คอลัมน์สัมภาษณ์ > คอลัมน์จุดประกาย-เสาร์สวัสดี
คัดลอกมาจาก :: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์จุดประกาย-เสาร์สวัสดี ฉบับที่ 246 วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 สัมภาษณ์โดย เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
ติดใจการเทศน์หรือ ไม่มีหรอก เพราะเทศน์ไม่ได้เรื่องอยู่แล้ว (หัวเราะ) ตั้งแต่ไหนแต่ไร ส่วนใหญ่มีบ้างที่สนใจงานเขียน แต่งานเขียนกับตัวจริงก็คนละเรื่องกัน จริงๆ แล้วอาตมาเป็นคนเทศน์ไม่ค่อยเก่ง เสียงไม่เพราะ ชอบพูดเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก จึงไม่มีปัญหาเรื่องใครจะติดอกติดใจ
"ที่นี่ไม่ค่อยมีเงินบริจาคหรอก อาตมาไม่มีวาสนาเรื่องลาภสักการะ บางคนหาว่าอาตมาเป็นพระการเมือง พระนักพัฒนา พระเอ็นจีโอ ชีวิตอาตมาแค่พระอย่างเดียว ก็เป็นเกียรติกับชีวิตแล้ว ไม่มีอะไรสูงสุดกว่าการเป็นพระ ที่เหลือเป็นส่วนเกิน"
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ท่านค่อยๆ อุ้มบาตรเดินลงจากเขา ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ (ระยะทางไปกลับราวๆ 8 กิโลเมตร) มีชาวบ้านสองสามครอบครัวเห็น 'หลวงพ่อ' (คำที่ชาวบ้านเรียกติดปาก) ออกบิณฑบาต ก็เลยรีบเข้าครัว เตรียมอาหารใส่บาตร พระไพศาลอุ้มบาตรอันว่างเปล่า เดินจนสุดหมู่บ้าน จากนั้นวกกลับมารับของใส่บาตร เดินกลับขึ้นเขา
นมัสการพระอาจารย์ อยากให้ช่วยเล่าชีวิตก่อนบวชเป็นภิกษุสงฆ์สักนิดได้ไหมคะ
ใช่ ใช่ ตอนนั้นเริ่มมีปากเสียงกับทางบ้านในเรื่องสิ่งที่ควรเป็นกับสิ่งไม่ควรเป็น ต่างจากวัยรุ่นทั่วไป มักจะทำตัวไม่เข้าท่า แต่เรากลับมองว่า พ่อแม่ทำอะไรไม่ค่อยถูก ความสุดโต่ง ความซีเรียสของเรามีมาก พอนึกถึงตอนนี้ ก็ขำเหมือนกัน ตอนเรียนธรรมศาสตร์ กระแสขวาและซ้ายตีกันหนัก ช่วงนั้นธรรมศาสตร์ถูกเผา ขวาพิฆาตซ้าย 30 ปีที่แล้วคนถูกฆ่าจำนวนมาก มีการปาระเบิด ฉะนั้นชีวิตไม่เครียดไม่ได้ เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของชาติบ้านเมืองและตัวเราเอง จึงรู้สึกว่า ชีวิตที่สนุกสนานไร้สาระเทียบไม่ได้กับความเป็นความตายที่ได้สัมผัส
พอเรียนจบ ก็กลับมาทำงานเหมือนเดิม คือ กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม อาตมาทำมาตั้งแต่ปี 2519 พอถึงปี 2526 รู้สึกล้า เหนื่อย เครียด เริ่มเสียศูนย์ นอนไม่ค่อยหลับ อยู่กับที่ไม่ได้ ต้องหาอะไรทำตลอด ไม่ดูหนัง ก็เดินร้านหนังสือ ไปบ้านเพื่อน แล้วก็ทะเลาะกับเพื่อนที่ทำงานอย่างรุนแรง มันฟ้องว่า ข้างในเราไม่มีความสุขแล้ว หนักขึ้นก็เริ่มเบื่อ
เพื่อนๆ ก็คิดว่า คงบวชไม่นาน ส่วนทางบ้านอยากให้บวช จะได้ห่างจากกิจกรรม ตอนทำงานกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม ก็ไปประท้วงหน้ารัฐสภาเป็นครั้งคราว เรามีกิจกรรมที่ทำในแนวสันติวิธี เพื่อแก้ปัญหาบางประเด็น อาตมาบวชครั้งแรกวัดทองนพคุณ มาปฏิบัติธรรมวัดสนามใน ตอนนั้นหลวงพ่อเทียนยังมีชีวิตอยู่ แรกๆ ของการปฏิบัติธรรม อยากให้ได้ผลเร็วๆ ตั้งใจมาก จึงเครียด ทั้งๆ ที่เราควรปฏิบัติด้วยใจที่เป็นกลาง ตอนนั้นยังมีตัณหา ควรปฏิบัติให้เท่าทันความคิด รู้จักปล่อยวาง พอปฏิบัติไปเรื่อยๆ ความคิดออกมามาก เริ่มหงุดหงิด พยายามห้ามตัวเองไม่ให้คิด กดความคิด ก็เลยเป็นปัญหา ยิ่งห้ามความคิด ก็ยิ่งผุด ยิ่งห้ามความโกรธ ความโกรธก็ยิ่งโผล่ ก็เลยมีอาการปวดทั้งตัว นอนไม่หลับ ความคิดอัดแน่น ฟุ้งฝันตลอดเวลา
สัปดาห์สุดท้ายของการปฏิบัติธรรม เริ่มไม่คาดหวัง กลายเป็นว่าดีขึ้น คลายทุกข์ไปได้ พอครบ 3 เดือนถึงเวลาต้องสึกแล้ว ก็อาลัยชีวิตพระ เพราะปฏิบัติแล้ว เกิดความก้าวหน้า จึงอยากปฏิบัติต่อ เพราะเราได้เห็นสภาวะจิตที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็คือ รู้เท่าทันความคิด มีสติ ก็เลยอยากบวชต่อ
ตอนทำงานกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม เคยพบหลวงพ่อคำเขียน ท่านอยากทำผ้าป่าข้าว ทำเป็นสหกรณ์ข้าว เพราะข้าวราคาแพง ตอนนั้นวัดป่าสุคะโตอยู่หลังเขา ไม่มีถนน ชาวบ้านต้องแบกข้าวเดินขึ้นเขา ชาวบ้านเป็นหนี้เป็นสิน หลวงพ่อก็เลยช่วยทำสหกรณ์ข้าว เมื่อปี 2523 วัดป่าสุคะโตเป็นวัดสงบๆ มีป่าทึบ มีพระจำพรรษารูปสองรูป พอปี 2526 ได้บวชเรียน จึงนึกถึงครูบาอาจารย์วัดนี้ ตอนนั้นสวนโมกข์มีพระเยอะ ก็เลยมาบวชและปฏิบัติกับหลวงพ่อคำเขียน อยากอยู่ไกลเพื่อนๆ แต่สุดท้ายหลวงพ่อคำเขียนให้มาอยู่วัดสนามในกับหลวงพ่อเทียน จริงๆ แล้วหลวงพ่อเทียนไม่ได้สอนอะไรมาก แต่ท่านมาเยี่ยมทุกวัน มักถามคำถามเดิมๆ คือ เป็นยังไงบ้าง รู้ทันความคิดไหม
พอบวชได้ 3 เดือน ก็คิดว่าบวชให้ครบพรรษา แล้วก็ต่อให้ครบปี ต่อไปเรื่อยๆ พอมีจุดหมายระยะสั้น ก็มีกำลังใจในการบวช ต่างจากการคิดบวชตลอดชีวิต มันท้อและยาก เรายังกลัว เพราะชีวิตพระเป็นชีวิตที่ลำบาก การบวชในผ้าเหลืองเป็นเรื่องยาก
ไม่ใช่ ตอนนั้นรู้สึกชีวิตเสียศูนย์ นอนไม่หลับ อยู่กับตัวเองไม่ได้ ต้องหาโน่นหานี่ทำตลอดเวลา มีความขัดแย้งกับผู้คน ไม่อยากกลับไปอยู่ในวัฏจักรแบบนั้นอีก พอมาอยู่วัดป่าสุคะโต เริ่มเข้ามาช่วยหลวงพ่อเรื่องการอนุรักษ์ป่า ทำแนวกั้นไฟป่า ดูแลป้องกันคนตัดไม้ ปี 2529 มีการลักลอบตัดไม้ ทำลายป่าเยอะมาก มีการปลูกยูคาลิปตัสด้านหลังวัดจำนวนมาก ตอนแรกพวกเขาคิดจะขยายพื้นที่การปลูก แต่ชาวบ้านต่อต้าน และปลูกไม่ค่อยได้ผล ขายได้กำไรน้อย ก็เลยเลิกไป แต่ยังรักษาส่วนที่มีอยู่ไว้
ก่อนหน้านี้ไปๆ มาๆ ระหว่างวัดป่าสุคะโตกับวัดป่ามหาวัน พอปี 2533 มาอยู่วัดนี้จริงจังเพื่อรักษาป่า หากมีพระหลายๆ รูป ชาวบ้านจะเกรงใจ ไม่กล้าตัดไม้ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว อาตมายังมีแรงเดินตรวจป่าเป็นครั้งคราว พอได้ยินเสียงปืน หรือพวกเลื่อยไม้ในวัด เรากับพระรุ่นน้องจะตามเข้าไปค้างคืนในป่า ตอนหลังทำแบบนี้น้อยลง เพราะงานเยอะ และกำลังน้อยลง
อีกอย่างวัดป่ามหาวันไปมาค่อนข้างลำบาก ทำให้คนมาหาอาตมาไม่มาก มีเวลาทำงานและปฏิบัติธรรมมากขึ้น ที่นี่ติดต่อได้สะดวกทางจดหมาย โทรศัพท์ติดต่อได้ยาก เวลาใครนิมนต์ทางจดหมาย เราก็ปฏิเสธได้ง่าย แต่ถ้าขึ้นมาหาบนเขา ก็ปฏิเสธได้ยาก เวลามีคนนิมนต์แล้วบอกว่า จะเอารถมารับ พอคิดว่า เขาต้องตีรถไป-กลับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เราก็เลยเดินทางไปเอง
การทำบุญเพื่อประโยชน์ส่วนตัวในทางหยาบๆ ก็สอดคล้องกับบริโภคนิยม คือ หวังผลที่เป็นวัตถุ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องรอชาติหน้า เอาผลกันชาตินี้ ดังนั้นเครื่องรางหรือคำพูดหลวงพ่อคูณ จึงถูกใจคน บ้านนี้อยู่แล้วรวย ใครๆ ก็ชอบพรนี้ แต่บ้านนี้อยู่แล้วเป็นสุข คนไม่ชอบ คนยังติดเรื่องวัตถุ พุทธศาสนาก็เป็นแค่สิ่งรองรับความชอบธรรมให้บริโภคนิยม การให้ทานควรตัดตัวตนออกไป สละของที่เป็นของคุณ ของฉัน ออกไปให้คนอื่น ลดทอนความสำคัญตัวตน เริ่มจากสมบัติ สิ่งของ ต่อไปก็สลัดเรื่องอื่นๆ มากขึ้น รู้จักอภัยทาน ซึ่งสลัดยากกว่าสมบัติ เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นแค่ทรัพย์สมบัติ ความโกรธและความพยาบาทก็ยึดเอาไว้ การให้ทาน มีทั้งทานที่จับต้องได้ คือ ให้อาหาร เสื้อผ้า ของใช้ที่มีประโยชน์ การทำบุญสูงสุดตามแนวพุทธคือ ให้สังฆทานกับสงฆ์ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป โดยไม่เจาะจง การให้เจาะจงแม้จะเป็นพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้า ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้กับสงฆ์เป็นหมู่คณะ แต่เดี๋ยวนี้นิยมให้กับเกจิอาจารย์ หรือเจ้าอาวาส เพราะคิดว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของการถวายทานจะมาก หมายถึง มั่งมีศรีสุข ความคิดแบบนี้ใกล้เคียงลัทธิบูชายันต์ของพราหมณ์ คือ ต้องการความเจริญ ความมั่งมี นอกจากนี้ยังมีประเพณีการให้ทานโดยการสลักชื่อในวัดหรือใต้พระพุทธรูป คนสมัยก่อนเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควร แต่สมัยนี้นิยมทำกัน การสลักชื่อตัวเองไว้ในวัด กลายเป็นประเพณีที่ยังไม่สามารถละตัวตน เข้าทำนองทำบุญเอาหน้า ภาวนาตอแหล เหมือนเช่นอาจารย์พุทธทาสกล่าว อีกอย่างคนสมัยโบราณจะไม่เอาพระพุทธรูปไว้ในบ้าน เพราะบ้านเป็นสถานที่ประกอบกิจโลกียะ ไม่ควรเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าไปไว้ ถ้าจะมีพระพุทธรูปในบ้าน ต้องมีห้องพระ แต่เดี๋ยวนี้ตามผับ ตามบาร์และซ่อง มีพระพุทธรูปตั้งไว้ เพื่อให้ค้าขายขึ้น
กิเลสตัณหาไม่เข้าใครออกใคร แม้กระทั่งภิกษุสงฆ์ก็ยังหลงยึดติดบริโภคนิยม ปัญหาตอนนี้คือ เอาสำนักเป็นสรณะ พระหลงไปกับบริโภคนิยม ในกุฏิมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม เวลาทำกิจกรรมอะไร ก็นึกถึงวัตถุเป็นหลัก เช่น สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆ สร้างโบสถ์ราคาสิบล้าน เราคิดกันแค่นั้นเอง และอิทธิพลสมณศักดิ์มาแรงขึ้นเรื่อยๆ มีการถวายเงินมากๆ แล้วบอกว่าไม่ได้ถวายเป็นสินบน แต่ถวายเป็นปัจจัย ตามกุฏิจึงมีรถเบนซ์
ประเพณีการบวชในพุทธศาสนา พระส่วนใหญ่ไม่ได้บวชเพื่อไปสู่นิพพาน บวชเพื่อศึกษาหาความรู้และสึกออกมาใช้ชีวิตทางโลก เดี๋ยวนี้ระบบการศึกษาสงฆ์อ่อนแอมาก ไม่ว่าในรูปแบบหรือนอกรูปแบบ คนบวชไม่ได้เปลี่ยนแปลงความคิด กลายเป็นช่องทางทำมาหากิน ไต่เต้าหาสมณศักดิ์ แค่ท่องบทสวดมนต์ประกอบพิธีได้ เงินก็ไหลมาเทมา ทำให้ไม่อยากสึก เพราะไม่รู้จะทำมาหากินอะไร
การเมืองไทยในคณะสงฆ์ตอนนี้ร้อนมาก เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ถ้าจะเปลี่ยนแปลงระบบก็ลำบาก น่าจะเปลี่ยนแปลงส่งเสริมสถาบัน หาทางเลือกใหม่เรื่องการศึกษาให้สงฆ์ อาจารย์ประเวศ วะสี เคยเสนอเรื่องการศึกษาของสงฆ์ คล้ายๆ อาศรมเพื่อให้พระเข้ามาศึกษาและปฏิบัติ เรียนรู้ทั้งวิชาการ ปริยัติ และกรรมฐาน ทั้งๆ ที่พ.ร.บ.สงฆ์ น่าจะออกมาตั้งนานแล้ว ก็ยังมีปัญหาอีกมาก ถ้าคณะสงฆ์เข้มแข็ง ก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย แต่คณะสงฆ์ไม่เข้มแข็ง รัฐจึงเข้ามาสนับสนุน อย่างในอเมริกาไม่มีกฎหมายสำหรับคาทอลิก พวกเขาคุมกันเองได้ ไม่ต้องอาศัยอำนาจรัฐ คณะสงฆ์บ้านเราไม่มีประวัติศาสตร์ในการปกครองตัวเอง ดังนั้นคณะสงฆ์จะทำอะไรก็ต้องให้รัฐเข้ามาเกี่ยว เมื่อเร็วๆ นี้ มีการประชุมเรื่องความมั่นคงทางพุทธศาสนา แทนที่มหาเถรสมาคมจะดำเนินการ สุดท้ายสรุปว่าให้รัฐเป็นคนทำ นี่แหละประเพณีของคณะสงฆ์ จะเรียกว่าเลี้ยงไม่โตก็ได้ แล้วอ้างว่าเป็นประเพณีที่รัฐต้องสนับสนุนพุทธศาสนา ถ้าให้สนับสนุนทุกเรื่อง ก็เหมือนเด็กเลี้ยงไม่โต ต้องให้แม่ป้อนนมอยู่เรื่อยๆ แล้วการประยุกต์หลักธรรม เพื่อนำมาใช้กับสังคมล่ะ
พุทธศาสนาไม่ได้มีแค่ให้คนทำความดี ยังสามารถจัดระเบียบสังคม อย่างเศรษฐศาสตร์แบบพุทธ ก็ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระบบต่างๆ ของสังคมได้ เพราะเศรษฐศาสตร์ส่งเสริมแค่ให้คนอยู่ดีกินดี แต่ถามว่าอยู่ดีกินดีเพื่ออะไร เพื่อให้มนุษย์สบายขึ้นหรือ ถ้าผสมผสานหลักพุทธ ความสะดวกสบายก็เพื่อให้ทำความดีมากขึ้น ทำชีวิตให้มีคุณค่ามากขึ้น ถ้าสะดวกสบายแล้ว คุณภาพชีวิตแย่ลง เป็นโรคอ้วน ความสะดวกสบายก็ไม่ใช่เป้าหมาย ถ้ารู้จักเอาพุทธศาสนามาใช้กับระบบเศรษฐกิจ ความสะดวกสบาย ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาชีวิตและช่วยเหลือผู้อื่น อย่างคนที่มีเงินมากๆ ถ้าไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็เหมือนสระน้ำในป่าลึก ถึงจะใสแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์ หากมีเงินมากๆ ต้องรู้จักเกื้อกูลผู้อื่น ไม่ใช่สะดวกสบายแล้ววกกลับมาทำลายโลก หรือวิทยาศาสตร์ กลายเป็นการแสวงหาความรู้เพื่อสร้างอาวุธ