หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์มองอย่างพุทธ > รูโหว่ในร่างพ.ร.บ.สงฆ์ฉบับใหม่
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

รูโหว่ในร่างพ.ร.บ.สงฆ์ฉบับใหม่
พระไพศาล วิสาโล

 

ปีหน้ามหาเถรสมาคมจะมีอายุครบหนึ่งศตวรรษ (หากรวมช่วงที่หายไปพักใหญ่เนื่องจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ.๒๔๘๔) แต่เมื่อถึงตอนนั้นมหาเถรสมาคมคงจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เนื่องจากปีหน้าร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่น่าจะผ่านสภา ซึ่งจะมีผลทำให้มหาเถรสมาคมกลายเป็นคณะที่ปรึกษาของสมเด็จพระสังฆราช ส่วนการบริหารคณะสงฆ์จะเป็นหน้าที่ของมหาคณิสสรซึ่งเชื่อว่าจะประกอบด้วยพระราชาคณะที่ยังอยู่ในวัยทำงาน

ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะเกือบ ๔๐ ปีนับแต่มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ.๒๕๐๕เป็นต้นมา มหาเถรสมาคมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่สามารถบริหารการคณะสงฆ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการแก้ไขให้ทันท่วงที ในขณะที่การปฏิรูปต่าง ๆ ที่ควรจะมีขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ใหม่ก็แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลย ทำให้สถาบันสงฆ์อ่อนแอและทรุดโทรมลงเป็นลำดับ สภาพดังกล่าวชัดเจนแก่คนทั่วไปจนไม่จำต้องพรรณนาในที่นี้อีกแล้ว

ความไร้ประสิทธิภาพของมหาเถรสมาคมมิได้เกิดจากความบกพร่องของตัวบุคคลมากเท่ากับความบกพร่องของระบบ ระบบที่วางเอาไว้ทำให้ได้ผู้บริหารคณะสงฆ์ที่ชราและไม่สามารถทำงานได้มากเพราะขาดกลไกรองรับ ขณะที่มีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากมาย ดังนั้นการที่มีมหาคณิสสรเข้ามาบริหารงานแทน จึงน่าจะทำให้คณะสงฆ์มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจะมีอยู่เพียงเท่านี้ เนื่องจากตามร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่ การบริหารในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นยังคงสภาพเดิม นั่นหมายความว่าการบริหารแบบรวมศูนย์ที่ส่วนกลางจะยังดำเนินต่อไป เพียงแต่นำพระหนุ่มมาทำแทนเท่านั้น จึงทำให้น่าสงสัยว่าปัญหาของคณะสงฆ์จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเพียงใด ปัญหาคณะสงฆ์เวลานี้มีมากมายกระจัดกระจายและหลากหลายเกินกว่าที่จะแก้ไขได้โดยองค์กรที่ส่วนกลางได้ ดังนั้นจึงควรให้พระสงฆ์ในท้องถิ่นต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการบริหารคณะสงฆ์ด้วย การกำหนดให้มีเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะตำบลดูแลการคณะสงฆ์ในระดับต่าง ๆ ตามลำดับนั้นย่อมไม่ใช่การกระจายอำนาจแน่ เพราะในทางปฏิบัติเจ้าคณะเหล่านั้นเป็นเพียงผู้รับคำสั่งและนโยบายต่าง ๆ จากส่วนกลางลงไปปฏิบัติในท้องที่ของตนเท่านั้น กลไกแบบราชการที่สั่งการจากบนลงล่างทำให้บ่อยครั้งปัญหาต่าง ๆ ในท้องถิ่นไม่ได้รับการแก้ไขจนกว่าจะมีคำสั่งจากส่วนกลางลงไป ยิ่งไปกว่านั้นการกำหนดให้เจ้าคณะเพียงรูปเดียวเป็นผู้บริหาร แทนที่จะบริหารในรูปคณะกรรมการ ก็ยากที่จะทำให้งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ (แม้จะมีรองเจ้าคณะและเลขานุการช่วยงานก็ตาม) เพียงแค่การระงับอธิกรณ์หรือพิจารณาตัดสินคดีความต่าง ๆ เกี่ยวกับพระสงฆ์ที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามา ก็แทบจะทำไม่ได้แล้ว เพราะทุกวันนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพระมากมายทุกหนแห่ง

นอกจากการรวมศูนย์แล้ว การปกครองคณะสงฆ์ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างอีกสองเรื่องคือ การผูกติดกับรัฐ และการเหินห่างจากประชาชน ในอดีตพระสงฆ์จะอยู่ใกล้ชิดกับชุมชน จำเพาะพระสงฆ์ในราชธานีหรือหัวเมืองเท่านั้นที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ปกครอง ในสำนึกของคนทั่วไป วัดเป็นของชุมชน ส่วนพระสงฆ์นั้นชาวบ้านก็เป็นผู้อุปถัมภ์ดูแล พระที่เป็นอุปัชฌาย์ก็คือผู้ที่ชาวบ้านเคารพนับถือว่ามีศีลาจารวัตรงดงาม ในหลายแห่งชาวบ้านเป็นผู้ถวายสมณศักดิ์เองเลยทีเดียว แต่ในปัจจุบันพระสงฆ์ถูกแยกจากชุมชน กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการที่เรียกว่า"คณะสงฆ์" โดยที่คณะสงฆ์ก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการฝ่ายบ้านเมือง ภายใต้การกำกับดูแลหรือ"อุปถัมภ์"ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีอธิบดีกรมการศาสนาเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ถึงแม้กรมการศาสนาจะถูกยุบในปีหน้าตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่มหาเถรสมาคมก็เพียงแต่เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรีแทน จึงไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือยังคงเป็นกลไกสนองนโยบายของรัฐมากกว่าที่จะมีความริเริ่มของตนเอง (กรณีล่าสุดคือการสั่งการให้วัดทั่วประเทศร่วมแก้ปัญหายาบ้า ซึ่งเป็นความริเริ่มของฝ่ายรัฐ)

ทุกวันนี้เวลาเกิดปัญหาพระทุศีล ชาวบ้านจะมองหากรมการศาสนาก่อน แทนที่จะคิดว่าตนจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไรบ้าง ทัศนคติเช่นนี้สะท้อนชัดเจนว่าชาวบ้านในปัจจุบันไม่ได้คิดว่าพระเป็นของชุมชนซึ่งทุกคนมีหน้าที่เอาใจใส่ แต่กลับคิดว่าพระอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐที่จะต้องควบคุมดูแล ทัศนคติเช่นนี้ทำให้ชาวบ้านปล่อยปละละเลยพระสงฆ์ และทำให้อลัชชีเกิดขึ้นมาเป็นอันมาก

การรวมศูนย์ การผูกติดกับรัฐ และการเหินห่างจากประชาชน เป็นปัญหาสำคัญของโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบัน ซึ่งหากละเลยไม่แก้ไข คณะสงฆ์จะไม่มีวันพ้นจากสภาพเสื่อมทรุดได้ อย่างไรก็ตาม จำต้องกล่าวในที่นี้ว่าการปกครองคณะสงฆ์นั้นไม่ได้อยู่โดด ๆ หากยังสัมพันธ์กับสิ่งที่เป็นจุดมุ่งหมายพื้นฐานของคณะสงฆ์ ซึ่งถูกปล่อยให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังตลอดมา นั่นก็คือการศึกษาของคณะสงฆ์ สงฆ์หรือสังฆะนั้นมีจุดหมายสำคัญคือเพื่อส่งเสริมการศึกษาหรือการฝึกฝนพัฒนาตน นี้คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงจัดตั้งสงฆ์ขึ้นมา โดยวางแบบแผนที่เรียกว่า"วินัย"เพื่อส่งเสริมการฝึกฝนพัฒนาตนโดยตรง ปัจจุบันการศึกษาของสงฆ์ถูกปล่อยปละละเลยมาก ไม่ว่าการศึกษาพระธรรมวินัย การฝึกฝนพัฒนาจิตใจให้สอดคล้องเกื้อกูลชีวิตพรหมจรรย์ รวมทั้งการศึกษาวิชาทางโลกเพื่อเป็นฐานรองรับการเผยแผ่ธรรม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ผ่านมาจนถึงฉบับปัจจุบันไปเน้นการปกครองและการบริหาร ขณะที่ละเลยการศึกษาสงฆ์ ทั้ง ๆ ที่การปกครองสงฆ์นั้นควรเป็นไปเพื่อรับใช้การศึกษา แต่การปกครองในปัจจุบันไปเน้นเรื่องการบังคับ ควบคุม ลงโทษ ซึ่งเป็นการปกครองเชิงลบ

จะเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งหากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่ไม่ได้วางมาตรการใด ๆ เพื่อให้การปกครองสงฆ์ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาของสงฆ์อย่างจริงจัง ในเรื่องนี้พระธรรมปิฎกเคยชี้แนะไว้เมื่อสองปีที่แล้วว่า ในการปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เพื่อให้ได้ผลนั้น ควรจะต้องจัดวางรูปแบบ ระบบโครงสร้าง และมาตรการเพื่อสนองการศึกษาอันเป็นจุดหมายของพระพุทธศาสนาด้วย กล่าวคือ

"๑.เป็นหลักประกันที่จะให้วิถีชีวิตบวชเรียน หรือวิถีชีวิตแห่ง"สิกขา"สืบทอดต่อไปอย่างจริงจังมั่นคง เช่นกำหนดให้ผู้บวชเข้ามาแล้วต้องได้รับการศึกษาอบรมอย่างแน่นอนทั้งเบื้องต้นและสืบต่อไป

๒.เป็นฐานรองรับระบบความสัมพันธ์พึ่งพากัน ระหว่างวัดกับชุมชนแต่ละหน่วยในเชิงสิกขา หรือในเชิงพัฒนาภูมิปัญญาโดยเฉพาะในชนบท"

เป็นการเรียกร้องมากเกินไปหรือเปล่าที่จะให้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่แก้ปัญหาสำคัญต่าง ๆ ที่กล่าวมา ดูเผิน ๆ ก็อาจจะใช่ แต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพการพระศาสนาและคณะสงฆ์ที่กำลังวิกฤตอยู่ในขณะนี้แล้ว ควรหรือที่เราจะเรียกร้องน้อยไปกว่านี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved