หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์มองอย่างพุทธ > ภิกษุณีสงฆ์:ทางเลือกที่เลี่ยงได้ยาก
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

ภิกษุณีสงฆ์:ทางเลือกที่เลี่ยงได้ยาก
พระไพศาล วิสาโล

 

การบังเกิดภิกษุณีสงฆ์ขึ้นในเมืองไทยดูเหมือนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว หากเป็นเมื่อ ๗๐ ปีก่อน คงไม่สามารถพูดเช่นนี้ได้ แต่ปัจจุบันนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปจนสามารถกล่าวได้ว่าอะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น คณะสงฆ์ทุกวันนี้อ่อนแออย่างมากจนยากที่จะขัดขวางมิให้มีสามเณรีหรือภิกษุณีดังที่ได้เคยทำสำเร็จมาแล้วเมื่อปี ๒๔๗๐ ไม่ว่าคณะสงฆ์จะใช้มาตรการใด ๆ มาสกัดกั้นห้ามปราม ก็มิพึงหวังว่าจะได้รับความสนับสนุนจากผู้คนดังแต่ก่อน ทุกวันนี้คณะสงฆ์ได้สูญเสียศรัทธาจากประชาชนไปมากจนยากที่จะนำประชาชนให้เห็นคล้อยตามได้ง่าย ๆ มิใยต้องเอ่ยว่ากี่ครั้งกี่หนแล้วที่คณะสงฆ์ได้ทำสิ่งที่สวนทางกับความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคม จนทำให้เกิดความระอากันไปทั่วหน้า กรณีธรรมกายเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจน

ใช่แต่เท่านั้น การที่คณะสงฆ์จะยืมมือรัฐมาจัดการกับผู้ที่บวชเป็นสามเณรีหรือภิกษุณี ดังเมื่อ ๗๐ ปีก่อนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว ไม่มีรัฐบาลใดในเวลานี้ที่สนใจหรืออยากจะมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องศาสนาและพระสงฆ์ ตราบใดที่ไม่มากระทบกับความมั่นคงของรัฐและรัฐบาล ยิ่งเป็นประเด็นที่มีคนเห็นด้วยและสนับสนุนเป็นจำนวนมากด้วยแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับรัฐบาลคือให้คณะสงฆ์จัดการแก้ปัญหาเอาเอง และก็เป็นที่คาดเดาได้ไม่ยากว่าหากมหาเถรสมาคมไม่นิ่งเงียบอยู่เฉย ๆ ดังที่มักทำเป็นอาจิณ สิ่งที่ทำได้อย่างมากคือ มีมติและออกคำสั่งที่ไร้ผลในทางปฏิบัติ

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ภิกษุณีสงฆ์เกิดขึ้นได้ในเมืองไทย สาเหตุสำคัญเหนืออื่นใดก็คือ การสนับสนุนของผู้คนในสังคมที่อยากเห็นภิกษุณีเกิดขึ้น นี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่เป็นตัวชี้ขาดว่าภิกษุณีสงฆ์จะเกิดขึ้นได้ในเมืองไทยหรือไม่ ถึงแม้คณะสงฆ์และรัฐบาลจะไม่ยอมรับว่ามีสามเณรีหรือภิกษุณี แต่ถ้าประชาชนให้ความเคารพนับถือ สามเณรีหรือภิกษุณีก็เกิดขึ้นแล้วในความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่ออะไรก็ตาม

ความเป็นพระนั้นไม่ได้ถูกกำหนดด้วยกฎหมาย(หรือการรับรองของรัฐและคณะสงฆ์)เท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับธรรมวินัยและการยอมรับของประชาชนด้วย ถึงจะเป็นพระที่ถูกต้องตามกฎหมาย (เช่น บวชถูกต้องตามระเบียบคณะสงฆ์ และยังไม่ถูกจับสึกเพราะต้องปาราชิก) แต่ถ้าได้ต้องปาราชิกแล้ว และญาติโยมไม่นับถือว่าเป็นพระ ตามพระธรรมวินัยก็ไม่ถือว่าเป็นพระแล้ว ขณะเดียวกันก็มิใช่พระในความรู้สึกนึกคิดของชาวบ้านด้วยเช่นกัน ในอีกด้านหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นพระตามที่กฎหมายรับรอง (เช่น ไม่ได้บวชกับอุปัชฌาย์ที่รัฐและคณะสงฆ์รับรอง) แต่บวชและประพฤติตนถูกต้องตามพระธรรมวินัย อีกทั้งประชาชนยอมรับ ก็ถือว่าเป็นพระวันยังค่ำ (ดังที่คนไทยมักให้ความเคารพแก่พระนิกายอื่นซึ่งบวชจากต่างประเทศ ดุจเดียวกับพระไทย)

คนไทยที่อยากเห็นภิกษุณีสงฆ์เกิดขึ้นในเมืองไทยนับวันจะมีมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะว่าภิกษุณีสงฆ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเผยแผ่ธรรมและส่งเสริมการปฏิบัติ โดยเฉพาะในหมู่ผู้หญิง ความจำเป็นดังกล่าวปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นเมื่อพบว่าในระยะหลังมีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้สนใจแค่การทำบุญ(ให้ทาน)เท่านั้น หากยังสนใจการทำสมาธิวิปัสสนาและการศึกษาธรรมเพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาชีวิต กลุ่มคนที่เข้าวัดเพื่อปฏิธรรมดังกล่าวบ่อยครั้งจะพบว่ามีข้อจำกัดในการฝึกฝนเรียนรู้กับพระ เงื่อนไขทางพระวินัยเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญไม่น้อยก็คือภูมิหลังและประสบการณ์อันเนื่องจากความแตกต่างระหว่างเพศ ซึ่งทำให้พระมีข้อจำกัดในการชี้แนะแก้ปัญหาของโยมผู้หญิงได้ตรงจุด ใช่แต่เท่านั้นพระที่มีความสามารถในการสอนธรรมให้แก่ผู้หญิง(หรือแม้แต่คนทั่วไป)ก็มีอยู่น้อยเมื่อเทียบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทุกที

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ระยะหลังมีผู้หญิงจำนวนมากขึ้นที่หันมาฝึกฝนปฏิบัติธรรมกับผู้หญิงด้วยกัน สำนักปฏิบัติธรรมที่มีผู้หญิงเป็นเจ้าสำนัก หรือหลักสูตรการปฏิบัติธรรมที่มีผู้หญิงเป็นครูบาอาจารย์ ผุดขึ้นไปทั่ว ขณะเดียวกันการที่มีผู้หญิงเป็นครูบาอาจารย์ทางพุทธศาสนากันมากขึ้น ทั้งที่เป็นฆราวาสและนักบวช(แม่ชี)ก็เป็นเครื่องชี้ถึงความรู้และความสามารถของผู้หญิงที่เพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลจากการมีโอกาสได้รับการศึกษามากขึ้น ผิดกับแต่ก่อนที่ผู้หญิงถูกปิดโอกาส ในอดีตจึงมีบทบาทเพียงแค่เป็นโยมอุปัฏฐากหรือผู้รับใช้พระเท่านั้น

อย่างไรก็ตามศักยภาพของผู้หญิงในการศึกษาและเผยแผ่ธรรมยังมีมากกว่านี้ ชีวิตอย่างคฤหัสถ์หรือแม้แต่แม่ชียังเป็นเงื่อนไขอันจำกัดในการพัฒนาศักยภาพดังกล่าว สิ่งที่จะเพิ่มพูนศักยภาพให้มากขึ้นก็คือชุมชนและวิถีชีวิตอย่างพระ นี้เป็นสาเหตุที่พระพุทธองค์ทรงตั้งชุมชนของพระที่เรียกว่า "สงฆ์" ขึ้นมา โดยมีระบบชุมชนและระเบียบชีวิตที่เรียกว่า "วินัย"ซึ่งเอื้อต่อการฝึกฝนพัฒนาตนและการเผยแผ่ธรรม จริงอยู่การปฏิบัติธรรมนั้น จะอยู่ในสถานะไหนก็ทำได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องบวชพระ แต่พระพุทธองค์ทรงตระหนักดีว่าการฝึกฝนพัฒนาตนนั้น ลำพังปัจจัยภายใน(เช่นความตั้งใจ)อย่างเดียวยังไม่พอ ควรอาศัยปัจจัยภายนอกหรือสภาพแวดล้อมมาช่วยด้วยเพื่อให้ศักยภาพได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ จนไม่เพียงแต่บรรลุประโยชน์ตนเท่านั้น หากยังสามารถบำเพ็ญประโยชน์ท่านได้ด้วย นี้คือเหตุผลที่ทรงเชิญชวนให้คฤหัสถ์ที่บรรลุธรรมถึงขั้นอรหัตผล มาบวชเป็นภิกษุและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสงฆ์ ทั้ง ๆ ที่ท่านเหล่านั้นหมดกิจที่จะต้องฝึกฝนตนเองแล้ว

เป็นเวลาช้านานแล้วที่ผู้ชายมีชุมชนสงฆ์รองรับเพื่อฝึกฝนพัฒนาตนได้อย่างเต็มที่ ถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงพึงได้รับโอกาสดังกล่าวด้วยเช่นกัน พึงตระหนักว่า การเปิดโอกาสหรือส่งเสริมให้มีภิกษุณีสงฆ์เกิดขึ้นในเมืองไทยนั้น ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความเสมอภาคทางด้านสิทธิระหว่างเพศ หรือการยกสถานะของผู้หญิงให้เท่าเทียมชาย หากอยู่ที่การส่งเสริมให้ผู้หญิงมีโอกาสได้รับการฝึกฝนพัฒนาตนอย่างเต็มที่ เพื่อความเจริญงอกงามแห่งธรรม ตราบใดที่ยังมองไม่เห็นจุดนี้ แต่ไปเข้าใจว่านี้เป็นเรื่องการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของผู้หญิง ภิกษุณีสงฆ์ก็จะกลายเป็นประเด็นที่สร้างความเข้าใจผิดได้มาก

นิมิตดีสำหรับวงการพุทธศาสนาก็คือ บัดนี้ภิกษุณีสงฆ์ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศศรีลังกา และนับวันจะตั้งมั่นแม้จะถูกต่อต้านคัดค้านจากพระผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางได้เนื่องจากภิกษุณีสงฆ์ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก โดยมีพระผู้ใหญ่ให้การช่วยเหลือด้วย จนบัดนี้มีภิกษุณีแล้วกว่า ๒๐๐ รูป

ไม่มีใครในศรีลังกาที่คัดค้านภิกษุณีด้วยเหตุผลง่าย ๆ (ซึ่งมักได้ยินในเมืองไทย)ว่า มาบวชเพราะอกหัก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะแม่ชีที่นั่น (ซึ่งเรียกว่า"ทศศีลมาตา"เนื่องจากถือศีลสิบ)เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของผู้คนว่าเป็นผู้มีศีลาจารวัตรงดงาม มีความรู้ดีทางพุทธศาสนา อีกทั้งอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา จนมีสถานภาพแทบไม่ต่างจากพระ ดังนั้นเมื่อมาบวชเป็นสามเณรีและภิกษุณี จึงเป็นที่ยอมรับของสังคมได้ง่าย

กระนั้นก็ตามมีเหตุผลหนึ่งที่มักอ้างกันและน่ารับฟังก็คือ ภิกษุณีสงฆ์ได้ขาดสายไปนานแล้ว จึงไม่สามารถที่จะบวชภิกษุณีให้ถูกต้องตามพระวินัยได้ เนื่องจากในการบวชภิกษุณีนั้นจะต้องมีสงฆ์ทั้งสองฝ่ายคือภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์รับรอง เมื่อสงฆ์ไม่ครบจึงไม่สามารถบวชภิกษุณีได้ แต่ทางออกของฝ่ายสนับสนุนภิกษุณีในศรีลังกาก็คือ การอาศัยภิกษุณีสงฆ์ที่ไต้หวันมาทำพิธีอุปสมบทตามแบบเถรวาทเมื่อปี ๒๕๔๑ โดยบวชท่ามกลางภิกษุสงฆ์ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานอีกชั้นหนึ่งด้วย แม้จะมีข้อโต้แย้งว่าภิกษุณีสงฆ์มหายานสามารถบวชภิกษุณีเถรวาทได้หรือ แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ก็คือ เมื่อสืบสายไปให้ถึงที่สุดแล้วภิกษุณีมหายานก็ถือกำเนิดมาจากภิกษุณีเถรวาทนั่นเอง ดังมีหลักฐานว่ามีภิกษุณีสงฆ์จากลังกาไปบวชภิกษุณีในจีนเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๐ และนับแต่นั้นก็มีการสืบต่อไม่ขาดสายจนถึงปัจจุบัน ใช่แต่เท่านั้นวินัยปาฏิโมกข์ของภิกษุณีมหายานก็แทบไม่ผิดแผกจากของเถรวาทเลย กล่าวคือแตกต่างตรงที่ข้อปลีกย่อยและจำนวนสิกขาบท (ของมหายานมีมากกว่าประมาณ ๑๒ ข้อ)

ประเด็นเรื่องพระวินัยนั้นเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันได้มาก แต่การพิจารณาเรื่องภิกษุณีสงฆ์ หาควรไม่ที่จะเริ่มต้นด้วยประเด็นพระวินัย ข้อที่ควรพิจารณาเป็นประการแรกสุดก็คือ ควรหรือไม่ที่จะมีภิกษุณีสงฆ์ในเมืองไทย ทั้งนี้โดยคำนึงถึงประโยชน์อันเกิดแก่พระศาสนาและสังคมไทยเป็นสำคัญ และไม่ควรนำเอาอคติส่วนตัวมาเป็นอารมณ์ (ซึ่งรวมไปถึงการทำใจไม่ได้หากผู้หญิงจะมาเป็นพระ หรือทนไม่ได้ที่ผู้ชายจะไหว้ผู้หญิง) ต่อเมื่อเห็นว่าควรมีภิกษุณีสงฆ์ในเมืองไทย จึงค่อยพิจารณาถึงพระวินัยว่าเอื้ออำนวยหรือเปิดช่องให้มีการบวชภิกษุณีในปัจจุบันได้หรือไม่ นั่นหมายความว่าหากสรุปว่าควรมีภิกษุณี ก็น่าจะต้องมีการตีความพระวินัยใหม่ให้เอี้อต่อการบวชภิกษุณี ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องคิดค้นรูปแบบใหม่สำหรับนักบวชหญิง ซึ่งก็คือภิกษุณีในชื่อใหม่นั่นเอง โดยที่ยังคงปฏิบัติตามวินัยปาฏิโมกข์ของภิกษุณีที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ

สามเณรีธัมมนันทาคือจุดเริ่มต้นของการสถาปนาภิกษุณีสงฆ์ขึ้นในเมืองไทย แม้ปัจจุบันมีหญิงไทยบางคนที่บวชเป็นภิกษุณีแล้ว แต่ก็ยังไม่ครบองค์สงฆ์ ความรู้ความสามารถและการอุทิศตนเพื่อพระศาสนาของสามเณรีและภิกษุณีไทยในปัจจุบันและที่จะตามมาในอนาคตเป็นตัวกำหนดสำคัญที่สุดว่าสังคมไทยจะยอมรับภิกษุณีสงฆ์หรือไม่ หากสังคมไทยยอมรับและสนับสนุน ไม่ว่ารัฐและคณะสงฆ์ก็ไม่อาจขัดขวางได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved