร ๑-๒-๓-๗-๘ รูป แล้วคนนี้ชอบไปใส่บาตรพระที่วัดไตรมิตร พระก็พาไปวัดไตรมิตรโดยจินตนาการ ปรากฏว่าเส้นสัญญาณชีพที่กระตุกไปกระตุกมาก็ค่อยๆ สงบลง หลังจากนั้นไม่เกินครึ่งชั่วโมง เขาก็ไปอย่างสงบ ไม่ทุรนทุรายเท่าไหร่

๔. การปลดเปลื้องสิ่งค้างคาใจเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีหลายอย่าง เช่น ความกังวล ซึ่งคนเป็นญาติจะต้องละเอียดอ่อนใส่ใจที่จะรู้ว่าเขามีความกังวลเรื่องอะไร เขามีภารกิจคั่งค้างที่เราจะช่วยเหลือได้ไหม การให้อภัย การขออโหสิ ก็ช่วยได้

๕. ช่วยให้ผู้ป่วยปล่อยวางสิ่งต่างๆ บางคนไม่มีสิ่งค้างคาใจ แต่ยังความยึดติดอะไรบางอย่างอยู่ โดยเฉพาะชีวิต คนที่เขารัก ความยึดติดทำให้หวาดกลัวความพลัดพราก ถ้าช่วยให้เขาปล่อยวางเรื่องชีวิต เรื่องตัวตนได้ จะดียิ่ง แต่จะใช้ได้สำหรับคนที่ปฏิบัติธรรมมาระดับหนึ่ง โดยให้เขาอยู่กับความรู้ตัว ไม่ต้องนึกถึงอะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าใครที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็ให้เขานึกถึงสิ่งที่ดี นึกถึงพระพุทธรูป นึกถึงพระรัตนตรัย

๖. การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อความสงบใจ ไม่ทะเลาะร้องไห้ต่อหน้าผู้ป่วย ชักชวนผู้ป่วยให้ทำสมาธิภาวนา ทำวัตรสวดมนต์ร่วมกัน หรือการตีระฆังแห่งสติเป็นระยะๆ

๗. อำลาผู้ป่วย ขอบคุณ ชื่นชมความดีของผู้ป่วย ขออโหสิ น้อมนำให้นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และปล่อยวาง

เหล่านี้เป็นแนวทางใหญ่ๆ ที่เราได้ทำเพื่อช่วยให้เขาเผชิญความตายอย่างสงบ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย เป็นแนวคิดเรื่องการเผชิญความตายอยางสงบที่เครือข่ายพุทธิกากับเสมสิกขาลัยร่วมกันแนะนำ ที่จริงมีรายละเอียดมากกว่านี้ เช่น เรื่องการเตรียมใจของญาติ การมีสติรับฟังเขาด้วยใจที่ปล่อยวางอยู่กับปัจจุบัน

สำหรับโครงการเผชิญความตายอย่างสงบ เป็นการนำเอาแนวคิดดังกล่าวมาทำเป็นการอบรมระดับพื้นฐาน โดยทำทุกเดือนๆ ละ ๓ วัน ทั้งกับคนทั่วไปและโรงพยาบาลที่ติดต่อมา ต่อมาภายหลังได้พัฒนาเป็นการอบรมระดับกลางขึ้น ทำมาได้ ๔ ปีแล้ว แต่ ๒ ปีหลังทำทุกเดือน (ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์) แต่ยังไม่พอ เพราะคนต้องการมาก จนกระทั่งต้องมีทีมเอและทีมบี ทีมเอรับงานที่ค่อนข้างจะแน่นอนตายตัวแล้ว แต่ถ้ามีงานเสริมจะใช้ทีมบี

สิ่งที่เราทำนอกจากจะช่วยให้เขารู้จักวิธีการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายแล้ว เราต้องการให้คนที่มาอบรมได้อะไรบางอย่างสำหรับตัวเองด้วย เช่น ได้มาทบทวนชีวิตตัวเองที่ผ่านมา ว่าเขามีความยึดติดอะไรบ้าง เพราะถ้ามีความยึดติด การที่เขาจะไปสงบนั้นเป็นเรื่องยาก และการจะช่วยคนอื่น เขาต้องเข้าถึงสารที่เขาต้องการพูดด้วย บางคนบอกให้เพื่อนปล่อยวาง แต่ตัวเองปล่อยวางไม่ได้ นั่นไม่ใช่การแนะนำที่ถูกต้อง เราจึงพยายามทำกิจกรรมให้เขาได้ทบทวนตัวเองว่ามีความยึดติดอะไรบ้าง แล้วมีกิจกรรมที่ทำให้เขาปลดปล่อยความรู้สึกผิดด้วย เขาต้องสามารถมองเข้าไปในจิตใจของเขา และหากมีอะไรติดค้างใจ ต้องสามารถเคลียร์ได้ เพราะถ้าเขาสามารถทำกับตัวเองได้ ย่อมทำกับคนอื่นได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกับคนที่ใกล้ตาย

โครงการเผชิญความตายอย่างสงบ มีการทำเครือข่ายการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย กับ พระ หมอ นักสังคมเคราะห์ เรามีการประชุมกันทุก ๒ เดือน และมีการทำอาสาสมัครข้างเตียง อาสาสมัครช่วยเหลือเด็ก และผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นการเอาแนวคิดเรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบมาผสานกับฉลาดทำบุญ จิตอาสา คือเราอยากจะเห็นอาสาสมัครมาทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายมากขึ้น เพราะเราคิดว่าไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างเดียว แต่เป็นประโยชน์กับอาสาสมัครเองด้วย เขาจะนิ่งขึ้นและจะเกิดอนุสติในการดำเนินชีวิต

อาตมากำลังมองต่อไปว่า เรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบ มีผลกระทบไม่ใช่เฉพาะต่อผู้ป่วยเท่านั้น แต่สามารถจะส่งผลต่อระบบบริการสาธารณสุขได้ โดยเฉพาะโรงพยาบาล เพราะถ้าคนยอมรับแนวคิดเรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบ จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์และพยาบาลดีขึ้น เพราะแพทย์และพยาบาลจะไม่ได้สนใจแต่เฉพาะกายภาพ หรือการเยียวยากายอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับเรื่องจิตใจด้วย ซึ่งจะทำให้สัมพันธภาพระหว่างแพทย์ พยาบาล กับญาติ ดีขึ้น เพราะการที่จะให้ผู้ป่วยมีจิตใจสงบ ญาติจะต้องมีบทบาทเข้ามาอยู่ในกระบวนการดูแลมากขึ้น ไม่ใช่แค่จ่ายเงิน ทำให้เกิดสมรรถภาพของสามเส้า คือ ผู้ป่วย แพทย์ และญาติ ดีขึ้น ซึ่งอาตมาคิดว่าอย่างน้อยสุดจะแก้ปัญหาเรื่องการฟ้องไปได้เยอะ

และอาตมาคิดว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญและอาจจะเป็นตัวกลางที่ช่วยขับเคลื่อนให้สามเส้านี้มีความสัมพันธ์ที่ดีได้คือ อาสาสมัคร ประสบการณ์จากฉือจี้เห็นได้ชัดว่า อาสาสมัครช่วยเป็นตัวหล่อลื่นให้โรงพยาบาลกับผู้ป่วยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อาสาสมัครมาทำกิจกรรมเชื่อมแพทย์กับผู้ป่วยเข้าด้วยกัน ช่วยให้ญาติกับผู้ป่วยมีการหันหน้าเข้าหากันได้มากขึ้น ถ้าเอาแนวคิดเรื่องเผชิญความตายอย่างสงบเข้าไปในระบบบริการสุขภาพ จะทำให้คนเห็นความสัมพันธ์ของการสร้างสัมพันธภาพที่ว่า

เราจะเห็นความสำคัญและช่วยกระจายการบริการออกจากโรงพยาบาลมากขึ้นด้วย เพราะโรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่เหมาะสำหรับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย บ้านหรือฮอสปิซจะดีกว่า แต่ตอนนี้ใครป่วยหนักจะมาโรงพยาบาล เพราะทั้งญาติและแพทย์สนใจแต่มิติทางด้านกายภาพ จึงให้กับความสำคัญกับเทคโนโลยี ให้ความสำคัญกับยา กับหมอ แต่ถ้าเขาเข้าใจว่าในระยะสุดท้าย สิ่งสำคัญคือเรื่องจิตใจ เครื่องเคราเทคโนโลยี การใส่ท่ออะไรต่างๆ จะมีความสำคัญน้อยลง ทำให้การกระจายบริการออกจากโรงพยาบาลมาที่บ้านหรือฮอสปิซเป็นไปได้ และน่าจะทำด้วย

อาตมาทราบมาว่า ฮอสปิซในเยอรมันมีผู้ป่วยไม่เยอะนัก มีคนถามว่าผู้ป่วยไปไหนหมด เขาบอกว่าผู้ป่วยไปอยู่บ้านกันหมดแล้ว เพราะมีบริการดูแล มีพยาบาล มีหมอ นักสังคมสงเคราะห์ เป็นบริการของรัฐไปดูแลที่บ้าน ซึ่งไม่ต้องใช้เทคนิคสูง แม้แต่ฮอสปิซของเขาขนาด ๓๐ เตียง เล็กๆ ยังไม่เต็มเลย คือบริการกระจายออกจากฮอสปิซได้ด้วย เพราะคนเห็นแล้วว่าการดูแลผู้ป่วยด้านจิตใจมีความสำคัญ ส่วนเรื่องกายก็แค่ประคับประคองเฉยๆ

ถ้าให้ความสำคัญกับด้านกายภาพ เวลาใครป่วยต้องมาโรงพยาบาล ต้องปั๊มอย่างเดียว แต่ถ้าแนวคิดดังกล่าวเข้าไปในโรงพยาบาล เข้าไปกับญาติ กับสาธารณชน เขาจะเห็นความสำคัญของการกระจายบริการออกจากโรงพยาบาล ซึ่งจะลดภาระของโรงพยาบาลไปได้เยอะ สิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยลง และไม่เป็นภาระแก่ญาติมากเสียทีเดียว ถ้ามีระบบบริการที่สนับสนุน

อาตมาคิดว่าระบบมหาวิทยาลัยแพทย์หรือการศึกษาทางการแพทย์จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะให้สำคัญกับเรื่องจิตใจ เรื่องสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยและญาติมากขึ้น การแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์จะเกิดได้ง่ายขึ้น เพราะผู้คนได้ตระหนักว่าหน้าที่ของแพทย์ไม่ใช่เพื่อให้เขาหายจากโรค หรือเอาชนะความตายอย่างเดียว แต่หากจำเป็นที่จะต้องตายให้เขาได้ตายอย่างสงบด้วย

นอกจากนี้ อาตมาคิดว่าเรื่องนี้จะมีผลต่อสังคมวงกว้างด้วย เพราะสังคมปัจจุบันถูกครอบด้วยวัฒนธรรมความตายที่เป็นปฏิปักษ์กับชีวิต กลัวความตาย เห็นความตายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ พยายามหนีความตาย ด้วยการไปหาแสวงหาความสุขความเพลิดเพลิน ทำให้เอาแต่บริโภค เอาแต่เสพ เอาแต่สะสม แต่ถ้าเราเอาแนวคิดนี้เข้าไป จะเกิดวัฒนธรรมความตายอีกแบบหนึ่งที่เป็นมิตรกับชีวิต ไม่ได้มองเห็นว่าความตายเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ช่วยให้เราไม่ประมาทในชีวิต เห็นคุณค่าของชีวิตทุกเวลาทุกนาที ใช้ชีวิตให้มีค่าทุกนาที เมื่อเราคิดว่าจะต้องตาย การบ้าสะสมชื่อเสียงเงินทองเกียรติยศจะบรรเทาลง และเมื่อเรารู้ว่าตายแล้วย่อมเอาอะไรไปไม่ได้นอกจากบุญกุศล ก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำความดี เอื้อเฟื้อเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์มากขึ้น

เพราะฉะนั้น แนวคิดเรื่องตายอย่างสงบ ถ้าเราทำให้ดีและเผยแพร่ให้มากๆ อาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่ เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ ไม่ว่าจะในระดับจิตใจ ระดับชีวิต หรือแม้กระทั่งสามารถท้าทายบริโภคนิยมได้ด้วย และถ้าเรามีได้เวลาคิดกันอย่างจริงๆ จังๆ จะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ทั้งในระดับลึกและระดับกว้าง เพียงแต่จะต้องจับจุดให้ถูก และใช้ให้เป็นจุดคานดีดคานงัด

นายแพทย์โกมาตร: ผมเคยทำเวิร์คชอปให้กับเจ้าหน้าที่เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย จะเห็นคล้ายๆ กันคือ เราให้เขาคุยกันเรื่องชีวิตของเขา ให้เขาลองตายดู และให้เขาสมมติว่าถ้าเขาตายจริงๆ เขาอยากจะเขียนหรือพูดอะไรกับใครบ้าง ปรากฏว่าเรื่องที่อยากจะเขียนมีเยอะครับ บางคนเขียนไปร้องไห้ไป พอเขาเขียนเสร็จ เราถามว่าตัวเขาเวลาจะต้องตาย มีเรื่องต้องพูดกับคนเยอะมาก แล้วเวลาเขาอยู่โรงพยาบาล มีคนไข้จะตาย เขาคิดว่าคนไข้เหล่านั้นมีอะไรที่อยากจะพูดกับเมียกับลูกเขาหรือเปล่า เขาบอกว่าไม่เคยคิดเลย จนเมื่อเขานึกว่าตัวเองจะต้องตาย บางคนเขียนให้ลูก ให้ตั้งใจเรียนนะ แม่รักลูกนะ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่เขารู้อยู่แล้วว่ารัก แต่ต้องเขียนบอกอยู่ดี แล้วพอเป็นแบบนี้ เขาจะรู้สึกมากเลยว่า แล้วทำไมเวลาคนไข้จะตาย เขาไม่เคยคิดเลย ใส่ท่อใส่สายหรือกระโดดปั๊มไปอย่างนั้นแหละ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าคนไข้ควรจะได้ใช้เวลาก่อนตายกับลูกกับแม่กับสามีภรรยา

ผมรู้สึกว่ายุทธศาสตร์เรื่องความตายเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการสร้างระบบบริการที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ และถ้าเราดูคนที่กระตือรือร้นเรื่องฮิวแมนไนซ์ เฮลธ์ แคร์ ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเคยมีประสบการณ์ทำเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นหมอสกล หรือหมอพรเลิศ หรือหมอพัชรินทร์

นายแพทย์ประสาน: เผอิญผมรับผิดชอบอยู่กับความตายเยอะ ทำงานกับคนที่อยู่ในระยะสุดท้ายมา ๗ ปี ที่ฮอสปิซ ผมมีหน้าที่ทั้งเป็นแพทย์ดูแลแบบประคับประคอง รักษาตามอาการ กับหน้าที่พิเศษที่ผมอุปโลกน์ตัวเองขึ้นมาเป็นประธานคือ ดูแลทางด้านจิตวิญญาณ

สิ่งที่ผมเห็นแตกต่างจากคนทั่วไปเรื่องความตาย สำหรับผู้ป่วยที่สูงอายุ ๘๐-๑๐๐ ปี เราจะเห็นว่าคนเหล่านั้นไม่ได้กลัวตาย เท่าที่ทำงานมายังไม่เจอสักคนที่กลัวตาย ทุกคนเวลาจะไปก็ไปอย่างสงบสบาย มีแต่ลูกเมียและแพทย์พยาบาลเท่านั้นแหละที่กระตือรือร้นหรือพยายามจะยื้อชีวิตเขาไว้ให้นานที่สุด แต่ตัวผู้ป่วยส่วนมากไม่สนใจว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่ แล้วที่ผมสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือคนตายที่เป็นคนแก่ไม่ทรมาน

หน้าที่ผมคือไปบอกกับทุกเตียงว่าความตายเป็นธรรมชาติ ทุกคนต้องตายและตายแล้วต้องเกิดใหม่ คนป่วยอายุ ๘๐-๑๐๐ ปี เขารู้อยู่แล้วว่าต้องตายแน่ๆ จึงไม่กลัว แต่ถามว่ากลัวอะไร เขาจะกลัวทรมาน กลัวเจ็บ แต่ถ้าหากไม่ทรมานไม่เจ็บไม่ป่วย ถ้าให้มอร์ฟีนอย่างต่อเนื่อง เขาจะไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย แต่เราจะให้เฉพาะคนที่เป็นมะเร็งหรือปวดจริงๆ แต่คนแก่จริงๆ จะตายสงบและตายง่ายจริงๆ แป๊ปเดียวตายแล้ว ไม่ทันรู้สึกตัวเลย

วันนี้ผมดีใจ เพราะมีคนหนึ่งที่เหมือนน้องชายแท้ๆ ตายไปเมื่อวาน ก่อนตายช่วงหนึ่งเขาพยายามจะสู้ ยื้อชีวิตให้นานที่สุด ไม่ยอมแพ้ แต่พอถึงเวลาใกล้จริงๆ เขากลับยอมหรือจำยอมไม่รู้เหมือนกัน คือเขาปลดสายยางต่างๆ ของเขาเอง แล้วบอกว่าพอแล้วๆ ขอตายเถอะ เขาเข้าใจแล้วว่าถึงอย่างไรก็หนีไม่ได้ ที่น่าสังเกตคือก่อนตายหนึ่งวัน เขามีความรู้สึกตัว รื่นเริง พบใคร ทักใคร จำได้หมดว่าใครไปใครมา แล้วตายไปในคืนนั้น

สำหรับคนแก่ยกตัวอย่างผมเองไม่กลัวตายแม้แต่นิดเดียว นึกถึงมรณานุสติแทบจะทุกๆ วินาที เพราะฉะนั้นการตายสงบหรือไม่ อยู่ที่อายุด้วย คนแก่ที่ผมเห็นไม่มีใครกลัวตาย และตายอย่างสงบเหมือนกับที่ทิเบตว่า ชั่วดีดนิ้วมือนิดเดียว แต่ความทุกข์จะอยู่ที่ญาติ รวมทั้งหมอกับคนไข้จะมีความทุกข์เพราะญาติเช่นกัน

นายแพทย์โกมาตร: การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เขาจะถือว่าการตายมี ๓ แบบแผนหลักๆ พวกแรกคือ มีอายุมากขึ้นๆ แก่ลง แล้วป่วยเรื้อรังและค่อยๆ ตายไป พวกนี้ไม่ค่อยมีปัญหา มีเวลาเตรียมตัวเยอะ ได้ใช้ชีวิตเต็มที่แล้ว พวกที่สองคือ มีชีวิตมาอยู่ดีๆ ตายโป๊ะเลย แบ่งเป็น ๒ พวก พวกแรกคือ ตายไม่รู้ตัว เช่น เกิดอุบัติเหตุ แต่อีกพวกหนึ่งคือ ถูกวินิจฉัยว่าอีก ๓ เดือนตาย จะวิกฤตมาก เช่น ตรวจเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าอีก ๖ เดือนจะตาย พวกที่สาม คือสุขภาพเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เช่น โรคหัวใจ โรคพิการมาแต่กำเนิดบางประเภท การเตรียมตัวตายสำหรับคนกลุ่มที่สามจะมีความจำเป็นสูงสุด เพราะเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สูง พอเกิดวิกฤตแต่ละครั้งจะกลัว และแอดมิทโดยไม่จำเป็น จากการวิจัยของต่างประเทศ พบว่าค่าใช้จ่ายของกลุ่มนี้จะลดลงถ้าเรียนรู้และเข้าใจเรื่องการตาย การแอดมิทนอกเวลาโดยไม่จำเป็นน้อยลง ระยะเวลาอยู่ในโรงพยาบาลสั้นลง

จะว่าไปแล้ว กลุ่มที่อาจารย์ดูแลคือกลุ่มแรก กลุ่มนี้จะรู้ตัว เพราะสุขภาพเสื่อมลงๆ ตามลำดับ ในทางกายภาพจะรู้ตัวว่าไปไม่ค่อยไหวแล้ว ส่วนในทางสังคม เพื่อนๆ ก็ตายไปหมดแล้ว เดี๋ยวคนนี้ตายคนนั้นตาย เหลือเราคนเดียวจะอยู่ไปทำไม

นายแพทย์ประสาน: จริงอย่างที่หมอโกมาตรว่าไว้ไม่มีผิด คือทุกคนรู้แล้วว่าตัวเองตายแน่ๆ สิ่งที่ทำอย่างหนึ่งและดีจริงๆ คือการสัมผัสด้วยการกอด โดยเฉพาะผู้หญิงและเป็นฝรั่ง ถ้าหากผู้ชายกอดจะมีความสุข ขอให้มีการสัมผัสและถ่ายทอดความรู้สึกของเราไปให้เขาเท่านั้นแหละ

นายแพทย์โกมาตร: โจทย์คือตลาดต้องการเยอะ โปรแกรมการอบรมก็เยอะ เรื่องนี้ก็ดี เรียนรู้ได้ เปลี่ยนคนได้จริง ทั้งตัวผู้ป่วย ผู้ดูแล หมอ พยาบาล แล้วจะทำอะไรต่อไปได้ เหมือนที่อาจารย์ประเวศว่า บางเรื่องเรารู้ว่าดี แต่จะทำอย่างไรให้มีผลต่อสังคมมากขึ้น ต้องคิดเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอย่างไร จะขยายขนาดได้อย่างไร พูดกันตามลักษณะทางการตลาด ตลาดของระบบสุขภาพ แพทย์พยาบาลมีศักยภาพที่จะเรียนรู้เหล่านี้ และเป็นหน่วยที่ได้ประโยชน์โดยตรง ทั้งตัวเขาเองและทำให้ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์น้อยลง การดูแลคนมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ความทุกข์ในระบบน้อยลง

พระไพศาล: ตอนนี้ที่พยายามเข้าไปทำ คือการส่งเสริมให้โรงพยาบาลจัดทำเครือข่ายดูแลผู้ป่วย ที่สนใจส่วนใหญ่จะเป็นโรงพยาบาลระดับอำเภอ แต่โรงพยาบาลระดับจังหวัดยังสนใจไม่มาก มีเพียงไม่กี่จังหวัด เช่น ชัยภูมิ ดูแล้วผู้อำนวยการระดับอำเภอค่อนข้างจะใส่ใจเรื่องพวกนี้มาก แต่ผู้อำนวยการระดับจังหวัด ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่

นายแพทย์โกมาตร: ต้องเลือกผู้อำนวยการที่แม่กำลังจะตายครับ จริงๆ นะครับ อย่างคุณหมอวิชัย อัศวภาคย์ โรงพยาบาลน้ำพอง ญาติของท่านเสีย และท่านรู้สึกว่าโรงพยาบาลไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ ส่วนโรงพยาบาลอำเภอ ถ้าคนไข้หนักจะตายจริงๆ เขาจะส่งไปโรงพยาบาลจังหวัด เมื่อโรงพยาบาลจังหวัดเห็นว่าไม่ไหวแล้ว จะส่งกลับไปตายที่บ้าน กลายเป็นว่าถ้าไม่อยู่ในระดับชุมชน ก็ไปอยู่ในระดับจังหวัดเลย แต่ตรงกลางในระดับอำเภอไม่ค่อยจะตายกัน

พระไพศาล: แต่ความสนใจโรงพยาบาลในระดับอำเภอจะดีกว่า อีกวิธีหนึ่งเราพยายามจะทำสื่อเพื่อให้เข้าไปในสถาบันการศึกษา โดยได้เริ่มทำไปบ้างแล้ว และสามารถเอาไปใช้ได้ เพราะมีปัญหาผู้ฝึกอบรมมีน้อย ไม่สามารถไปอบรมด้วยตัวเองได้ ต้องอาศัยสื่อ

นายแพทย์โกมาตร: สมมติว่าเราแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ๗ ข้อให้เป็นเครื่องมือการทำงาน หมายถึงแนวทางการทำงานง่ายๆ เปรียบเทียบกับงานวิถีชุมชนที่ผมทำ ซึ่งจะมีเครื่องมือในการศึกษาชุมชน ๗ ชิ้น เช่น แผนที่เดินดิน ผังเครือญาติ ฯลฯ และมีการอบรมเหมือนกัน ตลอด ๔-๕ ปีที่ผ่านมา ทำไปแล้ว ๔๐-๕๐ จังหวัด น่าจะมีคนเข้าร่วมเกือบหมื่นคน และขยายไปได้เยอะแล้ว เพราะมีรูปธรรมที่จับต้องได้ จะไปทำงานชุมชนใช่ไหม มีเครื่องมือ ๗ ชิ้นให้ใช้ ไม่ต้องไปอบรมก็ได้ แต่เอาวิดีโอไปดู แม้ว่าทำแล้วจะไม่ลึกซึ้ง แต่โดยปริยายตำราดังกล่าวได้เข้าไปในหลักสูตรของวิทยาลัยพยาบาลเกือบทุกแห่ง เพราะแนวคิดได้ถูกแปลไปเป็นรูปธรรม และมีเครื่องมือมาตรฐานออกมาให้ดู ส่วนไหนอบรมได้เราก็อบรม ส่วนไหนอบรมไม่ได้เขาก็ไปอบรมกันเอง ลองทำแล้วก็มาแนะเพื่อน

อยากจะถามหลวงพี่ว่า การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจะสามารถทำเป็นเครื่องมือออกมาได้ไหม อย่างเช่น เครื่องมือที่เห็นอย่างหนึ่งคือ ไลฟ์ รีวิว นั่งคุยกับผู้ป่วยและญาติ อย่างพ่อผมเคยถูกปั๊มขึ้นมา ทั้งๆ ที่แกบอกไม่เอาแล้ว แต่พอสิ้นลมก็ถูกปั๊มขึ้นมาอีก พี่ชายผมก็ไปนั่งคุยด้วยว่าพ่อเป็นอย่างไร มีลูกอยู่ ๘ คน พอใจไหม ลูกคนแรกเป็นอย่างไร ภูมิใจอะไรเขาไหม เป็นห่วงอะไรไหม อยากจะฝากอะไรถึงไหม ไล่ไปทีละคนแบบนี้ ไม่รู้แกเอาเทคนิคนี้มาจากไหน เพราะแกเป็นช่างซ่อมแอร์ และผมมารู้ทีหลังว่าวิธีนี้คือ ไลฟ์ รีวิว

เพราะฉะนั้นถ้าเราทำชุดเครื่องมือสำหรับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ไม่ยากเกินไป และมีเทคนิควิธีการต่างๆ ที่ถ้าคุณฝึก คุณอาจจะไปพ้นเครื่องมือเหล่านี้ กลายเป็นเซียน แต่คนส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบนั้น ถ้าเราทำเป็นชุดเครื่องมือขึ้นมา ผมคิดว่าเรื่องนี้มีศักยภาพที่จะเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง เนื่องจากคนทำงานที่อยู่ใกล้กับคนตาย เมื่อไม่มีอะไรจะคว้าก็คว้าเครื่องมือเหล่านี้ไปลอง เพราะอบรมปีหนึ่งเปิดแค่ไม่กี่ครั้งเอง

แต่เครื่องมือเหล่านี้ต้องใช้เวลาปรับเป็นปีๆ อย่างชุดเครื่องมือวิถีชุมชน เดิมมีอยู่ ๘ ชิ้น แต่พอทำไปทำมา มีอยู่ชิ้นหนึ่งไม่เหมาะจึงยุบไปรวมกับอีกชิ้นหนึ่ง กลายเป็น ๗ ชิ้น ใช้เวลา ๑ ปี ครึ่งเพื่อพัฒนา ลองไปปฏิบัติจริง ฝึกอบรมคนมากลุ่มหนึ่ง ทดลองเอาไปใช้ว่าได้ผลไหม พบว่าไม่ได้ผล เพราะไม่มีหน้าตาที่ชัดเจน ลงไปแล้วไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ต้องมานั่งย่อยจนเป็นรูปธรรม ซึ่งช่วยได้มาก ปัจจุบันเราขายหนังสือได้เยอะ เพราะพอเข้าไปในหลักสูตร มหาวิทยาลัยจะมาซื้อหนังสือของเรา ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ต้องมารับหนังสือทุกเดือนๆ ละ ๔๐-๕๐ เล่ม

เพราะฉะนั้น ตัวชุดเครื่องมือจะน่าสนใจมาก เพราะเป็นเทคนิคที่พาเอาแนวคิดไปด้วย เนื่องจากเทคนิคในปัจจุบันมีแนวคิดแบบลดส่วน อย่างการซักประวัติ ถ้าคุณไม่สนใจเรื่องอื่น ก็จะสนใจแต่อวัยวะ หาแต่อวัยวะ พอคนไข้เล่าเรื่องความทุกข์ คุณก็ตัดบทเขา เพราะเครื่องมือมันกำกับด้วยแนวคิด ถ้ามีเครื่องมือใหม่ที่พาแนวคิดให้มองรอบด้านขึ้น ละเอียดอ่อนและมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น สกัดให้เป็นเครื่องมือสัก ๖-๗ ชิ้น สำหรับใช้ในบริบทต่างๆ ผมว่าน่าสนใจนะ

อาจารย์จุมพล: ผมมีเคสจริง ๒-๓ เคส เพราะเป็นเรื่องภายในครอบครัว คือพ่อกับแม่ ไม่ได้เป็นอัลไซเมอร์ แต่อายุมาก ๘๐ ปีกว่าทั้งคู่ ที่น่าสนใจคือ ช่วงใกล้ตาย เราได้ยินท่านพูดอะไรที่เราไม่คิดว่าจะได้ยินหลายเรื่อง เช่น พ่อผมไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยเนื่องมาจากเชื้อโรคเข้าไป แต่เพราะล้มกระดูกสะบ้าหัก หมอบอกว่าอย่าเพิ่งเดิน แต่ท่านอยากเดินเอง ไม่อยากให้ลูกลำบาก เลยเข้าไปล้มในห้องน้ำอีก สะบ้าจึงหักทั้ง ๒ ข้าง หลังจากนั้นก็เดินไม่ได้ ต้องนอนอย่างเดียว และหลังเป็นโน่นเป็นนี่ แต่สภาพจิตใจดีมากๆ มีอยู่ ๒-๓ ครั้งที่ป่วยหนัก และหมอพูดว่าเตรียมตัวได้แล้ว แต่คนป่วยเองกลับบอกว่า อย่าเป็นห่วงเลย ไม่ต้องไปเชื่อหมอ อั๊วยังไม่ตายหรอก ผมถามว่าเพราะอะไร แกตอบว่า เพราะเตี่ยของเตี่ยมาบอกว่าลื้อยังไม่ตายหรอก แล้วกำลังใจเขาดี เขาเล่าว่าเหมือนตายไปแล้ว ไปเจอปู่ย่าตายายของตัวเองมาคุยให้ฟังว่า ยังไม่ถึงที่ ไม่ต้องห่วง ทำให้เกิดกำลังใจ และไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ แต่พอจะไปจริงๆ อีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่กลัวอีกเหมือนกัน เขาบอกว่าเมื่อคืนฝันไป พ่อแม่มารอรับแล้ว และทางที่จะไปสวยงาม ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น หน้าตายิ้มแย้มผ่องใส แล้ววันรุ่งขึ้นก็ไป แม่ที่เคยแข็งแรงและดูแลพ่อมาตลอด คงเศร้าโศกเสียใจกับการจากไป ก็เริ่มทรุดและซึมเศร้า ล้มอีกเหมือนกัน อยู่เหมือนกับที่พ่อเคยอยู่อีกหลายปี และเหตุการณ์เหมือนกัน ก่อนไปบอกว่าพ่อแม่เอื้อมมือมารับไป และไปอย่างมีความสุข เราบอกให้เขาเล่าให้ฟัง เขาก็เล่าเหมือนไปเห็นมากับตาจริงๆ ว่าพ่อแม่พูดว่าอย่างไร ชวนไปอย่างไร ยืนยันว่าไปดี และไม่กลัว

แต่อีกคนหนึ่งที่ผมเผชิญด้วยตนเอง เราไม่รู้ว่าเขากลัวหรือไม่กลัว เพราะยังเด็กจริงๆ คือลูกคนสุดท้องของผมเอง อายุไม่กี่เดือน หัวใจเป็นรู ลิ้นหัวใจไม่ทำงาน หมอบอกว่าอย่าเพิ่งผ่าตัดเลย เพราะโอกาสรอดมีน้อย เทคโนโลยียังไม่ดีพอ รอให้โตอีกหน่อย เราไม่รู้ว่าเขาทุกข์ร้อนแค่ไหน เพราะพูดไม่ได้ แต่หมอพยายามยื้อชีวิตเต็มที่ เราได้แต่เฝ้ามองข้างนอก ไม่รู้จะสื่อสารกับลูกอย่างไร แต่ฟังที่หมอเล่าแล้วน่าสงสาร เพราะเดี๋ยวเจาะเลือดๆ บ่อยเหลือเกิน เจ็บแทนลูก แล้วเช้ามืด หมอโทรศัพท์มาแจ้งว่าลูกเสียไปแล้ว แปลกที่ผมทำใจได้ แต่แฟนผมทำใจไม่ได้ หมอถามว่าจะจัดการอย่างไร ผมบอกว่ายกให้กับโรงพยาบาล ให้ลูกทำบุญ เป็นอาจารย์ของแพทย์ไป เราไม่รู้ว่าเขากลัวหรือไม่กลัว เพราะยังพูดไม่ได้ แต่ผู้ที่ทุกข์เป็นห่วงคือคนใกล้ชิด

เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าจะมีการอบรม กลุ่มเป้าหมายเบื้องต้นน่าจะเป็นกลุ่มผู้ใกล้ชิด อาจหมายถึงแพทย์พยาบาลด้วย แต่ญาติใกล้ชิด ใครที่มีพ่อแม่ที่อายุพอควร น่าจะมีผลที่ดีนะ

ประสบการณ์ ๓ ชีวิตที่ผมเผชิญโดยตรง ทำให้เราสงบขึ้นเยอะ และพร้อมสำหรับเรื่องนี้ บางครั้งกลัวนิดหน่อยๆ ห่วงตัวเอง ห่วงลูกห่วงหลาน แวบมาเป็นช่วงๆ แต่โดยรวมไม่ค่อยกลัวแล้ว

นายแพทย์ประสาน: ผมจะเล่าให้ฟัง วันก่อนผมไปพูดให้กระทรวงสาธารณสุขเรื่อง homeopathy (http://en.wikipedia.org/wiki/Homeopathy) ที่โรงแรมเอเชีย หลังจากพูดเรื่องดังกล่าวจบแล้ว ที่น่าสนใจมากคือ ผมถามผู้เข้าร่วมฟังว่าตายแล้วเกิดใหม่ เชื่อไหม ส่วนมากบอกว่าเชื่อ เพราะเป็นพุทธศาสนิกชน และผมบอกว่า ตายแล้วเกิดใหม่ จิตไม่ครบนะ เพราะมีส่วนหนึ่งที่ตายไปกับเรา แต่ส่วนหนึ่งจะคงอยู่เวียนไปตลอดเวลา คนถามเยอะเลยว่าจิตส่วนไหนที่ยังเหลืออยู่ แสดงว่าคนเราถ้ารู้ว่าเราตายแล้วไม่ตายจริง โอกาสจะดีกว่าศาสนาอื่น คือแก้ตัวได้

ปัญหาคือทำไมเราต้องลืม เราลืมเพราะอะไร เขาบอกว่าถ้าหากไม่ลืม เราจะไม่เรียนรู้ ฝรั่งนักประสาทวิทยาศาสตร์ชั้นนำพูดว่า คนเราตายแล้วจะต้องเกิดใหม่ ตอนเกิดใหม่ ความจำต้องถูกลบไป เพราะมนุษย์ทุกคนมีจิตวิญญาณของตนเอง มนุษย์แต่ละชาติจะเรียนรู้ประสบการณ์เพื่อไปถึงจิตวิญญาณสูงสุด และจิตวิญญาณมีหลายระดับ ถ้าเรายังจำอดีตอยู่ เราจะไม่ได้เรียนรู้ เพราะมัวแต่นึกถึงเรื่องอดีต ความสุข ความทุกข์ จึงต้องลืมทั้งหมด เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ทั้งหมด มีอะไรที่เรียนมาแล้ว อะไรที่ยังไม่เรียน จะได้เรียนไปเรื่อยๆ จนในที่สุดทุกคนจะได้จิตวิญญาณเท่าๆ กัน

นายแพทย์โกมาตร: อันโตนิโอ ดามาซิโอ (Antonio Damasio) เขียนหนังสือเล่มหนึ่งเรื่อง Descartes' Error: Emotion, Reason, and the Human Brain ที่สร้างชื่อเสียงให้เขามาก เขียนถึงคนงานรถไฟชื่อ ฟีนีส์ เกจ (Phineas Gage) ที่ถูกระเบิด แล้วชะแลงทะลุแก้มซ้ายออกกลางน่าผาก เพราะชะแลงเหล็กเป็นชนิดสั่งทำพิเศษ ไม่ต้องใช้เจาะพื้นหิน แต่สามารถใส่ระเบิดและจุดระเบิดได้ ตอนเกิดเหตุเขาเอาชะแลงกระแทกแล้วเกิดประกายไฟ จึงเกิดระเบิดขึ้นมาใส่หน้า ชะแลงทะลุออกไปเกือบ ๓๐ เมตร และตัวแกกระเด็นออกไปสิบเมตรจากหลุม แต่ไม่ตาย รู้สึกตัว พูดได้ ถามตอบได้ เขาพาแกขึ้นเกวียนไปพักที่โรงแรมซึ่งห่างออกไปสิบกว่าเมตร เมื่อถึงโรงแรมแกลงจากเกวียนเอง เดินไปนั่งที่ระเบียงโรงแรม รอให้หมอมาสัมภาษณ์ หมอที่มาตรวจเขียนว่า คนป่วยรู้สึกตัวดี ตอบคำถามได้ดีกว่าคนรอบข้าง (หัวเราะ)

ผ่านไปสองเดือน แผลหายไม่มีการติดเชื้อ แต่ ฟีนีส์ เกจ ไม่ใช่ ฟีนีส์ เกจ อีกต่อไป เพราะชะแลงไปทะลุผ่านฟรอนทัล โลป ด้านซ้าย ซึ่งต่อมาภายหลัง ภรรยาของ ดร.ดามาซิโอ ไปได้กะโหลกของ ฟีนีส์ เกจ มา เธอใช้คอมพิวเตอร์สร้างรูปกะโหลกออกมาว่าชะแลงไปถูกสมองส่วนไหนบ้าง ปรากฏว่า ฟีนีส์ เกจ เขาเสียความคิดในเชิงอารมณ์ ทำให้อารมณ์ไม่เป็นปรกติ การใช้เหตุผลเสียหาย

ข้อถกเถียงของหนังสือเล่มนี้ คือ ระบบอารมณ์และเหตุผลคือระบบเดียวกัน ผู้คนสัมพันธ์กับเหตุการณ์และเลือกใช้เหตุผลชุดไหนโดยสัมพันธ์กับอารมณ์ เพราะถ้าคุณไม่มีอารมณ์ คุณจะไม่รู้สึกผิดเลย หลังจากการระเบิด ฟีนีส์ เกจ กลายเป็นชอบลวนลามสาวๆ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เป็น แต่แกจะไม่รู้สึกเลยว่าสิ่งที่ทำนั้นผิดหรือถูก ผลพวงที่ตามมาเป็นอย่างไร

หนังสือเล่มนี้น่าสนใจตรงที่แยกเรื่อง ฟีลลิ่ง กับ อีโมชั่น ออกจากกัน ฟีลลิ่ง คือ การจดจำได้ของสภาวะร่างกาย ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เมื่อความจำนั้นถูกเรียกกลับมา จะเป็นความรู้สึก ส่วนอารมณ์เป็นปฏิกิริยาที่ประกอบกันขึ้นมาอีกทีหนึ่ง

อาจารย์จุมพล: น่าสนใจครับ เรียนรู้เรื่องตายเพื่อจะเกิดใหม่ แนวคิดที่สำคัญอย่างหนึ่งของนักอนาคต เพราะเขาบอกว่าเวลาจะมองอนาคตไปข้างหน้า อย่าไปติดกับอยู่กับสิ่งที่เรียนรู้ในอดีตจนถอนตัวไม่ขึ้น โลกยุคใหม่เราถูกสอนให้ท่องได้ จำได้ Learning How to Learn แต่นักอนาคตบอกว่า ต้อง Learning How to Unlearn ไม่เช่นนั้นเราจะไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ วิธีเรียนรู้เพื่อถอดสลักความรู้เดิมที่มีอยู่จึงสำคัญกว่าเรียนรู้เพียงเพื่อจะรู้หรือเพื่อจะจำ

เรื่องเผชิญความตายอย่างสงบ ถ้าทำให้คนเข้าใจในความหมายอย่างนี้ ว่าตายเพื่อเกิดในหลายๆ ลักษณะ และยกตัวอย่างการเรียนรู้เรื่องการลืม จะทำให้เขาเห็นภาพ ยกตัวอย่างปรากฏการณ์ตามธรรมชาติต่างๆ เช่น ใบไม้ร่วงแล้วมีใบใหม่เกิดขึ้น ทำนองนี้ ไปเปรียบดูกับชีวิตที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ความรู้สึกกลัวอาจจะลดลงไป เพราะมีความเข้าใจมาแทนที่

สิ่งที่ท้าทายตัวผมค่อนข้างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสอนลูกศิษย์ คือหาวิธีที่ทำให้เขาไม่ไปติดกับความรู้เดิม ซึ่งยากมาก เพราะใครที่เคยผ่านระบบการสอนโดยเฉพาะปริญญาโทปริญญาเอก จะรู้ว่าน่าเห็นใจลูกศิษย์ลูกหา เพราะคำถามแรกคือ คุณเอาทฤษฎีอะไรมาจับ บังคับเลยว่าห้ามหลุดจากทฤษฎีเดิม เมื่อคิดอย่างนี้จึงหมดสิทธิ์สร้างความรู้ใหม่ เด็กเลยไม่กล้าทำอะไรทั้งสิ้น เพราะต้องมีทฤษฎีมาสนับสนุนเสมอ เลยทำให้เรานึกภาพไปว่า วิชาการยุคปัจจุบันใช้วิธีคิดแบบเกาะติดทฤษฎีมากเกินไป ทำให้ความรู้ใหม่ไม่มีทางเกิด ยกเว้นโดยความบังเอิญ จึงกลายเป็นปัญหาในกระบวนการศึกษาว่าจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ตรงนี้ได้อย่างไร


นายแพทย์โกมาตร: ในหนังสือ Descartes' Error: Emotion, Reason, and the Human Brain ยังพูดถึงว่าแนวคิดเกี่ยวกับสมองที่มีมาก่อนหน้านี้ เป็นวิทยาศาสตร์แบบโบราณ เรียกว่า Phrenology คือว่า สมองจะมีจุดต่างๆ ที่ควบคุมอวัยวะต่างๆ กัน

กรณีของ ฟีนีส์ เกจ แผลหายภายใน ๒ เดือน โดยไม่มีการติดเชื้อ แต่บุคลิกเปลี่ยน ทำงานทำการอะไรไม่ได้เลย เพราะก้าวร้าว หุนหันพลันแล่น ในที่สุดแกไปรับจ้างเลี้ยงม้าสักพักถูกไล่ออก จนสุดท้ายไปอยู่ในคณะละครสัตว์ เพื่อถือชะแลงที่ทะลุผ่านหัวแกออกโดนโชว์ให้กับผู้มาดูละครสัตว์ในฐานะของแปลก ก่อนจะหนีไปอยู่แถวอเมริกาใต้ และกลับมาตายที่ซาน ฟรานซิสโก

ในสมัยโน้น เริ่มมีการโต้เถียงกันเยอะว่า ทฤษฎีว่าด้วย Phrenology มีการคำนวณวัดกะโหลกว่า ส่วนไหนบุ๋ม ส่วนไหนโหนกขึ้นมา จะทำนายทายทักว่าลักษณะอย่างไร เป็นคนแบบไหน มาภายหลังพบว่ามีแอเรียอยู่ในสมองจริงๆ ว่าแอเรียไหนควบคุมอะไรต่างๆ หนังสือเล่มนี้บอกว่า สมองควบคุมพฤติกรรม และพฤติกรรมก็ไปควบคุมสมองด้วย เพราะมีงานวิจัยพบว่า คนขับรถแท็กซี่จะมีสมองส่วนฮิปโปแคมปัสใหญ่กว่าคนทั่วๆ ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้จินตนาการสร้างภาพตัวแทนที่เป็นวิชวลเยอะ ทำให้สมองส่วนนั้นโตขึ้น ไม่ใช่สมองกำหนดเราอย่างเดียว แต่เราคิดแบบไหนซ้ำๆ จะทำให้สมองส่วนนั้นโตขึ้น ถือเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง แต่ต้องระวังที่จะไปมองว่าสมองกำหนดทุกอย่าง

คุณพงษธร: อยากสอบถามหลวงพี่ไพศาลว่า ที่คุณหมอโกมาตรเสนอว่าน่าจะมีชุดเครื่องมือเชิงเทคนิคมาช่วยเบาแรงคนที่ทำงานอบรม ซึ่งไม่สามารถขยายออกไปสู่คนวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว เป็นไปได้หรือไม่ และที่บอกว่าฉือจี้จะมีความเข้มแข็งในเรื่องอาสาสมัคร โมเดลการสร้างอาสาสมัครในเมืองไทยจะเป็นไปได้อย่างไรเพื่อให้กระจายเป็นวงกว้าง

พระไพศาล: ฉือจี้เขาอาศัยแนวคิดพื้นฐานที่มีอยู่คือ เรื่องของพระโพธิสัตว์ หมายถึงผู้บำเพ็ญบารมี อย่างหนึ่งคือ การช่วยเหลือผู้อื่น ของเรามีแนวคิดเรื่องบุญมากกว่า ไม่ใช่เรื่องบารมี และเราเอามาใช้เป็นพื้นฐานของจิตอาสาได้ แต่บุญในตอนนี้ถูกใช้ในความหมายแคบลงมาเหลือแค่ทาน และเป็นทานเฉพาะกับพระ รวมทั้งไม่ค่อยมีอิทธิพลกับคนรุ่นใหม่เท่าไหร่ ถึงจะพอใช้ในเมืองไทยได้ แต่ต้องพยายามขยายแนวคิดเรื่องบุญให้มีความหมายสัมพันธ์กับคนสมัยใหม่มากขึ้น ซึ่งเป็นไปได้เหมือนกัน โดยเราอาจจะใช้แนวคิดแบบฝรั่งก็ได้ ในเรื่อง Civil Virtue แต่แนวคิดแบบดั้งเดิมแบบไทยแบบพุทธก็ยังใช้ได้อยู่

โครงการจิตอาสาคือการเอาแนวคิดเรื่องบุญมาต่อยอด ซึ่งอาจจะต่างจากแนวคิดเรื่องอาสาสมัครทั่วไป ที่ไปเน้นเรื่องของ Civil Virtue แม้อาจจะไม่มีพลังเท่ากับแนวคิดโพธิสัตว์บารมี ฉือจี้เองก็ไม่ได้อาศัยจากของเก่าทีเดียว แต่ประยุกต์ให้เป็นของใหม่ด้วย เพราะแนวคิดแบบโพธิสัตว์เน้นเรื่องของอธิษฐานเสียเยอะ ทำอย่างไรจะทำให้คิดว่าเราคือโพธิสัตว์เช่นกัน ไม่ใช่เรื่องนอกตัว เป็นการเอามาประยุกต์ให้สัมพันธ์กับคนรุ่นใหม่มากขึ้น

นายแพทย์โกมาตร: ผมคิดว่าเวลาเราพูดเรื่องอาสาสมัครในโรงพยาบาล เช่น ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างที่หลวงพี่บอกว่าเป็นตัวเชื่อมระหว่าง ๓ ขาได้ เราเคยคุยกับพวกอาสาสมัครในโรงพยาบาล จะพบเรื่องท้าทายค่อนข้างมากเรื่องหนึ่ง คือ เวลาเราเอาอาสาสมัครที่มีจิตใจอยากจะช่วยเหลือเข้ามาอยู่ในระบบงานซึ่งมีจุดอ่อนเยอะ อาสาสมัครจะท้อเร็วมาก ถ้าอาสาสมัครเข้ามาช่วยดูแลคนไข้ แต่เจ้าหน้าที่ตวาดคนไข้ ไม่ดูแล เอาแต่กินฝรั่งดองอยู่ จะรู้สึกคล้ายๆ กับว่าเรามาช่วยเธอแล้วพวกเธอทำแบบนี้เหรอ

ของฉือจี้ไม่ค่อยจะเกิดเรื่องแบบนี้ ส่วนหนึ่งเพราะระบบโรงพยาบาลของเขาค่อนข้างดีกว่าบ้านเรา ไม่แออัด คนมารับบริการน้อย ที่สำคัญคือ อาสาสมัครของเขามีศรัทธาตั้งมั่นมากต่อท่านธรรมาจารย์ เวลาไปเจอเรื่องไม่ดี เขาจะคิดว่าทำเพื่อท่านธรรมาจารย์ ผมคิดว่าของเราต้องฝ่าด่านนี้ออกไป

เท่าที่เคยคุยกับโรงพยาบาลเรื่องจิตอาสา จะต้องให้อาสาสมัครเข้าไปทำงานในพื้นที่ที่มีเนื้องานเหมาะสมกับลักษณะของระบบบริการไทย เช่น งานเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเรื้อรัง คุณจะจัดการได้สบายมาก ง่าย เจ้าหน้าที่มักจะไม่ตวาดคนไข้เพราะไปบ้านเขา และบ้านที่ไปเยี่ยมมักจะเป็นบ้านคนทุกข์คนยากอยู่แล้ว แต่ถ้าอยู่ในโรงพยาบาล จะเห็นเจ้าหน้าที่ตวาดคนไข้ทุกเมื่อเชื่อวัน ฉันเสียสละมาช่วยงานเธอ แต่เธอไม่ดีพอที่ฉันจะเสียสละให้ มันจะเกิดความรู้สึกแบบนี้ จึงต้องไปเริ่มจากบางพื้นที่ที่เหมาะจริงๆ จะไปเอาแบบฉือจี้ไม่ได้ เพราะฐานศรัทธาแข็งแรงต่างกัน

พระไพศาล: ฉือจี้ทำกับโรงพยาบาลของเขาเองซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับอาสาสมัครอยู่แล้ว มีประเด็นที่สืบเนื่องจากหมอโกมาตรว่า เกิดความขัดแย้งระหว่างพยาบาลกับอาสาสมัคร เพราะพยาบาลทำไม่ดีกับคนไข้ อาสาสมัครจึงไปเถียงด้วย หรือบางทีไปวิจารณ์ เลยขัดแย้งกัน เป็นเรื่องต้องระวัง ต้องหาสถานที่ที่เหมาะกับทุกฝ่าย

นายแพทย์โกมาตร: โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ทำเรื่องอาสาสมัครจะเจอปัญหาคล้ายกัน เพราะอาสาสมัครส่วนหนึ่งที่รับมาจะเป็นคนรู้จัก ส่วนใหญ่โรงพยาบาลทุกแห่งจะมีกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งคนแก่เหล่านี้เมื่อว่างจะมาช่วยงานที่โรงพยาบาล และส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหน้าที่เก่าของโรงพยาบาลที่เกษียณไปแล้ว จึงยังมีความเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ เวลามาจะมีจริตนั่งหลังเคาน์เตอร์ มีลักษณะชี้ให้ทำนั่นทำนี่ เพราะยังคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่เพียงแต่ไม่รับเงินเดือนเท่านั้นเอง ซึ่งต่างจากความเป็นอาสาสมัคร ว่าเราไม่ใช้เจ้าหน้าที่ ไม่เป็นพวกเดียวกับเจ้าหน้าที่ แต่มาช่วย

ส่วนหนึ่งถ้ามองงานต่อจากที่หลวงพี่พูดไว้ ปัจจุบันย่อมจะต้องมีฐานข้อมูลของเครือข่ายพุทธิกา ว่ามีโรงพยาบาลไหนกระตือรือร้นเรื่องพวกนี้ เจ้าหน้าที่ชุมชนที่ทำเรื่องพวกนี้อาจจะมีอยู่ ทำฐานข้อมูลขึ้นมาแล้วลองวิเคราะห์ดูว่า จะขยับต่อไปในลักษณะไหนได้บ้าง อาจจะเป็นคนที่มาช่วยอบรม หรือมีพื้นที่ให้เราทดลองรูปแบบงานอาสาสมัคร ให้เป็นตัวเชื่อมระหว่าง ๓ ขาอย่างที่หลวงพี่ว่า เริ่มจากโรงพยาบาลที่ผ่านการฝึกอบรม อาจจะต่อเนื่องไปได้โดยส่วนหนึ่ง

ส่วนเรื่องที่จะช่วยงานหลวงพี่ ขอให้เอเชียเป็นประธานเชิญเครือข่ายต่างๆ มานั่งคุยกันจัดทัพจัดแถวกันสักครั้งหนึ่ง เป็นการตรวจพลรบ เสบียงกรังต่างๆ โดยเน้นฐานข้อมูลว่า มีทรัพยากรอย่างไร ในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑ เวลา ๑๔.๐๐-๑๗.๐๐ น.

นายวรพงษ์ เวชมาลีนนท์ เรียบเรียง
NewConsc meeting 53th transcript 080204 080301

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved