หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์มองอย่างพุทธ > ถามหาชาวพุทธไทยในกรณีธรรมกาย
กลับหน้าแรก

มติชนรายวัน วันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๒

ถามหาชาวพุทธไทยในกรณีธรรมกาย
พระไพศาล วิสาโล

 

เมื่อครั้งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงบัญชาการคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรนั้นมักเสด็จตรวจสภาพการพระศาสนาตามหัวเมืองอยู่เนือง ๆ น่าสังเกตว่าทุกครั้งที่ทรงกล่าวให้โอวาทแก่พระสงฆ์ที่มาประชุมรับเสด็จ จะตรัสย้ำให้พระทุกรูปถือเป็นธุระในการพระศาสนา หมั่นดูแลกิจการของส่วนรวม ด้วยการเสียสละประโยชน์ส่วนตน

การที่ตรัสย้ำทุกครั้งในโอกาสดังกล่าว ชวนให้เข้าใจได้ว่าพระสังฆาธิการส่วนใหญ่ในเวลานั้นยังย่อหย่อนในเรื่องการดูแลงานพระศาสนาในเขตความรับผิดชอบของตน อาจเป็นเพราะว่าเวลานั้นระบบการบริหารการคณะสงฆ์ในลักษณะที่ลดหลั่นจากมณฑลลงมาถึงเมืองและแขวงนั้นยังเป็นของใหม่ เพิ่งจัดรูปขึ้นอย่างเป็นระบบในสมัยของพระองค์นั่นเอง พระส่วนใหญ่จึงยังเคยชินแต่การดูแลเฉพาะในเขตวัดหรือชุมชนของท่านเท่านั้น

แต่ก็เป็นไปได้ว่าคนไทยแต่ก่อนมีความโน้มเอียงเช่นนั้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คือสนใจเฉพาะเรื่องของตน ถ้าจะใส่ใจรับผิดชอบส่วนรวมก็ไม่เกินจากขอบเขตชุมชนของตน "ส่วนรวม"ในความหมายที่แปลว่าสังคมหรือชาตินั้นเป็นของใหม่ที่เพิ่งมีเมื่อศตวรรษที่แล้วนี่เอง

น่าแปลกตรงที่แม้เวลาจะผ่านมาร่วมร้อยปีแล้ว แต่ความห่วงใยรับผิดชอบของคนไทยโดยเฉพาะชาวพุทธโดยทั่วไปก็ดูจะยังไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไร ซ้ำร้ายอาจจะเรียวลงด้วยซ้ำ คือแม้แต่เรื่องชุมชนของตนก็ไม่ค่อยใส่ใจกลับเน้นเรื่องของตัวมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่คำว่า"ส่วนรวม"ในปัจจุบันได้มีความหมายกว้างกว่าหมู่บ้านหรือหมู่คณะไปมากแล้ว

ความแปลกไม่ได้อยู่ตรงที่เวลาได้ผ่านไปเนิ่นนานแล้ว และโลกได้เปลี่ยนไปมากแล้วเท่านั้น หากยังอยู่ตรงที่พุทธศาสนานั้นอันที่จริงก็ได้ให้ความสำคัญแก่เรื่องความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมาก ไวยาวัจมัยหรือการช่วยเหลือรับใช้กิจส่วนรวม จัดว่าเป็นบุญกิริยาอย่างหนึ่งทีเดียว ยังไม่ต้องพูดถึงธรรมข้ออื่น ๆ เช่นอัตถจริยา(การช่วยเหลือและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์) อุภยัตถะ(การคำนึงถึงประโยชน์สุขร่วมกันของชุมชนหรือสังคม) กิงกรณีเยสุ ทักขตา(การขวนขวายกิจของส่วนรวม) ยิ่งอุบาสกธรรมด้วยแล้ว การเอาใจใส่ทำนุบำรุงและช่วยกิจการพระศาสนา ถือเป็นหน้าที่ประการหนึ่งเลย

ทั้ง ๆ ที่เป็นเช่นนั้น แต่ปรากฏว่าหลักธรรมดังกล่าวมีผลต่อสำนึกความรับผิดชอบของชาวพุทธไทยโดยทั่วไปน้อยมาก จะว่าไปแล้ว หลักธรรมเหล่านี้ได้ถูกลืมเลือนไปมากหาไม่ก็ถูกตีความให้แคบลง ดังเช่นการทำบุญถูกลดทอนจนเหลือแค่การให้ทาน(โดยเฉพาะแก่พระ) ส่วนธรรมข้ออื่น ๆ มีชาวพุทธกี่คนที่ระลึกได้

ที่พูดนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นการมองในแง่ลบเกินไป แต่ถ้าจะเอาหลักฐานมายืนยัน ก็ไม่ใช่เรื่องยากเท่าไร หลักฐานประการหนึ่งซึ่งแสดงตัวอย่างเด่นชัดในขณะนี้ก็คือท่าทีของชาวพุทธต่อกรณีธรรมกาย

ขออภัยหากจะต้องพูดว่าตั้งแต่ระดับมหาเถรสมาคมลงมาถึงชาวพุทธทั่วไป ส่วนใหญ่ดูจะไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้เท่าไร ทั้ง ๆ ที่กรณีธรรมกายนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องการอ้างอิทธิปาฏิหาริย์เพื่อดึงเงินเข้าวัด หรือทำให้บุญกลายเป็นสินค้าที่วัดกันด้วยจำนวนเงิน หรือการสร้างเจดีย์ที่ใหญ่โตสวนกระแสเศรษฐกิจเท่านั้น ปัญหาที่ร้ายแแรงกว่านั้นก็คือการเผยแพร่คำสอนที่กระทบถึงหัวใจของพุทธศาสนาโดยตรง นั่นคือการอ้างว่านิพพานเป็นอัตตายิ่งกว่านั้นการอ้างเหตุผลเพื่อสนับสนุนทิฏฐิดังกล่าว ก็ทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีก เพราะมีการอ้างต่อไปว่าพระไตรปิฎกเถรวาทนั้นเชื่อถือไม่ได้บ้าง การทำให้ผู้คนเข้าใจพุทธพจน์ผิด ๆ ว่าทรงยืนยันเรื่องอัตตาบ้างทั้งหมดนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อพระธรรมวินัย พุทธศาสนาแบบเถรวาทนั้นอยู่ได้เพราะการรักษาพระธรรมวินัยไว้ได้ ไม่มีวิธีใดที่จะรักษาพุทธศาสนาได้ดีไปกว่าการรักษาพระธรรมวินัย ถ้าปล่อยให้พระธรรมวินัยถูกปรับเปลี่ยนถึงเพียงนี้ พุทธศาสนาที่บรรพชนสืบทอดกันมา ย่อมจะดำรงอยู่ไม่ได้

ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้น"จาบจ้วงพระธรรมวินัย"หรือ"ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต" ดังคำของพระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต) แต่ไม่ปรากฏว่ามีท่าทีที่เด่นชัดจากมหาเถรสมาคม นอกจากการยืนยันมติเดิมเมื่อปีที่แล้วคือให้พระพรหมโมลี(เจ้าคณะภาค ๑)ไปวินิจฉัย อันที่จริงหากมหาเถรสมาคมมีความใส่ใจจริงจัง ย่อมเข้าไปดูแลและจัดการเรื่องนี้ตั้งแต่แรกด้วยความริเริ่มของตนเอง แทนที่จะปล่อยให้เรื่องลุกลามและเป็นข่าวตามสื่อมวลชนเป็นเดือน ๆ จนประชาชนเป็นฝ่ายเรียกร้องให้มหาเถรสมาคมเข้ามาจัดการ

ที่แล้วมาการผลักดันให้มีการดำเนินการกรณีธรรมกายเป็นความพยายามในระดับบุคคล (ถ้าไม่นับหนังสือพิมพ์) แต่ความเคลื่อนไหวของสถาบันทางพุทธศาสนา มีให้เห็นน้อยมาก ความข้อนี้รวมถึงมหาวิทยาลัยสงฆ์ด้วย ทั้ง ๆ ที่เป็นสถาบันทางวิชาการ อันเปรียบเหมือนหัวสมองของวงการชาวพุทธไทย แต่กลับสงวนท่าที แทนที่จะออกมาชี้ว่าพฤติกรรมของวัดพระธรรมกายตามที่กล่าวหาและวิพากษ์วิจารณ์กันนั้น อะไรบ้างที่ถูก อะไรบ้างที่ผิดตามหลักการพุทธศาสนา ทั้งนี้เพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่ผู้คน และเป็นการเสริมสร้างภูมิปัญญาและสัมมาทิฏฐิแก่ชาวพุทธ อาจเป็นไปได้ว่ามหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองรอดูท่าทีจากมหาเถรสมาคม ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อิสรภาพและความเป็นตัวของตัวเองในทางวิชาการก็ยังเป็นปัญหาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่รอการแก้ไข

ในส่วนชาวพุทธทั่วไปนั้น น่าสังเกตว่าผู้ที่เรียกร้อง วิพากษ์วิจารณ์และพยายามผลักดันให้มีการดำเนินการในเรื่องนี้ หากไม่นับชาวพุทธระดับปัญญาชนทั้งพระและฆราวาสจำนวนหนึ่งแล้ว ที่เหลือส่วนใหญ่เรียกว่าเป็นคนธรรมดา ที่ไม่ใช่ชาวพุทธประเภทเคร่งครัด ศรัทธาแรง หรือเข้าวัดทำบุญสม่ำเสมอ พูดง่าย ๆ คือไม่ใช่ประเภท"ชาวพุทธเต็มร้อย"หรือ"ธัมมะธัมโม" คนเหล่านี้ซึ่งอยู่ในวงการสื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้งในแวดวงอินเตอร์เน็ต มีบทบาทสำคัญในการตามติดและผลักดันเรียกร้องในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องไม่ลดละคนเหล่านี้เป็นห่วงเป็นใยกับพระศาสนามากจนอยู่เฉยไม่ได้ ขณะที่คนซึ่งประกาศตัวเป็นชาวพุทธชัดเจนด้วยรูปแบบหรือวัตรปฏิบัติบางอย่าง (ไม่ว่าพระหรือฆราวาส)กลับเฉยเมยในเรื่องนี้ คำถามคือเกิดอะไรขึ้นกับชาวพุทธกลุ่มหลัง ? การถือพุทธของเขาเหล่านั้นไม่ช่วยให้เขาเกิดสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและห่วงใยในการพระศาสนาเลยหรือ ?

เป็นไปได้ว่าที่หลายคนนิ่งเฉยเพราะเห็นว่ากรณีธรรมกายเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าตนจะทำอะไรได้ พระสังฆาธิการบางท่านเปรียบเปรยว่าเหมือนกับ"หมาเห่าช้าง" อีกหลายท่านคงเกรงว่าจะเปลืองตัวเพราะเป็นที่รู้กันว่าใครที่เป็นแกนนำในการวิจารณ์ธรรมกาย มักจะถูกตอบโต้ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ซึ่งมักจะเป็นวิธีการ"ใต้ดิน" เช่น ถูกโจมตีด้วยสมุดปกดำ ด่าเสีย ๆ หาย ๆ ทางโทรสาร ถูกบีบจนหาวัดอยู่ไม่ได้ รวมทั้งปล่อยข่าวลือทางอินเตอร์เน็ต แม้แต่บุคคลนิรนามที่อาศัยอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อเผยแพร่กรณีธรรมกายของพระธรรมปิฎกก็ยังถูกอีกฝ่ายส่ง"แฮ็คเกอร์"ไปทำลาย"เมล์บ็อกซ์"จนได้ (การตอบโต้ทางอินเตอร์เน็ตกรณีธรรมกายนั้นดุเดือดรุนแรงยิ่งกว่าที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์มากนัก)

ถ้านิ่งเฉยเพราะกลัวก็แสดงว่าทุกวันนี้ชาวพุทธไทยไม่ได้ถือธรรมเป็นใหญ่แล้ว แทนที่จะถือธรรมาธิปไตยเราพากันนับถืออัตตาธิปไตย และโลกาธิปไตยกันเป็นแถว ๆ ถ้าไม่กลัวว่าตนเองจะเดือดร้อน ก็หวั่นว่าจะเสียผลประโยชน์ หาไม่ก็กลัวว่าจะถูกคนอื่นค่อนแคะด่าว่า ถ้าหากว่าชาวพุทธไทยตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงมาถือธรรมาธิปไตยแล้ว แวดวงเครือข่ายธรรมกายคงไม่กลายเป็น"ช้าง" และทำให้ชาวพุทธสำคัญตนว่าเป็น"สุนัข"ดอก

แต่จริงหรือที่เครือข่ายธรรมกายเป็น"ช้าง" และชาวพุทธทั่วไปเป็นแค่"สุนัข" ความจริงนั้นตรงกันข้ามชาวพุทธซึ่งมีอยู่ทั้งประเทศจะเป็น"สุนัข"ไปได้อย่างไร ในเมื่อเครือข่ายธรรมกายเป็นแค่ชนส่วนน้อย เป็นไปได้ว่าเรากำลังถูกล้างสมอง ไม่ต่างจากที่คนอินเดียสมัยหนึ่งเคยคิดว่าเจ้าอาณานิคมคืออังกฤษนั้นทรงพลังมหาศาล ทั้ง ๆ ที่อังกฤษมีทหารไม่กี่หมื่นคน ขณะที่อินเดียมีประชากรหลายร้อยล้านคน

มองในแง่ดีคือชาวพุทธจำนวนมากอาจจะห่วงใยในเรื่องนี้อยู่ แต่ที่นิ่งเฉยเพราะถือว่าเป็นเรื่องของมหาเถรสมาคมและกรมการศาสนา หาไม่ก็เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ถ้าหากเป็นเพราะเหตุผลข้อแรก ก็ขอตอบว่าหากชาวพุทธพากันนิ่งเฉยเสียแล้ว เห็นจะไม่มีอะไรเป็นมรรคเป็นผลออกมาจากมหาเถรสมาคม(ส่วนกรมการศาสนานั้นไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในเรื่องนี้) ทางเดียวเท่านั้นที่จะให้มหาเถรสมาคมใส่ใจในเรื่องนี้จริงจังก็คือ ชาวพุทธต้องออกมาเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ หรือสื่อถึงกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตรง จะโดยทางจดหมายหรือสนทนากับท่านโดยตรง ก็ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น และถ้าจะให้ดีควรชักชวนมิตรสหายให้ช่วยกันคนละไม้ละมือด้วย โดยเข้าใจในประเด็นปัญหาอย่างถ่องแท้ มิใช่ว่ากันไปตามกระแสหรือใช้อารมณ์เป็นใหญ่

แม้แต่การแสดงความห่วงใยผ่านพระสงฆ์ในวัดใกล้บ้านก็มีประโยชน์ ท่านเหล่านั้นควรที่จะรู้ว่าญาติโยมมีความรู้สึกอย่างไรต่อเรื่องนี้ และท่านเองควรขวนขวายใส่ใจในเรื่องนี้ ถือว่าเป็นการพระศาสนาที่ท่านต้องเอาเป็นธุระ พระสงฆ์ระดับธรรมดาสามัญก็สามารถช่วยเหลือในเรื่องนี้ได้ ด้วยการบอกกล่าวให้พระสังฆาธิการระดับสูงขึ้นไป รับทราบถึงความคิดเห็นของญาติโยมในกรณีดังกล่าว ถ้ามีการสื่อหรือบอกกล่าวให้พระสังฆาธิการระดับสูงรับรู้เรื่องนี้เป็นลำดับไปจนถึงเจ้าคณะภาค เจ้าคณะหน และถึงมหาเถรสมาคมในที่สุด ท่านก็จะรับทราบว่าชาวพุทธทั่วทั้งประเทศกำลังปริวิตกเรื่องธรรมกาย กรณีธรรมกายมิใช่เป็นความขัดแย้งระหว่างสำนักนี้กับหนังสือพิมพ์บางฉบับ หรือกับพระธรรมปิฎก หรือกับเสฐียรพงษ์ วรรณปก แต่เป็นเรื่องระหว่างสำนักนี้กับชาวพุทธทั้งประเทศ เป็นเรื่องของการพระศาสนาโดยรวม ที่ไม่สมควรผัดผ่อนทอดธุระเลย

กรณีธรรมกายเป็นเครื่องวัดความเป็นชาวพุทธของคนไทยได้เป็นอย่างดี ถ้ากรณีนี้ในที่สุดบ่งชี้ว่าชาวพุทธไทยยังถือธรรมเป็นใหญ่และใส่ใจในกิจส่วนรวม ผลดีย่อมบังเกิดแก่พระศาสนา แต่ถ้าบ่งบอกในทางตรงข้าม อนาคตของพระศาสนาจะน่าเป็นห่วงเพียงใด และสมควรหรือไม่ที่เราจะยังคงชื่นชมภาคภูมิใจกับความเป็นชาวพุทธของตนอยู่อีก

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved