กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความไปลง > นิมิตใหม่แห่งการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย
กลับหน้าแรก
ประเภท : งานเขียน

นิมิตใหม่แห่งการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย
พระไพศาล วิสาโล

ตีพิมพ์ลงในหนังสือ

ความต้องการครั้งสุุดท้ายของชีวิต (Living Will) กับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)


ชีวิตกับความตายเป็นของคู่กัน  เมื่อยังมีชีวิต เราควรอยู่อย่างมีคุณภาพ  นั่นคือใช้ชีวิตให้มีคุณค่า ทำคุณงามความดี เข้าถึงความสุขที่ประเสริฐ และยังประโยชน์แก่ส่วนรวม  มิใช่อยู่อย่างว่างเปล่า อมทุกข์ เศร้าซึม หรือเบียดเบียนผู้อื่น   เมื่อถึงคราวจะตาย ก็ควรตายอย่างมีคุณภาพ นั่นคือ ตายอย่างสงบ ไม่ทุกข์ทรมาน หรือทุรนทุราย อีกทั้งไม่สร้างภาระแก่ผู้อื่น สามารถเป็นบทเรียนให้แก่คนรอบข้างในการอยู่ดีและตายดี

แต่ดูเหมือนว่าผู้คนทุกวันนี้สนใจเพียงแค่การมีชีวิต  ลืมคิดว่าสักวันหนึ่งตนจะต้องตาย   ทุกคนต่างดิ้นรนขวนขวายไปให้ถึงจุดหมายชีวิตที่วางไว้  แต่ส่วนใหญ่ลืมนึกถึงปลายทางชีวิต    จุดหมายชีวิตนั้นไม่แน่นอนว่าเราจะบรรลุได้หรือไม่  แต่ปลายทางชีวิตนั้นต้องมาถึงอย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว

เป็นเพราะไม่ได้ตระหนักอย่างจริงจังว่าสักวันหนึ่งเราต้องตาย  ผู้คนจึงใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท  นึกถึงแต่การทำมาหาเงิน สะสมทรัพย์สมบัติ แสวงหาอำนาจและชื่อเสียง  อีกทั้งหมกมุ่นเพลิดเพลินกับความสุขเฉพาะหน้า  ไม่คิดเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับความตายที่จะต้องเกิดกับตน   ดังนั้นเมื่อวันนั้นมาถึง จึงตื่นตระหนก หวาดกลัว  พยายามทำทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตและผลักไสความตายไปให้ไกลที่สุด  แต่ยิ่งต่อสู้ขัดขืนความตายมากเท่าใด  ก็ยิ่งทุรนทุรายมากเท่านั้น  ผลสุดท้ายก็คือตายอย่างทุกข์ทรมาน

นี้คือชะตากรรมที่เกิดกับผู้คนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสังคมสมัยใหม่  ซึ่งเน้นการแสวงหาความสุขสนุกสนานจากวัตถุสิ่งเสพ และรังเกียจความตาย  ปรากฏการณ์ดังกล่าวนับวันจะเห็นได้ชัดขึ้นและมากขึ้นทุกทีในโรงพยาบาล  เพราะเป็นสถานที่ที่ผู้คนคาดหวังว่าเมื่อล้มป่วยแล้วจะได้รับการยื้อชีวิตให้ยืนยาวที่สุด  ยิ่งมีเทคโนโลยีก้าวหน้าราคาแพงมากเท่าไร ก็ยิ่งคาดหวังฝังใจว่าจะรอดพ้นจากความตายมากเท่านั้น  แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าคนแล้วคนเล่านอกจากจะไม่รอดแล้ว ยังประสบความทุกข์ทรมานอย่างมากก่อนตายด้วยซ้ำ

คนทุกวันนี้มีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้นก็จริง  แต่เมื่อถึงคราวต้องตาย กลับมีแนวโน้มว่าจะตายลำบากยิ่งกว่าเดิม  ในประเทศที่พัฒนาแล้ว  ปัจจุบันผู้คนถึง ๒ ใน ๓ นอกจากตายในโรงพยาบาลหรือบ้านพักคนชราแล้ว  ยังเจอการรักษาที่ไร้ประโยชน์และก้าวร้าวรุนแรง  หลายคนตายคนเดียว ด้วยความสับสนและเจ็บปวด  จำเพาะประเทศอเมริกา  มีการวิจัยพบว่า ระหว่างปี ๒๕๔๑ ถึง ๒๕๕๓ คนอเมริกันที่มีความสับสน เป็นโรคซึมเศร้า และเจ็บปวดในปีท้าย ๆ ของชีวิตมีสัดส่วนมากขึ้น

ประเทศร่ำรวยเหล่านี้ แม้มีเทคโนโลยีล้ำหน้ามากมาย แต่บ่อยครั้งกระบวนการรักษาที่กระทำแก่ผู้ป่วยระยะท้ายนั้น นอกจากไม่ช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้นเลย   ยังก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมากมาย  ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ป่วยแม้กระทั่งในช่วงท้ายของชีวิต   ประมาณ ๑ ใน ๘ ของชาวอเมริกันที่ป่วยด้วยมะเร็งระยะสุดท้ายได้รับเคมีบำบัดกระทั่ง ๒ สัปดาห์สุดท้ายของชีวิต ทั้ง ๆ ที่วิธีดังกล่าวไม่เกิดประโยชน์อันใดสำหรับผู้ป่วยระยะนี้เลย  ยิ่งเป็นผู้สูงอายุด้วยแล้ว  เกือบ ๑ ใน ๓ ได้รับการผ่าตัดในช่วงปีสุดท้าย  ร้อยละ ๘ ถูกผ่าตัดกระทั่งสัปดาห์สุดท้าย    ตัวเลขดังกล่าวชวนให้คิดว่า เทคโนโลยีดังกล่าวนอกจากไม่ช่วยยื้อชีวิตแล้ว กลับจะทำให้ตายเร็วขึ้นด้วยซ้ำ

ในปี ๒๕๕๑ มีการวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ  ถูกช็อกด้วยไฟฟ้า หรือถูกกดหน้าอก หรือเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูขณะใกล้เสียชีวิต  มีคุณภาพชีวิตในสัปดาห์สุดท้ายแย่กว่าคนที่ไม่ได้รับการรักษาเสียอีก  ยิ่งกว่านั้นญาติมิตรที่ช่วยดูแลเขา ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้าเป็น ๓ เท่าหลังจากพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว ๖ เดือน  ประการหลังนั้นนอกจากเป็นเพราะว่าผู้ดูแลไม่ได้เตรียมใจล่วงหน้าว่าคนรักของตนจะตายแล้ว  ยังเกิดจากการที่ได้เห็นคนรักของตนมีคุณภาพชีวิตที่แย่หรือประสบความทุกข์ทรมานก่อนตาย  เคยมีการสอบถามญาติมิตรของผู้ป่วยที่เสียชีวิตในประเทศที่พัฒนาแล้ว เกือบร้อยละ ๔๐  ระบุว่าเพื่อนหรือญาติของตนได้รับความเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น  เมื่อถามถึงคุณภาพการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย  ส่วนใหญ่ให้คะแนน “ปานกลาง” หรือ “แย่”
       
สภาพดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกับคนในเมือง  อย่างไรก็ตามคนเราไม่จำเป็นต้องตายอย่างทุกข์ทรมานก็ได้   แม้ก่อนตายร่างกายจะเจ็บป่วย แต่หากมีการตระเตรียมที่ดีพอ ก็สามารถตายอย่างสงบ ไม่ทุรนทุรายได้  ประการแรกได้แก่การตระเตรียมด้านจิตใจ ซึ่งควรทำแต่เนิ่น ๆ ขณะที่มีสุขภาพดี  เช่น หมั่นทำคุณงามความดี ละเว้นความชั่ว  ทำหน้าที่ที่รับผิดชอบด้วยความใส่ใจ ไม่ให้คั่งค้าง  โดยเฉพาะกับคนรักหรือคนรอบข้าง  รวมทั้งหมั่นฝึกจิตให้มีสติ สมาธิ และรู้จักปล่อยวาง  โดยระลึกถึงความตายอยู่เสมอว่าจะต้องเกิดขึ้นกับตนไม่ช้าก็เร็ว  การกระทำดังกล่าวจะช่วยให้ไม่หวาดหวั่นเมื่อความตายมาถึง เพราะมั่นใจในความดีที่ได้ทำ ภูมิใจกับชีวิตที่ผ่านมา ไม่กลัวว่าตายแล้วจะไปอบาย  อีกทั้งไม่มีความห่วงหาอาลัยคนรัก เพราะปล่อยวางได้  ไม่รู้สึกผิดเพราะทำดีกับทุกคน ไม่มีอะไรค้างคาใจเพราะจัดการทุกอย่างจนแล้วเสร็จ

ประการต่อมาคือการตระเตรียมด้านการดูแลร่างกายในยามเจ็บป่วย   เช่น  เมื่อเจ็บป่วยจนถึงระยะท้ายของชีวิต กล่าวคือ ป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หาย และอยู่ในระยะท้ายของโรคนั้น  อีกทั้งร่างกายไม่ตอบสนองต่อการรักษา ก็ควรพิจารณาว่า การรักษาเยียวยาอย่างใดที่อนุญาตให้ทำได้  อย่างใดที่ไม่อนุญาตให้ทำ ทั้งนี้เพื่อไม่เพิ่มทุกขเวทนา หรือสร้างความเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น ไม่ก่อภาระแก่ครอบครัวมากเกินไป อีกทั้งยังเอื้อให้ตนเองได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าหรือมีความหมายต่อชีวิตก่อนสิ้นลม

อันที่จริงการตระเตรียมดังกล่าวควรทำขณะที่ยังมีสุขภาพดี  ไม่ควรรอทำเมื่อล้มป่วย  เพราะชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน   อาจล้มป่วยกะทันหันจนสื่อสารกับใครไม่ได้เลยก็ได้  อย่างไรก็ตามเมื่อตระเตรียมหรือตกลงปลงใจแล้ว ก็ควรแจ้งให้ลูกหลานคนรับได้รับรู้ เพื่อทำทุกอย่างที่ตนได้ระบุไว้ในยามที่ป่วยหนักจนไม่อาจสื่อสารหรือตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

ดังได้กล่าวแล้วว่า การเยียวยารักษาในปัจจุบันบ่อยครั้งสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น อันเป็นเหตุให้ตายด้วยความทุกข์ทรมาน  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยไม่มีทางเลือกอื่น   ทางเลือกนั้นมีอยู่ นั่นคือ การดูแลแบบประคับประคอง (palliative care)  ซึ่งเป็นการดูแลที่ไม่มุ่งยื้อชีวิต แต่พยายามลดความเจ็บปวดหรือ ความทุกข์ทรมาน  และช่วยให้สุขสบายมากที่สุด    กระบวนการใด ๆ ที่ยื้อชีวิต แต่เพิ่มความเจ็บปวด และทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ก็จะไม่ทำ  ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงความต้องการของคนไข้ โดยเฉพาะสิ่งที่อยากทำในวาระสุดท้ายของชีวิต

การดูแลแบบประคับประคองนั้นเป็นการดูแลทั้งกายและใจ  ไม่เพียงลดความเจ็บปวดทางกายที่เกิดกับคนไข้  หากยังให้ความสำคัญกับจิตใจของคนไข้  นอกจากช่วยให้คนไข้น้อมนึกถึงสิ่งดีงาม ภูมิใจกับชีวิตที่ผ่านมา การช่วยให้คนไข้ได้ทำสิ่งสำคัญสุดท้ายของชีวิตก็สำคัญไม่น้อย  การสนองความต้องการดังกล่าว ช่วยให้คนไข้ยอมรับความตายได้มากขึ้น ไม่ต่อสู้ขัดขืนกับความตาย อันจะทำให้เกิดความทุรนทุรายก่อนตาย

การดูแลแบบประคับประคองไม่ต้องการเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและราคาแพง  จึงสามารถทำได้แม้กระทั่งในบ้าน  ปัจจุบันมีสถานดูแลผู้ป่วยชนิดหนึ่งที่ทำงานด้านนี้โดยตรง นั่นคือ สถานดูแลผู้ป่วยระยะท้ายหรือ hospice  ซึ่งจัดว่าอยู่กึ่งกลางระหว่างโรงพยาบาลกับบ้าน  มีการศึกษาวิจัยมากมายที่ยืนยันว่า ผู้ป่วยใน hospice มีคุณภาพชีวิตดีกว่าผู้ป่วยที่ถูกยื้อชีวิตด้วยการอยู่ในห้องไอซียูตามโรงพยาบาลต่าง ๆ   เช่น เจ็บปวดน้อยกว่า ช่วยตัวเองได้มากกว่า มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดีกว่าและนานกว่า

ที่น่าประหลาดใจคือแม้การดูแลแบบประคับประคองมิได้มุ่งยื้อชีวิตผู้ป่วย  แต่ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบนี้จำนวนมากกลับมีชีวิตยืนยาวกว่าผู้ป่วยที่ถูกยื้อชีวิตด้วยเทคโนโลยีนานาชนิด  งานวิจัยของโรงพยาบาลกลางแมสสาชูเสทเมื่อปี ๒๕๕๓ พบว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะ ๔  ที่ได้รับการดูแลใน hospice  นอกจากเจ็บปวดทุกข์ทรมานน้อยกว่าผู้ป่วยประเภทเดียวกันที่ได้รับการรักษาตามมาตรฐาน (เช่น ฉายแสง  เคมีบำบัด) ยังมีชีวิตยืนยาวกว่าคนเหล่านั้นถึงร้อยละ ๒๕ ขณะเดียวกัน หน่วยงานประกันสุขภาพของสหรัฐ หรือ Medicare  หลังจากที่ได้ศึกษาผู้ป่วย ๔,๔๙๓ คนที่เป็นมะเร็งระยะท้ายและโรคหัวใจ ก็พบเช่นกันว่า ผู้ป่วยใน hospice มีชีวิตยืนยาวกว่าผู้ป่วยในโรงพยาบาลเสียอีก

แม้ว่าการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองสามารถทำได้ในโรงพยาบาล  ดังปัจจุบันมีโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากขึ้น  แต่การมีสถานพยาบาลที่ทำเรื่องนี้โดยตรงก็มีความสำคัญที่ควรส่งเสริมให้มีขึ้นมาก ๆ  สถานพยาบาลที่สามารถทำงานด้านนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือ สถานดูแลผู้ป่วยระยะท้าย หรือ  hospice   ซึ่งเมืองไทยตอนนี้ยังมีอยู่น้อยมาก

น่ายินดีอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นความสำคัญของงานด้านนี้ จึงได้จัดตั้งศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ขึ้น  นับเป็นการสร้างมิติใหม่ของการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างกว้างไกล ไม่จำเพาะด้านสาธารณสุขเท่านั้น หากยังส่งเสริมสัมมาทัศนะในเรื่องชีวิตและความตายให้แพร่กระจายออกไป คือความเห็นว่า ความตายเป็นธรรมดาของชีวิตที่พึงยอมรับ  มิใช่สิ่งที่ต้องต่อสู้ขัดขืนหรือผลักไส  หากมีท่าทีที่ถูกต้อง การตายอย่างสงบก็เกิดขึ้นได้

การจัดตั้งศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ เป็นการสร้างสรรค์สิ่งดีงาม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง  ขออวยพรให้ศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ มีความเจริญตั้งมั่น ประกอบกิจอันเป็นคุณประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์เพื่อประสบความสุขสงบในวาระท้าย อย่างยั่งยืนยาวนาน อีกทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้กิจการดังกล่าวแผ่ขยายไปทั่วแผ่นดินไทย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved