หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์มองอย่างพุทธ > สุขแท้ด้วยปัญญา
กลับหน้าแรก
 

มติชนรายวัน วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11054
สุขแท้ด้วยปัญญา

พระไพศาล วิสาโล

 

คนเราจะสุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจเป็นสำคัญ ถึงแม้จะมีโชคเพราะถูกหวย แต่หากรู้ว่าเพื่อนได้เงินรางวัลมากกว่าเพราะแทงมากกว่า ที่เคยดีใจก็กลับเป็นซึมเศร้าไปทันที ทำนองเดียวกันถึงแม้จะดีใจเพราะซื้อโทรศัพท์มือถือได้ถูกกว่าท้องตลาด แต่เมื่อรู้ว่าเพื่อนบ้านซื้อได้ราคาถูกกว่าที่ตัวเองซื้อ ปากที่เคยแย้มยิ้มก็หุบทันที

ในทางตรงข้ามแม้จะล้มป่วยหรือสูญเสียทรัพย์หรือการค้าขาดทุน แต่หากมองว่านั่นเป็นธรรมดาของชีวิตที่มีขึ้นมีลง จิตใจก็ยังผ่องใสเบิกบานได้ แม้จะมีเงินน้อย แต่ก็พอใจในสิ่งที่มี ภูมิใจในสิ่งที่ทำ อีกทั้งยังรู้ว่ามีคนอื่นอีกมากมายที่ลำบากกว่าตัว ชีวิตก็เป็นสุขได้ไม่ยาก

คนเราไม่ได้เป็นสุขได้เพราะทรัพย์ ตำแหน่งและสถานะเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิต รวมถึงมุมมองและความคิดที่สามารถยกจิตออกจากความทุกข์ หรือนำพาจิตให้เข้าถึงความสุข ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบหรือมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นกับชีวิตก็ตาม ขณะเดียวกันก็สามารถกำกับชีวิตให้เป็นไปในทางที่ดีงาม เกื้อกูล ก่อประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นได้ ปัจจัยเหล่านี้เรียกรวม ๆ ว่าปัญญา ความสุขที่เกิดจากปัญญา จัดว่าเป็นความสุขที่แท้ เพราะไม่อิงอาศัยปัจจัยภายนอก จึงเป็นหลักประกันแห่งความสุขอันยั่งยืนที่ไม่มีใครแย่งชิงได้

ปัญญาอันเป็นที่มาแห่งความสุขที่แท้และยั่งยืนนั้น สามารถจำแนกออกเป็น ๓ ด้านคือ คิดดี คิดเป็น และเห็นตรง

๑. คิดดี หมายถึงการมีความคิดความเชื่อและความเห็นที่ถูกต้องดีงามหรือมีเหตุผล เช่น เห็นว่าคุณค่าของชีวิตอยู่ที่การทำความดี มิใช่การสะสมวัตถุ ชื่อเสียง หรืออำนาจ หรือเห็นว่าการคำนึงถึงผู้อื่น ย่อมช่วยให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ส่วนความเห็นแก่ตัวนั้นให้ผลตรงข้าม

๒. คิดเป็น หมายถึงการรู้จักคิดหรือพิจารณา ทำให้เห็นความจริง สามารถแก้ปัญหาหรือทำกิจต่าง ๆ ให้สำเร็จได้ เช่น คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ หลงตามสิ่งเย้ายวน หรือเอนเอียงตามอคติ รู้จักมองแง่ดี เห็นด้านบวก รู้จักหาประโยชน์จากอุปสรรคหรือความทุกข์ หรือมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤต

๓. เห็นตรง หมายถึง การมีความเห็นที่ตรงตามความเป็นจริง ทำให้วางใจได้อย่างถูกต้อง ไม่ก่อหรือซ้ำเติมให้เกิดทุกข์ เช่น เห็นว่าสุขหรือทุกข์ที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจของตน มิได้ขึ้นอยู่กับวัตถุภายนอก อีกทั้งยังมองเห็นว่าสิ่งทั้งหลายย่อมแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย ไม่ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของเรา จึงไม่สามารถยึดมั่นให้เป็นไปดังใจได้ ปัญญาระดับลึกที่สุดคือการมองเห็นว่าความทุกข์นั้นมีรากเหง้ามาจากความยึดติดถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็น “ตัวกูของกู”

การขาดปัญญาในการมองโลกและดำเนินชีวิตเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทั้งในระดับบุคคลและทั้งสังคม ความบกพร่องทางปัญญาสะท้อนให้เห็นได้ชัดจากปรากฏการณ์ต่อไปนี้

ความรู้ถดถอย

จากการประเมินผลการเรียน ของนักเรียนชั้นต่าง ๆ ในหลายปีที่ผ่านมาพบว่าเด็กไทยมีความรู้ในระดับที่ต่ำมาก เช่น การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติเมื่อ๒๕๔๙ พบว่า นักเรียนชั้นป.๖ ทั่วประเทศ ทำคะแนนทุกวิชาโดยเฉลี่ยได้ไม่ถึงร้อยละ ๔๐ ยกเว้นภาษาไทยและวิทยาศาสตร์ ทำได้ร้อยละ ๔๓ ส่วนชั้นม.๓ ทำคะแนนทุกวิชาโดยเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ ๔๐ ยกเว้นภาษาไทยและสังคมศึกษาทำได้ร้อยละ ๔๔ และร้อยละ ๔๑ ตามลำดับ

คุณธรรมตกต่ำ

คุณธรรมของคนไทยโดยรวมอยู่ในสภาพที่ตกต่ำ เห็นได้ชัดจากสถิติการก่ออาชญากรรมซึ่งเพิ่มสูงขึ้น กล่าวคือ มีคนถูกฆ่าตายวันละเกือบ ๒๐ คนหรือตายเกือบทุกชั่วโมง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เช่นเดียวกับ คดีอุกฉกรรจ์อื่น ๆ เช่น คดีข่มขืน ปัจจุบันจึงมีผู้หญิงถูกกระทำชำเราไม่ต่ำกว่า ๑๔ คนต่อวัน ในขณะที่เด็กถูกละเมิดทางเพศทุก ๒ ชั่วโมง

ประเทศไทยยังมีชื่อเสียงในด้านการลักขโมยและการคดโกงหรือคอร์รัปชั่น ในการสำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษจำนวน ๖๐,๐๐๐ คนเกี่ยวกับอันตรายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ปรากฏว่าเมืองไทยติดอันดับหนึ่งในเรื่องการลักขโมย และติดอันดับ ๒ในด้านการชิงทรัพย์โดยใช้ความรุนแรง นอกจากนั้นผลสำรวจความเห็นของนักธุรกิจต่างชาติ เมื่อเร็ว ๆ นี้ยังพบว่าประเทศไทยมีคอร์รัปชั่นมากที่สุดเป็นอันดับ ๒ ในเอเชีย รองจากฟิลิปปินส์

หมกมุ่นในอบายมุขและวัตถุนิยม

ปัจจุบันคนไทยกินเหล้าสูงสุดเป็นอันดับ ๑ ในเอเชีย และติดอันดับ ๑ ใน ๕ ของโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกัน ๑ ใน ๓ ของครัวเรือนทั้งประเทศซื้อหวยทั้งใต้ดินและบนดินถึงเดือนละ ๑,๘๕๐ บาทโดยเฉลี่ย จำเพาะหวยใต้ดินมูลค่าการเล่นทั้งประเทศมีจำนวนสูงถึงปีละ ๔ แสนล้านบาท ยังไม่นับการพนันบอล ซึ่งพบว่าร้อยละ ๒๕ ของผู้ที่อยู่ในวงจรการพนันฟุตบอลเป็นเยาวชน

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับความฟุ้งเฟ้อและค่านิยมบริโภค ซึ่งแพร่หลายไปยังทุกระดับ ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก เมืองหรือชนบท การเที่ยวห้างและจับจ่ายใช้สอยเป็นพฤติกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างสูง จนประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่นิยมการช็อปปิ้งมากเป็นอันดับ ๒ ของโลกรองจากฮ่องกง ทั้งหมดนี้นำไปสู่ปัญหาการใช้จ่ายเกินตัว จนเกิดหนี้สินตามมา (ปัจจุบันสูงถึง ๑๑๕,๓๕๕ บาทต่อครอบครัวโดยเฉลี่ย)

ความทุกข์ในจิตใจเพิ่มพูน

ทั้ง ๆ ที่มีสิ่งเสพและสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่คนไทยกลับมีความสุขลดลงและมีความทุกข์มากขึ้น ดังเห็นได้จากสถิติการการฆ่าตัวตาย ซึ่งมีถึงวันละ ๑๓ คน หรือ ๒ คนทุก ๓ ชั่วโมง (มากกว่าอังกฤษถึง ๑๐ เท่า) แม้แต่วัยรุ่นก็มีถึง ๑ ใน ๔ ที่คิดอยากฆ่าตัวตาย ขณะเดียวกันคนที่เป็นโรคซึมเศร้ามีจำนวนสูง ๖ ล้านคนหรือร้อยละ ๑๐ ของประชากรทั้งประเทศ

สังคมไทยจะมีปัญหาน้อยลงและผู้คนมีความสุขมากขึ้นหากมีทัศนคติ ๔ ประการเป็นพี้นฐานในการดำเนินชีวิต ได้แก่

๑. รู้จักคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง

การคิดถึงแต่ตนเอง ทำให้จิตใจคับแคบ อัตตาหรือตัวตนใหญ่ขึ้นทำให้ถูกกระทบหรือเป็นทุกข์ได้ง่าย ขณะเดียวกันก็เป็นคนสุขยากเพราะได้เท่าไรก็ไม่พอใจเสียที ในทางตรงข้ามการคิดถึงผู้อื่นช่วยให้ตัวตนเล็กลง เห็นความทุกข์ของตนเองเป็นเรื่องเล็กน้อย ยิ่งช่วยผู้อื่นมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขเพราะได้เห็นผู้อื่นมีความสุขด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งความสุขของเราย่อมไม่แยกจากความสุขของผู้อื่น

๒. ไม่พึ่งพิงความสุขทางวัตถุอย่างเดียว

วัตถุนั้นให้ความสุขเพียงชั่วคราว แต่ก่อให้เกิดภาระทางจิตใจต่าง ๆ มากมาย การยึดติดความสุขทางวัตถุทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ แท้จริงที่มาแห่งความสุขนั้นมีอยู่มากมาย และสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องใช้เงิน เช่นความสุขจากมิตรภาพ จากความสัมพันธ์ที่ดีงามกับผู้อื่น จากการทำงาน จากการทำความดี และจากสมาธิภาวนา เป็นต้น การตระหนักว่าความสุขมีหลายมิติและสามารถเข้าถึงความสุขที่ไม่อิงวัตถุ จะช่วยให้มีสุขได้ง่ายขึ้นและเป็นสุขที่ยั่งยืน

๓. เชื่อมั่นในความเพียรของตน ไม่หวังลาภลอย คอยโชค และรวยลัด

การหวังลาภลอย คอยโชค หรือการหวังความสำเร็จโดยไม่ต้องเหนื่อย เป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งในระดับบุคคลและสังคม การหันมาตระหนักว่าความสุขเกิดขึ้นได้จากความเพียรพยายามของตน ทำให้ความสุขอยู่ในอำนาจของเราเอง และทำให้เราสามารถพึ่งตนเองได้ ไม่หวังพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โชควาสนา หรือหันเข้าหาวิธีการที่เป็นโทษ เช่น อบายมุข การพนัน และการฉ้อโกง

๔. รู้จักคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นประโยชน์เกื้อกูล

แม้คนทุกวันนี้จะคิดเก่ง แต่ก็มักเอาอารมณ์เข้ามาเจือปน ทำให้มองคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และโน้มเอียงไปในทางเข้าข้างตนเอง การพิจารณาสิ่งต่าง ๆ โดยคำนึงถึงเหตุผล ยิ่งกว่าอารมณ์ จะช่วยให้มองสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรอบด้าน สามารถแยกแยะถึงความแตกต่างระหว่าง “ถูกใจ” กับ “ถูกต้อง”ได้ ซึ่งช่วยให้สามารถคิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อส่วนรวม อีกทั้งยังสามารถลดทอนอคติ นำไปสู่การเป็นอยู่ด้วยปัญญา และสามารถแก้ทุกข์ได้ด้วยตนเอง

ทัศนคติทั้ง ๔ ประการ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการพร่ำสอนหรือฟังเทศน์เท่านั้น หากยังต้องมีแบบอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจ และที่สำคัญคือมีกระบวนการที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และบ่มเพาะทัศนคติดังกล่าว อาทิ การได้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม การร่วมกันทำงานเป็นกลุ่ม และมีการแลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดจากการทำงาน จนสังเคราะห์เป็นบทเรียนหรือมุมมองในการดำเนินชีวิต

เพื่อเป็นการสนับสนุนทัศนคติและกระบวนการดังกล่าว เครือข่ายพุทธิการ่วมกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ได้จัดทำ “โครงการสุขแท้ด้วยปัญญา” ซึ่งนอกจากจะให้ทุนสนับสนุน(ไม่เกิน ๒ แสนบาท) แก่โครงการต่าง ๆ จำนวน ๔๐ โครงการที่มุ่งส่งเสริมการคิดคี คิดชอบและเห็นตรงแล้ว ยังให้การสนับสนุนทางด้านแนวคิดและจัดทำกระบวนการกลุ่มเพื่อบ่มเพาะทัศนคติและทักษะที่เอื้อต่อการสร้างสุขด้วยปัญญา

ขอเชิญชวนทุกท่านที่ต้องการเสริมสร้างทัศนคติใหม่ให้แก่สังคมไทย ร่วมกันนำเสนอกิจกรรมดี ๆ โดยไม่จำกัดรูปแบบ ขอเพียงแต่มุ่งให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้ร่วมกิจกรรมและแก่ส่วนรวมโดยเฉพาะการส่งเสริมทัศนคติ ๔ ประการข้างต้น กิจกรรมที่ทำจะจัดเพียง ๑ ครั้ง ( ไม่น้อยกว่า ๓ วัน ) หรือ ต่อเนื่องมากกว่า ๑ ครั้งก็ได้ แต่จำนวนผู้เข้าร่วมรวมต้องไม่น้อยกว่า ๓๕ คน โดยเน้นผู้เข้าร่วมที่เป็นเยาวชนคนหนุ่มสาว เปิดรับโครงการตั้งแต่บัดนี้ถึง ๒๕ กรกฎาคม ศกนี้

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมโปรดดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.budnet.org หรือสอบถามรายละเอียดได้จาก b_netmail@yahoo.com

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved