หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์มองอย่างพุทธ > ความหวังสำหรับการปฏิรูปคณะสงฆ์
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕

ความหวังสำหรับการปฏิรูปคณะสงฆ์
พระไพศาล วิสาโล

 

นับวันเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปคณะสงฆ์จะดังขึ้นทุกที แต่จะว่าไปแล้วการผลักดันให้มีการปฏิรูปคณะสงฆ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากมีอยู่แทบทุกยุคทุกสมัย แม้กระนั้นก็น่าสังเกตว่าการปฏิรูปคณะสงฆ์ในอดีตนั้นเกิดขึ้นโดยพระสงฆ์เองน้อยมาก แม้จะมีความพยายามจากพระสงฆ์อยู่บ้าง แต่ก็มักประสบความล้มเหลว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเคยพยายามปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์หลายคร้งแต่ก็ล้มเลิกไปทุกครั้งเพราะคณะสงฆ์ไม่ร่วมมือด้วย ต่อเมื่อพระองค์ได้รับการสถานาเป็นสมเด็จพระสังฆราชในสมัยรัชกาลที่ ๖ จึงสามารถผลักดันได้สำเร็จ แต่ก็ทำได้อย่างจำกัดเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น

ยิ่งถ้ามองย้อนหลังไปไกลกว่านั้น เราจะพบว่าการปฏิรูปคณะสงฆ์และการแก้ปัญหาคณะสงฆ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยจวบจนถึงรัชกาลที่ ๕ นั้น หากยกเว้นการปฏิรูปที่ริเริ่มโดยวชิรญาณภิกขุ(รัชกาลที่ ๔)แล้ว ไม่มีครั้งใดเลยที่เกิดขึ้นจากพระสงฆ์ หากแต่ริเริ่มดำเนินการโดยพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น อาทิ ความพยายามของพระเจ้าติโลกราชในการรวบรวมคณะสงฆ์ล้านนาให้มาอยู่ในระเบียบแบบแผนเดียวกัน ด้วยการจัดมีสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นรวมทั้งการแก้ไขข้อพิพาทของระหว่างนิกาย การชำระและฟื้นฟูคณะสงฆ์หลังเสียกรุงโดยพระเจ้าตากสิน และการออกกฎพระสงฆ์โดยรัชกาลที่ ๑ เพื่อควบคุมพระสงฆ์ให้อยู่ในพระธรรมวินัย ตลอดจนการชำระอลัชชีขนานใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๓ จนมาถึงการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์โดยรัชกาลที่ ๔

ปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้ยังพบได้ในประเทศพม่าและลังกา ไม่ว่าจะเป็นการรวมคณะสงฆ์เป็นหนึ่งเดียวกัน การควบคุมไม่ให้แตกแยกเป็นนิกาย การชำระคณะสงฆ์ให้บริสุทธิ์ การส่งพระไปบวชแปลงเพื่อปรับปรุงวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ ตลอดจนการกวดขันพระสงฆ์ให้อยู่ในพระธรรมวินัย ล้วนแต่เป็นการผลักดันจากพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น

การที่พระสงฆ์แทบไม่มีบทบาทในการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาของคณะสงฆ์เลยนั้น กล่าวได้ว่าเป็นลักษณะร่วมของพระสงฆ์เถรวาทเลยทีเดียว ในด้านหนึ่งเป็นเพราะถือกันว่าภารกิจดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของพระมหากษัตริย์ ตามที่พระเจ้าอโศกได้ทำเป็นแบบแผนเอาไว้ แต่ในอีกด้านหนึ่งแบบแผนเช่นนี้ก็ทำให้พระสงฆ์เถรวาทขาดความใส่ใจที่จะดูแลแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในแวดวงของตน ได้แต่คอยให้ทางบ้านเมืองเข้ามาช่วยเหลือจัดการ สภาพเช่นนี้ได้สืบเนื่องมาช้านานจนทำให้คณะสงฆ์ขาดกลไกภายในที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองในระดับองค์กรหรือสถาบัน พูดอีกอย่างหนึ่งคือเกิดวัฒนธรรมภายในคณะสงฆ์ที่ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง

ในสภาพเช่นนี้ การที่จะมีพระรูปใดรูปหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งพยายามที่จะปฏิรูปคณะสงฆ์จึงถือว่าเป็นข้อยกเว้นที่พิเศษมากและเกิดขึ้นไม่บ่อย ส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีแยกออกไปจากคณะสงฆ์เดิม เพื่อตั้งคณะใหม่หรือนิกายใหม่ โดยมักมีการบวชแปลงด้วย สมัยก่อนไม่ว่าพระไทยหรือพม่านิยมไปบวชแปลงที่ลังกาและกลับมาเผยแพร่วัตรปฏิบัติอย่างใหม่ที่ถือว่าเคร่งกว่าเดิมและตรงตามพุทธวจนะ หรือไม่ก็ไปบวชแปลงในเมืองมอญ แม้แต่วชิรญาณภิกขุก็เดินตามประเพณีนี้ด้วยการบวชแปลงกับพระมอญ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ล้วนบ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่าในการปฏิรูปคณะสงฆ์นั้นแม้จะมีความพยายามจากพระสงฆ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยมีการปฏิรูปที่ริเริ่มโดยผู้นำคณะสงฆ์หรือจากศูนย์กลางคณะสงฆ์เลย (ในกรณีของไทยมีข้อยกเว้นกรณีเดียวเท่านั้นคือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้นำการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์แล้ว ยังอยู่เบื้องหลังการออกพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ร.ศ.๑๒๑ ซึ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะสงฆ์ขนานใหญ่)

กล่าวได้ว่าการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาคณะสงฆ์ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแทบทั้งหมดหากไม่เกิดจากแรงผลักดันจากภายนอก(ฝ่ายอาณาจักร)ก็เกิดจาก"ชายขอบ"ของคณะสงฆ์คือพระที่มิได้อยู่ในศูนย์กลางการปกครองสงฆ์ ประการหลังนี้รวมไปถึงคณะปฏิสังขรณ์ซึ่งประกอบด้วยพระผู้น้อยที่ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๔๘๔ และนำคณะสงฆ์ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นก่อนที่จะถูกบังคับให้หวนกลับสู่สภาพเดิมโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นอกจากนั้นยังไม่ควรมองข้ามพระที่อยู่ชายขอบคณะสงฆ์อีกท่านหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญมากในการปฏิรูปคณะสงฆ์ร่วมสมัยก็คือท่านพุทธทาสภิกขุ

ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปสั้น ๆ ประการเดียวก็คือ การปฏิรูปคณะสงฆ์นั้นยากที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยการริเริ่มของผู้ปกครองคณะสงฆ์ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้า จริงอยู่ความเป็นไปในอดีตไม่ใช่เป็นตัวกำหนดปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง แต่มีเหตุการณ์หลายครั้งหลายคราในยุคปัจจุบันที่ตอกย้ำว่าคณะสงฆ์ยังหาได้หลุดจากอดีตไม่ ซ้ำกลับน่าเป็นห่วงยิ่งกว่าเดิม

จากบทเรียนทางประวัติศาสตร์ ทางออกในการปฏิรูปคณะสงฆ์มี ๒ ทาง คือการผลักดันจากภายนอกคณะสงฆ์ และความพยายามจากชายขอบคณะสงฆ์ สมัยก่อนพลังภายนอกคณะสงฆ์ที่ผลักดันให้เกิดการปฏิรูปคณะสงฆ์มาโดยตลอดคือผู้ปกครอง แต่ในยุคที่คติธรรมราชาอ่อนแรงลง ย่อมหวังได้ยากว่ารัฐบาลหรือผู้ปกครองปัจจุบันจะถือเป็นภารกิจสำคัญในการอุปถัมภ์พระศาสนาและคุ้มครองปกป้องคณะสงฆ์ ยังไม่ต้องพูดถึงการขาดความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาและความเป็นมาของคณะสงฆ์ พลังที่สำคัญในปัจจุบันจึงอยู่ที่สังคมหรืออุบาสกอุบาสิกาบริษัทที่ตระหนักถึงภาวะวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ ขณะเดียวกันความร่วมมือของพระผู้น้อยก็มีความสำคัญ แม้ว่าภายใต้โครงสร้างที่เป็นอยู่เป็นเรื่องยากที่พระผู้น้อยจะสามารถผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังในคณะสงฆ์ โดยเฉพาะกรณีที่กระทบกับอำนาจของผู้ปกครองสงฆ์ย่อมมีแนวโน้มที่จะถูกขจัดออกไปจากคณะสงฆ์ ดังที่เกิดขึ้นกับพระโพธิรักษ์แห่งสันติอโศก

ในระยะหลัง เมื่อเกิดเหตุพระประพฤตินอกพระธรรมวินัย ชาวพุทธฝ่ายฆราวาสมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเรียกร้องผลักดันจนผู้นำคณะสงฆ์ไม่อาจนิ่งเฉยได้ ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง กรณีวัดพระธรรมกายเป็นตัวอย่างเด่นชัดที่ชี้ถึงพลังของสังคมในการกระตุ้นคณะสงฆ์ให้ทำหน้าที่ของตน

อย่างไรก็ตามพลังดังกล่าวยังไม่ต่อเนื่องและหนักแน่นพอที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับที่เป็นการปฏิรูปคณะสงฆ์ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะฆราวาสชาวพุทธยังรวมกลุ่มกันอย่างหลวม ๆ และตื่นตัวขึ้นมาเฉพาะครั้งเฉพาะคราว โดยสนใจแต่เรื่องเฉพาะกรณี มากกว่าที่จะมองให้ลึกไปถึงสาเหตุเชิงโครงสร้างที่เป็นเสมือนฐานของภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ

การปฏิรูปคณะสงฆ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชาวพุทธมีความตื่นตัวทั่วทั้งสังคม โดยตระหนักว่าการแก้ปัญหาคณะสงฆ์นั้นเป็นความรับผิดชอบของประชาชนหรือฆราวาสด้วย มิใช่เป็นหน้าที่ของมหาเถรสมาคมและรัฐบาลเท่านั้น และที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือชาวพุทธฝ่ายฆราวาสจะต้องรวมกันเป็นขบวนการ และรู้ชัดว่าจะปฏิรูปคณะสงฆ์ไปในทิศทางใด ความรู้และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพคณะสงฆ์และทางออกที่ควรจะเป็นจึงเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ให้กว้างขวาง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved