หน้ารวมบทความ
   บทความ > บุคคล > เสวนาธรรมงานศพ มด วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์
กลับหน้าแรก

เสวนาธรรมงานศพ มด วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๐
พระไพศาล วิสาโล และอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์


ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล อยากให้อาจารย์ช่วยให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ในทางธรรมจาก เรื่องราวในการดำเนินชีวิตในการทำงาน ของการจากไปของคุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ หรือมดกราบเรียนอาจารย์ครับ
 

พระไพศาล

ขอเจริญพร ญาติโยมสาธุชนทุกท่าน ปกติเวลาเรามางานศพก็เพื่อระลึกถึง และทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ที่จากไป แต่ในกรณีของมด อาตมาคิดว่าน่าเป็นโอกาสที่เราจะได้มาเรียนรู้หรือได้แง่คิดจากชีวิตและการทำงานของเธอด้วย เพราะว่าชีวิตและการทำงานของเธอถือได้ว่าประกอบไปด้วยธรรมะ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเราทุกคน

ชีวิตและงานของมดน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเราทุกคนก็เพราะว่าเป็นชีวิตและงานที่ประกอบไปด้วยธรรมะ เรียกได้ว่าเป็นชีวิตของธรรมิกชนก็ว่าได้ ธรรมิกชนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้ปฏิบัติธรรมที่ชอบเข้าวัดหรือเคร่งครัดในศีลวัตรเท่านั้น ในทัศนะของอาตมา องค์คุณของธรรมิกชนมีอย่างน้อยสามประการ

ประการแรกคือการเป็นผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม ตรงนี้มดเป็นแบบอย่างให้เห็นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการทำงานโดยมุ่งประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

ประการที่สองคือการไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองหรือชื่อเสียง โดยปกติแล้วคนที่ทำงานเพื่อส่วนรวมมักจะอดคาดหวังไม่ได้ว่าตนเองควรได้รับการยกย่อง มีชื่อเสียง หรือมียศ มีตำแหน่ง ถึงแม้ว่าใหม่ๆ อาจจะไม่ได้คิด แต่ว่าพอทำไปนาน ๆ ก็เริ่มหวังประโยชน์ส่วนตัว หรืออาศัยงานที่ตัวเองทำเป็นบันไดไต่เต้าในการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว แต่กรณีของมดเราคงทราบดีว่าเธอนึกถึงประโยชน์ส่วนตัวน้อยมาก

ประการที่สามก็คือความไม่หวั่นไหวต่อความล้มเหลว และไม่หวั่นไหวต่อคำตำหนิติเตียนหรือคำใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งเป็นสิ่งที่มดประสบมาโดยตลอด ทั้งนี้เพราะงานที่มดทำเป็นงานที่มุ่งประโยชน์ของคนยากจนเป็นสำคัญ การทำเพื่อส่วนรวม ในบางเรื่องบางประเด็นหากทำแล้วอาจจะได้รับการยกย่องสรรเสริญ เช่น การส่งเสริมศีลธรรม การปลูกป่า สร้างสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ใครทำประเด็นเหล่านี้ก็จะได้รับคำชื่นชม ได้รับการยอมรับ แต่ในเมืองไทยคนที่เสียสละเพื่อคนยากคนจน ถ้าไม่ใช่การเอาเงินไปแจก เอาของมาให้แบบสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นการพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมที่ทำให้คนยากคนจนลืมตาอ้าปาก นอกจากจะประสบความสำเร็จได้ยากแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานา เพราะว่าในเมืองไทยปัจจุบันนับวันผู้คนมีทัศนคติที่รังเกียจคนยากคนจนมากขึ้นทุกที และมักระแวงว่าใครที่ทำเพื่อคนยากคนจน จะต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

มดเป็นคนที่ประสบกับความล้มเหลวมาตลอดก็ว่าได้ ไม่ว่าจะต่อสู้เรียกร้องเรื่องอะไร ผลสำเร็จเกิดขึ้นได้ช้ามาก หรือไม่เห็นเลยในหลายๆ กรณี นอกจากนั้นเธอยังตกเป็นขี้ปาก ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตามสื่อมวลชน ถูกเข้าใจผิดต่าง ๆ นานา คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่ามดเป็นคนหัวรุนแรง ก้าวร้าว แต่ใครที่ได้พบปะ ก็จะเห็นว่ามดที่ปรากฏตามสื่อมวลชนกับมดตัวจริงนั้นแทบจะตรงข้ามกัน อาตมาเคยชวนมดไปพูดให้กับตำรวจตชด.ในโครงการอบรมสันติวิธี ในช่วงต้น ๆของรัฐบาลทักษิณ ตชด.มีนโยบายดำเนินการกับผู้ชุมนุมอย่างสันติ เราก็จัดโครงการนี้ขึ้นมาโดยบางช่วงได้พาตำรวจที่ร่วมโครงการนี้เข้าไปคุยกับผู้นำและชาวบ้านสมัชชาคนจนที่ประท้วงหน้าทำเนียบ รวมทั้งเชิญผู้นำสมัชชาคนจนไปคุยกับเจ้าหน้าที่ด้วย ก่อนที่จะพบตัวจริง ตำรวจหลายคนมองมดในแง่ลบมาก แต่พอได้เจอมด เขาก็เปลี่ยนความคิด เพราะมดตัวจริงไม่ได้เป็นอย่างที่สื่อบางฉบับวาดภาพเอาไว้

สรุปก็คือมดเป็นคนที่นอกจากจะอุทิศตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแล้ว เธอยังไม่หวั่นไหวต่อความล้มเหลว และไม่หวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ หรือคำตำหนิติเตียน คนที่มีคุณสมบัติทั้ง ๓ ประการหาได้ยากมาก แม้แต่ในหมู่คนที่เรียกตัวว่า เป็นชาวพุทธ หรือคนธัมมะธัมโม มีไม่มากที่มีคุณสมบัติทั้ง ๓ ประการ แต่มดมีหมดทั้ง ๓ ประการ นี้เป็นสิ่งที่เราน่าจะศึกษาจากเธอ โดยเฉพาะคนที่ทำงานเพื่อสังคมจะต้องศึกษาจากมดให้มาก ๆ เพราะถ้าหากขาดคุณสมบัติ ๒ ประการหลังแล้ว ก็จะทำงานอย่างมีความทุกข์ ทำงานด้วยความคับข้องเจ็บช้ำน้ำใจ แต่ใครที่รู้จักมดจะรู้ดีว่ามดไม่มีอารมณ์ความรู้สึกในทำนองนั้นเลย เธอกลับเป็นคนที่อารมณ์ดี สุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน นี้คือสิ่งหนึ่งที่พวกเราน่าจะเรียนรู้จากเธอ


อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์

พระคุณเจ้าได้พูดถึงสาระแห่งชีวิตของมด ซึ่งสำหรับการศึกษาของชีวิตแล้วพึงพิจารณาไว้ ว่าสาระในชีวิตดังกล่าวนี่จะเป็นสาระที่จะนำพามดไปสู่สัมปรายภพ ใครจะเชื่อเรื่องชาติหน้าหรือไม่ก็ตาม แต่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ว่าเราคนทุกคนมีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บเป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา ต้องพลัดพรากจากของรักเป็นธรรมดา และทุกคนมีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นของตัว และกรรมที่มดทำมาตลอดชีวิตเป็นกุศลกรรม เป็นกรรมเพื่อสนับสนุนตน เป็นกรรมดีที่เป็นประโยชน์ที่เป็นธรรมะ ผมไม่อยากจะย้ำตรงเรื่องนี้ แต่ผมอยากจะขยายความตรงนี้อีกนิดหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่ามดจะพอใจ เพราะว่าวันนี้วันที่ 10 ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่ประกาศว่าบ้านเมืองนั้นมีกฎหมายสูงสุด ซึ่งให้ทุกคนเท่าเทียมกันหมด อย่างน้อยในทางกฎหมาย แต่รัฐธรรมนูญนั้นก็ได้ถูกละเมิดมาเป็นระลอกระลอก แม้จนบัดนี้ประชาชนก็ยังไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะพวกสมัชชาคนจน คนปลายอ้อปลายแขม คนส่วนมากยังนั่งในที่นี้ แม้จะมีรัฐธรรมนูญ ชีวิตของคนเหล่านี้ก็ถูกละเมิด ไม่ได้ดีขึ้น ดังมดได้ต่อสู้มาตลอด ต้องการให้ดีขึ้น พร้อมกันนั้นวันนี้ก็ครบ ๖๐ ปี หรืออ้างถึงการประกาศปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เมื่อบ่าย ๒ โมงวันนี้เลขาธิการสหประชาชาติก็มาเปิดสัมมนาที่ตึกยูเอ็น เพื่อจะยกย่องสิทธิมนุษยชน นายกรัฐมนตรีก็ส่งสาส์นไป แต่ทั้งหมดนั้นเป็นการตีฝีปาก ยังไม่ได้เริ่มเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ที่จริง ๕ รอบนักษัตรแห่งปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชนนั้น เกิดขึ้นพร้อมๆ กับวันนี้เป็นวันครบรอบ ๑ รอบนักษัตร ของสมัชชาคนจน ขอให้สมาชิกสมัชชาคนจนจงไชโยโห่ฮิ้วขึ้น เพื่อมดจะได้ดีใจ สมัชชาคนจนไชโยโห่ฮิ้วขึ้นที่ตั้งมาครบรอบ 1 นักษัตร ไชโย ไชโย ไชโย ไชโย เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อชนชั้นบน ไม่ใช่เพื่อพ่อของชาติด้วย

แต่เพื่อคนของชาติ ต้องเข้าใจอย่างนี้ อย่าไปเชื่อในเรื่องที่เขามอมเมา ที่พูดเช่นนี้ เพื่อจะเตือนว่าพระคุณเจ้าบอกว่าชีวิตของมดมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว แต่ความล้มเหลวนั้นจะคงไว้ไม่นานจักกลายมาเป็นความสำเร็จ ตราบใดที่ประชาชนลืมตาอ้าปากขึ้นและกล้าท้าทายทางข้างบน เพราะฉะนั้นชัยชนะไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนรัฐบาล ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่การเล่นแร่แปรธาตุ หรือการโกหกตอแหลของคนข้างบน แต่ชัยชนะอยู่ที่คนชั้นล่าง เพราะคนชั้นล่างนั้นมีคุณธรรม มีจริยธรรม มีวัฒนธรรมที่แนบสนิทไปกับธรรมชาติ มีวัฒนธรรมที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีอหิงสธรรม อันนี้นะครับ มดออกไปอยู่กับชาวบ้าน และมดไม่ได้ไปสอนชาวบ้าน มดไม่ได้เคยบอกเลยว่าจะไปนำชาวบ้าน แต่มดได้ไปเรียนกับชาวบ้านและชาวบ้านได้ตื่นตัวขึ้น ชาวบ้านตื่นขึ้น เพราะแลเห็นการกดขี่อย่างชัดเจน มดเป็นตัวเชื่อมเพียงแค่นั้น ยามนี้กำลังคนจำนวนมากที่ไม่ค่อยจะมี แต่คนจำนวนน้อยกลับกลายเป็นคนที่มีคุณภาพ ชาวบ้านมีคุณภาพครับ แต่ขณะที่คนข้างบนส่วนใหญ่กลับกลายเป็นไม่มีคุณภาพ

ในขณะที่คนที่ปกครองบ้านครองเมืองส่วนใหญ่ไม่มีคุณภาพ รัฐมนตรีส่วนใหญ่ไม่มีคุณภาพ แต่ชาวบ้านมีคุณภาพ และคุณภาพหรือคุณธรรมนั้น คือ พื้นฐานแห่งชัยชนะ จะเป็นไปในทางด้านของธรรมะที่เอาชนะอธรรม พระคุณเจ้าซึ่งสอนแต่บนธรรมาสน์นะครับ แต่ถ้าธรรมาสน์นั้นต่อสู้อธรรมด้วยสันติวิธี พระก็อาจลงจากธรรมาสน์ ออกมาเผชิญหน้ากับทหาร อย่างกรณีของพระในเมืองพม่า แต่พระไม่ได้สอนให้คนเกลียดทหาร ให้รักทหาร อันนี้สิ สำคัญครับ ชัยชนะอยู่ที่ความรัก ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรง ชัยชนะเกิดขึ้นเพราะเมตตาธรรม สันติประชาธรรม

ผมว่ามดและพรรคพวกของเราทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นปากมูล ไม่ว่าจะเป็นราศีไสล ไม่ว่าจะเป็นบ่อนอกหินกรูด อุดรธานี คนเหล่านี้ไม่ใช่ตัวประกอบ หากเป็นตัววัฒนธรรม ที่เน้นสันติวิธี ที่จะทำงานต่อไปได้อีก แต่คนชั้นสูงไม่เข้าใจ มองไม่เห็นนักการเมืองทุกภาครัฐ ออกหาเสียงอ้างว่าอยู่ข้างราษฎร แต่ไม่มีใครเลย ไม่มีใครรับฟังราษฎรอย่างจริงใจเลย

ชนชั้นกลางแต่ก่อนอยากจะรวย อยากจะมีรถ อยากจะมีตู้เย็น อยากจะมีอะไร คนชั้นกลางเป็นอันมากเริ่มเห็นคุณค่าคนชั้นล่าง ถึงแม้จะยากจน มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีคุณธรรม รวมตัวกันกระทั่งเป็นกระบวนการ เป็นอะไรๆ นี้นับว่าเป็นกำลังที่สำคัญ เป็นพลังสำคัญที่สุดของบ้านนี้เมืองนี้ เช่นเดียวกันนะครับ แม้พม่าจะไม่มีกระบวนการประชาคมอย่างบ้านเรา ผมเองได้เกี่ยวข้องกับพม่าและชนชาติต่างๆในพม่ามาสิบกว่าปี แล้วชนชาติพม่าไม่เห่อพระมหากษัตริย์ เพราะเขาหมดระบบกษัตริย์ไปนานแล้ว ที่น่าสังเกตคือจตุคามรามเทพ ชนชาติพม่าก็ไม่นับถือครับ คือพม่าขาดศักดินาขัตติยาธิปไตย และไสยศาสตร์ของพม่าก็ยังไม่เข้าขั้นลัทธิบริโภคนิยมอย่างไทยเรา พระไทยส่วนใหญ่สยบยอมและกลัวการประท้วงทางสังคม แต่เมื่อเราประท้วงเรื่องเผด็จการของทหารพม่าฆ่าพระพม่า พระที่เชียงใหม่กว่าร้อยรูปนะครับออกมขับเคลื่อนในเรื่องนี้ และเมื่อไหร่พระในกรุงเทพฯออกมา เมื่อนั้นแหละคือชัยชนะ เพราะพระส่วนใหญ่ลูกคนจนครับ แต่การศึกษาของพระสอนให้พระลืมกำพืดของตัวเอง

สมัชชาคนจนไปตั้งชุมนุมอยู่รอบทำเนียบรัฐบาลซึ่งติดอยู่กับวัดเบญจมบพิตร แต่พระวัดเบญจมบพิตรท่านไม่เคยไปเยี่ยมชาวบ้านเลย พระพวกนี้ไม่ไปเยี่ยมคนจนเลย ไม่เคยบิณฑบาตมาเลี้ยงคนจนเลย ทั้งที่ตัวเองเป็นคนจน แต่พระพวกนี้พอเป็นมหาก็เริ่มดัดจริตแล้ว พอเป็นเจ้าคุณจะดัดจริตมากขึ้น ยิ่งเป็นสมเด็จแล้วดัดจริตสุดๆ เลย แต่ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ต่อไปพระจะเปลี่ยน ดังที่ชนชั้นกลางเปลี่ยน อย่างชนชั้นล่างเคยทำมาก่อน ชนชั้นล่างสามารถเปลี่ยนชนชั้นกลางได้ เพราะชนชั้นล่างมีพลังในทางธรรม ในทางจริยธรรม ในทางวัฒนธรรม พระเวลานีเป็นสมี เป็นอลัชชีกันมาก อลัชชีจะดำเนินตามมาร เมื่อพระเดินเข้าสู่อ้อมแขนของมาร เช่นเดียวกันครับ เจ้าก็เหมือนกันครับ อย่าไปกลัว เราเลิกกลัวเจ้าเมื่อไหร่ ชัยชนะก็จะเกิดมีขึ้นเมื่อนั้น เราจะขว้างความกลัวทิ้งเหมือนขว้างกงจักรออกไป เพราะมันไม่ใช่ดอกบัว เมื่อกี้ผมบอกแล้วนะครับ ชนชั้นกลางที่เปลี่ยนไปนี่สำคัญ ขอให้รู้เรื่องนักธุรกิจเพื่อสังคม นักธุรกิจแต่ก่อนนี้คิดอย่างเดียวจะหาเงิน คิดอย่างเดียวจะเอาเปรียบผู้ซื้อ จะเอาเปรียบธรรมชาติ เดี๋ยวนี้นักธุรกิจโดยเฉพาะนักธุรกิจเพื่อสังคมในเมืองไทยนี่อยู่ฝ่ายคนยากคนจนมากขึ้น ผมว่านี่คือจุดเด่น เพราะฉะนั้นนักธุรกิจ ถ้ามีความซื่อสัตย์สุจริต อยู่ฝ่ายธรรมะ อยู่ฝ่ายประชาชน อยู่ฝ่ายธรรมชาติ และนักธุรกิจนี้จะนำนักการเมือง

ในยุโรปเวลานี้นักธุรกิจนำนักการเมืองนะครับ เพราะนักการเมืองในยุโรปแม้จะน้ำเน่าน้อยกว่าเมืองไทย แต่นักธุรกิจก็ยังคงน้ำเน่าอยู่ดี และผมเชื่อว่านักธุรกิจจะนำนักการเมืองต่อไป โดยเฉพาะนักธุรกิจเพื่อสังคมที่ผมพยายามพูดตรงนี้ ผมอยากจะให้เห็นว่าการมองไปที่มด ไม่ใช่ในฐานะปัจเจกบุคคล ซึ่งเธอเป็นคนที่ดีแน่ เป็นคนที่เสียสละแน่ เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัวนั้นแน่ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือมดเป็นกัลยาณมิตรเรา เป็นกัลยาณมิตรกับคนยากไร้ เป็นกัลยาณมิตรกับคนรวยด้วย หรือเธอไม่รังเกียจเป็นคนรวยหรือคนจนครับ เธอพร้อมที่จะคุยด้วย พร้อมที่จะฟัง พร้อมที่จะเอื้ออาทร พระพุทธเจ้าสอนไว้นะครับว่าในชีวิตของเรา สิ่งที่ประเสริฐที่สุดภายนอกตัวเรา ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่อำนาจ ไม่ใช่ชื่อเสียง แต่กัลยาณมิตร กัลยาณมิตร คือ ผู้ซึ่งเอื้ออาทรและกล้าพูดในสิ่งที่เราไม่อยากฟัง ท่านบอกว่ากัลยาณมิตรนั้นเป็นปรโตโฆษะ เป็นเสียงกระแสอื่นที่เตือนมโนธรรมสำนึกของเรา และเมื่อเราได้มโนธรรมสำนึกเตือนเรา จากกระแสอื่น จากภายนอกแล้ว เราก็ต้องเจริญโยนิโสมนสิการให้มากขึ้น

กล่าวคือฝึกจิตใจของเราให้ลดความเห็นแก่ตัวลง ให้เห็นประโยชน์ของคนอื่นมากกว่าประโยชน์ของเราเอง ทะไลลามะรับสั่งนะครับ ว่าคนที่แสวงหาความสุขเพื่อตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงคนอื่น จะหาความสุขไม่ได้ครับ แต่คนที่หาความสุขให้คนอื่นโดยที่ไม่คำนึงถึงความสุขของตัวเอง นั่นกลายเป็นความสุขได้นะครับ มดเป็นคนหนึ่งนะครับ เธอหาความสุขได้เพราะความที่เธอเป็นคนที่มีความอ่อนน้อม เอื้ออาทรต่อผู้อื่นมาก แม้กระทั่งเจ็บไข้ได้ป่วยก็ยังห่วงคนยากไร้ ห่วงคนที่ถูกรังแก เพราะฉะนั้นเวลานี้ในแง่หนึ่งเธอสิ้นห่วงไปแล้วละสังขารไปแล้ว ตอนนี้เธอเสวยสุขในสัมปรายภพแล้ว และผมเชื่อว่า ณ ที่แห่งนี้ เธอมาอนุโมทนาร่วมกับเรา และผมเชื่อว่าหลวงพี่คงจะให้ธรรมะที่ชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งกว่าภาษาของผมที่เป็นอปิยะวาจา

พระไพศาล

อาจารย์สุลักษณ์ได้ย้ำให้เราตระหนักว่าธรรมะย่อมชนะอธรรม ตรงนี้สำคัญมากเพราะว่าถ้าเรามีศรัทธาในความดีงามแล้ว ก็จะมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป แม้ว่าจะประสบอุปสรรคหรือถูกโจมตีว่าร้าย หรือแม้จะต้องประสบกับความล้มเหลวก็ตาม อาตมาคิดว่ามดมีตรงนี้มากคือศรัทธาในสิ่งที่ถูกต้อง คนจำนวนไม่น้อยแม้จะศรัทธาในสิ่งที่ถูกต้อง แต่มักลังเลที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าไม่แน่ใจว่าทำแล้วจะประสบชัยชนะ คนจำนวนไม่น้อยรู้ว่าสิ่งนี้ถูกต้องแต่ก็ไม่ทำ เพราะกลัวว่าทำแล้วจะแพ้ แต่ว่ามดไม่เป็นอย่างนั้น สำหรับมด แพ้หรือชนะไม่สำคัญเท่ากับว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า

การที่คนเราจะสามารถยืนหยัดมั่นคงในสิ่งที่ถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอาจจะต้องแพ้ เขาจะต้องมีศรัทธาในความดีงาม ศรัทธาในธรรมะ ศรัทธาเหล่านี้แหละจะทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง มดเป็นคนที่มีศรัทธาในสิ่งที่ถูกต้อง จึงยืนหยัดมาโดยตลอด เท่าที่อาตมาจำได้เธอทำงานเพื่อสังคมตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนมัธยมที่มหาพฤฒารามด้วยซ้ำ ตอนนั้นอาตมาอยู่อัสสัมชัญ รุ่นหลังเธอปีหนึ่ง รู้จักกับน้องของเธอหลายคน แต่มารู้จักเธอเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แม้ว่าเราจะเดินกันคนละสาย เพราะตอนนั้นอาตมาอยู่ชมรมพุทธ ฯ ส่วนมดเธออยู่พรรคพลังธรรม แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่มดได้แสดงมาตลอดก็คือความมั่นคงในวิถีทางแห่งความถูกต้อง เป็นเวลามากกว่า ๓๐ ปีแล้ว

นี้เป็นสิ่งที่พวกเราควรเรียนรู้จากเธอ เพราะทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยหวั่นไหวมาก ไม่ใช่หวั่นไหวว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูกต้องหรือเปล่า แต่หวั่นไหวเพราะกลัวจะเป็นฝ่ายแพ้ ถ้าเราศรัทธาในสิ่งที่ถูกต้อง เราต้องไม่กลัว แม้จะแพ้ก็ต้องทำ ถ้าหากมั่นใจว่าสิ่งนั้นเป็นความถูกต้อง ทีนี้บางคนอาจถามว่าถ้ารู้ว่าแพ้แล้ว จะทำไปทำไม ที่จริงถ้าหากเราไม่ยึดติดในตัวตนเราจะรู้เลยว่าความพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ มนุษย์เรามักจะหวั่นไหวต่อความพ่ายแพ้ เพราะว่าเราต้องการได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะ ซึ่งเป็นเรื่องของการสนองตัวตนโดยแท้ ตัวตนหรืออัตตามันไม่ยอมเป็นฝ่ายแพ้ มันต้องการเป็นผู้ชนะ เพราะฉะนั้นแม้จะต้องทำสิ่งที่เป็นอธรรม แต่ถ้าแน่ใจว่าชนะมันก็จะทำ ถ้าหากเราต้องการทำงานเพื่อสังคม ต้องการต่อสู้เพื่อความดีงาม เราจำเป็นต้องรู้เท่าทันอัตตา เพราะถ้าเราไม่รู้เท่าทันมัน มันจะหลอกล่อให้เราทำอะไรก็ได้เพื่ออยู่ฝ่ายชนะแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ตาม

ชนะหมายถึงรวย ชนะหมายถึงมีชื่อเสียง ชนะหมายถึงมีหน้ามีตาในสังคม ชนะหมายถึงมีอำนาจ ชนะหมายถึงได้รับเลือกตั้ง เป็นส.ส. เป็นรัฐมนตรี ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่อัตตาต้องการ มันทำให้ตัวตนพองโตขึ้น ในระหว่างทำงานเพื่อสังคม ถ้าเราไม่พยายามตรวจตราหรือรู้เท่าทันอัตตา เราก็จะเผลอพลัดเข้าไปบนเส้นทางแห่งความไม่ถูกต้อง เพียงเพราะว่าเส้นทางนั้นพาเราไปสู่ชัยชนะ

มีคำถามว่าถ้าไม่ชนะแล้วเราจะอยู่อย่างไร อาตมาคิดว่านอกจากความถูกต้องแล้ว คนเราต้องการความสุข ความสุขสามารถหล่อเลี้ยงให้เรายืนหยัดมั่นคงบนเส้นทางแห่งความถูกต้องได้ อย่างที่บอกแล้วว่าศรัทธาในธรรมะทำให้เรามั่นคงในความถูกต้องดีงาม แต่นอกจากศรัทธาในธรรมะแล้ว คนเรายังมั่นคงในความถูกต้องได้เพราะจิตใจได้สัมผัสกับความสุข เป็นความสุขที่ไม่ได้มาจากภายนอก เช่น ทรัพย์สินเงินทอง หรือชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่ได้มาจากอำนาจหรือความสำเร็จ แต่เป็นความสุขที่มาจากภายใน เพราะว่าได้ทำสิ่งที่ดีงาม รวมทั้งเป็นสุขเพราะตัวตนเบาบาง จนกระทั่งไม่หวั่นไหวต่อชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่หวั่นไหวต่อลาภ ยศ สรรเสริญ ตราบใดที่ยังมีตัวตนใหญ่โต เราย่อมอดไม่ได้ที่จะพลัดเข้าไปในวงจรแห่งอำนาจ ในลาภ ยศ สรรเสริญ ทำให้ความสำเร็จเป็นสิ่งหอมหวาน เพราะถ้าสำเร็จ ลาภ ยศ สรรเสริญ และอำนาจ ก็จะตามมา

ทุกวันนี้คนเราหาความสุขจากภายในได้ยาก แต่ว่ามดเป็นคนหนึ่งที่สามารถหาความสุขท่ามกลางการทำงาน จากการมีชีวิตที่เรียบง่าย นี่อาจเป็นผลจากการที่เธอเปิด่ใจเข้าไปเรียนรู้จากชาวบ้าน คือนอกจากไปทำงานเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว เธอยังซึมซับรับเอาภูมิปัญญาหรือคุณธรรมของชาวบ้าน จนสามารถมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่าย มีอารมณ์ขัน สามารถหัวเราะเยาะตัวเองได้ สามารถยิ้มได้แม้ว่าจะประสบกับความล้มเหลว

แม้มดจะเป็นคนที่ไม่ได้มีความสามารถในการบำเพ็ญทางจิต จนพบกับความสุขอันลึกซึ้งจากสมาธิภาวนาแต่เธอก็เป็นตัวอย่างของคนที่หาความสุขได้ท่ามกลางการทำงาน ซึ่งเต็มไปด้วยความร้อนแรง เต็มไปด้วยความขัดแย้ง สิ่งหนึ่งที่อาตมาคิดว่าเธอประสบความสำเร็จ คือเมื่อเธอเผชิญกับปรปักษ์หรือคู่กรณี เช่น เจ้าหน้าที่รัฐ หรือนักการเมือง เธอซึมซับรับเอาความไม่ดีของปรปักษ์มาน้อยมาก คนเราเวลาสู้กับยักษ์มาร อดไม่ได้ที่จะซึมซับรับเอาความเป็นยักษ์เป็นมารมาไว้ในตัวเอง เหมือนกับตำรวจที่มีหน้าที่ไล่ล่าปราบโจร เสร็จแล้วก็กลายเป็นโจรเสียเอง เช่น รีดไถชาวบ้าน วิสามัญฆาตกรรมคนบริสุทธิ์ หลายคนที่ต่อสู้กับเผด็จการ เสร็จแล้วก็ซึมซับรับเอาความเป็นเผด็จการไว้ในตัวโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นเผด็จการในองค์กรของตน ทนไม่ได้กับความเห็นต่าง จนถึงกับกำราบหรือเล่นงานคนที่ขัดแย้งกับตนในองค์กร ผู้นำขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชหรือประชาธิปไตยในหลายประเทศมักจะเป็นเช่นนี้ คือเมื่อขับไล่ขับผู้ยึดครองหรือเผด็จการออกไปได้ พอได้เป็นผู้ปกครอง ก็กลายเป็นเผด็จการเสียเอง

เวลาต่อสู้กับยักษ์มาร กับดักสำคัญก็คือ เราอดไม่ได้ที่จะซึมซับรับเอาความชั่วร้ายของคนเหล่านั้นมาโดยไม่รู้ตัว มดแม้จะไม่ประสบความสำเร็จในหลายเรื่อง แต่อย่างน้อยเธอก็ประสบความสำเร็จในการรักษาคุณงามความดีของตัวเอาไว้ ไม่ซึมซับรับเอาความเป็นยักษ์มารของคู่กรณีมาไว้ในตัว ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นมีความไม่ซื่อ กลโกงสารพัด ชอบใช้อำนาจ ใจแคบ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย มดเป็นคนกลุ่มน้อยที่ไม่พลัดตกไปในกับดักนี้ ตรงกันข้ามกับคนจำนวนมากที่ซึมซับรับเอานิสัยไม่ดีของปรปักษ์มาไว้กับตัว จนกลายเป็นยักษ์เป็นมารในแวดวงของตนโดยไม่รู้ตัว

ตรงนี้อาตมาคิดว่าคนที่ทำงานเพื่อสังคมจะต้องมีสติ รู้เท่าทันตนเอง อ่อนน้อมถ่อมตน โดยเรียนรู้จากความสำเร็จของมดในแง่นี้ การที่เธอไม่ได้มีอำนาจวาสนาหรือสถานภาพอันสูงส่งอย่างหลายคนที่เคยผู้นำขบวนการนักศึกษาหรือขบวนการประชาชน ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเธอรู้เท่าทันตัวเอง หัวเราะเยาะกิเลสของตัวเองได้ จึงยังเป็นมดคนเดิม ที่ยิ้มง่าย และยืนหยัดต่อสู้โดยไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ มดเคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสารสารคดีว่าเธอเป็นคนธรรมดา แต่สิ่งหนึ่งที่เธอมีคือไม่ยอมจำนนง่ายๆ แม้จะแพ้แต่ก็ไม่หวั่นไหวต่อความพ่ายแพ้ เพราะความพ่ายแพ้ไม่ใช่เป็นสาระสำคัญของชีวิตมากเท่ากับความถูกต้อง โดยอาศัยความสุขภายในและจากการมีกัลยาณมิตรโดยเฉพาะคนยากไร้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง

อาตมาคิดว่ามดมีปัญญาที่จะหยั่งเห็นว่าในที่สุดธรรมะย่อมชนะอธรรม แม้ว่าเธออาจจะไม่ทันได้เห็นชัยชนะดังกล่าวในช่วงชีวิตของเธอ แต่สายตาที่ยาวไกลโดยตระหนักถึงมิติทางประวัติศาสตร์ ย่อมทำให้เธอมีความมั่นใจเช่นนั้น ความมั่นใจในธรรมะยังทำให้เธอพยายามขัดเกลาตนเอง โดยอาศัยการทำงานเป็นเครื่องลดละตัวตน ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราควรจะเรียนรู้จากเธอ เพราะถ้าเราลดละความยึดมั่นในตัวตนไม่ได้ เราจะเป็นทุกข์เมื่อไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เราจะเป็นทุกข์เมื่อไม่มีรถคันใหม่ ไม่มีบ้านหลังใหญ่ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอย่างที่คนอื่นมี อาตมาคิดว่านี้เป็นเคล็ดลับก็ว่าได้ที่ทำให้มดทำงานเพื่อคนยากไร้ได้ตลอดชีวิตโดยคงความเป็นคนธรรมดาเอาไว้ได้

อาจารย์สุลักษณ์

สิ่งที่พระคุณเจ้าได้พูดมานั้น ผมว่ามีประโยชน์มากครับ พวกเราที่นั่งในที่นี้หลายคนรู้จักมดคนละแง่ คนละมุม แต่พระท่านสามารถเอาธรรมะมาชี้ให้เห็นเลยว่าแง่มุมในชีวิตต่างๆ เหล่านั้น น่าจะเป็นบทเรียนแก่เราได้อย่างไรบ้าง มดเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง แต่ความธรรมดานั้นแหละครับ มันมีศักยภาพ มันมีฤทธิเดช ประโยชน์ของธรรมะอยู่ตรงนี้ครับ ประโยชน์ของธรรมะไม่ได้อยู่ที่การตีฝีปาก ไม่ได้มาเชียร์คนตายอย่างที่มักชอบทำกันอย่างเหลวไหล พระคุณเจ้าชี้ให้เห็นเลยครับว่า ถ้าเรามองเห็นชีวิตทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง ความสำเร็จและความล้มเหลว อะไรๆมันก็จะแปลงเป็นธรรมะ แล้วจะเป็นบทเรียนให้เราได้ ผมอยากจะพูดทำนองนี้นะครับ ในแง่ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบ โดยเฉพาะเมื่อมดมีโรคาพยาธิ ตั้งแต่มีความเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งทรมาน อันนี้นะครับมดมีธรรมะอยู่ และใครจะไปเรียกเอาศรัทธาที่มากมายก่อนเขาตาย จะเห็นได้ชัดเลยว่าประโยคทองในพื้นที่ของธรรมะคือ ไม่ยึดถือ ไม่ติดยึด ไม่ถือตามวัฒนธรรมในปัจจุบัน ที่เอาแต่บริโภคนิยม ไม่ศรัทธาในคนแก่ ไม่ศรัทธาในตัวเด็ก ไม่ศรัทธาในความตาย แต่มดไม่ใช่คนอย่างนั้นเขายอมรับความแก่ ความเจ็บ ความตาย ผมมีโอกาสไปเยี่ยมมดในขั้นสุดท้ายในชีวิต เห็นได้ชัดเลยครับว่าในมือเขากำรูปเจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์ จิตใจเขาอยู่ที่พระกวนอิมโพธิสัตว์ และเราต้องเข้าใจนะครับ พระกวนอิมโพธิสัตว์นี้ คือ พระอวโลติเกศวร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นบุคคลาธิษฐาน ของพระกรุณาคุณของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าของเราก็คนธรรมดาสามัญเหมือนอย่างเราท่านทั้งหลายนี่แหละครับ แต่ทรงเอาชนะกิเลสวาสนาได้ทั้งหมด ทรงแปรสภาพความโลภให้เป็นทาน ทานอันสูงสุด แปรสภาพความเกลียดความโกรธให้เป็นเมตตากรุณา ความรักอันสูงสุดที่มีไม่มีความเห็นแก่ตัวเหลืออยู่ แปรความหลงในอวิชชาให้เป็นปัญญา ตรัสรู้ เห็นจริง เห็นแท้ เห็นเป็นองค์รวม คือทรงไว้ซึ่งพระปัญญาอันสูงสุด พร้อมๆกันไปกับพระกรุณาคุณอันสูงสุด เพราะความรู้ที่ไม่มีความเห็นแก่ตัวจะรู้รอบรู้จริงแล้ว ย่อมประกอบไปด้วยความรัก เพราะฉะนั้นพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้านั้น ควบคู่ไปกับพระกรุณาคุณของพระพุทธเจ้า และพระปัญญาคุณนั้นทางฝ่ายมหายานจะทำเป็นรูปพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ซึ่งถือพระขรรค์ไว้ตัดอวิชชา ส่วนพระกรุณาคุณนั้นมาในรูปพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา กรุณา เมื่อมาถึงเมืองจีนแล้วก็กลายเป็นเจ้าแม่กวนอิมอันเดียวกันเลยนะครับ เป็นบุคคลาธิษฐานแสดงถึงพระกรุณาคุณ ถ้าเรามอบชีวิตให้อยู่กับพระกรุณาคุณของพระพุทธเจ้า มอบชีวิตไว้ให้อยู่กับพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า ชีวิตของเรา ความตายของเรา ย่อมกลายเป็นความยิ่งใหญ่ไปได้ เป็นความยิ่งใหญ่ที่ไร้อัตตา เพราะเราอยู่ในคุณของพระโพธิสัตว์ พระกรุณาคุณของพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งของเราได้

มดพร้อมนะครับที่จะอยู่ในพระกรุณาของพระพุทธเจ้า พร้อมที่จะเดินไปสู่โลกหน้าด้วยความสงบ ด้วยความไม่ติดยึด เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าเธอต้องไปสู่สุคติจริงๆ ไปอยู่ในโลกซึ่งเต็มไปด้วยความรัก เพราะชีวิตของเธอตลอดมา ผมรู้จักมดมาไม่ต่ำกว่า ๓๐ปี นะครับ มดมีความรัก มีความรักคนอื่นมากกว่าตัวเอง รักที่จะรับใช้ผู้ยากไร้ รักความสะอาด รักธรรมชาติ รักความยุติธรรมในสังคม และก็รักอย่างรู้เท่าทันที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ถึงแพ้ก็ขอทำตามธรรมะ ฉะนั้นเธอจึงเป็นคนธรรมดา ที่รู้เท่าทันโลก ผมเชื่อนะครับ ว่าเวลานี้มดอยู่ในพระกรุณาคุณของเจ้าแม่กวนอิม หรือพระกรุณาคุณของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือพูดได้อีกนัยหนึ่งตามทางของฝ่ายมหายาน เชื่อว่ามดเข้าสู่แดนสุขาวดีของพระอมิตาภพุทธ ถ้าเราดูหนังจีนเราก็จะเห็นเลยว่าเขาเอ่ยอมิโตโพ่ จริงๆ แล้วอมิโตโพ่ก็คือ พระอมิตาภพุทธ พระพุทธเจ้าองค์นี้ทรงอธิษฐานว่าจะช่วยสรรพสัตว์ทั้งหมด ซึ่งสรรพสัตว์ทั้งหมดที่ยอมสยบ ไม่กร้าว ไม่ขัดขืน อ่อนน้อมถ่อมตัว ก็จะบำเพ็ญคุณความดีที่จะอยู่ในพระอานุภาพของอมิตาภพระพุทธ ซึ่งทรงมีแดนสุขาวดีอยู่ทางทิศตะวันตก แดนสุขาวดีจะอยู่ทางทิศตะวันตก ทิศตะวันตกจะเป็นของพระอมิตาภพุทธ ผมเชื่อว่ามดเข้าไปสู่แดนนี้

ดังใครก็ตามที่อ่านหนังสือเรื่องกามนิต ของเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ก็จะเห็นได้เลยว่าทั้งกามนิตและวาสิฎฐี เข้าไปสู่แดนสุขาวดี อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหลนะครับ และสุขาวดีก็เป็นเพียงบุคคลาธิษฐาน มีใครที่เข้าถึงธรรมก็จะพามดเข้าไปสู่กระแสแห่งธรรมะ เป็นกระแสซึ่งเธอได้รับความสงบ เพราะเธอดำเนินชีวิตด้วยความไม่เห็นแก่ตัว ดำเนินชีวิตด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน เธอดำเนินชีวิตด้วยความรัก ด้วยความให้ ด้วยความโอบอ้อมอารี และในตอนหลังแห่งชีวิต แม้ก่อนป่วยคราวหลังนี้ เธอก็ได้เริ่มเจริญสมาธิภาวนา สมาธิภาวนาเป็นตัวช่วยให้เกิดความสงบ พอจิตสงบได้แล้ว ชีวิตที่มีความรักก็จะมั่นคง กล่าวคือจิตสิกขา ก็เจริญด้วยความรัก ตามที่เราต้องการเพื่อเอื้ออาทรแก่ผู้อื่น และจากจิตสิกขา ก็จะเข้าสู่ปัญญาสิกขา คือเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ตัดสินอะไรโดยไม่ใช้อคติตัดสิน ไม่ใช้โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ หรือฉันทาคติ ในชีวิตของมด เราจะเห็นเธอในการต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมในสังคม และเธอต่อสู้กับตัวเอง เธอต่อสู้กับความโลภ โกรธ หลงของตัวเธอเอง การเอาชนะความโลภ โกรธ หลงในตัวเองได้เป็นกุศลธรรมสูงสุด แม้โรคภัยไข้เจ็บจะมาอยู่ในตัวเธอ เธอก็ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บโดยหยั่งรู้เท่าทันนะครับ ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นศัตรูตัวร้ายเหมือนอย่างที่เธอต่อสู้ในสังคม เธอไม่ได้เห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นความเลวร้าย หากเป็นฝ่ายเดียวกัน เห็นเป็นมิตรครับ เมื่อเธอเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ว่าเป็นมิตร มันก็เป็นกัลยาณมิตร ผมว่าชีวิตของมดเป็นชีวิตที่เป็นกัลยาณมิตร และเป็นชีวิตซึ่งเจริญตามทางของไตรสิกขา ผมเชื่อเช่นนั้นและเชื่อว่าเธอเดินตามทางไปสู่แดนสุขาวดี และผมเชื่อว่าเธอจักส่งกระแสจิตมาเป็นพลังให้เราต่อสู้ต่อไปครับ แต่ต่อสู้ด้วย อหิงสธรรม ต่อสู้ด้วยสามัคคีธรรม ต่อสู้ด้วยสัจจะ สันติวิธีเอาชนะความรุนแรง ธรรมะเอาชนะอธรรม พวกเราควรตั้งใจให้มั่น ดังที่มดได้บำเพ็ญมา

อาจารย์ไพศาลได้ทำโครงการเผชิญความตายอย่างสงบเพื่อช่วยให้คนยอมรับความตายได้ นอกจากนั้นยังได้พบมดในช่วงท้าย ๆ ของชีวิต อยากจะถามว่าเราสามารถที่จะเรียนรู้จากความตายของมดได้อย่างไรบ้าง

พระไพศาล

อาตมาคิดว่าคนที่ได้พบปะกับมดในช่วงท้ายๆ ของชีวิต รวมทั้งช่วง ๒-๓ วันสุดท้ายของเธอ คงเห็นด้วยกับอาจารย์สุลักษณ์ว่ามดจากไปอย่างสงบ เป็นการจากไปอย่างสงบเพราะยอมรับความตาย อาจจะยิ้มรับความตายด้วยซ้ำ ในสายตาของคนทั่วไปการที่เธอต้องเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็งก่อนวัยอันควรเป็นความพ่ายแพ้อีกครั้งหนึ่งของเธอ เพราะแม้เธอพยายามต่อสู้กับโรคนี้แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตให้ยืนยาวต่อไปได้ เป็นความล้มเหลวครั้งสุดท้ายของเธอ ซึ่งพวกเราคงไม่อยากเผชิญ แต่ในความเห็นอาตมาการที่มดยอมรับความตายอย่างสงบ และเข้าถึงวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ มันหมายถึงชัยชนะ เป็นชัยชนะเหนือความหวาดกลัวต่อความตาย จะเรียกว่ามีชัยชนะเหนือความตายก็ได้ การมีชัยชนะเหนือความตายไม่ได้แปลว่าไม่ตายหรือเป็นอมตะ แต่หมายถึงการรักษาใจให้เป็นปกติ จนความตายไม่อาจทำให้จิตใจหวั่นไหว หรือเป็นทุกข์ทุรนทุราย ผู้ที่มีจิตใจมั่นคง เป็นปกติ ไม่หวั่นไหวต่อความตาย พุทธศาสนาเรียกว่าผู้นั้นอยู่เหนือความตาย อีกนัยหนึ่งคือเอาชนะความตายได้

เป็นไปได้ไหมว่าการที่มดเผชิญกับความตายได้อย่างสงบ เป็นเพราะนอกจากเธอจะฝึกฝนปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ แล้ว เธอยังได้อาศัยการทำงานอันยาวนานเพื่อชาวบ้าน มาเป็นเครื่องฝึกฝนขัดเกลาจิตใจของตัวเอง โดยเฉพาะการลดละอัตตาให้เบาบาง ทำให้ไม่หวั่นไหวต่อความตาย คนเรายิ่งยึดติดในตัวตน หรือปล่อยให้ตัวตนพองโตมากเท่าไร เรายิ่งกลัวความตาย เพราะความตายทำให้เราพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก ได้แก่ ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ และอำนาจวาสนาทั้งปวง รวมทั้งพลัดพรากจากตัวตนอันเป็นที่รักด้วย

ตรงนี้น่าจะเป็นบทเรียนหรืออนุสติสำหรับคนที่ประสบความสำเร็จมาตลอด เพราะไม่ว่าประสบความสำเร็จมามากแค่ไหน ในที่สุดเราก็ต้องตาย สำหรับคนที่ประสบชัยชนะมาตลอดความตายคือ ความพ่ายแพ้ ใครก็ตามที่เลือกอยู่ฝ่ายชนะมาตลอด ไม่เตรียมใจที่จะเรียนรู้จากความพ่ายแพ้ หรือความความล้มเหลวเลย ในที่สุดก็จะต้องเจอกับความพ่ายแพ้ที่สำคัญที่สุด นั่นคือพ่ายแพ้ต่อความตาย เพราะเป็นจิตใจที่เต็มไปด้วยอหังการ เต็มไปด้วยการยึดติด ไม่เรียนรู้จากการสละ การปล่อยวาง หรือเรียนรู้จากความไม่สมหวัง ความผิดหวัง

มองในแง่ของธรรมะถึงแม้ว่าการต่อสู้เพื่อคนยากจนของมดอาจจะไม่ประสบความสำเร็จที่เห็นเป็นรูปธรรมได้มากนัก แต่ประสบการณ์เหล่านั้นก็ทำให้เธอยอมรับได้ว่าชีวิตนั้นมักไม่เป็นไปดังใจหวัง ยอมรับว่าความล้มเหลวและการประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นธรรมดาของมนุษย์ ทำให้เธอสามารถปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ การทำใจอย่างนี้ทีละน้อย ทีละน้อยช่วยให้เธอสามารถยอมรับความตายได้และจากไปอย่างสงบในที่สุด ตรงนี้น่าจะเป็นคำถามว่าเราจะทำอย่างมดได้ไหม ไม่ใช่เพียงแค่ว่าสามารถทำงานเพื่อให้สังคมได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถึงที่สุดแล้วเมื่อความตายเพรียกหาก็สามารถยอมรับได้


สิ่งหนึ่งที่อาตมาคิดว่ามดทำใจได้คือความพร้อมที่จะปล่อยวาง แม้เธอจะห่วงประชาชน เป็นห่วงคนยากคนจน แต่เธอก็รู้ดีว่าเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงก็ต้องพร้อมที่จะไป เธอพร้อมที่จะปล่อยวางหลายสิ่งหลายอย่างที่ผูกพัน เพราะรู้ว่าจะต้องเดินทางไกลอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีนักเดินทางไกลคนไหนที่อยากแบกของหนักหรือสัมภาระติดตัวไปเยอะๆ มีแต่จะต้องปล่อยไปทีละอย่าง ทีละอย่าง เพื่อจะได้ไปสบาย เหมือนยิ่งนกที่มีแค่ปีกสองข้างก็สามารถบินไปได้อย่างอิสระเสรี แม้ข้างหน้าจะเป็นเป็นปรโลกหรือโลกหน้าก็ตาม การที่คนเราสามารถเผชิญความตายอย่างสงบ จนกระทั่งมีชัยชนะเหนือความตายได้ ต้องเรียนรู้ศิลปะแห่งการปล่อยวาง แต่คนเราถูกฝึกมาให้ยึดติดตลอดเวลา ไม่ว่าทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ ความสำเร็จ ชัยชนะ แต่ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ไม่มีใครที่ชนะไปได้ตลอด สักวันหนึ่งเราก็ต้องพ่ายแพ้ต่อโรคภัยไข้เจ็บ ต้องพ่ายแพ้ต่อความแก่ และต้องพ่ายแพ้ต่อความตายในที่สุด ตราบใดที่เราไม่รู้จักความเจ็บ ความแก่ และความตายอย่างดีพอ

แต่ถ้าเรารู้จักความเจ็บ ความแก่ ความตาย แล้วสามารถใช้ความเจ็บ ความแก่ และความตายให้เกิดประโยชน์ในทางปัญญาได้ เราจะประสบชัยชนะ อยู่เหนือความเจ็บ ความแก่ ความตายได้ อาตมาคิดว่ามดได้เรียนรู้ในเรื่องนี้มาพอสมควร ถ้าหากมดมีญาณวิถีใด ๆ ที่จะรับรู้ได้ เธอคงรู้สึกพอใจที่ได้ผ่านประตูแห่งความตายมาได้ด้วยดี สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากชีวิตที่หล่อหลอมจากการทำงาน จากการฝึกฝนจิตใจ จากการลดละอัตตา และเรียนรู้จากกัลยาณมิตรในการปล่อยวางทีละน้อย ทีละน้อย จนกระทั่งไม่อาลัยในชีวิต


พวกเราทุกคนในที่นี้นับถือพี่มดมาก การจากไปของเขาทำให้เราเศร้าโศกเสียใจ เผอิญหนังสือที่นำมาแจกในวันนี้เป็นเรื่องฉลาดทำใจที่เขียนโดยอาจารย์ อยากให้อาจารย์ช่วยแนะนำว่าในกรณีที่พี่มดจากไป เราควรจะทำใจอย่างไร

พระไพศาล

มดจากไปแต่กายนะ แต่ว่าสารัตถะหรือแก่นแท้แห่งความเป็นมดยังอยู่ นั่นคือคุณงามความดีของเธอและสถานที่ที่เหมาะสำหรับสารัตถะหรือคุณงามความดีของมดก็คือจิตใจของเรานี่เอง เราควรทำจิตใจของเราให้เป็นที่สิงสถิตของความดีงามซึ่งเป็นแก่นแท้ของมด ไม่ใช่ร่างกาย ถ้าเราสามารถน้อมนำเอาคุณลักษณะ ๓ ประการที่อาตมาพูดตอนต้นมาไว้ในใจ คือความเสียสละเพื่อส่วนรวม การไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว และการไม่หวั่นไหวต่อความล้มเหลวและคำวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งความสามารถที่จะเรียนรู้และเคียงข้างคนยากคนจน อาตมาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ความเป็นมดยังสามารถคงอยู่สืบไป โดยเฉพาะการทำงานสืบทอดเจตนารมณ์ของมด ซึ่งพวกเราทุกคนคงจะทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นข้อสำคัญ แต่พร้อมกันนั้นก็ต้องเรียนรู้ที่จะใช้การทำงานเพื่อเป็นเครื่องมือในการลดละตัวตนให้เบาบาง ลดละโลภะ โทสะ โมหะ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก

ขณะเดียวกันเราก็ต้องเรียนรู้จากมดด้วยว่าในที่สุดแล้วคนเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้อย่างจำกัด ไม่นานก็ต้องตายจากโลกนี้ไป เรามางานศพก็ควรที่จะเรียนรู้ด้วยว่าความพลัดพรากเป็นธรรมดาของชีวิต และถ้าเราเรียนรู้ที่จะนำเอาความพลัดพรากนี้มาเป็นสิ่งสอนใจแก่เรา อาตมาคิดว่าชีวิตและการทำงานของมดจวบจนวินาทีสุดท้ายบนโลกนี้จะไม่สูญเปล่า ตรงข้ามกลับจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อพวกเราซึ่งเป็นกัลยาณมิตรของมด และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่มดรักและผูกพันมาตลอดชีวิต

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved