หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์มองอย่างพุทธ > ถึงเวลากลั่นกรองผู้บวชได้แล้ว
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน วันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔

ถึงเวลากลั่นกรองผู้บวชได้แล้ว
พระไพศาล วิสาโล

 

ใกล้ถึงวันเข้าพรรษา วัดวาอารามต่าง ๆ จะคึกคักขึ้นมาก โดยเฉพาะวัดที่มีเจ้าอาวาสเป็นอุปัชฌาย์ เพราะผู้คนจะพากันมาบวชในช่วงนี้มาก น่าสังเกตว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยที่เพิ่งลางานมาได้หมาด ๆ และไม่เคยพบหน้าอุปัชฌาย์เลยด้วยซ้ำ ปรากฏการณ์ดังกล่าวในด้านหนึ่งบ่งชี้ว่าประเพณีการบวชของไทยยังไม่เสื่อมคลาย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าการบวชในปัจจุบันง่ายดายจนน่าเป็นห่วง เพราะใคร ๆ ก็สามารถบวชได้โดยไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวแต่อย่างใด

นั่นหมายความว่าคณะสงฆ์ไทยในเวลานี้ นอกจากจะขาดระบบกำกับและระบบกล่อมเกลาภิกษุเพื่อให้มีความประพฤติที่ถูกต้องดีงามแล้ว ยังขาดระบบกลั่นกรองผู้ที่จะมาบวชอีกด้วย

กระบวนการบวชส่วนใหญ่ในเวลานี้มิได้มีอะไรมากไปกว่าพิธีอุปสมบท ซึ่งก็กลายเป็นพิธีกรรมไปแล้ว ใครที่สามารถกล่าวคำขานนาคได้และมีอัฏฐบริขารครบก็สามารถบวชพระได้ ร้ายกว่านั้นก็คือเดี๋ยวนี้บางแห่งหย่อนยานกระทั่งว่าแม้เมาจนท่องจำคำขานนาคไม่ได้เลย ก็ยังสามารถบวชเป็นพระได้ ด้วยเหตุนี้ใครต่อใครจึงสามารถเข้ามาเป็นพระให้คนกราบไหว้ได้ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่เคยต้องปาราชิกหรือถูกจับสึกมาแล้ว

อันที่จริงการกลั่นกรองผู้ที่จะมาบวชนั้นมีอยู่แล้วตามวินัยโดยอุปัชฌาย์เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้และเป็นผู้รับรองต่อคณะสงฆ์ ในสมัยก่อนอุปัชฌาย์มักรู้จักผู้ที่ขอบวช เพราะถ้าไม่ใช่คนบ้านเดียวกันก็เคยเห็นหน้ากันเนื่องจากอยู่ในละแวกเดียวกัน บางครั้งก็เป็นญาติกันด้วยซ้ำ หาไม่ก็เคยเป็นเด็กวัดมาก่อน จึงรู้จักอุปนิสัยใจคอดีว่าสมควรบวชให้หรือไม่ บางกรณีแม้จะไม่รู้จักเป็นส่วนตัว แต่ก็คุ้นเคยกับผู้ที่พามาบวช จึงเท่ากับมีผู้รับรองหรือค้ำประกันกลาย ๆ นอกเหนือจากการเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขอบวช

แต่ทุกวันนี้อุปัชฌาย์แทบไม่ได้ทำหน้าที่กลั่นกรองผู้บวชอีกแล้ว เพราะนอกจากจะไม่รู้จักผู้ขอบวชเป็นส่วนตัวแล้ว ผู้ที่มาขอบวชปีหนึ่ง ๆ มีมากมายหลายคน ยิ่งในช่วงเข้าพรรษาด้วยแล้ว อาจมีเป็นร้อยที่รอบวชจนต้องเริ่มทำพิธีบวชกันตั้งแต่เช้าตรู่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีการควบคุมจำนวนอุปัชฌาย์ ในตำบลหนึ่งมีได้เพียงหนึ่งซึ่งก็คือเจ้าคณะตำบลซึ่งย่อมยากที่จะรู้จักผู้คนในพื้นที่ของตนได้อย่างทั่วถึง ยิ่งไปกว่านั้นอุปัชฌาย์ยังมีงานคณะสงฆ์มากมายในฐานะที่เป็นเจ้าคณะระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ตำบลไปจนถึงจังหวัด จึงมักไม่มีเวลาที่จะตรวจสอบผู้ขอบวชได้ ดังนั้นจึงปรากฏว่าผู้ที่ไม่พร้อมจะเป็นพระสามารถเข้ามาเป็นสมาชิกคณะสงฆ์ได้เป็นจำนวนมากและอย่างง่ายดาย

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่มีผู้มาบวชเป็นจำนวนมากในปีหนึ่งๆนั้น ก็เนื่องจากการที่พระวินัยมิได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอบวชอย่างเข้มงวดมากนัก หากมิได้มีอันตรายิกธรรม (เช่น เป็นหนี้ เป็นโรคเรื้อน) ก็สามารถบวชได้ ประกอบกับการบวชพระในเมืองไทยไม่ได้ผูกพันไปจนตลอดชีวิต สามารถสึกเมื่อไรก็ได้ นอกจากนั้นเมืองไทยยังมีการบวชตามประเพณี เช่นบวชเมื่อครบอายุ บวชทดแทนบุญคุณ รวมทั้งบวชหน้าไฟ ที่สำคัญคือประเพณีบวชเรียนซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในชนบท ปัจจัยเหล่านี้นอกจากทำให้มีผู้มาขอบวชเป็นจำนวนมากแล้ว ยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วัดวาอารามต่าง ๆ ไม่เข้มงวดในการกลั่นกรองผู้มาบวช จึงบวชได้อย่างง่าย ๆ แม้จะบวชเพียง ๓ วันก็อนุญาต

คุณภาพของพระสงฆ์ในเมืองไทยจะดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคณะสงฆ์มีการกลั่นกรองผู้ขอบวชให้รัดกุมกว่านี้ แต่การกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอบวชให้เข้มงวดขึ้น (เช่นกำหนดคุณวุฒิ ความรู้ หรือวัย) การสอบข้อเขียนหรือการอบรมให้มีความรู้ทางธรรมระดับหนึ่งก่อนจึงอนุญาตให้บวชได้ เหล่านี้อาจไม่ใช่วิธีที่ดีนักสำหรับคณะสงฆ์ไทย เนื่องจากเหตุผลทางด้านประเพณีดังได้กล่าวแล้ว อีกทั้งยังเป็นเพราะว่าการบวชในพุทธศาสนานั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อการฝึกฝนพัฒนาตนเป็นหลักอยู่แล้ว (มิใช่เพื่อมาทำหน้าที่เผยแผ่หรือบำเพ็ญศาสนกิจเลยดังศาสนาอื่น) ดังนั้นจึงเปิดกว้างสำหรับทุกคนโดยไม่เลือกชนชั้น วรรณะ คุณวุฒิ และอายุ (แม้ไม่ถึง ๒๐ ปีก็ยังบวชเณรได้) และภูมิหลัง (เช่น เป็นโจรแต่พ้นคดีแล้ว) กระทั่งยังนับถือศาสนาอื่นอยู่ก็ยังมาบวชได้หากต้องการมาศึกษาตามหลักพุทธศาสนา

วิธีหนึ่งที่จะช่วยในการกลั่นกรองได้ก็คือ การทดลองก่อนบวช โดยให้ผู้ประสงค์บวชมาอยู่วัดชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนบวช เพื่อเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการครองเพศบรรพชิต โดยถือศีล ๕ หรือศีล ๘ พร้อมกับศึกษาให้มีความรู้เบื้องต้นในด้านธรรมและวินัย ทั้งปริยัติและปฏิบัติตามสมควร ขณะเดียวกันก็ปฏิบัติวัฏฐากอุปัชฌาย์และพระในวัด เพื่อเรียนรู้และฝึกตนให้คุ้นเคยชีวิตพระไปพร้อม ๆ กับเปิดโอกาสให้อุปัชฌาย์ได้รู้จักอุปนิสัยของผู้ขอบวชมากขึ้น ผู้ที่มีความพร้อมก็สามารถบวชได้ในเวลาไม่นาน ส่วนผู้ที่ยังไม่พร้อม ก็จะต้องอยู่วัดนานขึ้นจนกว่าอุปัชฌาย์จะเห็นควรให้บวช วิธีนี้อย่างน้อยก็ทำให้ผู้ที่ไม่พร้อมบวช (เช่น ว่ายากสอนยาก ยังเลิกยาเสพติดไม่ได้) หรือมาบวชเพราะหวังลาภสักการะและความสะดวกสบายถูกกรองออกไปได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับวิธีนี้ ลำพังวัดของอุปัชฌาย์ย่อมไม่สามารถรองรับผู้มาทดลองอยู่ก่อนบวชได้หมด โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าพรรษา อีกทั้งอุปัชฌาย์ก็คงไม่มีเวลาอบรมและทำความรู้จักผู้ขอบวช ทางออกที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือจัดหาวัดสัก ๒-๓ วัดในตำบลเพื่อเป็นที่รองรับผู้มาทดลองอยู่ก่อน เนื่องจากอุปัชฌาย์มักเป็นพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะ คือตั้งแต่เจ้าคณะตำบลขึ้นไป ดังนั้นจึงสามารถมอบหมายให้เจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ ในเขตปกครองทำหน้าที่ดูแลผู้ที่จะมาบวชแทนท่าน รวมทั้งให้คำรับรองต่ออุปัชฌาย์ว่าผู้นั้นพร้อมที่จะบวชได้หรือไม่

ลำพังคำสั่งของเจ้าคณะผู้ปกครองย่อมไม่สามารถบันดาลให้วัดใดวัดหนึ่งมีความพร้อมในการรองรับผู้ขอบวชได้ วัดดังกล่าวจะทำหน้าที่นี้ได้ต่อเมื่อได้รับความสนับสนุนจากเจ้าคณะโดยเฉพาะด้านบุคคลากรเพื่อให้การอบรมเบื้องต้นแก่ผู้ขอบวช ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการระดมพระที่มีความรู้ความสามารถในท้องที่ไปช่วยงานชั่วคราว โดยอาจมีการกำหนดหลักสูตรพื้นฐานเพื่อให้การอบรมทำได้สะดวกขึ้นและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ควรกล่าวด้วยว่าการกำหนดให้มีการทดลองอยู่วัดก่อนบวช เป็นระเบียบที่หลายวัดใช้อยู่ในปัจจุบันอาทิ วัดสายพระอาจารย์ชา สุภัทโท หรือสำนักของสมณะโพธิรักษ์ แม้จะไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายนอกแวดวงแต่ก็ประสบความสำเร็จในการกลั่นกรองผู้บวช นอกจากนั้นยังมีวิธีการอีกหลายอย่างที่น่าเป็นแบบอย่างให้แก่คณะสงฆ์โดยรวมได้ เช่นการกำหนดขั้นตอนหรือสถานะต่าง ๆ ที่บุคคลจะต้องผ่านก่อนถึงจะได้รับอนุญาตให้อุปสมบทได้ อาทิ เป็นผ้าขาวถือศีล ๘ หากมีความพร้อมหลังจากอยู่ครบกำหนด (เช่น ๓ เดือน) ก็สามารถอุปสมบทได้เลย แต่ถ้ายังไม่พร้อม ก็ต้องเป็นผ้าขาวต่อไป หาไม่ก็เขยิบขึ้นไปเป็นเณร ต่อเมื่ออุปัชฌาย์อาจารย์เห็นว่ามีอุปนิสัยพร้อมแล้ว จึงเลื่อนขั้นเป็นพระ

การกลั่นกรองผู้บวชเป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับการกำกับและกล่อมเกลาพระ หากระบบกลั่นกรองไม่ได้รับการแก้ไขปรับปรุงแล้ว ก็น่าสงสัยว่าจะแก้ไขอีกสองระบบได้อย่างไร

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved