หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์มองอย่างพุทธ > คำตอบไม่ได้อยู่ที่กระทรวงพระพุทธศาสนา
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕

คำตอบไม่ได้อยู่ที่กระทรวงพระพุทธศาสนา
พระไพศาล วิสาโล

 

พุทธศาสนานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาติ เพราะเหตุที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเอง จึงไม่ควรที่จะฝากอนาคตของพระพุทธศาสนาไว้กับรัฐบาลเท่านั้น หากควรฝากไว้กับประชาชนด้วย นั่นหมายความว่า หากปรารถนาให้พุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์บำรุงอย่างจริงจัง จะต้องไม่มอบภาระดังกล่าวให้รัฐบาลเท่านั้น แต่ควรคิดหาหนทางให้ประชาชนเข้ามาทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้มากกว่านี้

แต่ไหนแต่ไรมาพุทธศาสนาแบบเถรวาทดำรงอยู่ได้ด้วยดีก็เพราะอาศัยความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างรัฐ คณะสงฆ์ กับประชาชน ในด้านหนึ่งคณะสงฆ์มีหน้าที่ชี้แนะและกำกับดูแลทั้งรัฐและประชาชนให้อยู่ในครรลองแห่งธรรม อีกด้านหนึ่งรัฐและประชาชนก็มีหน้าที่อุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ในด้านปัจจัยสี่ รวมทั้งดูแลกำกับให้พระสงฆ์ประพฤติตนถูกต้องตามพระวินัย เมื่อทั้ง ๓ ฝ่ายต่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ผลคือความเจริญรุ่งเรืองของพระศาสนา แต่หากความสัมพันธ์ ๓ เส้านี้เสียสมดุล พุทธศาสนาก็อยู่ในสถานะที่ง่อนแง่น

การที่พุทธศาสนาสูญหายไปจากอินเดีย สาเหตุที่แท้จริงมิได้อยู่ที่การบุกทำลายของกองทัพมุสลิม (ศาสนาฮินดูก็ถูกรุกรานด้วยเช่นกัน แต่เหตุใดจึงตั้งมั่นอยู่ได้จนทุกวันนี้) หากเป็นเพราะพุทธศาสนาและพระสงฆ์ได้รับความอุปถัมภ์จากรัฐมากเกินไป จนพระสงฆ์มากระจุกอยู่ที่นาลันทากันมากมายโดยไม่ได้สัมพันธ์กับประชาชนเลย ขณะที่ประชาชนก็เห็นว่าการพระศาสนาเป็นเรื่องของพระสงฆ์ ครั้นนาลันทาถูกทำลาย พุทธศาสนาก็เลยถูกทำลายไปด้วย

พุทธศาสนาในเมืองไทยเจริญมั่นคงและสืบทอดมาถึงทุกวันนี้ได้ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็เพราะความสัมพันธ์ที่ได้สมดุลระหว่างรัฐ คณะสงฆ์ กับประชาชน จริงอยู่ในอดีตพระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทอย่างมากในการอุปถัมภ์พระศาสนา แต่การอุปถัมภ์ของพระองค์ก็มีขอบเขตจำกัดอยู่ในเขตราชธานีและหัวเมืองสำคัญเท่านั้น วัดและพระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรอยู่ได้ก็เพราะการอุปถัมภ์บำรุงของประชาชนเป็นสำคัญ แม้แต่ในราชธานี วัดที่ได้รับการบำรุงจากพระมหากษัตริย์ก็มักได้แก่วัดหลวง ส่วนใหญ่ที่เป็นวัดราษฎร์นั้นอยู่ได้เพราะใครหากไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาสามัญ

ไม่เพียงแต่การอุปถัมภ์ด้วยการบำรุงปัจจัยสี่เท่านั้น แม้กระทั่งการควบคุมกำกับพระสงฆ์ให้อยู่ในพระธรรมวินัย บทบาทของพระมหากษัตริย์หรือรัฐก็มีอยู่อย่างจำกัดทั้ง ๆ ที่เป็นสมัยราชาธิปไตย ดังเห็นได้ว่าในสมัยรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๓ แม้จะมีการจับพระสึกถึง ๑๒๘ รูป และ ๕๐๐ รูปตามลำดับ แต่ก็เป็นการชำระคณะสงฆ์ที่มีขอบเขตจำกัดอยู่แต่ในราชธานีเท่านั้น ส่วนพระสงฆ์ที่อยู่ไกลออกไปนั้น จะอยู่ในพระธรรมวินัยได้มากน้อยเพียงใด อยู่ที่ความใส่ใจของชาวบ้านเป็นสำคัญ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่พระสงฆ์ส่วนใหญ่ในราชอาณาจักรประพฤติตนเอื้อเฟื้อพระธรรมวินัยตามสมควรจนสืบทอดพระศาสนามาถึงเราทุกวันนี้ได้ ก็เพราะชาวบ้านธรรมดาสามัญถือเป็นธุระในการดูแลกำกับพระสงฆ์ในชุมชนของตน

ความเสื่อมโทรมของพุทธศาสนาในปัจจุบัน กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้วเกิดขึ้นเพราะความสัมพันธ์ ๓ เส้าที่เสียสมดุลซึ่งเริ่มมากว่า ๑๐๐ ปีแล้ว นั่นคือคณะสงฆ์ถูกดึงให้ไปสัมพันธ์กับรัฐอย่างใกล้ชิด จนเหินห่างจากประชาชน ขณะเดียวกันกิจการพระศาสนาก็ถูกดึงไปให้อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ จนประชาชนมีบทบาทหรือมีสิทธิมีเสียงน้อยลง วัดซึ่งเคยเป็นของชุมชนตามประเพณีเดิม ถูกกฎหมายริบไปเป็น"สมบัติสำหรับพระศาสนา"ภายใต้การดูแลของรัฐ ส่วนวัดที่สร้างขึ้นหลังจากกฎหมายดังกล่าวออกมา จะเป็นวัดได้หรือไม่ มิได้ขึ้นอยู่กับการยอมรับของชาวบ้านอีกต่อไป หากอยู่ที่ว่ารัฐจะอนุญาตหรือเห็นชอบหรือไม่ ตำแหน่งอุปัชฌาย์ละสมณศักดิ์ซึ่งเคยขึ้นอยู่กับชาวบ้านได้ถูกดึงให้ไปอยู่ในอำนาจของรัฐ แม้จะมีการโอนอำนาจบางด้านไปให้แก่มหาเถรสมาคมในเวลาต่อมา แต่ผลสืบเนื่องที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็คือ ประชาชนเหินห่างจากพระสงฆ์ และถือเป็นธุระน้อยลงในเรื่องพระศาสนา

เป็นความจริงที่ว่ารัฐในปัจจุบันละเลยพุทธศาสนา และนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องผลักดันให้มีกระทรวงพระพุทธศาสนา ฯ ขึ้นมา แต่จะเป็นการมองอย่างไม่ครบถ้วน หากเข้าใจไปว่าการที่พุทธศาสนาตกต่ำทุกวันนี้เป็นเพราะรัฐปล่อยปละละเลยฝ่ายเดียว ความจริงอีกด้านก็คือประชาชนก็ปล่อยปละละเลยเช่นกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่ การศึกษาสงฆ์ซึ่งตกต่ำเรื่อยมาจนถึงภาวะวิกฤตแล้ว ถามว่าชาวพุทธทุกวันนี้ใส่ใจเพียงใดในการอุปถัมภ์การศึกษาสงฆ์ คำตอบก็เห็นได้จากเงินทำบุญมหาศาลที่พรูพรั่งหลั่งไหลไปยังโบสถ์วิหารศาลาการเปรียญทั่วประเทศ แต่มีน้อยคนที่สนใจบริจาคเงินให้กับโรงเรียนสำหรับภิกษุสามเณร ยิ่งญาติโยมละเลยการศึกษาสงฆ์มากเท่าไหร่ คณะสงฆ์ยิ่งต้องหวังพึ่งพาการอุปถัมภ์จากรัฐ และใกล้ชิดกับรัฐมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการเหินห่างจากประชาชนเป็นลำดับ

การตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนา ฯ อาจทำให้งบประมาณเพื่อส่งเสริมกิจการพระศาสนาและคณะสงฆ์มีเพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหาก็คือ จะทำให้ความสัมพันธ์ ๓ เส้าเสียสมดุลหนักขึ้น ซึ่งหมายถึงการที่ประชาชนจะทอดธุระในเรื่องพระศาสนามากขึ้น แค่มีกรมการศาสนาซึ่งก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ทุกวันนี้เวลาเกิดปัญหาพระทุศีลผู้คนก็คอยแต่จะให้กรมการศาสนามาจัดการอย่างเดียว แทนที่จะคิดว่านี้เป็นภาระหน้าที่ของตนด้วย หากกรมศาสนาขยายมาเป็นกระทรวงพระพุทธศาสนา ฯ อะไรจะเกิดขึ้นก็เดาไม่ยาก

ธรรมชาติของหน่วยงานนั้นย่อมต้องหาทางเติบใหญ่ ด้วยการดึงงบประมาณและอำนาจใส่ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่น่าเป็นห่วงหากมีกระทรวงพระพุทธศาสนา ฯ ก็คือ การพยายามดึงเอากิจการต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเคยช่วยกันดูแลกันเองให้กลายมาเป็นงานของกระทรวงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อจะได้มีงบประมาณและอำนาจมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้ชาวบ้านถอยห่างวางมือจากกิจการดังกล่าวมากขึ้นทุกที กิจการหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบก็คือการอุปถัมภ์บำรุงเสนาสนะและโบสถ์วิหารซึ่งทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนทำด้วยศรัทธา แต่เมื่อใดที่มีการจัดตั้งกรมหนึ่งขึ้นมาเพื่ออุปถัมภ์สาธารณูปการของวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ก็น่ากลัวว่าประชาชนจะทำบุญอุปถัมภ์เสนาสนะในวัดน้อยลงเพราะเห็นว่าเป็นงานของรัฐอยู่แล้ว

ทุกวันนี้เห็นชัดอยู่แล้วว่า เมื่อรัฐและงบประมาณของรัฐไปถึงที่ใด ชาวบ้านก็จะเลิกพึ่งตนเองหรือช่วยกันเอง คอยแต่จะพึ่งรัฐและเงินของรัฐอย่างเดียว ในชนบทตามหมู่บ้านทุกวันนี้มีสักกี่หมู่บ้านที่ชาวบ้านยังพร้อมใจกันตัดถนนซ่อมสะพานด้วยด้วยการริเริ่มของตัวเอง ส่วนใหญ่แล้วจะลงมือทำต่อเมื่อมีเงินของรัฐ(หรืออบต.)เข้ามา ถ้าไม่มีเงินจ้าง ก็ไม่ทำ ทั้ง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อหมู่บ้านของตนเอง ปัญหาสำคัญของชนบทเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่ขาดเงิน หากอยู่ที่การขาดจิตสำนึกต่อส่วนรวมและความไว้วางใจกัน

กระทรวงพระพุทธศาสนา ฯ ถูกผลักดันด้วยเจตนาดี แต่ผลที่เกิดขึ้นอาจบั่นทอนจิตสำนึกในภาระหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนซึ่งมีน้อยอยู่แล้วให้น้อยลงไปอีก สิ่งหนึ่งที่ต้องถามกันก็คือ พุทธศาสนาที่ตกต่ำ ทุกวันนี้เป็นเพราะขาดเงินอุปถัมภ์ ขาดอำนาจในการแก้ปัญหา หรือเพราะขาดสำนึกในหมู่ชาวพุทธ พุทธศาสนาไม่อาจฟื้นฟูได้ด้วยเงินอัดฉีดจากรัฐ ขณะเดียวกันก็ไม่พึงคิดว่าหากกิจการพระพุทธศาสนามีอำนาจรัฐหนุนหลังแล้วจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ทุกวันนี้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจล้นเหลือในการจัดระเบียบสังคม แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาอบายมุขได้เลย ทั้ง ๆ ที่รัฐทุ่มเทงบประมาณมหาศาลและใช้อำนาจเด็ดขาดติดต่อมาหลายปี แต่ปัญหายาเสพติดกลับลุกลามมากขึ้น เงินและอำนาจนั้นไม่อาจแก้ปัญหายาก ๆ ได้ กุญแจสำคัญอยู่ที่การร่วมมืออย่างแข็งขันในภาคประชาชนต่างหาก

จะไม่ดีกว่าหรือหากมาช่วยกันผลักดันให้ประชาชนเข้ามามีส่วนรับผิดชอบในการอุปถัมภ์บำรุงพระศาสนามากขึ้น แทนที่จะให้กิจการพระศาสนามารวมศูนย์ที่รัฐหรือที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง น่าที่จะกระจายอำนาจหน้าที่ดังกล่าวไปสู่ภาคประชาชน แต่ภาคประชาชนที่ว่ามิได้หมายถึงผู้คนที่กระจัดกระจาย หากควรเป็นประชาชนที่รวมกลุ่มจัดตั้งเป็นองค์กรในทุกระดับ ทางออกหนึ่งที่น่าพิจารณาก็คือ การจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกิจการพระศาสนาตั้งแต่ระดับชาติลงมาถึงระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ทั้งนี้โดยมีกฎหมายรองรับ คณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่ดูแลและสนับสนุนกิจการพระศาสนา อาทิ การเผยแผ่พระศาสนา การศึกษาคณะสงฆ์ และการส่งเสริมจริยธรรม เป็นต้น โดยมีรายได้สนับสนุนจากรัฐและจากภาษีท้องถิ่น คณะกรรมการดังกล่าวจะทำให้การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการพระศาสนามิได้อยู่ในมือของรัฐอีกต่อไป หากเป็นภาระความรับผิดชอบของผู้แทนประชาชน คณะกรรมการดังกล่าวอาจได้จากการเลือกตั้งทางตรง (คล้าย ๆ การเลือกส.ส.ร.)หรือการเลือกสรรโดยสมัชชาพุทธบริษัท ซึ่งควรเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ตั้งขึ้นในทุกระดับตั้งแต่ระดับประเทศลงมาถึงระดับตำบลเช่นกัน เพื่อตรวจสอบกำกับการทำงานของคณะกรรมการดังกล่าว รวมทั้งให้ความเห็นชอบนโยบายและงบประมาณที่คณะกรรมการดังกล่าวได้จัดทำขึ้น ทั้ง ๒ องค์กรควรมีผู้แทนสงฆ์และแม่ชีร่วมเป็นกรรมการและสมาชิกด้วย คณะกรรมการและสมัชชาที่ว่านี้จะเป็นเวทีที่ดีสำหรับประชาชนในการถกเถียงแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พุทธศาสนาในท้องถิ่นของตน รวมทั้งหาทางออกร่วมกันในการปรับปรุงการพระศาสนา ด้วยวิธีนี้ ประชาชนจะมีความตระหนักมากขึ้นว่าตนมีหน้าที่ทำนุบำรุงพระศาสนา ข้อสำคัญคือคณะกรรมการดังกล่าวควรมีกลไกหรือมาตรการเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมพระศาสนาด้วย เช่น มีเวทีสำหรับการปรึกษาหารือในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาสงฆ์ การประชุมหาข้อตกลงเกี่ยวกับการดูแลพระสงฆ์ รวมถึงการหามาตรการป้องกันและจัดการกับพระอลัชชี การมีมาตรการกลั่นกรองผู้บวชและกล่อมเกลาก่อนบวช ตลอดจนการร่วมกันระดมทุนอุปถัมภ์การศึกษาสงฆ์ เป็นต้น

การฟื้นฟูบทบาทของประชาชนในการอุปถัมภ์บำรุงพระศาสนา จะช่วยให้ความสัมพันธ์ ๓ เส้ามีความสมดุลกันมากขึ้น แม้จะใช้เวลาก็ต้องยอม ดีกว่าจะหวังผลทันใจจากรัฐ แต่ก่อผลเสียระยะยาวหรือซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น ข้อเสนอนี้มิได้ปฏิเสธบทบาทของรัฐ รัฐยังคงมีบทบาทสนับสนุนคณะสงฆ์และพระศาสนาต่อไป ส่วนหนึ่งโดยผ่านสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ ขณะเดียวกันสำนักงานดังกล่าวก็ควรมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคณะกรรมการบริหารกิจการพระศาสนาในทุกระดับ รวมทั้งเป็นตัวแทนรัฐในการจัดสรรงบประมาณให้แก่คณะกรรมการดังกล่าว ข้อสำคัญที่พึงตระหนักก็คือ ในการอุปถัมภ์พระศาสนานั้น รัฐพึงส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีบทบาทในด้านนี้อย่างแข็งขัน มิใช่แย่งงานของประชาชนมาทำ เพราะเหตุนี้เราจึงไม่ควรมองกระทรวงพระพุทธศาสนา ฯ ว่าจะเป็นคำตอบสำหรับการฟื้นฟูพระศาสนาในปัจจุบัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved