หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์มองอย่างพุทธ > ปกครองโดยไม่ปกครอง
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

ปกครองโดยไม่ปกครอง
พระไพศาล วิสาโล

 

จาตุมสูตรเป็นสูตรเล็ก ๆ สูตรหนึ่งในพระไตรปิฎก หากจะมีผู้เอ่ยถึงบ้างก็เนื่องจากสูตรนี้เป็นที่มาของคำสอนเรื่องภัย ๔ ประการของภิกษุบวชใหม่ ความจริงแล้วในพระสูตรนี้ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ตอนหนึ่งในพุทธประวัติซึ่งน่าจะได้รับความสำคัญ หากแต่มักถูกมองข้ามไป

พระสูตรนี้เล่าว่าคราวหนึ่งภิกษุจำนวน ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นหัวหน้าเดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่เนื่องจากภิกษุเหล่านั้นส่งเสียงอื้ออึงระหว่างสนทนากับภิกษุเจ้าถิ่น พระองค์จึงทรงขับไล่ภิกษุทั้ง ๕๐๐ นั้นออกไปจากสำนัก ต่อมาเจ้าศากยะชาวบ้านจาตุมาและท้าวสหัมบดีพรหมเข้าเฝ้ากราบทูลพระองค์ ขอให้ทรงอนุเคราะห์ภิกษุเหล่านั้น เพราะหลายรูปเป็นภิกษุใหม่ หากไม่ได้เข้าเฝ้าพระองค์ ก็จะแปรผันไป เหมือนพืชอ่อนขาดน้ำ หรือเหมือนลูกโคอ่อนไม่เห็นแม่ พระพุทธองค์ได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็เปลี่ยนพระทัย และอนุญาตให้ภิกษุเหล่านั้นเข้าเฝ้าโดยมีพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้พาไป

เหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นการสนทนาระหว่างพระพุทธองค์กับพระอัครสาวกทั้งสองซึ่งมีความสำคัญมากพระพุทธองค์เริ่มด้วยการตรัสถามพระสารีบุตรต่อหน้าภิกษุทั้ง ๕๐๐ว่า คิดอย่างไรที่พระองค์ทรงขับไล่ภิกษุสงฆ์เหล่านั้น พระสารีบุตรกราบทูลว่า ในเมื่อ"พระผู้มีพระภาคทรงมีความขวนขวายน้อย เจริญธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันอยู่ แม้เราทั้งหลายก็จักมีความขวนขวายน้อย เจริญธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันอยู่เช่นกัน"

เมื่อทรงสดับเช่นนั้น พระพุทธองค์ก็ตรัสห้ามว่า"เธอไม่ควรให้ความคิดเห็นปานนี้เกิดขึ้นอีก" จากนั้นก็ตรัสถามพระมหาโมคคัลลานะด้วยคำถามเดียวกัน พระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า ในเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงมีความขวนขวายน้อย ท่านและพระสารีบุตรจะช่วยกันบริหารภิกษุสงฆ์เอง พระพุทธองค์จึงตรัสรับรองว่า"ดีละ ดีละ ความจริง เรา สารีบุตรหรือโมคคัลลานะเท่านั้นควรบริหารภิกษุสงฆ์"

บทสนทนาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงท่าที ๒ แบบเมื่อเกิดปัญหาในหมู่สงฆ์ ท่าทีแรกคือการวางเฉย หลบหลีกปลีกตัวไปแสวงหาความสุขเฉพาะตน ส่วนท่าทีที่สองก็คือการเข้าไปจัดการแก้ไขปัญหา ควรกล่าวย้ำด้วยว่าท่าทีทีแตกต่างกันนี้เป็นท่าทีของพระอรหันต์ทั้งคู่ ดังนั้นจึงไม่ใช่ท่าทีที่ออกมาจากความเห็นแก่ตัวหรือกิเลสใด ๆหากเป็นเรื่องของมุมมอง(และอาจรวมถึง"วาสนา"ติดตัว)ที่แตกต่างกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระพุทธองค์ทรงเห็นด้วยกับท่าทีแบบใด

อย่างไรก็ตามน่าสังเกตว่าทั้ง ๆ ที่การวางเฉยต่อปัญหานั้นมิใช่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ แต่กลับมีอิทธิพลอย่างมากในหมู่พระสงฆ์รุ่นหลัง ๆ จนบางครั้งแทบจะกลายเป็นลักษณะเด่นของคณะสงฆ์แบบเถรวาทไปเลย มีเหตุการณ์มากมายในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาที่สะท้อนท่าทีดังกล่าว ที่เด่นที่สุดแต่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในแง่นี้เท่าใดนักก็คือสมัยพระเจ้าอโศก ตามที่บันทึกในคัมภีร์ของฝ่ายเถรวาทเอง (เช่น สมันปาสาทิกา ซึ่งเป็นคัมภีร์ชั้นอรรถกถา และสังคีติกถา อันเป็นตำราเรียนชั้นนักธรรม)เล่าว่าหลังจากที่พระเจ้าอโศกหันมาสมาทานพุทธศาสนาและให้การอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ ได้มีเหล่า"เดียรถีย์"หรือ"หมู่มิจฉาทิฏฐิ"มาปลอมปนอยู่ในหมู่สงฆ์เป็นอันมาก ข้อที่น่าคิดก็คือทั้ง ๆ ที่พระอรหันต์ในสมัยนั้นมีนับพัน ๆ รูป (จำเพาะที่มาทำสังคายนาหลังจากเหตุการณ์สงบแล้วก็มีถึงพันรูปซึ่งล้วน"แตกฉานในไตรวิชชาและพระปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔") แต่เหตุใดจึงปล่อยให้เดียรถีย์พากันมาบวชเป็นจำนวนมาก (สังคีติกถาระบุว่าเดียรถีย์ที่ถูกพระเจ้าอโศกจับสึกมีถึง ๑ หมื่นคน) พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งซึ่งตัดสินใจหลีกไปบำเพ็ญสมาบัติในเขาถึง ๗ ปีหลังจากพบว่ามีเหล่าทุศีลเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในสังฆมณฑล สังคีติกถาให้เหตุผลว่าพระภิกษุสงฆ์มีจำนวนน้อย จึงมิอาจห้ามและจัดการกับหมู่เดียรถีย์ซึ่งมีพวกมากได้ทำได้อย่างมากแค่ไม่ร่วมสังฆกรรม แต่หนังสือเล่มเดียวก็ระบุว่าตอนที่พระโมคคีบุตรติสสะเถระเลือกสรรพระสงฆ์เพื่อมาทำสังคายนาภายหลังนั้น มีพระภิกษุถึง "๖๐ แสน" และอันที่จริงเหล่าเดียรถีย์ก็คงมิได้หลั่งไหลเข้ามาอย่างพรวดพราด คาดว่าน่าจะใช้เวลานับสิบปีกว่าจะมีจำนวนเป็นหมื่น คำถามก็คือช่วงปีแรก ๆ ที่เดียรถีย์เริ่มทยอยเข้ามาและยังมีจำนวนน้อยอยู่นั้น เหตุใดจึงไม่มีการป้องกันหรือแก้ไขใด ๆ จะอ้างว่าคณะสงฆ์สมัยนั้นอ่อนแอหรือเสื่อมโทรมก็คงไม่ได้ เพราะมีพระภิกษุที่บรรลุอรหัตผลนับพันรูป แสดงว่าคณะสงฆ์เวลานั้นกำลังเจริญและอยู่ในสภาพที่ปกติสุขพอสมควร

เห็นได้ชัดว่าพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระและพระภิกษุจำนวนมากในเวลานั้นใช้ท่าทีอย่างเดียวกับพระสารีบุตร ดังกล่าวข้างต้น ต่อเมื่อพระเจ้าอโศกกำราบเดีรยถีย์ ทำให้คณะสงฆ์บริสุทธิ์และสมานสามัคคีได้แล้ว พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระจึงเข้ามาเป็นผู้นำในการทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่สาม เหตุการณ์ครั้งนั้นได้สร้างแบบแผนประเพณีที่สำคัญให้แก่พุทธศาสนาแบบเถรวาทหลายประการ อาทิ การแบ่งแยกบทบาทระหว่างพระมหากษัตริย์กับพระสงฆ์อย่างค่อนข้างชัดเจนว่า ฝ่ายแรกมีหน้าที่ปกป้องความบริสุทธิ์ของคณะสงฆ์และดูแลให้เกิดสังฆสามัคคีส่วนฝ่ายหลังมีหน้าที่สืบทอดและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เป็นต้น แต่เป็นไปได้ไหมว่ามรดกสำคัญอีกประการหนึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็คือ การตอกย้ำให้พระสงฆ์รุ่นหลังมีท่าทีวางเฉยเมื่อเกิดปัญหาในคณะสงฆ์ การที่คัมภีร์สำคัญในพุทธศาสนา(รวมทั้งตำราเรียนนักธรรม)ได้บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวโดยมีนัยเห็นด้วยกับการปลีกตัวหลีกเร้นของพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ ย่อมทำให้ท่าทีดังกล่าวเป็นที่ยอมรับหรือกลายเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เห็นภาพอีกด้านหนึ่งควรกล่าวด้วยว่าในสมัยพระเจ้าอโศกนั้นเอง มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งชี้ว่าการปลีกตัวไปในขณะที่คณะสงฆ์มีกิจอันพึงกระทำอยู่นั้น หาใช่พฤติกรรมที่พึงยอมรับได้ไม่ แม้ผู้นั้นจะเป็นพระอรหันต์ก็ตาม ดังมีเรื่องเล่าในคัมภีร์ปฐมสมโพธิกถา ว่าขณะที่คณะสงฆ์กำลังช่วยกันสนับสนุนพระเจ้าอโศกในการทำนุบำรุงพระศาสนานั้น พระอรหันต์ชื่ออุปคุตต์ ปลีกตัวไปเสวยสุขจากฌานสมาบัติโดยไม่ทราบเรื่อง ที่ประชุมสงฆ์จึงส่งพระภิกษุไปตามท่านมาแล้วตัดสินลงโทษท่านในข้อที่ท่านไปหาความสบายแต่ผู้เดียว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ค่อยแพร่หลายเมื่อเทียบกับเรื่องราวของพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ และดังนั้นจึงไม่สู้มีอิทธิพลต่อพระรุ่นหลังเท่าใดนัก

ในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์เถรวาท เราจะพบท่าที ๒ แบบผลัดกันมีบทบาทสลับกันไป แต่ดูเหมือนว่าท่าทีวางเฉยต่อปัญหาจะมีบทบาทเด่นชัดกว่า ดังจะเห็นว่าเมื่อเกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์ มีพระประพฤตินอกธรรมวินัยกันมาก ผู้ที่ริเริ่มแก้ปัญหามักมิใช่สังฆราชหรือพระชั้นผู้ใหญ่ หากได้แก่พระมหากษัตริย์ ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยเองมีเหตุการณ์หลายครั้งทีเดียวที่พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ปล่อยให้มีอลัชชีเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากโดยไม่ใส่ใจที่จะจัดการ อาทิในสมัยรัชกาลที่ ๑ อลัชชีเกิดขึ้นจนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกถึงกับตำหนิพระราชาคณะทั้งหลายว่า มิได้มีความกตัญญูต่อพระศาสนาเพราะปล่อยให้"โจรปล้นพระศาสนาชุกชุม" สมควรได้รับโทษทัณฑ์ หากแต่ทรงให้งดโทษไว้ก่อน แต่ดูเหมือนว่าการวางเฉยเป็นนิสัยที่แก้ยาก เพราะเมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ ก็อลัชชีก็ดาษดื่นอีกอีก จนต้องมีการสึกพระในกรุงเทพ ฯ ถึง ๕๐๐ รูป และผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้หาใช่พระราชาคณะไม่ หากได้แก่ฝ่ายอาณาจักร

กล่าวในทางปฏิบัติสำหรับเมืองไทยแล้ว สงฆ์แทบจะไม่เคยปกครองสงฆ์กันเลย มีแต่ฆราวาสปกครองสงฆ์มาโดยตลอดจนเมื่อ ๘๐ ปีที่แล้วนี้เอง ยิ่งในสมัยรัชกาลที่ ๔ และ ๕ ด้วยแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสังฆราชเองเลยเพราะไม่ทรงแต่งตั้งพระรูปใดเป็นสังฆราชนานนับสิบปี จะเป็นเพราะสงฆ์ไม่ค่อยสนใจที่จะปกครองสงฆ์กันเอง จึงทำให้พระมหากษัตริย์เข้ามาดูแลแทน หรือในทางตรงกันข้าม เป็นเพราะว่าพระมหากษัตริย์ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องดูแลปกป้องคณะสงฆ์ สงฆ์จึงเลยไม่เอาธุระในเรื่องนี้ จะไม่ขอวินิจฉัยในที่นี้ แต่ความจริงที่ดำรงมาถึงปัจจุบันก็คือ การวางเฉยต่อปัญหาคณะสงฆ์ยังคงเป็นท่าทีที่มีอิทธิพลมากในหมู่พระสงฆ์ไทย แม้จะมีการปรับปรุงแบบแผนการปกครองสงฆ์เพื่อให้สงฆ์ปกครองกันเองมาแต่รัชกาลที่ ๖ แต่ทุกวันนี้ก็ดูเหมือนว่าในทางปฏิบัติแทบจะไม่มีการปกครองกันเลยไม่ว่าระดับบนสุดจนถึงระดับวัด ปัญหาอลัชชีเกลื่อนเมือง พระเณรพากันประพฤติตัวตามใจชอบ การศึกษาของสงฆ์ตกต่ำ รวมทั้งการปล่อยปัญหาต่าง ๆ ให้ยืดเยื้อเรื้อรัง (เว้นเสียแต่มีใครมากดดันถึงจะขยับ) เหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าทุกวันนี้ยังมีการปกครองสงฆ์อยู่หรือไม่ ที่น่าเป็นห่วงก็คือท่าทีวางเฉยต่อปัญหานี้กำลังระบาดในหมู่ฆราวาสหนักขึ้นทุกที เวลามีเหตุเพทภัยเกิดขึ้นกับพระศาสนา จะพากันเฉยเมยโดยถือว่าธุระไม่ใช่ หาไม่ก็เอาแต่เก็บตัวปฏิบัติธรรม ถือว่าใครทำกรรมใดไว้ก็รับกรรมไปเองแล้วกัน

ขณะนี้มหาเถรสมาคมกำลังมีดำริที่จะปรับเปลี่ยนพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ของงานด้านพระพุทธศาสนา ควรถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างการปกครองสงฆ์เพื่อให้มีประสิทธิภาพไปพร้อมกันด้วย (แทนที่จะคิดเพียงแค่ว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ให้ระคายเคืององค์สมเด็จพระสังฆราชเท่านั้น) แต่จะดียิ่งขึ้นหากเปิดโอกาสให้พระภิกษุและชาวพุทธทั่วไปได้มีส่วนแสดงความคิดเห็นด้วย เพราะภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธทั้งหลายจะต้องช่วยกันทำให้สำเร็จก็คือการปรับปรุงให้มีการปกครองสงฆ์กันอย่างแท้จริงเสียที และที่จะลืมไม่ได้ก็คือการปลุกตนให้มีสำนึกต่อส่วนรวม ไม่ทอดธุระหรือปลีกตัวเป็นผู้"ขวนขวายน้อย" เพราะนั่นหาใช่พฤติกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญไม่

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved