หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์มองอย่างพุทธ > เมืองไทยในอนาคต :ลัทธิพิธีเฟื่องฟูและเส้นทางสู่ภิกษุณี
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

เมืองไทยในอนาคต :ลัทธิพิธีเฟื่องฟูและเส้นทางสู่ภิกษุณี
พระไพศาล วิสาโล

 

มองจากปัจจุบัน ก็พอจะเห็นแนวโน้มของพุทธศาสนาไทยได้ว่าพระสงฆ์จะมีบทบาทน้อยลง ขณะที่คฤหัสถ์หรือฆราวาสจะมีบทบาทมากขึ้น ดังทุกวันนี้จะพบว่านอกจากฆราวาสที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้รู้ในทางปริยัติและอาจารย์กรรมฐานจะมีมากขึ้นแล้ว ยังมีสำนักต่าง ๆ มากมายที่มีฆราวาสเป็นผู้นำ เช่น สำนักท่านแม่บงกช สำนักจี้กง และสำนักเจ้าแม่กวนอิมซึ่งกระจัดกระจายทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตามถ้ามองโดยจำแนกแล้ว กลุ่มฆราวาสเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นตัวแทนของ “ลัทธิพิธี” ที่กำลังผุดขึ้นทั่วไป ลัทธิพิธีที่ว่านี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ให้นิยามว่า หมายถึง“ระบบความเชื่อซึ่งมักอิงอาศัยความเชื่อของศาสนาแต่ก็ไม่ได้เน้นหลักคำสอนของศาสนา มีพิธีกรรมที่เป็นของตนเอง บางครั้งก็มี“นักบวช “หรือเจ้าพิธีของตนเองด้วย” ตามนิยามนี้ลัทธิพิธีจึงรวมถึงระบบความเชื่อที่มีพระเป็นผู้นำด้วย แต่ส่วนใหญ่จะพบว่าลัทธิพิธีที่กำลังเกิดขึ้น(และที่จะเกิดในอนาคต)มีฆราวาสเป็นผู้นำ ลัทธิพิธีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา เพราะนอกจากอิงอาศัยความเชื่อทางพุทธศาสนาแล้ว ผู้นับถือลัทธิพิธีเหล่านี้ยังคิดว่าตนเป็นชาวพุทธอยู่ แต่พุทธศาสนาที่บุคคลเหล่านี้นับถือนั้นมิใช่พุทธศาสนากระแสหลัก หรือพุทธศาสนาอย่างที่เคยนับถือกันมา หากเป็นความเชื่อที่แยกออกมาจากของเดิม โดยมีความเชื่อใหม่ๆ จากที่อื่นเข้ามาผสมผสานด้วย พูดอีกอย่างได้ว่า พุทธศาสนากระแสหลักกำลังแตกซอยออกเป็นลัทธิพิธีจำนวนมากมาย

น่าสังเกตว่าลัทธิพิธีเหล่านี้(ซึ่งมักมีฆราวาสเป็นผู้นำดังกล่าวแล้ว) ถ้าไม่ใช่ลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีโดยตรง ก็พัฒนามาจากลัทธิพิธีดังกล่าว แม้แต่ลัทธิพิธีที่โน้มไปทางมหายาน ก็อยู่ในข่ายดังกล่าว โดยเจ้าสำนักหรือ “อาจารย์” ทำหน้าที่เป็นร่างทรงหรือ"สื่อ"ให้แก่เทพศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นเจ้าแม่กวนอิมหรือจี้กงก็แล้วแต่ ลัทธิพิธีเหล่านี้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางเพราะสามารถตอบสนองคนชั้นกลางซึ่งมีความต้องการที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงแค่ถูกหวย รวยเสน่ห์ หรือยิงฟังไม่เข้า อย่างคนสมัยก่อนเท่านั้น กล่าวโดยรวมแล้ว ความต้องการดังกล่าวก็ล้วนเป็นความสำเร็จทางโลก โดยโน้มไปทางวัตถุนิยมเป็นส่วนใหญ่ การที่ความเชื่อในทางวัตถุนิยมแพร่สะพัดจนเป็นเหตุให้เกิดลัทธิพิธีของฆราวาสขึ้นมารองรับมากมาย สะท้อนถึงความล้มเหลว ๒ ประการของสถาบันสงฆ์ในปัจจุบัน กล่าวคือนอกจากจะล้มเหลวในการต้านทานวัตถุนิยมแล้ว ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางวัตถุนิยมของคนชั้นกลางได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผู้คนต้องไปหาลัทธิพิธีนอกวัดกันมากขึ้นทุกที ดังมีลัทธิพิธีพระนางสุพรรณกัลยาเป็นรายล่าสุด ดังนั้นจึงไม่ยากที่จะคาดการณ์ได้ว่ายิ่งสถาบันสงฆ์อ่อนแอเสื่อมทรุดไปเรื่อย ๆ ลัทธิพิธีนอกวัดก็มีแต่จะผุดเพิ่มขึ้น และแม้จะมีพระสงฆ์จำนวนมากพยายามจะเป็นเจ้าลัทธิพิธีเสียเอง โดยทำตัวเป็นเกจิอาจารย์ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งกระแสดังกล่าวได้ ยิ่งลัทธิธรรมกาย ซึ่งเป็น “ลัทธิพิธีในวัด” ที่ใหญ่ที่สุดลัทธิหนึ่ง มาถึงจุดเสื่อม ก็เป็นโอกาสให้ลัทธิพิธีนอกวัดเฟื่องฟูยิ่งขึ้นไปอีก

ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนาแบบฆราวาสหรือลัทธิพิธีนอกวัด ก็ล้วนเป็นสิ่งที่แตกออกมาจากพุทธศาสนากระแสหลักนั่นหมายความว่า ยิ่งพุทธศาสนาแบบฆราวาสขยายตัวเพิ่มขึ้น และยิ่งลัทธิพิธีนอกวัดผุดมากขึ้นเรื่อย ๆ (มิไยต้องพูดถึงการถือพุทธศาสนาแบบผสมผเสตามอำเภอใจของปัจเจกบุคคลซึ่งแพร่สะพัดด้วยเช่นกัน) พุทธศาสนากระแสหลักย่อมมีแต่จะหดแคบไปเป็นลำดับ และถ้าถือว่าลัทธิพิธีในวัดซึ่งมีพระเกจิอาจารย์ต่าง ๆ เป็นผู้นำ เป็นอีกส่วนที่แยกจากพุทธศาสนากระแสหลัก พุทธศาสนากระแสหลักก็ยิ่งจะเล็กลงไปอีก หากแนวโน้มเช่นนี้ยังดำรงอยู่ต่อไป ก็เป็นไปได้มากว่าในอนาคตพุทธศาสนากระแสหลักจะกลายเป็นความเชื่อส่วนน้อยเมื่อเทียบกับความเชื่อที่เรียกรวม ๆ กันว่าลัทธิพิธี และหากนับบริโภคนิยมเป็นศาสนาด้วยแล้ว สัดส่วนคนที่นับถือพุทธศาสนากระแสหลักในสังคมไทยก็ยิ่งลดลงไปอีก นัยที่ตามมาก็คือพุทธศาสนากระแสหลักจะเป็นเพียง “ทางเลือก” หนึ่งท่ามกลางความหลากหลาย ซึ่งเท่ากับส่งเสริมให้พุทธศาสนากระแสหลักเป็นแค่ “ไลฟ์สไตล์” อย่างหนึ่งเท่านั้น

บทบาทของผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น
พร้อม ๆ กับความเฟื่องฟูของลัทธิพิธี เป็นที่น่าสังเกตว่าลัทธิพิธีจำนวนมากนั้นมีผู้นำเป็นผู้หญิง ดังแลเห็นได้ไม่ยากตามตำหนักทรงต่าง ๆ รวมทั้งตามสำนักเจ้าแม่กวนอิมทั้งหลาย เป็นไปได้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสัมพันธ์กับความจริงที่ว่าวัด(และพุทธศาสนากระแสหลัก)ในปัจจุบันไม่เอื้อให้ผู้หญิงเป็นผู้นำโดยเฉพาะในด้านพิธีกรรม บทบาทการนำของผู้หญิงในทางศาสนาจึงไปออกที่ลัทธิพิธีต่าง ๆ ซึ่งเปิดช่องให้ผู้หญิงมากกว่า โดยเฉพาะลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีนั้น แต่ดั้งเดิมก็แทบจะสงวนไว้ให้ผู้หญิงเป็นม้าทรง ยิ่งรำผีฟ้าด้วยแล้ว จำเพาะผู้หญิงเท่านั้นที่จะทำได้ ขณะเดียวกันนับวันผู้หญิงที่ต้องการให้ผู้หญิงด้วยกันเป็นผู้เยียวยาบำบัดหรือแนะนำทางจิตใจก็เพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะสามารถเข้าใจปัญหาของตนได้ดีกว่า หรือมีวิธีการที่เหมาะสมกับตนได้มากกว่า ดังนั้นจึงทำให้เกิดลัทธิพิธีที่มีผู้หญิงเป็นเจ้าลัทธิเพิ่มเป็นอันมากเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว

อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มว่าแม้แต่ในวงการพุทธศาสนากระแสหลัก ผู้หญิงก็มีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นในฐานะผู้นำ เช่น เป็นอาจารย์สอนปริยัติธรรมและกรรมฐาน มีทั้งที่เป็นแม่ชี(เช่น, แม่ชีรัญจวน อินทรกำแหง) และคฤหัสถ์(เช่นคุณแม่สิริ กรินชัย, หมออมรา มลิลา, นิศา เชนกุล) ขณะเดียวกันสำนักปฏิบัติธรรมที่มีผู้หญิงเป็นเจ้าสำนักก็เพิ่มขึ้นและที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางก็มีไม่น้อย เช่น เสถียรธรรมสถาน (แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต) ใช่แต่เท่านั้นภายในวัดเอง ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางดังกล่าว อย่างน้อยก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้นว่าผู้หญิงมิได้มีบทบาทเพียงแค่ทำอาหารเลี้ยงพระหรือเป็นสานุศิษย์เท่านั้น แต่ก็สังเกตได้ว่าวัดที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเป็นผู้บรรยายธรรมหรือสอนกรรมฐานนั้น แทบทั้งหมดเป็นวัดที่มีคนชั้นกลางเข้ามาศึกษาปฏิบัติมากกว่าชาวบ้านทั่วไป พูดได้ว่าเป็นวัดที่อยู่ได้ด้วยการอุปถัมภ์ของคนชั้นกลาง จึงกล่าวได้ว่าคนชั้นกลางโดยเฉพาะผู้หญิงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาสู่พุทธศาสนา แม้จะเป็นไปอย่างช้า ๆ และยังเกิดขึ้นภายนอกวัดเป็นส่วนใหญ่ แต่มีแนวโน้มว่าในระยะยาวจะมีผลถึงภายในวัดด้วย

เป็นไปได้ว่า ผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในวัดคือแม่ชี จะมีบทบาทและสถานภาพสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนชั้นกลางที่มีการศึกษาจะเข้ามาบวชชีมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะแม่ชีเองก็มีความพยายามที่จะพัฒนาคุณภาพของตนเองให้สูงขึ้นด้วย เช่นมีการจัดองค์กรควบคุมดูแลกันเอง (สถาบันแม่ชีไทย) และให้การศึกษาหรืออบรมฝึกฝนแม่ชีด้วยกันทั้งในทางปริยัติและปฏิบัติ (มหาปชาบดีเถรีวิทยาลัย) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความสำเร็จของแม่ชีหากจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะการอุปถัมภ์สนับสนุนของฆราวาสหญิงที่เป็นคนชั้นกลาง ซึ่งมีแนวโน้มว่ามีทัศนคติที่ดีต่อแม่ชีเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามมีผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งจะกลายเป็นประเด็นสำคัญในอนาคต ในอดีตผู้หญิงกลุ่มนี้ถูกปฏิเสธมิให้มีพื้นที่ในวัดหรือแม้แต่พุทธศาสนากระแสหลักในปัจจุบันเลย นั่นก็คือภิกษุณี ความพยายามผลักดันให้มีภิกษุณีแบบเถรวาทในเมืองไทยมีแนวโน้มจะเข้มข้นขึ้น แนวคิดหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความพยายามดังกล่าวก็คือความเชื่อในความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งก็เป็นแนวคิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับบทบาทผู้หญิงที่เพิ่งกล่าวถึง แต่ความพยายามดังกล่าวยังยากที่จะเป็นจริงได้ในอนาคตอันใกล้ เพราะข้อจำกัดของพระวินัยที่ทำให้การบวชภิกษุณีในปัจจุบันเป็นไปไม่ได้ (หรือถึงจะทำได้ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์) กระนั้นก็ตามความสำเร็จที่เริ่มปรากฏขึ้นแล้ว ดังในศรีลังกาซึ่งเป็นประเทศที่นับถือพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทย จะเป็นแรงกระตุ้นให้มีการสถาปนาภิกษุณีบริษัทขึ้นในเมืองไทยอย่างจริงจัง มีความเป็นไปได้ว่าความเสื่อมและความอ่อนแอของคณะสงฆ์ไทย จะเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ภิกษุณีบริษัทเกิดขึ้นได้ในสังคมไทยเพราะถึงแม้คณะสงฆ์จะไม่ยอมรับ แต่หากสังคมชาวพุทธทั่วไปยอมรับ ภิกษุณีบริษัทก็มิใช่สิ่งที่จะปฏิเสธได้อีกต่อไป บทบาทการนำที่เพิ่มขึ้นของฆราวาสและผู้หญิงจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดประการหนึ่งต่ออนาคตของภิกษุณีบริษัท แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญประการที่ 3 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือ ตัวภิกษุณีเองว่าจะสามารถทำตนให้เป็นที่ยอมรับของสังคมชาวพุทธได้หรือไม่ ความรู้สามารถในทางปริยัติและปฏิบัติ อีกทั้งความเคร่งครัดในวินัยข้อวัตรซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการยกสถานภาพของแม่ชี (ดังที่เกิดแล้วในพม่าและศรีลังกา)นั้น คือกุญแจดอกเดียวกันที่จะเปิดประตูให้ภิกษุณีมีพื้นที่ในสังคมไทย เมื่อพิจารณาจากปัจจุบัน ปัจจัยประการที่ ๓ นี้มีแนวโน้มที่จะเป็นไปจริงได้มาก (เช่นเดียวกับอีก ๒ ปัจจัยข้างต้น)

ดังนั้นคำถามจึงมิได้อยู่ที่ว่า ภิกษุณีจะเกิดขึ้นได้ในเมืองไทยหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ภิกษุณีจะเกิดในเมืองไทยอย่างไรและในรูปแบบใดต่างหาก กล่าวคือ บวชด้วยพิธีกรรมแบบใด และผู้บวชนั้นใช้รูปแบบภิกษุณีหรือเรียกตนว่าภิกษุณีหรือไม่ ถึงแม้จะเลี่ยงไม่ใช้รูปแบบภิกษุณีหรือเรียกตนว่าภิกษุณี แต่หากปฏิบัติตนเคร่งครัดเยี่ยงภิกษุณีตามพระวินัย ก็ย่อมมีสถานะเป็นภิกษุณีในสำนึกของผู้คนทั่วไปอยู่ดี ด้วยเหตุนี้การเกิดภิกษุณีจึงเป็นทั้งภาพสะท้อนและผลพวงของบทบาทที่เพิ่มขึ้นของผู้หญิงในพุทธศาสนา แม้จะนำไปสู่ข้อขัดแย้งและการถกเถียงอย่างร้อนแรงในวงการชาวพุทธ แต่ในระยะยาวน่าจะเป็นผลดีต่อพุทธศาสนา นอกจากจะช่วยส่งเสริมการศึกษาปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาในหมู่ฆราวาสโดยเฉพาะผู้หญิง รวมทั้งยกคุณภาพชีวิตและสถานภาพของผู้หญิงและนักบวชหญิงแล้ว ยังกระตุ้นให้คณะสงฆ์เกิดความตื่นตัวและปรับปรุงตนเพื่อมิให้ด้อยกว่าภิกษุณี

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved