หน้ารวมบทความ
   บทความ > ปาจารยสาร > บ้าน
กลับหน้าแรก
 

ปาจารยสาร ตุลาคม ๒๕๕๐

บ้าน
พระไพศาล วิสาโล

บทความนี้ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๒๙

ในจดหมายข่าว “ภูโค้ง” ซึ่งเป็นเอกสารโรเนียว เผยแพร่ในหมู่มิตรสหายกลุ่มเล็ก ๆที่มาเยือนวัดป่าสุคะโต แม้เวลาจะผ่านมากว่า ๒๐ ปีแล้ว แต่เชื่อว่าเป็น “บันทึกข้างบาตร” ที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านในปัจจุบัน จึงนำมาตีพิมพ์ในที่นี้อีกครั้งหนึ่ง

 

เมื่อยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่ เรามีโลกส่วนตัวอยู่ที่โรงเรียนและที่บ้าน ชีวิตส่วนใหญ่ก็ขลุกอยู่ที่สองแห่งกับบริเวณข้างเคียงเท่านั้น ไปไหนไกล ๆ ก็มีบ้าง แต่ไม่นานและไม่บ่อยนัก โลกที่โรงเรียนนั้น ในความรู้สึก ดูจะทึม ๆ อยู่สักหน่อย ไม่ใช่เพราะเป็นโรงเรียนเก่าอายุเกือบร้อยปี ซึ่งตัวตึกบ่งบอกถึงความโบราณและแฝงตำนานเก่า ๆ เอาไว้เท่านั้น หากความเข้มงวดกวดขันของครูยังทำให้ชีวิตที่นั่นดูแห้ง ๆ และขึงขัง ไม่น่าอภิรมย์เท่าไรนัก ทั้ง ๆ ที่เราก็เป็นเด็กขยันและไม่ค่อยเกเร แคล้วคลาดจากไม้เรียวอยู่บ่อย ๆ แถมครูบาอาจารย์ก็เอ็นดู แต่ก็ยังรู้สึกเกร็งอยู่เสมอเวลาอยู่ที่โรงเรียน มารู้สึกคลายและสัมผัสความอิสระสดชื่นอย่างเต็มที่ ก็ตอนริอ่านโดดเรียนไปทำกิจกรรมนอกหลักสูตรตอนอยู่ม.ศ.๓ ในขณะที่คนอื่น ๆ เขาจำต้องทนเรียนอยู่ในห้อง เรากลับเดินเล่นสบายใจเฉิบนอกห้องเรียน ได้คิดได้ทำในสิ่งที่เป็นของเราจริง ๆ โดยไม่มีใครมาบังคับหรือจ้องมอง รู้สึกเป็นสุขเสียจริง โลกที่โรงเรียนจึงสดใส มีสีสันนับแต่นั้น มาฝ่ออีกทีก็ตอนเข้ามหาวิทยาลัยปีแรก

ส่วนโลกที่บ้านตอนเล็ก ๆ นั้น มาหวนนึกในบัดนี้ ก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรพิเศษนัก ชีวิตเด็กกรุงในครอบครัวชนชั้นกลางส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นแบบนี้กระมัง เพราะตั้งแต่จำความได้ คลองที่จะให้กระโดดเล่นดำผุดดำว่ายก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว สวนที่เด็ก ๆ จะแอบเด็ดผลไม้มากินตอนปิดเรียนก็หายไปจากใจกลางเมืองแล้ว ต้นไม้ที่จะให้เด็กปีนเล่น และลานกว้างที่พวกเราจะวิ่งและกลิ้งกันอย่างสนุกสนานก็ถูกแทนที่ด้วยตึกรามบ้านช่อง สภาพแบบนี้จะมีอะไรให้สนุก กลับบ้านก็ต้องทำการบ้านหูดับตับไหม้ บางทีพ่อก็คุมอยู่ใกล้ ๆ ถ้าแอบไปเที่ยวไหน แม่รู้ก็อาจโดนไม้เรียวได้ ดีหน่อยที่โทรทัศน์ยังไม่ค่อยแพร่หลาย (แต่ตอนนั้นยังไม่รู้สึกดีเลย) ตอนกลางคืนก็เลยได้พูดคุยหยอกเล่นกันที่บ้าน อาจจะตื่นเต้นหวาดเสียวหน่อยเวลาฟังเรื่องผี ๆ จากวิทยุ บางช่วงก็อาจได้ไปเที่ยวนอกบ้านมากหน่อย เช่นที่ภูเขาทองเวลามีงานวัดเจ็ดวันเจ็ดคืนช่วงลอยกระทง แต่เมื่อดูรวม ๆ แล้วชีวิตวัยเด็กที่บ้านไม่มีอะไรโดดเด่นนัก แต่การระลึกย้อนหลังในเวลานี้ก็ชวนให้รู้สึกประทับใจด้วยอาลัยอยู่สักหน่อย กระนั้นตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่มา ก็ไม่เคยนึกที่จะกลับไปเป็นเด็กอีกเลย มีบ้างอาจนึกถึงช่วงวัยรุ่นที่ชีวิตมีสีสันอย่างลูกกวาด แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่คิดจะกลับไปเป็นเหมือนก่อน แม้จะมีอุโมงค์เวลาแบบที่เคยดูในโทรทัศน์

ถึงอย่างไรก็ตาม ตอนเด็กนั้นบ้านก็ยังเป็นบ้านของเราอยู่นั่นเอง ถึงจะไม่มีความรู้สึกอบอุ่นมั่นคงเป็นพิเศษเหมือนหมาน้อยในลังกระดาษ แต่บ้านก็มีความหมายต่อชีวิตของเราเพราะโลกหนึ่งในสองของเราอยู่ที่นั่น ความที่เราไม่เคยออกจากบ้านนาน ๆ ตอนเด็ก ๆ ก็เลยไม่รู้ว่าบ้านของเราเวลานั้นอบอุ่นขนาดไหน นี่ก็คงเหมือนกับคนที่หายใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เลยไม่ซาบซึ้งถึงคุณค่าของอากาศ

เรามาออกนอกบ้านบ่อย ๆ ก็ตอนโตแล้ว วัยรุ่นอย่างนั้นก็มีแต่จะชอบท่องเที่ยว ถึงตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับบ้านเป็นพิเศษอีกแล้ว บ้านก็เป็นแต่ที่ซุกหัวนอน เก็บหนังสือ หรือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่แม้จะมีสัญชาตญาณพเนจรซึ่งก็ไม่รู้ว่าติดมาจากไหน (หรือจะติดมาแต่สมัยโน้นครั้งยังเป็นอมีบา โปรโตซัว หรือกระทิงเปลี่ยวแห่งอาฟริกา ก็ไม่รู้) เวลากลับบ้านหลังจากไปนานก็ให้ดีใจเสียนี่กระไร แต่ใจหนึ่งก็เกิดความกลัวว่าทางบ้านจะซักไซ้ไล่เลียง จนรู้ความจริงว่าเราไปทำกิจกรรมวุ่นวายที่ไหนบ้าง ตอนนั้นโลกของเราไม่ได้อยู่ที่บ้านหรือที่โรงเรียนอีกแล้ว แต่กลายเป็นโลกแห่งกิจกรรม ที่มีเพื่อนฝูงเป็นตัวผลักดันสำคัญให้โลกเคลื่อนไหวไปตามสิ่งแวดล้อม

พออายุได้ยี่สิบปี ที่บ้านก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะต้องย้ายไปอยู่ชานเมือง การจากบ้านที่เคยอยู่ตั้งแต่ทารกมาจนโต ให้ความรู้สึกไม่ดีเลย บ้านนั้นไม่ใช่ตัวตึกอย่างเดียว หากยังเป็นสิ่งที่เก็บความทรงจำของเราเกือบชั่วชีวิตไว้อีกด้วย เห็นบันไดก็ชวนให้ระลึกนึกถึงตอนเด็กที่เคยไถรูดราวลงมาทั้งตัว จนแม่ต้องว่ากล่าวบ่อย ๆ ฝาผนังข้างที่นอนก็เตือนให้เรานึกถึงตอนยังซุกซน เอาดินสอขูดขีดไม่เป็นภาพ (แต่ตอนนั้นเห็นเป็นภาพ) ต่อแต่นี้ไป ยกเว้นความทรงจำในใจแล้ว จะมีอะไรเล่าที่จะเก็บภาพและบรรยากาศแห่งวัยเด็กได้ดีไปกว่านั้น แม้แต่รูปถ่ายก็ทำหน้าที่นี้ไม่ได้ สามปีก่อนได้มีโอกาสกลับไปยังถิ่นเก่า ซึ่งไม่เหลือบ้านหลังนั้นไว้ให้เห็นแล้ว แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่ต้นไม้สองข้างทางเติบใหญ่ร่มครึ้ม ถ้าเป็นเด็กก็คงได้สนุกกันละ

นับแต่บ้านหลังนั้น เราก็ย้ายบ้านอีกสองครั้ง “บ้าน”ปัจจุบันไม่มีอะไรที่ผูกพันกับภูมิหลังและความทรงจำสำคัญของเราเท่าไรนัก (จะมีความหมายอย่างยิ่งก็ตรงที่พ่อแม่พี่น้องของเรายังอยู่กันเกือบครบถ้วน) แต่การที่เราได้มาอยู่อาศัย ได้รับความสุขจากบ้านหลังนั้นพอสมควร แม้จะไม่นานนัก ก็ทำให้เรารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณบ้านอยู่ ไม่มีความเจ็บช้ำระกำใจอะไรกับบ้านหลังนั้นเลย กลับไปทีไรก็ยังพอใจ แต่ถ้าถามเราว่านั่นเป็น “บ้าน”ของเราไหม บ้านที่เป็นโลกส่วนหนึ่งของเรา ผูกพันกับชีวิต จิตใจ ความทรงจำ และความเป็นตัวเรา เราก็คงลังเลใจที่จะตอบว่าใช่ แต่อนาคต อาจไม่แน่

บ้านที่แท้จริงสำหรับปุถุชนอย่างเรา มิใช่เพียงที่พักอาศัย หลบฝนกันหนาวได้เท่านั้น หากบ้านยังเป็นที่ ๆ เรารู้สึกวางใจ มอบชีวิตให้อยู่ในเพิงพักของมันอย่างสบายใจ เป็นที่ ๆ แน่ใจว่าไม่มีภัยร้ายแรงมากล้ำกราย เกิดความผูกพันและรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอย่างลึกซึ้ง เมื่อได้มาอยู่ เราจะรู้สึกผ่อนคลาย มีชีวิตชีวา และมั่นใจบางอย่าง รวมทั้งมั่นใจในตนเอง

เกือบสามปีที่เราได้มาอยู่บ้านแห่งใหม่ในป่าเขา ความรู้สึกในเวลานี้บอกเราว่า นี่เป็นบ้านในความหมายที่เราพูดถึง เวลาสามปีแม้จะไม่นานนัก แต่บ้านหลังนี้ก็ได้เก็บความทรงจำในช่วงสำคัญช่วงหนึ่งของชีวิตเราไว้ ซึ่งได้กลายเป็นภาพประทับที่คงยากจะลืมเลือนไปจากใจเราได้ สิ่งหนึ่งซึ่งแตกต่างจากบ้านหลังอื่น ๆ ในชีวิตที่ผ่านมาของเราก็คือ นี่เป็นที่ซึ่งเราได้ปลุกปล้ำขับเคี่ยวกับมัน จนแทบจะเลิกราไปก็หลายครั้ง เมื่อแรกมาที่นี่ เกิดความรู้สึกตื่นตัวเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งไม่คาดฝันและน่าหวั่นเกรง เป็นความรู้สึกที่ไม่วางใจ แต่ระแวงระวังอยู่เสมอ ไม่เคยมีบ้านไหนที่ทำให้เรารู้สึกแบบนี้เมื่อแรกมาอยู่ และเราก็ไม่คิดว่านี่จะเป็นบ้านที่เราจะมาอยู่เป็นปี ๆ เหมือนทุกวันนี้ เรามาที่นี่อย่างผู้เตรียมใจพร้อมจะต่อสู้เพื่อเอาชนะมันและเอาชนะตัวเอง แต่เมื่อได้อยู่ที่นี่นานเข้า ล้มคว่ำขมำหงายบ้าง อยู่เหนือมันบ้าง ก็เริ่มรู้สึกเป็นมิตรมากขึ้น คงจะเหมือนกับการขับเคี่ยวกับม้าพยศ เมื่อปลุกปล้ำกับมันนานเข้า ในที่สุด ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ว่าเราปราบมันได้หรือไม่ หากอยู่ที่เราทั้งสองฝ่ายรู้สึกเป็นมิตรกันและวางใจในกันมากขึ้น เดี๋ยวนี้ความมืดที่เคยหวาดผวากลายเป็นความสงบที่พร่างพราวด้วยแสงดาว ความวังเวงที่น่าสะพรึงกลัวกลายเป็นความวิเวกรำงับ เสียงร้องของสัตว์ป่าและเสียงกระทบของกิ่งไม้ที่เคยกระทบโสตประสาทจนสะดุ้งกลายเป็นเสียงที่มีชีวิตชีวายิ่งของธรรมชาติ งูและส่ำสัตว์ร้ายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่นี่ (แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างอยู่ได้เป็นดีที่สุด) เช่นเดียวกับที่ตุ๊กแก ตลอดจนหนูและงูจรบางตัวซึ่งกระหายตุ๊กแก ก็เป็นส่วนหนึ่งของห้องพักที่นี่ ชีวิตที่นี่มิใช่มีแต่สุข แต่ความทุกข์ ความท้อแท้ และความเหงาที่มาเยือนเป็นครั้งคราว ก็ทำให้ชีวิตในบ้านแห่งนี้มีรสชาติ และเมื่อใดที่เราสามารถเอาชนะอยู่เหนือมันได้ เราจะรู้สึกถึงความภูมิใจบางอย่าง เป็นความภูมิใจซึ่งบ้านแห่งนี้มีส่วนด้วย

เหนือสิ่งอื่นใด ณ บ้านแห่งนี้ เรามีมิตรซึ่งเอื้อเฟื้อด้วยสติปัญญา น้ำใจอันหาได้ยากในโลกกว้างทุกวันนี้ กัลยาณมิตรและสรรพชีวิตในป่าเขาทำให้บ้านแห่งนี้มีความหมายเท่าที่บ้านและชุมชนหนึ่ง ๆ จะพึงมี เราคงพูดไม่ผิดกระมังหากจะบอกว่า สำหรับเราทั้งหลาย ที่นี่คือชุมชน และสำหรับเราแต่ละคน ที่นี่คือบ้าน นี้กระมังที่ทำให้เรารู้สึกถึงพลังบางอย่าง หากกลับจากการเดินทาง ชีวิตที่เหนื่อยอ่อนจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว จิตที่กระจัดกระจายจะรวมลงเป็นหนึ่งในเวลาไม่นาน การกลับมาแต่ละครั้งเหมือนกับการมาพบเพื่อนเก่าที่เราคุ้นเคย วางใจ และใกล้ชิด แม้ที่นี่จะมีอันตราย แต่ก็เป็นอันตรายที่เรายอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปุถุชน เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติป่าเขายอมรับเราเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ไฟป่าแต่ละคราวอาจทำให้เราประหวั่น ระย่อท้อ ขัดเคืองและเจ็บปวดระคนกัน แต่การได้มาเผชิญกับมัน กลับทำให้เรารู้สึกผูกพันกับป่าเขาที่นี่เรื่อย ๆ เป็นความสัมพันธ์ที่กระชับแน่นทุกขณะแห่งการร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ธรรมชาติที่นี่ไม่ได้ปกป้องเราหรือให้ที่อยู่ อาหารและยาแก่เราแต่ฝ่ายเดียวเท่านั้น เราเองก็ช่วยปกป้องธรรมชาติ คอยดับไฟป่า และระวังภัยให้สัตว์ป่าที่พรานหมายปองด้วยเช่นกัน ความสัมพันธ์ทางใจทำให้เราเชื่อมั่นว่า ธรรมชาติที่นี่ปลอดภัย จนเราวางใจได้ ความรู้สึกอย่างนี้เท่านั้นที่เราสามารถหาได้จากบ้านของเรา

แต่ในโลกนี้มีอะไรบ้างที่เป็นของเราจริง ๆ ชีวิตของเราไม่นานก็จะหาไม่ ไหนเลยบ้านแห่งนี้จะยั่งยืนอยู่ได้ ชีวิตคือการพลัดพราก ใครจะรู้ สักวันหนึ่งบ้านแห่งนี้อาจถูกทำลายจนพินาศ มิตรที่เป็นส่วนสำคัญของบ้านและชีวิตที่นี่อาจต้องจากไป แม้ตัวเราเองก็อาจเป็นฝ่ายจากไปก่อนใครด้วยซ้ำ บ้านนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตของเราก็จริงอยู่ แต่ถึงที่สุดแล้ว เราจะต้องเติบโตให้พ้นจากอาณาเขตของบ้านออกไป จนเป็นอิสระเหนือบ้านใด ๆ หากบ้านจะยังอยู่ บ้านนั้นต้องอยู่ในใจของเรา จึงจะเป็นที่พักพิงของเราอย่างแท้จริง พูดอย่างพุทธก็ต้องว่า เอาสติปัญญาและความอิสระโปร่งเบาเป็นวิหารธรรมของเรา เมื่อเป็นเช่นนั้น ชีวิตจะไม่มีการพลัดพรากจากบ้าน ไม่มีความทุกข์ เหงา และเดียวดาย และบ้านจะอยู่กับเราตลอดไป ในที่ทุกสถานและในกาลทุกโอกาส แม้ว่ามิตรสหายและผู้ที่รักและเคารพของเราจะอำลาจากไป

ดูเหมือนจะเป็นท่านนัท ฮันห์กระมัง ได้เขียนข้อความที่กินใจเราเกือบสิบปี แม้บัดนี้ก็ยังไม่ลืมบางประโยคที่ทำให้เรารู้สึกถึงความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะทำตนให้เป็นบ้านของตนอย่างแท้จริง เป็นที่ที่อบอุ่น ปลอดภัย และวางใจได้ ท่านเขียนด้วยภาษางดงาม ไพเราะ พอจะถอดเป็นไทยได้อย่างกระท่อนกระแท่นว่า

บ้านอันนิรันดร์นั้น มิได้อยู่ที่ใด
หากอยู่ทุกหนแห่ง
และหนทางสู่บ้านนั้นก็ไม่มีทั้งจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด
ด้วยหัวใจที่จรัสเรืองด้วยความรัก
และจิตใจที่แจ่มกระจ่างด้วยความเข้าใจ
หนทางนั้นย่อมปรากฏได้โดยการกระทำอย่างต่อเนื่อง
การกระทำที่สันติและงดงาม

ยามเคลื่อนไหว หนทางนั้นตรึงกับที่
ยามสงบนิ่ง หนทางพลันทอดข้ามโลก
ดุจดังหน่อพันธุ์ซึ่งงอกงามและผลิบานทุกขณะแห่งปัจจุบัน
หนทางทั้งหมดนั้นอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้

๑๘ พ.ค. ๒๕๒๙

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved