หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์มองอย่างพุทธ > เลิกพิธีกรรมเสียทีดีไหม ?
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔

เลิกพิธีกรรมเสียทีดีไหม ?
พระไพศาล วิสาโล

 

เจ้าอาวาสท่านหนึ่งพูดไว้น่าคิดว่า “เวลาจะทำดี ทำไมต้องมีพิธีกรรมเยอะแยะ เวลาคนที่ทำชั่วไม่เห็นจะต้องมีพิธีกรรมอะไรเลย”

หลายคนพอได้ยินก็นึกถึงการทำบุญขึ้นมาทันที เพราะเวลาจะถวายของให้วัดแต่ละครั้ง ก็ต้องผ่านพิธีกรรมหลายอย่าง ถ้าไม่มีการรับศีล อย่างน้อยก็ต้องกล่าวคำถวายทั้งภาษาบาลีและไทย เสร็จแล้วก็ต้องกรวดน้ำรับพร แต่เวลาคนจะขโมยของวัด กลับทำโดยไม่ต้องสนใจพิธีรีตองใด ๆ

อันที่จริงคำพูดของท่านเจ้าอาวาสคงไม่ได้เจาะจงเฉพาะพิธีกรรมในวัดเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงวงการอื่นด้วย เช่นในวงราชการก็มักจะมีเสียงบ่นว่าเวลาจะทำประโยชน์แก่ประชาชนทำไมจึงช่างยุ่งยากนัก ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย มีระเบียบหยุมหยิมเต็มไปหมด แต่เวลาจะคอร์รัปชั่น กลับทำได้สะดวกดายนัก

เดี๋ยวนี้พิธีกรรมเฟ้อไปทุกหนแห่ง จะประชุมก็ต้องมีพิธีเปิด-ปิด แม้กระทั่งจะปลูกป่าก็หนีพิธีกรรมไม่พ้น การที่มีพิธีกรรมเกิดขึ้นมากมายจนรุงรังนั้นเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าคนสมัยนี้ไม่รู้จักพิธีกรรมกันแล้ว คือเข้าใจว่าพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ต้องมีต้องทำเพื่อให้ครบถ้วนกระบวนการเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่ามันมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายอะไร ดังนั้นจึงมักทำสักแต่ว่าให้เสร็จหรือผ่านไป ให้ได้ชื่อว่าทำ จนเกิดสำนวนว่า “ทำพอเป็นพิธี” ซึ่งอาจจัดว่าเป็นความติดยึดที่เกิดจากความหลงอย่างหนึ่ง ซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่า “สีลัพพตุปาทาน”

บางคนอาจสงสัยขึ้นมาว่า ในเมื่อพุทธศาสนาไม่เห็นด้วยกับการการติดยึดในพิธีกรรม เหตุใดจึงมีพิธีกรรมมากมายในพุทธศาสนา

ตอบอย่างสั้นที่สุดก็คือ เพื่อให้ผู้กระทำได้รับประโยชน์ครบถ้วนสมบูรณ์นั้นเอง แต่ก่อนจะขยายความก็ต้องอธิบายในที่นี้ว่าพุทธศาสนาไม่ได้มองว่าพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ “ต้อง”ทำ ยิ่งเวลาจะทำความดีด้วย แล้วพิธีกรรมก็หาใช่สิ่งจำเป็นไม่ เช่นเดียวกับการหาฤกษ์หายาม แต่สาเหตุที่มีพิธีกรรมขึ้นมาก็เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการทำความดีนั้นให้เกิดผลเต็มที่ หรือเพื่อให้ผู้ทำความดีนั้นได้รับผลแห่งความดีของตนอย่างครบถ้วน

ยกตัวอย่างเวลาจะทำบุญด้วยการถวายของให้วัด เช่น จีวร อาหาร หรือเครื่องใช้ไม้สอย ทางพุทธศาสนาถือว่า นอกจากประโยชน์ในทางกายหรือทางวัตถุแล้ว ควรมีประโยชน์อย่างอื่นเกิดขึ้นจากการบำเพ็ญบุญดังกล่าวด้วย ได้แก่ประโยชน์ทางจิตใจ คือ ความสงบ ความปราโมทย์ แช่มชื่นเบิกบาน รวมทั้งมีปัญญาเพิ่มพูนขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ท่านจึงกำหนดพิธีกรรมขึ้นมาเพื่อน้อมนำจิตใจของผู้ถวายให้บังเกิดความสงบเป็นเบื้องต้น เช่น มีการบูชาคุณพระรัตนตรัย ตั้งนโม ๓ จบ เป็นต้น

ลองนึกถึงคนที่เพิ่งเสร็จจากการกระวีกระวาดจัดเตรียมของถวายพระ ตอนนั้นจิตอาจยังวุ่นอยู่ ไม่มีสมาธิ ยิ่งมากันเป็นกลุ่ม ก็มักส่งเสียงดัง หาความสงบได้ยาก แต่พอมีคนขึ้น “อรหัง สัมมา สัมพุทโธ” ก็เท่ากับเป็นอาณัติสัญญาณให้ทุกคนสงบเสียง บรรยากาศที่สงบช่วยน้อมใจทุกคนให้มีสมาธิ เมื่อมีสมาธิหรือความสงบใจแล้ว ความแช่มชื่นเบิกบาน รวมทั้งความปีติอันเนื่องจากการทำความดีนั้น ก็บังเกิดขึ้นโดยง่าย

และเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางใจเพิ่มพูนขึ้น พระท่านจึงนอกจากจะกล่าวอนุโมทนาให้ผู้ถวายมีความแช่มชื่นในบุญกุศลที่บำเพ็ญแล้ว ยังให้ข้อคิดเพื่อเป็นคติในการดำเนินชีวิตที่ดีงามและผาสุก เป็นการเพิ่มพูนสัมมาทิฏฐิ หรือพัฒนาปัญญา

นอกจากผลทางจิตใจดังกล่าวแล้ว เห็นได้ว่าพิธีกรรมยังช่วยในการสร้างความพร้อมเพรียงแก่หมู่คณะ ก่อให้เกิดความสามัคคีและกระชับความสัมพันธ์ เรียกว่าเกิดประโยชน์ในทางสังคม ยังไม่ต้องพูดถึงการสมาทานศีล ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้บุคคลมีพฤติกรรมที่ถูกต้องดีงาม ไม่ก่อปัญหาแก่ผู้อื่นและชุมชน

หากพิจารณาให้รอบด้านแล้ว จะเห็นว่าพิธีกรรมทางพุทธศาสนามุ่งประโยชน์ทั้ง ๔ ด้านเสมอ ได้แก่ ด้านวัตถุหรือความเป็นอยู่ ด้านสังคม (ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมและความสัมพันธ์) ด้านจิต และด้านปัญญา ทั้ง ๔ ด้านล้วนมีคุณค่าต่อคุณภาพชีวิตและสังคม อันไม่อาจขาดด้านใดด้านหนึ่งไปได้ พูดง่าย ๆ คือพิธีกรรมทางพุทธศาสนามุ่งให้เกิดประโยชน์ครบถ้วนอย่างเป็นองค์รวม

ไม่ว่าพิธีกรรมในงานถวายผ้าป่า ผ้ากฐิน การทำบุญบ้าน หรืองานศพ ล้วนคำนึงถึงประโยชน์ทั้ง ๔ ด้านเสมอ คือนอกจากจะมีการถวายปัจจัย (ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์แต่พระเท่านั้น หากยังส่งผลถึงชุมชนด้วย) ยังมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านมาทำงานและรื่นเริงร่วมกัน (เช่น เตรียมของถวาย ทำอาหารหรือจัดสถานที่ด้วยกัน) ตลอดจนมีพิธีกรรมเพื่อให้เกิดบรรยากาศที่สงบ ปีติ (หรือผ่อนคลายจากทุกข์โศก) รวมทั้งการเทศนาเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในชีวิต

ประโยชน์ทั้ง ๔ ด้านนี้เรายังเห็นได้จากประเพณีพิธีกรรมของชุมชน เช่น ลอยกระทง บุญบั้งไฟ กล่าวคือ ไม่เพียงแต่มีจุดมุ่งหมายอนุรักษ์ลำน้ำหรือเพื่อให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่โดยตรงเท่านั้น ยังเอื้อให้เกิดความสนิทสนมกลมเกลียวในชุมชน และมีกิจกรรมทางศาสนาเพื่อให้เกิดความมั่นใจในชีวิต รวมทั้งมีการปลูกฝังตอกย้ำทัศนคติที่เคารพธรรมชาติ และจิตสำนึกต่อชุมชน ซึ่งล้วนเป็นคติที่สำคัญในการดำเนินชีวิต

อย่างไรก็ตามประโยชน์ทั้ง ๔ ด้านของพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ถูกมองข้ามไปมากในปัจจุบัน ผู้คนพาติดยึดกับรูปแบบ ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป จนรูปแบบของพิธีกรรมไม่สามารถส่งเสริมประโยชน์ทั้ง ๔ ด้านได้ครบถ้วน ผลก็คือ บ่อยครั้งพิธีกรรมกลับกลายเป็นโทษแทนที่จะเป็นคุณ เช่น พิธีแห่เทียนเข้าพรรษา แทนที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางด้านชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน กลับส่งเสริมธุรกิจของนายทุนในเมือง ขณะที่ชาวบ้านมีความเป็นอยู่แย่ลง ประเพณีทอดผ้าป่าบ่อยครั้งก็ลงเอยด้วยการทะเลาะวิวาทเพราะเมาสุราอาละวาด ในขณะที่พิธีในงานศพก็หาได้ช่วยให้ผู้ร่วมงานเกิดอนุสติหรือคติชีวิตไม่ เพราะไม่มีการแสดงธรรมที่สื่อกับผู้คน โดยที่ประโยชน์ในทางวัตถุ ก็หาได้เกิดขึ้นกับชุมชน (โดยผ่านวัด)ไม่ เพราะเงินถ่ายเทไปเข้ากระเป๋าพ่อค้าแม่ขายในกิจการงานศพแทน

พิธีกรรมไม่ใช่สิ่งที่ควรเลิก หากควรปรับปรุงให้เหมาะกับยุคสมัย โดยมุ่งประโยชน์ทั้ง ๔ ประการดังที่กล่าวมา เช่น ปรับปรุงพิธีรับศีลเพื่อให้ผู้คนตระหนักว่าศีลมีคุณค่าต่อชีวิตและสังคมอย่างไร หรือประยุกต์พิธีทำบุญในโอกาสต่าง ๆ เพื่อช่วยน้อมจิตของสาธุชนให้มีความสงบมากขึ้น และยิ่งดีมากขึ้นหากสามารถส่งเสริมให้หมู่คณะเกิดสามัคคี เช่น มีการทำกิจกรรมร่วมกัน (มิใช่มาร่วมพิธีเพียงแค่พนมมือทื่อ ๆ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน)

คงไม่มีพิธีกรรมใดในเวลานี้ที่สมควรจะปรับปรุงยิ่งกว่าพิธีศพโดยเฉพาะในเมือง อย่างแรกที่ควรทำคือทำให้พิธีต่าง ๆ สื่อกับผู้คนมากขึ้น เช่น นอกจากการนิมนต์พระมาเทศน์แล้ว ควรนึกถึงการจัดบรรยายหรือเสวนาในงานศพด้วย จะเป็นเรื่องธรรมะล้วน ๆ เรื่องสุขภาพ หรือคติชีวิตจากประวัติของผู้ตาย ก็ล้วนเป็นประโยชน์และน่าจะได้รับความสนใจจากผู้มาร่วมงานศพ แทนที่จะคิดมาสังสันทน์พูดคุยกันเท่านั้น และที่ไม่ควรมองข้ามก็คือการทำให้งานศพเป็นโอกาสในการทำประโยชน์แก่ส่วนรวม เช่น การบริจาคเงินในนามของผู้ตายเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือผู้ยากไร้ สนับสนุนการศึกษาของสงฆ์ หรือสนับสนุนพระสงฆ์ที่ทำงานสงเคราะห์ชุมชน เป็นต้น

บุญกุศลนั้นมิใช่สิ่งที่เป็นนามธรรมซึ่งคอยเราอยู่ในภพหน้าเท่านั้น หากยังปรากฏอยู่ในภพนี้และแสดงตัวอยู่ในหลายรูปลักษณ์ ทั้งที่จับต้องหรือใช้สอยได้ สามารถสัมผัสได้ด้วยใจ และยึดเหนี่ยวผู้คนให้กลมเกลียวกัน พิธีกรรมที่กอปรด้วยปัญญาคือบ่อเกิดแห่งบุญกุศลดังกล่าว ดังนั้นจึงควรที่เราจะช่วยกันรักษาและสร้างสรรค์พิธีกรรมดังกล่าวให้ยั่งยืนและเพิ่มพูนสืบไปอย่างสมสมัย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved