หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์มองอย่างพุทธ > พุทธศาสนาในร่มเงาของบริโภคนิยม
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน วันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๔

พุทธศาสนาในร่มเงาของบริโภคนิยม
พระไพศาล วิสาโล

 

เศรษฐกิจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ นอกจากการทำงานและหาเลี้ยงชีพ เรายังมีกิจกรรมอื่น ๆอีกมากมาย แต่เศรษฐกิจแบบเงินตราและระบบทุนนิยมทำให้ทั้งหมดนี้เปลี่ยนแปลงไป ชีวิตที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเงินตราและการซื้อการขายวันแล้ววันเล่า ทำให้เงินคืบคลานเข้ามามีอิทธิพลในส่วนอื่น ๆ ของชีวิตด้วย ความสัมพันธ์แบบซื้อ-ขายมิได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในชีวิตเท่านั้น แต่เข้ามาครอบงำความสัมพันธ์แบบอื่น ๆ ด้วยเช่นความสัมพันธ์ในฐานะครู-ศิษย์ หมอ-คนไข้ จนกลายเป็นความสัมพันธ์แบบซื้อ-ขายโดยมีเงินเป็นสื่อกลาง

เงินไม่เพียงแต่จะเป็นผลที่คาดหวังได้จากการทำงานเท่านั้น หากยังกลายเป็นเป้าหมายของกิจกรรมทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การเลี้ยงดูลูก การคบหาผู้คน ล้วนมีเงินเป็นเป้าหมายหรือเป็นเกณฑ์วัดความสำเร็จ เงินไม่ใช่เป็นเพียงสื่อกลางในการซื้อขายอีกต่อไป หากยังกลายเป็นสื่อกลางในความสัมพันธ์กับทุกคนและทุกสิ่ง จะเกี่ยวข้องกับใคร หรืออยากได้อะไร ก็ใช้เงินเป็นหลักยิ่งกว่าที่จะเพียรพยายามด้วยตัวเอง ผลก็คือพ่อแม่"ซื้อ"ความรักจากลูกด้วยการหาของมาปรนเปรอแทนที่จะให้เวลากับลูก อยากมีสุขภาพดีก็หาซื้อยาหรือหมั่นไปให้หมอตรวจ แทนที่จะดูแลรักษาตัวเองสม่ำเสมอ สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรมจึงกลายเป็นเพียงสินค้าหรือสิ่งเสพที่เงินสามารถซื้อได้ โลกทัศน์และพฤติกรรมอย่างได้กลายมาเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมบริโภคนิยม

ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมบริโภคนิยม วงการพุทธศาสนาไม่เว้นแม้แต่วัดเป็นอันมากได้ถูกแปรสภาพกลายเป็น"ตลาด"ในอีกรูปลักษณ์หนึ่งไป สิ่งที่นำมาซื้อขายกันก็ไม่ได้มีแต่เครื่องรางของขลังเท่านั้น แม้แต่บุญกุศลและพิธีกรรมก็กลายเป็นสินค้าอีกแบบหนึ่งซึ่งต้องใช้เงินซื้อหา คนที่ปรารถนาจะได้บุญไม่จำเป็นต้องทำความดีอีกต่อไป เพียงแต่จ่ายเงินเท่านั้น และแน่นอนว่าถวายเงินมากเท่าไร ก็เชื่อว่าบุญจะเพิ่มพูนมากเท่านั้น ส่วนพิธีกรรมก็กลายเป็นบริการที่มักมีราคากำหนดไว้(แม้อาจไม่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร) ทั้งบุญกุศลและพิธีกรรมแม้จะไม่มีผลเป็นรูปธรรมเด่นชัด แต่ผู้คนก็ซื้อหาเพราะปรารถนาความมั่งคั่งร่ำรวย

การเข้าหาพุทธศาสนาด้วยท่าทีแบบบริโภคนิยมนี้ บางครั้งอาจไม่ได้ทำไปด้วยความมุ่งหมายในทางวัตถุหรือเงินตรา หลายคนต้องการความสงบ อยากเจริญสติหรือสมาธิ หรือต้องการประสบการณ์ทางจิตเหนือสามัญ เช่น เห็นดวงแก้ว เห็นนิมิต ท่องนรกเที่ยวสวรรค์ แต่ก็มองสภาวะเหล่านั้นไม่ต่างจากสินค้า คือเชื่อว่าเงินจะช่วยให้ได้ประสบสิ่งนั้นเร็วเข้า ไม่ได้มองว่าประสบการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ต้องลงทุนด้วยความเพียรพยายาม หากประสงค์เพียงแค่อยากบริโภคประสบการณ์ (ไม่ต่างจากนักทัศนาจรที่อยากเที่ยวป่าโดยพร้อมจะทุ่มทุนแต่ไม่ยอมลงจากรถแอร์เพื่อเดินสัมผัสธรรมชาติ) "นักปฏิบัติธรรม"เหล่านี้ยอมเสียเงินแต่ไม่ยอมทิ้งความสะดวกสบาย และอยากจะเห็นผลเร็ว ๆ เหมือนชงกาแฟสำเร็จรูป

การที่ผู้คนเข้าหาพุทธศาสนาเยี่ยงผู้บริโภคก็ดี การที่วัดและพระเป็นฝ่ายเข้าหาเศรษฐกิจแบบเงินตราโดยการนำศาสนสมบัติไปสร้างผลประโยชน์ก็ดี ล้วนมีผลทำให้วัดหรือพระเป็นอันมากพากันปรับเปลี่ยนตนเองเป็นผู้ขายบริการ จนกระทั่งพุทธศาสนาในเมืองไทยมีแนวโน้มที่จะกลมกลืนไปกับลัทธิบริโภคนิยมไปมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้

๑.เน้นคุณค่าแบบวัตถุนิยม มุ่งสนองความต้องการทางวัตถุ เช่น ทำมาค้าขึ้น ถูกหวย ร่ำรวย การอวยพรปลุกเสกให้"บ้านนี้อยู่แล้วรวย" กลายเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการอวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุข การสอนให้ผู้คนลดละกิเลสหรือความเห็นแก่ตัวจะถูกมองข้าม

๒.ใช้เงินเป็นอุปกรณ์สำคัญ บุญกุศล วัตถุมงคล ถูกทำให้กลายเป็นสินค้า ซึ่งสามารถหามาได้ด้วยการใช้เงินซื้อ โดยไม่ต้องทำความดีหรือเพียรพยายาม แม้กระทั่งสมาธิ สติ ฌาน ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ต้องลงแรงเท่าไรเพราะโฆษณาว่าเงินและเทคโนโลยีสามารถช่วยให้เข้าถึงได้ และยิ่งจ่ายเงินไปมากเท่าไร ก็เชื่อว่าจะได้บุญหรืออานิสงส์มากเท่านั้น หลักกรรมหรือการพึ่งความเพียรของตนเองถูกลบเลือนหายไป

๓.รวดเร็วทันใจ เนื่องจากบุญกุศล อิทธิฤทธิ์และความสามารถพิเศษทางจิตเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะ เพียงแต่ใช้เงินเป็นใบเบิกทางเท่านั้น กระบวนการจึงใช้เวลาไม่นาน ทำให้เกิดผลทางใจอย่างรวดเร็ว(เช่นเกิดความสบายใจ) แต่ให้ผลได้ไม่นาน นอกจากนั้นพิธีกรรมต่าง ๆ ก็จะถูกทอนให้สั้นลง(เช่นพิธีศพ)ขณะเดียวกันก็มีบริการและอุปกรณ์สำเร็จรูปซึ่งเอื้อให้ทำพิธีกรรมได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เช่น ถังสังฆทาน อาหารบิณฑบาต บุคคลไม่ต้องเสียเวลาจัดเตรียมสิ่งของ เพียงแต่มามีเงินติดตัวมา ก็สามารถทำพิธีกรรมได้เลย

๔.กระตุ้นความต้องการที่จะ"บริโภค" เช่นทำให้เกิดความอยากที่จะมีประสบการณ์การบวชอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต นอกจากนั้นยังพยายามสร้างความต้องการให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยการซอยความสำเร็จออกเป็นหลายขั้น เช่น ชักชวนให้เกิดความต้องการอยากเห็นสวรรค์ชั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ หรือเห็นนิมิตลำดับสูงขึ้น หาไม่ก็จำแนกแตกบุญออกเป็นหลายชนิดดังผลิตภัณฑ์ที่ต้องทำให้หลากหลายไม่จำเจ โดยพรรณนาอานิสงส์ของบุญไว้ต่าง ๆ กัน เพื่อดึงดูดคนให้ทำบุญหลาย ๆ แบบ ขณะเดียวกันก็มีการใช้เทคนิคการตลาด (เช่นมี"เซลส์แมน"ผู้นำบุญ)เพื่อกระตุ้นให้อยากทำบุญมาก ๆ ดังเห็นได้ชัดจากวิธีการของวัดพระธรรมกาย

๕.ลักษณะปัจเจกนิยม คือสนองความต้องการของปัจเจกบุคคล โดยมุ่งเฉพาะตัวเอง ไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสังคมส่วนรวม เช่น การอวยพรหรือให้วัตถุมงคลเพื่อให้บุคคลประสบความสำเร็จโดยไม่คำนึงว่าความสำเร็จนั้นหากบังเกิดขึ้นจริงจะมีผลเสียต่อผู้อื่นหรือส่วนรวมเพียงใดบ้าง หรือการทำวัตถุมงคล"ดูดทรัพย์"เพื่อให้ตนร่ำรวย โดยไม่สนใจว่าทรัพย์ที่ถูกดูดนั้นจะมาจากกระเป๋าของใคร

การที่พุทธศาสนาในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงลักษณะไปตามวัฒนธรรมบริโภคนิยมมากขึ้นทุกที มองในแง่หนึ่งก็เรียกได้ว่า บริโภคนิยมแฝงมาอยู่ในร่างของพุทธศาสนา พุทธศาสนากลายเป็นเครื่องมือส่งเสริมโลกทัศน์และพฤติกรรมแบบบริโภคนิยม แม้รูปลักษณ์ที่ปรากฏจะยังเป็นพุทธอยู่ แต่เนื้อหาสาระหาได้เป็นไปเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์หรือเป็นอิสระจากความติดยึดไม่

มาถึงตรงนี้แล้วเรายังมองไม่เห็นหรือว่าภัยที่น่ากลัวที่สุดของพุทธศาสนาคือบริโภคนิยม หาใช่ศาสนาอื่นที่เรากำลังจับจ้องเพ่งเล็งอยู่ไม่

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved