หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > ความสำเร็จคือจุดเริ่มต้นแห่งความล้มเหลว
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ ๒๙๖ :: ตุลาคม ๕๒ ปีที่ ๒๕
คอลัมน์รับอรุณ : ความสำเร็จคือจุดเริ่มต้นแห่งความล้มเหลว
พระไพศาล วิสาโล

ย้อนหลังไปเมื่อ ๒,๗๐๐ ปีก่อน โรมเป็นเพียงนครรัฐเล็ก ๆ บนฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ที่ปกครองโดยกษัตริย์ แต่เมื่อเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบสาธารณรัฐ ในปี ๕๐๙ ก่อนคริสตกาล อนาคตของโรมและของโลกตะวันตกก็เปลี่ยนไปด้วย โรมได้กลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ มีแสนยานุภาพทางทหารอันเกรียงไกร อีกทั้งมีนวัตกรรมทางกฎหมาย ศิลปะ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมที่ล้ำยุค ซึ่งมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อโลกตะวันตกต่อเนื่องนานนับพันปี

ความสำเร็จอันน่าทึ่งส่วนหนึ่งมาจากระบอบการเมืองที่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างเข้มข้น ทำให้ชนชั้นนำยากที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อตนเองหรือพวกพ้องได้ การตัดสินใจทางการเมืองและการทหารจึงมุ่งประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก หรืออย่างน้อยก็ต้องโน้มน้าวให้ผู้คนยอมรับว่าชนชั้นนำทำไปเพื่อสาธารณรัฐ

โรมได้ขยายดินแดนด้วยการทำศึกสงครามหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดที่สำคัญเท่ากับการทำศึกกับอาณาจักรคาร์เธจ ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทะเล และคุมจุดยุทธศาสตร์ในทะเลเมดิเตอเรเนียน คาร์เธจเป็นอริที่น่าเกรงขามที่สุด เพราะเคยสร้างความบอบช้ำแก่โรมถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา แม้ไม่มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาด ในปี ๑๔๖ ก่อนคริสตกาล สงครามครั้งที่ ๓ เกิดขึ้นโดยโรมเป็นฝ่ายบุกโจมตีคาร์เธจก่อน และสามารถเอาชนะได้ในที่สุด คาร์เธจถูกทำลายจนพินาศ ไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้อีก

เหตุผลข้อหนึ่งที่ชนชั้นนำของโรมอ้างเพื่อทำสงครามครั้งที่ ๓ กับคาร์เธจ ก็คือ คาร์เธจเป็นพวกชั่วร้าย ตระบัดสัตย์ คดโกง และโหดเหี้ยม บูชายัญแม้กระทั่งเด็กเล็ก กล่าวอีกนัยหนึ่งคาร์เธจเป็นพวกที่ต่ำกว่ามนุษย์ แต่เมื่อโรมชนะสงคราม ยึดเมืองคาร์เธจได้ แม่ทัพถูกสั่งให้ทำลายคาร์เธจจนวายวอด กองเพลิงลุกท่วมคาร์เธจตลอด ๑๐ วัน ๑๐ คืน ตามมาด้วยการรื้อกำแพงเมืองและอาคารทั้งหลายจนไม่เหลือซาก ใช่แต่เท่านั้นยังมีการสังหารผู้คนอย่างโหดเหี้ยมทั้งระหว่างและหลังสงคราม คาร์เธจซึ่งเคยมีประชากรถึง ๑ ล้านคน เหลือผู้รอดชีวิตเพียง ๕๐,๐๐๐ คน ทั้งหมดนี้ถูกกวาดตอนไปเป็นทาส จุดหมายคือเพื่อทำลายเมืองนี้ให้สูญสิ้นไป ไม่ให้เป็นก้างขวางคอโรมอีกต่อไป นับเป็นการทำลายเมืองและวัฒนธรรมอย่างถอนรากถอนโคนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคโบราณ

โรมนั้นถือตัวว่าเป็นอาณาจักรที่มีอารยธรรม และมีคุณธรรมสูงส่งกว่าคาร์เธจ การศึกครั้งนี้ถูกป่าวประกาศว่าเป็นการมากำราบอาณาจักรที่เสื่อมทรามและฉ้อฉล เป็นการต่อสู้ระหว่างอิสรภาพ ความยุติธรรม กับทรราชย์ (ผ่านมากว่า ๒,๐๐๐ ปีเหตุผลนี้ก็ยังไม่ล้าสมัย) แต่สิ่งที่โรมทำกับคาร์เธจนั้นกลับบ่งบอกสิ่งตรงกันข้าม ใช่หรือไม่ว่า ยิ่งเราเห็นอีกฝ่ายเลวร้ายมากเท่าไร เราก็มีแนวโน้มที่จะทำสิ่งเลวร้ายไม่น้อยกว่าเขา ด้วยอำนาจของความเกลียดและหลงตัวลืมตน

หลังจากสิ้นคาร์เธจ โรมได้กลายเป็นมหาอำนาจแต่ผู้เดียวในทะเลเมดิเตอเรเนียน และสามารถขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวาง กล่าวได้ว่าการทำศึกพิชิตคาร์เธจคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่ความยิ่งใหญ่ของโรมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่มองอีกแง่หนึ่งชัยชนะในสงครามครั้งนั้นก็ได้สร้างปัญหาให้แก่โรมในเวลาต่อมา เพราะเมื่อไม่มีคู่แข่งอย่างคาร์เธจคอยถ่วงดุล โรมจึงใช้อำนาจตามอำเภอใจมากขึ้นกับเมืองน้อยเมืองใหญ่ และทิ้งหลักการต่าง ๆ ที่โรมเคยยึดถือ ซึ่งล้วนเป็นหลักการที่สร้างความรุ่งเรืองให้แก่โรม เช่น การยึดถือในเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความยุติธรรม

จะว่าไปแล้วนี้เป็นปัญหาที่ชนชั้นนำบางคนในสภาซีเนตเวลานั้นมองเห็น และเคยท้วงติงคัดค้านการทำสงครามบดขยี้คาร์เธจ ชนชั้นนำกลุ่มนี้เห็นว่าโรมจำต้องมีอาณาจักรที่เข้มแข็งอย่างคาร์เธจไว้เพื่อทัดทานไม่ให้โรมมีอำนาจมากเกินไป หาไม่แล้วอำนาจที่ล้นเหลือจะทำให้โรมเกิด “ความละโมบ” และทำลาย “เกียรติยศ การรักษาสัจจะ และคุณธรรมอื่น ๆ” แซลลัสท์ (Sallust) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันซึ่งบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าว พูดไว้อย่างตรงจุดและชัดเจนว่า “อำนาจและความโลภทำให้เกิดความยุ่งเหยิงวุ่นวาย มันแปดเปื้อนและบ่อนทำลายทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือควรค่าแก่การนับถืออีกต่อไป สุดท้าย(ชาวโรมัน)ก็ทำลายตัวเองจนถึงแก่ความหายนะ”

หลังจากพิชิตคาร์เธจได้ไม่ถึง ๑๒๐ ปี โรมซึ่งเติบใหญ่ไม่หยุดยั้งก็ประสบวิกฤต มีการแก่งแย่งอำนาจภายในไม่หยุดหย่อน จนเกิดสงครามกลางเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดระบอบสาธารณรัฐก็ถึงแก่กาลอวสานหลังจากดำรงคงอยู่มาถึง ๔๕๐ ปี กว่าจะกลับมามีเสถียรภาพได้ก็ต้องอาศัยผู้นำที่เด็ดขาดในระบอบจักรพรรดิ แต่ความยิ่งใหญ่ของโรมไต่ระดับขึ้นไปอีกได้ไม่นาน หลังจากนั้นภาระของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ก็กดทับโรมให้ทรุดลงไปเรื่อย ๆ ประกอบกับความลุ่มหลงในอำนาจและความแตกแยกภายในทำให้โรมอ่อนแอลงยิ่งขึ้น จนพ่ายแพ้ต่อกองทัพของ “อนารยชน”ในที่สุด

ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญที่ความพินาศของโรม เป็นสิ่งที่เอมิเลียนัส (Aemilianus)แม่ทัพผู้พิชิตคาร์เธจครั้งนั้นได้คาดการณ์ล่วงหน้าเอาไว้หลายร้อยปี ขณะที่เขายืนดูเมืองคาร์เธจจมอยู่ในกองเพลิงนั้น เขาร่ำไห้พร้อมกับรำพึงถึงบทกวีของโฮเมอร์ตอนหนึ่งที่กล่าวถึงความพินาศของกรุงทรอย เมื่อทหารคนสนิทถามว่าเขาหมายความว่าอย่างไร เอมิเลียนัสตอบว่าสักวันหนึ่งโรมจะต้องประสบชะตากรรมเดียวกับกรุงทรอย

ครั้งหนึ่งครั้งหนึ่งทรอยและคาร์เธจเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ต้องพบจุดจบอย่างเดียวกัน และแล้วสิ่งที่โรมได้ทำกับคาร์เธจนั้นในที่สุดก็ย้อนกลับมาเกิดกับตัวเอง อาจกล่าวได้ว่าความตกต่ำของโรมเกิดขึ้นเมื่อสามารถพิชิตคาร์เธจได้อย่างสิ้นเชิง ชัยชนะครั้งนั้นแม้จะทำให้โรมขยายอำนาจไปอย่างกว้างขวาง แต่ในความสำเร็จนั้นก็ซุกปัญหาเอาไว้ซึ่งทำให้โรมเสื่อมถอยลงไปเรื่อย ๆ จนถึงแก่ความพินาศ นักบุญออกัสตินซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับที่โรมถูกตีแตก ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากที่ทำลายเมืองคาร์เธจได้ โรมก็ตกต่ำทางศีลธรรมเป็นลำดับ เพราะเมื่อไม่มีศัตรูให้ต้องกลัว ก็ไม่จำต้องระมัดระวังตัวอีกต่อไป โรมจึงมีเสรีที่จะทำตามความเห็นแก่ตัว สามารถสนองความโลภและความมักใหญ่ใฝ่สูงได้เต็มที่ และนั่นคือที่มาแห่งความหายนะของโรม

สิ่งที่ถือว่าเป็นความสำเร็จในวันนี้ มักจะหว่านเพาะปัญหาหรือเป็นที่มาของความล้มเหลวในวันหน้า เพราะไม่มีอะไรได้มาเปล่า ๆ ความสำเร็จทุกอย่างนอกจากจะได้มาด้วยการลงทุนลงแรงแล้ว เมื่อได้มาแล้วก็เป็นภาระที่ต้องรักษา ยิ่งสำเร็จมาก ก็ยิ่งเป็นภาระมาก (แม้แต่ดาราซึ่งเป็นที่นิยมล้นหลาม ก็ยังมีเรตติ้งที่ต้องรักษาไว้ไม่ให้ตก) หากภาระนั้นหนักเกินตัวเมื่อใด ก็ล้มทรุดหรือพังครืนเมื่อนั้น

ใช่แต่เท่านั้น ความสำเร็จมักจะซุกกับดับเอาไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่มักหลงติด นั่นคือความประมาทหรือความหลงตัวลืมตน ยิ่งสำเร็จมากเท่าไร ก็ง่ายที่จะชะล่าใจหรือทำตามอำเภอใจ ไม่คิดจะฟังคำของใคร ซ้ำยังลุแก่โทสะได้ง่าย ทั้งหมดนี้คือโอชะอย่างดีที่ฟูมฟักความล้มเหลวให้เติบใหญ่ไม่ต่างจากมะเร็งร้าย

ราชวงศ์ชิงเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน มักกล่าวกันว่าการใช้อำนาจตามอำเภอใจของซูสีไทเฮาเป็นที่มาแห่งความล่มสลายของราชวงศ์นี้ แต่อันที่จริงความเสื่อมของราชวงศ์นี้เกิดขึ้นมานานแล้ว และหากจะสาวย้อนไปจริง ๆ ก็จะพบว่าจุดเริ่มต้นแห่งความเสื่อมเกิดขึ้นในยุคที่ถือกันว่าเป็นความรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดของราชวงศ์นี้ นั่นคือยุคจักรพรรดิเฉียนหลง (ครองราชย์ ค.ศ.๑๗๓๖-๑๗๙๖)

เฉียนหลงเป็นจักรพรรดิที่ปรีชาสามารถมาก ในยุคของพระองค์ จีนแผ่ขยายอาณาเขตกว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน (แม้กระทั่งจีนยุคปัจจุบันก็ยังเทียบไม่ได้) คลุมไปถึงดินแดนที่เป็นรัสเซียปัจจุบันรวมทั้งมองโกเลียทั้งประเทศ ขณะเดียวกันศิลปะและวรรณกรรมก็เฟื่องฟู เพราะพระองค์เป็นทั้งกวีและผู้คงแก่เรียน

๖๐ ปีที่ทรงครองราชย์ ซึ่งนับว่ายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน จีนมีเสถียรภาพทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปลายรัชกาลพระองค์หันมาใส่พระทัยกับศิลปะและสถาปัตยกรรมอย่างเต็มที่ มีการก่อสร้างและต่อเติมพระราชวังกันขนานใหญ่ ขณะเดียวกันราชสำนักก็ใช้ชีวิตกันอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยมากขึ้น เมื่อผนวกกับรายจ่ายอันมหาศาลในการทำศึกสงครามเพื่อขยายอาณาเขตเกือบตลอดรัชกาล เงินในท้องพระคลังจึงร่อยหรอ ประกอบกับมีประชากรเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากร้างราจากสงครามกลางเมืองมานาน จึงเกิดปัญหาข้าวยากหมากแพง เพราะพื้นที่ทางการเกษตรมีจำกัด

แต่นั่นก็ยังไม่เป็นปัญหามากเท่ากับการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่แพร่ระบาดในราชธานี ซึ่งเกิดจากคนใกล้ชิดของจักรพรรดิเอง ความที่ทรงมีอำนาจมากจึงใช้อำนาจอย่างอำเภอใจ โดยให้อภิสิทธิ์มากมายแก่ขุนนางผู้ใกล้ชิดบางคนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิง ขุนนางเหล่านี้ยักยอกฉ้อโกงสมบัติของแผ่นดินอย่างมหาศาล (ว่ากันว่าขุนนางคนหนึ่งที่พระองค์โปรดปรานมากที่สุดมีทรัพย์สมบัติมากกว่าในท้องพระคลังเสียอีก) ทั้งยังรีดนาทาเร้นราษฎร และบั่นทอนแบบแผนการปกครองที่จักรพรรดิคังซี (พระอัยกาของเฉียนหลง)ซึ่งเป็นราชาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่ง ได้วางรากฐานเอาไว้

ปัญหาอีกประการที่ทรงทิ้งเอาไว้และลุกลามในเวลาต่อมาก็คือ การใช้นโยบายแข็งกร้าวกับชาติตะวันตก ซึ่งเริ่มแผ่ขยายอำนาจมายังทวีปเอเชีย ความที่ทรงครองราชย์มายาวนานโดยได้รับความสำเร็จนานัปการ จึงเชื่อมั่นในพระองค์เองมาก ไม่ฟังคำทัดทานของใคร และไม่คิดประนีประนอมกับตะวันตก ยิ่งในปลายรัชกาล วัยชราทำให้พระองค์มีความคิดแบบอนุรักษ์นิยมมากขึ้น จึงปฏิเสธข้อเรียกร้องทุกอย่างของตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษ ซึ่งต้องการเปิดเมืองท่าแห่งใหม่ในจีนนอกเหนือจากกวางโจว ใช่แต่เท่านั้นยังทรงปฏิเสธที่จะเรียนรู้จากตะวันตกหรือผลักดันให้มีการปฏิรูปเพื่อรับมือกับตะวันตก

นโยบายดังกล่าวสืบทอดต่อมาอีกหลายทศวรรษโดยจักรพรรดิหลายพระองค์(รวมทั้งซูสีไทเฮาซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการ ๓ จักรพรรดิ) จนนำไปสู่การทำสงครามกับชาติตะวันตก ตามมาด้วยการสูญเสียเมืองท่ามากมายและต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล ส่วนการฉ้อราษฎร์บังหลวงซึ่งแผ่ขยายไปทั่วราชอาณาจักรก็กระตุ้นให้เกิดกบฏชาวนาอีกมากมาย โดยเฉพาะกบฏไท่ผิง ทั้งศึกนอกและศึกในได้บั่นทอนความชอบธรรมของราชวงศ์ชิงอย่างถึงรากฐาน จนถึงแก่กาลวิบัติ และทำให้ระบอบจักรพรรดิของจีนซึ่งสืบเนื่องมาถึง ๔,๐๐๐ ปีถึงแก่กาลอวสานในปี ๑๙๑๑ (ในขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นคู่อริสามารถรักษาสถาบันจักรพรรดิอันยาวนานไว้ได้เพราะเห็นความจำเป็นของการปฏิรูปการปกครองเพื่อรับมือกับตะวันตก)

คนที่เก่งและประสบความสำเร็จอย่างสูง หากได้รับความสำเร็จไปนาน ๆ ย่อมง่ายที่จะหลงตัวลืมตน หากไม่หลงใหลได้ปลื้มกับความสำเร็จจนชะล่าใจ ก็มักจะเชื่อมั่นในความคิดและวิธีการของตนอย่างฝังหัว จนไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงหรือเรียนรู้จากคนอื่น แม้สถานการณ์รอบตัวจะแปรเปลี่ยนแต่ก็ยังยืนกรานที่จะทำอย่างเดิม ถึงจุดหนึ่งความคิดและวิธีการดังกล่าวย่อมกลับกลายเป็นปัญหาและนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด

เฮนรี ฟอร์ด เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความฉลาดปราดเปรื่อง เขาเป็นนักประดิษฐ์ที่พลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งโลก จนรถยนต์กลายเป็นสัญลักษ์ของโลกยุคใหม่ อีกทั้งยังก่อให้เกิดการปฏิวัติในวิถีการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ทำให้อุปกรณ์ความสะดวกทั้งหลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนยุคนี้ ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากความสำเร็จของเขาในการผลิตรถยนต์ด้วยต้นทุนที่ต่ำและในเวลาที่รวดเร็ว ทำให้รถยนต์ของเขามีราคาถูกมาก (๑ ใน ๓ ของราคารถยี่ห้ออื่น) รถของเขาซึ่งมีชื่อว่า Model T จึงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง ในชั่วเวลาเพียง ๑๐ ปี ครึ่งหนึ่งของรถที่ขับในสหรัฐอเมริกาคือรถ Model T ส่วนเขาก็กลายเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก

Model T เป็นรถที่มีอุปกรณ์ไม่ซับซ้อน ขับง่ายและดูแลรักษาง่าย เอกลักษณ์ของมันคือสีดำล้วน ฟอร์ดเชื่อมั่นในรถรุ่นนี้มาก เพราะมันไม่เพียงเป็นแม่แบบให้รถยี่ห้ออื่น ๆ ลอกเลียนแบบเท่านั้น หากยังเป็นตัวสร้างความรุ่งเรืองมั่งคั่งให้บริษัทฟอร์ดที่เขาก่อตั้งขึ้น เขาจึงไม่ยอมผลิตรถรุ่นอื่นเลย ยิ่งกว่านั้นยังไม่ยอมให้มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงรถรุ่นนี้เลยแม้แต่น้อย กระทั่งสีรถเขาก็ยืนกรานให้ใช้สีดำสีเดียวเท่านั้น (“จะผลิตรถสีใดก็ได้ตราบใดที่มันยังมีสีดำ”คือคำตอบเมื่อวิศวกรและผู้ค้ารถของเขาขอร้องให้เปลี่ยนสีรถบ้าง)

เป็นเวลานานนับสิบปีที่ฟอร์ดไม่ยอมผลิตรถรุ่นอื่นหรือปรับปรุงรถ Model T ทั้ง ๆ ที่กำไรและส่วนแบ่งตลาดของบริษัทฟอร์ดหดหายลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากคู่แข่งผลิตรถที่มีคุณภาพดีกว่า ขณะเดียวกันรสนิยมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป หันมาใช้รถที่มีเครื่องเครามากขึ้นและสวยขึ้น แต่ฟอร์ดก็ยังใช้วิธีการเดิมในการสู้กับคู่แข่งนั่นคือ ลดราคารถ Model T ให้ต่ำลงเรื่อย ๆ วิธีการนี้แม้จะได้ผลเมื่อปี ๑๙๐๘ แต่เริ่มใช้ไม่ได้ผล ๑๐ ปีหลังจากนั้นเพราะผู้คนมีเศรษฐกิจดีขึ้น จึงสามารถซื้อรถราคาแพงได้

ผ่านไปถึง ๑๙ ปีฟอร์ดจึงยอมยุติการผลิตรถ Model T และหันไปผลิตรถรุ่นใหม่ แต่สถานะการเงินของบริษัทก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนักเพราะฟอร์ดยังคงยืนกรานที่จะใช้วิธีการเดิม ๆ ในการบริหารบริษัท เช่น การปฏิบัติต่อคนงานราวเครื่องจักร (“ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่นั้นใหญ่เกินกว่าที่จะมีความเป็นมนุษย์ได้”) ทำให้คนงานเก่ง ๆ หนีไปอยู่บริษัทอื่น นอกจากนั้น เขายังเป็นคนที่รังเกียจงานนั่งโต๊ะอย่างยิ่ง จึงเป็นปฏิปักษ์กับพนักงานบัญชีและไม่ยอมให้บริษัทมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัญชีเลย ทั้ง ๆ ที่บริษัทมีทรัพย์สินหลายร้อยล้านดอลลาร์ เขาเคยบริหารบริษัทเมื่อแรกตั้งอย่างไร ก็ยังบริหารอย่างนั้นแม้สถานการณ์จะแปรเปลี่ยนไปมากแล้ว

ฟอร์ดเชื่อมั่นในตัวเองมาก แม้เมื่อโอนตำแหน่งประธานบริษัทให้แก่ลูกชาย เขาก็ยังแทรกแซงการบริหารงานของลูกไม่เลิกรา (เช่นเดียวกับจักรพรรดิเฉียนหลง ที่แม้สละราชบัลลังก์แล้วก็ยังบงการอยู่เบื้องหลังจักรพรรดิองค์ใหม่ซึ่งเป็นพระโอรส) โดยขัดขวางการริเริ่มใหม่ ๆ ทั้งในด้านการบริหารและการผลิต ผลก็คือบริษัทฟอร์ดตกต่ำเป็นเวลายาวนานถึง ๒๐ ปี ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ๑ ปี บริษัทขาดทุนเดือนละ ๑๐ ล้านเหรียญ จนแทบจะอยู่ไม่ได้ การจากไปของเขามีส่วนช่วยให้บริษัทฟอร์ดพ้นจากวิกฤต เฮนรี ฟอร์ดจึงเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายบริษัทของเขา

ความสำเร็จกับความล้มเหลวนั้นแยกจากกันไม่ออก จะเรียกว่าความสำเร็จคือจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะในความสำเร็จนั้นมีเชื้อแห่งความล้มเหลวซุกซ่อนอยู่ซึ่งพร้อมจะเติบใหญ่ในวันหน้า หาไม่ก็เปิดช่องให้ปัจจัยแห่งความล้มเหลวแฝงตัวเข้ามา (เช่น ความประมาท ความหลงตัวลืมตน การยึดติดกับความคิดเดิมจนไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง) ซึ่งหากไม่รู้เท่าทัน มันก็จะลุกลามขยายตัวจนก่อปัญหาและกลายเป็นความล้มเหลวในที่สุด

แต่กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ความสำเร็จไม่ว่ายิ่งใหญ่แค่ไหนก็ไม่เที่ยง (อนิจจัง) อีกทั้งไม่สามารถทนอยู่ในสภาวะเดิมไปได้นาน ๆ ไม่นานก็ต้องเสื่อมสภาพไป (ทุกขัง) ความฉลาดปราดเปรื่องหรือความเก่งกล้าสามารถก็เช่นกัน ไม่สามารถหนีกฎอนิจจังไปได้ ยิ่งยึดติดกับวิธีการเดิม ๆโดยไม่เข้าใจถึงความแปรเปลี่ยนของเหตุปัจจัยรอบตัว วิธีการที่เคยสร้างความสำเร็จนั้นแหละกลับจะกลายเป็นปัญหาและพาไปสู่ความล้มเหลวไม่ช้าก็เร็ว

ผู้ที่รู้เท่าทันธรรมดา จึงไม่หลงเพลินกับความสำเร็จ ขณะเดียวกันก็ไม่ยึดติดถือมั่นกับความคิดและวิธีการเดิม ๆ หากเปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ และตระหนักดีถึงข้อจำกัดของตนเอง เมื่อถึงเวลาก็รู้ว่าควรจะวางมือและเปิดทางให้ผู้อื่นได้แล้ว ไม่สำคัญผิดว่าตนเองเท่านั้นที่เก่งหรือคิดผูกขาดความสำเร็จไว้กับตัวเองคนเดียว หากหลงคิดเช่นนั้นก็จะต้องแพ้ภัยตนเอง และถูกความล้มเหลวทำร้ายจิตใจในที่สุด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved