หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมมาตา > เอาชนะความกลัว
กลับหน้าแรก

วารสารธรรมมาตา
ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑
พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม ๒๕๕๗

เอาชนะความกลัว
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

 สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะผู้ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส ก็คือความเบื่อ ความเบื่อเป็นอารมณ์ที่นักปฏิบัติธรรมจำนวนมากประสบ และทำให้เกิดความท้อแท้ในการปฏิบัติ  ความเบื่อเกิดขึ้นเพราะต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จำเจ หรือถึงแม้ว่าจะไม่จำเจเพราะเพิ่งมาได้แค่ ๑-๒ วัน แต่ต้องอยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ อยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ ที่สำคัญก็คือไม่มีสิ่งเร้า ไม่มีอารมณ์ใหม่ ๆ ที่จะให้เสพ   เพราะถ้าไม่ปฏิบัติก็คงจะไปเที่ยว ไปพูดคุย หรือสมัยนี้ถึงแม้จะอยู่คนเดียวก็สามารถเชื่อมต่อกับผู้คนผ่านอินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก หรือเล่นเกมเพื่อเพิ่มความสนุก ความตื่นเต้น ความแปลกใหม่ให้กับชีวิต

คนสมัยนี้เบื่อง่าย และรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับความเบื่อมาก  ยิ่งมาปฏิบัติ อยู่กับอิริยาบถเดิม ๆ สถานที่เดิม ๆ บางทีแค่ ๑๕ นาทีก็เบื่อแล้ว เพราะว่าสิ่งเสพ สิ่งกระตุ้น เดี๋ยวนี้มันมาทุก ๑๐ วินาที ทุก ๓๐ วินาที แม้กระทั่งดูโทรทัศน์เดี๋ยวนี้ก็มีการเปลี่ยนภาพ เปลี่ยนช็อตอยู่ทุก ๕ วินาที ไม่ค่อยมีภาพที่แช่นานถึง ๑๐ วินาที ภาพมันเปลี่ยนเร็วมาก ไม่ว่าหนังหรือโฆษณา เราจึงคุ้น จนกระทั่งติดกับภาพและเสียงที่แปรเปลี่ยนอยู่เรื่อย ๆ พอมาปฏิบัติ ไม่ว่าในวัดหรือในสำนักก็ตาม พอเจออารมณ์เดิม ๆ อิริยาบถเดิม ๆ แค่ ๑๕ นาทีก็กระสับกระส่ายแล้ว

ที่จริงแล้วถ้ามองให้ดี ความเบื่อนั้นมีประโยชน์ เป็นของดี เพราะมันแสดงว่าชีวิตเราในเวลานั้นไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เพราะถ้าหากมีคนมาต่อว่าด่าทอเรา  เราก็คงจะไม่รู้สึกเบื่ออีกต่อไป เราจะมีแต่ความโกรธมาแทน หรือถ้าเกิดของหาย เงินหาย โทรศัพท์หาย ก็จะไม่มีความเบื่อแล้ว แต่จะมีความเสียใจหรือความเสียดายมาแทน  หนักกว่านั้นถ้าเกิดคนที่เรารักจากไป ไม่ต้องถึงกับจากตาย แค่จากเป็น เช่น คนรักทิ้งเราไป ถามว่าเราจะเบื่ออีกหรือไม่ เราไม่เบื่อแล้ว แต่เราจะเศร้าโศกเสียใจ อกหัก คับแค้น ยิ่งถ้าคนรักจากตายด้วยแล้ว คือหายไปจากโลกนี้เลย ความโศกเศร้าก็จะท่วมท้นใจ

เห็นไหมว่า ความเบื่อนั้นเป็นเรื่องดี มันแสดงว่าชีวิตเราราบเรียบ ไม่มีปัญหาอะไร  ไม่มีความสูญเสียให้ต้องเศร้าใจ ไม่มีใครต่อว่าด่าทอให้ต้องโกรธแค้น ไม่มีความเจ็บความป่วยให้ต้องกังวล ไม่มีความหิวโหยให้ต้องดิ้นรน กระสับกระส่าย ความเบื่อเป็นสัญญาณว่าชีวิตเราราบรื่น ไม่มีเหตุร้าย แต่คนเรามักจะไม่มองอย่างนั้น เพราะมัวคิดถึงแต่ความสนุกสนาน ความตื่นเต้น พอมีความเบื่อเกิดขึ้นก็ไม่เอาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ความเบื่อนี่แหละเป็นสัญญาณว่าชีวิตเรา ราบรื่น ปกติ ปัญหามีอยู่แค่ว่ามันราบรื่นนานไปหน่อย เลยไม่น่าตื่นเต้น แต่ก็ยังดีกว่ามีความโกรธ มีความเสียใจ หรือความเศร้าเกิดขึ้นแทน เราอยากจะได้แบบนั้นหรือไม่  ถ้าไม่เอาความเบื่อแต่เจอความเศร้า ความเสียใจ ความคับแค้น ความเครียด ความหงุดหงิด เราจะเอาไหม

ดังนั้นความเบื่อจึงถือว่าแย่น้อยที่สุดแล้วในบรรดาอารมณ์แย่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเรา   ยิ่งกว่านั้น มองให้ดีความเบื่อเป็นสิ่งที่มีประโยชน์   ทำไมถึงพูดเช่นนั้น ก็เพราะความเบื่อเกิดจากการทำอะไรซ้ำ ๆ ชีวิตเราต้องทำซ้ำ ๆ ถึงจะเกิดการเรียนรู้ เกิดการพัฒนา การที่เราเขียนหนังสือเป็นตัว  ก็เพราะเราถูกสอน ถูกบังคับ หรือถูกเคี่ยวเข็ญให้ต้องเขียนเป็นพัน เป็นหมื่นครั้ง กว่าจะเขียนได้คล่องและสวย และสามารถประสมเป็นคำ เป็นประโยคได้ ภาษาต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน การที่เรามีความรู้ มีทักษะ ก็เพราะเราทำอะไรซ้ำ ๆ กัน แค่คำคำเดียวก็ท่องแล้วท่องอีก จนกระทั่งจำขึ้นใจ แม้กระทั่งในฝันก็ยังนึกหรือพูดเป็นภาษาอังกฤษได้ หรือสามารถฟังฝรั่งพูดได้อย่างเข้าใจแม้กระทั่งในความฝัน นั่นเป็นเพราะเราทำอะไรซ้ำ ๆ

ที่จริงถ้าหัวใจเราไม่เต้นซ้ำ ๆ กัน เราก็ตายไปแล้ว เราหายใจเข้า หายใจออก วันละไม่รู้กี่หมื่นครั้ง ซ้ำไปซ้ำมา เราเป็นหนี้ของการทำอะไรซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ความรู้ หรือความเจริญก้าวหน้าทางธรรมะ ก็ต้องอาศัยการทำซ้ำ ๆ กัน ซึ่งอาจจะมีความเบื่อเกิดขึ้นแต่ก็ชั่วคราว พอเราทำคล่องแล้วก็จะเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทำให้ชีวิตเราเจริญงอกงามเพราะฉะนั้น ใครที่เจอความเบื่อในการปฏิบัติธรรม ขอให้ตระหนักว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ที่จริงแล้วมีอารมณ์ที่น่ากลัว หรือสร้างปัญหาให้กับเรามากกว่าความเบื่อมากมาย นอกจากความโศกเศร้าเสียใจ ความโกรธ ความพยาบาทแล้ว อีกอารมณ์หนึ่งที่ยิ่งกว่าความเบื่อก็คือความกลัว

ความกลัวนั้นเมื่อครอบงำใจ เราถึงจะรู้ว่าเบื่อดีกว่า ความกลัวทำให้คนเราไม่ยอมพัฒนาตน ไม่ยอมเจอสิ่งใหม่ ๆ ยอมที่จะอยู่กับสิ่งซ้ำ ๆ จำเจที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยมั่นคง  หลายคนอยากไปสัมผัสธรรมชาติ อยากเห็นภูเขา ทะเล แม่น้ำ หรือเห็นต้นน้ำบนภูเขาสูง แต่พอนึกขึ้นได้ว่าจะต้องไปนอนกลางดิน กินกลางทราย กลัวลำบาก ก็เลยไม่ไป อยู่บ้านดีกว่า คนสมัยนี้กลัวลำบากกันมาก เจอความลำบากนิดหน่อยก็ยอมแพ้ ไม่เอาแล้ว จึงขาดโอกาสที่จะได้สัมผัสกับสิ่งที่เป็นความแปลกใหม่ แต่มีประโยชน์ จึงปล่อยให้ชีวิตจำเจลงร่อง  ความจำเจโดยตัวมันเองไม่เป็นปัญหาเท่าไร เป็นปัญหาต่อเมื่อทำให้ขาดการเรียนรู้ ขาดประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาของเรา

บางคนอยากมาปฏิบัติธรรม แต่พอรู้ว่าต้องมาอยู่ในป่าที่ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ และต้องอยู่ท่ามกลางความมืด อาจจะเจอตุ๊กแก ยุง หรือแมลง ก็ถอยกรูดไปเลย เพราะอะไร เพราะกลัวลำบาก กลัวตุ๊กแก กลัวแมลง กลัวความมืด กลัวสารพัด สุดท้ายก็เลยไม่มีโอกาสที่จะได้ทำสิ่งที่ดี ๆ หรือได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่า

นักธุรกิจหลายคนอยากจะทำอะไรที่แปลกใหม่ แต่กลัวล้มเหลว จึงจำยอมต้องทำสิ่งซ้ำ ๆ เดิม ๆ ทั้ง ๆ ที่เบื่อก็เบื่อ แต่เนื่องจากกลัวความล้มเหลว จึงไม่กล้าทำอะไรใหม่  บางคนอยากเป็นศิลปิน แต่กลัวว่าจะเป็นศิลปินไส้แห้ง ก็เลยเลือกเรียนวิชาที่สามารถหาเงินได้ง่าย เอาความมั่นคงทางด้านวัตถุไว้ก่อนเพราะกลัวลำบาก จึงไม่ได้ทำสิ่งที่ชอบหรือสิ่งที่เป็นความใฝ่ฝันของตัว จะเห็นได้ว่าคนเรานั้นสร้างกรอบจำกัดตัวเอง หรือสร้างคุกขังตัวเองในนามของความกลัว ความกลัวที่กลายเป็นกรอบขังเราเอาไว้ ทำให้เราไม่กล้าที่จะทำอะไรใหม่ ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามีประโยชน์ ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะใส่ใจมากกว่า ไม่ใช่ความเบื่อ แต่ได้แก่ความกลัว ซึ่งเป็นตัวอุปสรรคที่ทำให้เราไม่สามารถจะพัฒนาตนให้เจริญก้าวหน้าได้

เรื่องแบบนี้ ผู้ใหญ่สู้เด็กไม่ได้ เด็กจะไม่ค่อยกลัว แม้ยังเดินไม่เป็น ยืนไม่ได้ แต่เขาก็พยายามยืน พยายามเดิน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ายืนแล้วก็จะล้ม แต่เขาก็ไม่กลัว ไม่เข็ด เขาพยายามยืนขึ้นมาให้ได้ แล้วก็พยายามเดิน ล้มแล้วก็ลุก ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเดินเป็น ถ้าเด็กกลัวก็จะไม่มีทางพัฒนาจากการคลาน เป็นการยืน และเดินได้ แต่เด็กไม่กลัว เมื่อไม่กลัวก็กล้าเสี่ยง เมื่อเสี่ยงก็ทำให้เด็กสามารถเดินได้ เด็กเหล่านั้นก็คือเราในวันนี้นั่นเอง แต่ความกล้าที่จะทำอะไรใหม่ ๆ กล้าที่จะลองผิดลองถูก พอโตขึ้นก็จะค่อย ๆ หายไป เมื่อจะมาปฏิบัติธรรมก็เลยกล้า ๆ กลัว ๆ  เพราะติดอยู่กับความสะดวกสบาย ชีวิตจึงยากที่จะพัฒนาได้  ดังนั้นสิ่งที่เป็นปัญหามากกว่าคือความกลัว สิ่งที่เราต้องจัดการให้ได้ก็คือความกลัว

ที่จริงแล้วสิ่งที่เรากลัวมันไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัว ฟังดูงงหรือไม่ สิ่งที่เรากลัวคืออะไร เช่น บางคนกลัวความมืด แต่ความมืดมันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับความกลัวมืด ถ้าเรายังกลัวความมืดอยู่เราก็จะไม่กล้านอนคนเดียว  ถ้านอนคนเดียวก็จะคิดปรุงแต่งในทางเลวร้ายน่ากลัว ทั้ง ๆ ที่ความมืดนั้นไม่มีอันตรายอย่างใดเลย ความมืดส่วนใหญ่จะปลอดภัย โดยเฉพาะความมืดที่วัด แต่เพราะกลัวความกลัวเราจึงนอนกระสับกระส่าย กิ่งไม้ตกก็ตกใจ ได้ยินเสียงตุ๊กแกร้องก็ผวา หนูเดินรอบกุฏิก็กลัวจนนอนไม่หลับ บางทีก็ปรุงแต่งไปนึกถึงผีขึ้นมา ความกลัวมืดนั้นเองทำให้เรานอนไม่หลับ ไม่ใช่ความมืด

โรคภัยไข้เจ็บก็เช่นกัน มะเร็งไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวมะเร็ง หลายคนเป็นมะเร็งแต่ก็มีความสุข ใช้ชีวิตตามปกติได้ แต่ถ้ากลัวมะเร็งเสียแล้ว แม้จะยังไม่เป็นมะเร็งก็ทุกข์แล้ว บางคนไปหาหมอ หมอบอกว่าขอตรวจชิ้นเนื้อหน่อย  พอได้ยินหมอพูดอย่างนี้ เขาก็ผวาแล้ว  ยิ่งหมอบอกว่าอีก ๓ วันมาฟังผล กลับบ้านไปก็นอนไม่หลับเลย กระสับกระส่าย ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นอาจจะไม่เป็นมะเร็งด้วยซ้ำ แต่พอกลัวมะเร็งแล้วก็มีอาการเพียบหนักยิ่งกว่าคนเป็นมะเร็งเสียอีก ดังนั้น ๓ วันที่รอคำตอบจากหมอจึงเหมือนตกนรก ต่อเมื่อหมอบอกว่าคุณไม่เป็นอะไร จึงโล่งอก

มีนักธุรกิจคนหนึ่ง เล่นเทนนิสเป็นประจำ วันหนึ่งไปตรวจสุขภาพประจำปี หมอบอกว่าคุณหัวใจรั่วนะ เขาตกใจมาก เพราะในความเข้าใจของเขา หัวใจรั่วคือหัวใจเป็นรูรั่ว เวลาหัวใจเต้นเลือดก็จะพุ่งออกมา แบบนี้ก็ต้องตายนะสิ  ที่จริงหมอตั้งใจจะบอกว่าเขามีลิ้นหัวใจรั่ว ซึ่งก็ยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ยังเล่นกีฬาได้ เพียงแต่ต้องรักษา ไม่ถึงกับว่าจะต้องตายสถานเดียว แต่พอเขาวาดภาพในใจ หรือปรุงแต่งในทางลบว่าเป็นหัวใจรั่ว ต้องตายแน่ ๆ ใจก็ทรุด ผ่านไป ๒ วันเท่านั้นเขาก็ต้องเข้าโรงพยาบาล ไม่กี่วันก็ต้องเข้าห้องไอซียู แล้วก็เสียชีวิตในที่สุด ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เป็นอะไรมาก เพียงแค่ลิ้นหัวใจรั่ว แต่ด้วยความกลัวตาย แถมมีการปรุงแต่งในทางลบ จึงทำให้ร่างกายทรุด  ยิ่งไม่ยอมปล่อยวาง ร่างกายก็ทรุดหนักจนตาย มีหลายคน  พอหมอบอกว่าคุณเป็นมะเร็งนะ แค่นี้ก็ทรุดเลย ทั้ง ๆ ที่อาจไม่ได้เป็นอะไรเลย หมออาจจะวินิจฉัยผิด  เขาไม่ได้เป็นมะเร็ง  แต่ความที่กลัวมะเร็งและกลัวตาย  ก็ทำให้อาการทรุดทันที เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรกลัวนั้นไม่ใช่อะไรเลย  แต่คือความกลัวในใจเรานั่นเอง  นี้ต่างหากเป็นสิ่งที่เราควรจัดการ  ไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกตัว

ทีนี้จะจัดการกับความกลัวได้อย่างไร วิธีที่จะจัดการกับความกลัวนั้นไม่ใช่การคิดเอา ไม่ใช่การใช้เหตุผลว่าไม่มีอะไรน่ากลัว  เหตุผลมักจะช่วยไม่ค่อยได้ สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือการเผชิญกับสิ่งที่เรากลัว เรากลัวอะไร ต้องเข้าไปเผชิญกับสิ่งนั้น ถ้าเรากลัวความมืดก็ต้องเข้าไปเผชิญกับความมืด ถึงจะหายกลัว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าในสมัยที่พระองค์ยังทำความเพียรเพื่อการพ้นทุกข์ พระองค์มีความกลัวมากเมื่ออยู่ป่า กลัวจนขนลุกชูชัน ท่านทำอย่างไรเพื่อระงับความกลัว  ท่านพบว่าถ้ากลัวตรงไหนให้ไปตรงนั้น กลัวในอิริยาบถไหนก็ให้อยู่ในอิริยาบถนั้น เช่น กลัวเวลานั่ง ก็ให้นั่ง กลัวเวลายืน ก็ให้ยืน ถ้ากลัวขณะที่เดิน ก็ให้เดิน กลัวตรงไหนไปตรงนั้น เรียกว่าเผชิญหน้ากับมัน พระองค์พบว่านี่เป็นวิธีจัดการกับความกลัวได้ดีที่สุด

พอไปอยู่ตรงที่ที่เรากลัว ก็จะพบว่ามันไม่มีอะไรน่ากลัวเลย  เมื่อกลัวเวลานั่ง ก็ลองนั่งดู ก็จะพบว่ามันไม่มีอะไรที่น่ากลัว ความกลัวนั้นเกิดจากใจที่ปรุงแต่งไปเอง แต่พอเจอของจริงเข้า ก็พบว่ามันไม่ได้น่ากลัวหรือเลวร้ายอย่างที่นึก  ความกลัวก็หายไปเพราะมีปัญญาเห็นความจริงว่ามันไม่ได้มีอะไรที่น่ากลัว เรื่องนี้ตรงกับที่มารี คูรี นักวิทยาศาสตร์ชาวโปแลนด์ที่มีชื่อเสียงและเก่งมาก ได้รับรางวัลโนเบลถึง ๒ ครั้ง เธอบอกว่า “ในชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่น่ากลัว มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ” คือพอเข้าใจแล้วก็จะหายกลัว  ความเข้าใจนั้นไม่ได้เกิดจากการคิดเอา แต่เกิดจากการได้สัมผัสหรือประสบด้วยตัวเอง จึงจะรู้ว่ามันไม่ได้น่ากลัว

มีบางคนเป็นนักธุรกิจ แต่กลัวที่จะทำอะไรใหม่ ๆ เพราะกลัวล้มเหลว ก็เลยไปลงทุนเฉพาะกิจการที่มีความมั่นคง ซึ่งเขาไม่ได้รู้สึกสนุกแต่อย่างใด เพียงแต่แน่ใจว่าจะไม่ขาดทุน แต่จะมีธุรกิจไหนที่มีความมั่นคง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีหรอก ปรากฏว่าในที่สุดก็เจอดี ธุรกิจที่ตัวเองคิดว่ามั่นคงที่สุดก็ยังล้มเหลว ขาดทุน แทบจะต้องล้มเลิกกิจการไปเลย สิ่งที่เขากลัวว่าจะเกิดก็เกิดขึ้นจริง  แต่พบว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ตนเคยคิด โลกไม่ได้ถล่ม ฟ้าไม่ได้ทะลาย พอได้สัมผัสกับความล้มเหลวและรู้ว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด  เขาก็ไม่กลัวความล้มเหลวอีกต่อไป  ตอนหลังเขาจึงกล้าเสี่ยงทำอะไรใหม่ ๆ กล้าลงทุนในกิจการที่ยังไม่มีใครทำ กลายเป็นว่าการทำธุรกิจกลายเป็นเรื่องสนุก มีชีวิตชีวา และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นหัวใจของการจัดการกับความกลัว ก็คือต้องกล้าเผชิญหรือทำความคุ้นเคยกับสิ่งที่เรากลัว

เช่นเดียวกับความตายซึ่งคนส่วนใหญ่กลัวมาก ผู้คนมากมายไม่อยากนึกถึงความตาย จึงมีชีวิตเหมือนคนลืมตาย คือพยายามทำตัวให้วุ่น ทำใจไม่ให้ว่าง เวลาใครพูดถึงความตายขึ้นมาก็ผวา ไม่อยากให้พูด เมื่อกลัวตายก็เลยไม่สนใจที่จะเรียนรู้หรือทำความรู้จักกับความตาย  กลัวตายอยู่นั่นแหละ พอรู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้าย เนื่องจากไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ก็เลยมีชีวิตเหมือนคนตายทั้งเป็น อยู่แบบตายทั้งเป็น มีลมหายใจก็จริงแต่ไม่มีชีวิตชีวา ทั้ง ๆ ที่อาจจะเป็นมะเร็งแค่ระยะที่ ๑ หรือ ๒ เท่านั้นเอง แต่เหมือนคนตายไปแล้ว นี่ไม่ใช่เพราะมะเร็ง แต่เป็นเพราะความกลัวมะเร็งและความกลัวตาย

มีภาษิตว่า “คนกล้าตายครั้งเดียว คนขลาดตายหลายครั้ง”  คนขลาดหากเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย นึกถึงความตายเมื่อไรก็ทุกข์ทรมานเหมือนกับตายไปแล้ว วันหนึ่ง ๆ จึงตายหลายครั้ง คืออยู่เหมือนตาย  และถ้าตายจริง ๆ เมื่อไรก็ตายด้วยความทุรนทุราย คนเราทุกคนต้องตาย หนีความตายไม่พ้น ดังนั้นจึงควรพยายามทำความคุ้นชินกับความตาย เมื่อวาระสุดท้าย จะได้ไม่ตื่นตกใจ

อย่างที่พูดไว้ข้างต้น  กลัวอะไรก็ตาม ต้องเข้าไปเจอสิ่งนั้น ถึงจะหายกลัว กลัวความมืดต้องเข้าไปเจอความมืด กลัวความล้มเหลวต้องยอมเจอความล้มเหลวบ้าง กลัวลำบากก็ต้องไปเจอความลำบากบ้าง แล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด ในทำนองเดียวกัน ถ้ากลัวความตาย ก็ควรพยายามเจอหรือทำใจให้คุ้นชินกับมันบ้าง นี่คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าแนะนำให้เราเจริญมรณสติอยู่เสมอ การเจริญมรณสติคือการระลึกถึงความตายว่าสามารถเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา  แม้ว่ามรณสติเป็นเพียงการคิดถึงความตาย ยังไม่ได้เจอเอง   แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะคนเราตายครั้งเดียว ก่อนที่จะตายก็จะต้องซ้อมตายเอาไว้ก่อน   

นอกจากการเจริญมรณสติแล้ว เราควรมีโอกาสใกล้ชิดความตายได้ เช่น ไปเยี่ยมคนที่กำลังจะตาย เป็นจิตอาสาช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายในโรงพยาบาล  ประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยให้เรากลัวตายน้อยลง และเราจะพบว่าบางคนตายอย่างสงบเพราะเขาปล่อยวางได้  แต่บางคนตายไม่สงบ เพราะไม่ได้เตรียมตัวรับความตาย  ไม่เคยเจริญมรณสติ การระลึกถึงความตายหรือการซ้อมตายอยู่เสมอ จึงเป็นวิธีที่จะช่วยให้เราก้าวพ้นความกลัวตายได้ คนเราถ้าไม่กลัวตายแล้วชีวิตจะเป็นอิสระได้มาก เพราะความกลัวตายเป็นโซ่ที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้เราทำอะไรต่ออะไรที่มีประโยชน์ ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างหดหู่เศร้าหมอง แต่พอไม่กลัวตายแล้วก็จะรู้สึกว่าจิตใจปลอดโปร่ง โล่ง สดใสมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เจ้าคุณศาสนาโสภณท่านหนึ่งจึงเขียนเป็นกลอนว่า “ระลึกถึงความตาย สบายนัก มันตัดรักหักหลงในสงสาร บรรเทามืดโมหันต์อันธการ ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ”

การระลึกถึงความตายยังช่วยให้เราปล่อยวางจากความทุกข์ ความกลัดกลุ้มใจได้ สตีฟ จ๊อบ เคยแสดงปาฐกถาราว ๆ ๕-๖ ปีก่อนตาย  เป็นปาฐกถาที่มีชื่อเสียงมาก ตอนหนึ่งเขาพูดว่า “การคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จัก ช่วยให้ผมตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ในชีวิตได้ เพราะแทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศ ความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปโดยปริยายเมื่อความตายมาถึง เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงเท่านั้น”

เมื่อเรานึกถึงความตาย ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงจะกลายเป็นเรื่องเล็กไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเสียหน้า การถูกต่อว่าด่าทอ งานการล้มเหลว เงินหาย  เรื่องเหล่านี้ผู้คนมักคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่โต แต่มันกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันทีเมื่อเทียบกับความตาย   คนส่วนใหญ่เป็นทุกข์กับเรื่องเหล่านี้  เพราะไม่ค่อยได้คิดว่าตัวเองจะต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง หน้าตาหรือศักดิ์ศรีที่หวงแหน พอจะตาย มันช่วยอะไรไม่ได้เลย กลับทำให้เป็นทุกข์ด้วยซ้ำ  เช่นเดียวกับทรัพย์สินเงินทอง มีมากมายแค่ไหน หวงแหนเพียงใด ก็ไม่ได้ช่วยให้ตายอย่างสงบได้เลย มิหนำซ้ำ อาจทำให้เป็นทุกข์ เพราะหวงแหนหรือห่วงกังวล 

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ผู้คนไล่ล่า พยายามหามาสะสม  ถึงขนาดฆ่ากันเพื่อมีอำนาจและเงินทองมากขึ้น สิ่งเหล่านี้แทบจะสูญเปล่า ไร้คุณค่า เมื่อถึงวันที่จะต้องตายจากโลกนี้ไป  สิ่งที่เราควรทำก็คือเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับความตายอยู่เสมอ ซึ่งหมายถึงการหมั่นทำความดี  ฝึกใจปล่อยวางอยู่เสมอ เพื่อไปอย่างสงบเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง  จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องระลึกถึงความตายอยู่เสมอ จะได้ไม่ประมาทกับชีวิต

การระลึกถึงความตายมีประโยชน์อย่างยิ่ง นอกจากจะช่วยห้เราคุ้นชินกับความตาย กลัวตายน้อยลงแล้ว ยังทำให้เราใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท และรู้ว่าอะไรคือคุณค่า สาระที่แท้ของชีวิต ไม่มัวทุ่มเทหรือหลงงมงายกับบรรดาลาภ ยศ อำนาจ จนกระทั่งลืมคุณงามความดี ลืมธรรมะ ลืมการสร้างบุญสร้างกุศล ซึ่งมีอานิสงส์มากกว่า เพราะทำให้ใจสงบ และสามารถตามติดไปในภพหน้าได้  ส่วนเงินทองนั้นไม่สามารถเอาไปในภพหน้าได้เลย เช่นเดียวกับอำนาจ หรือบริษัท บริวาร อีกทั้งไม่ได้ช่วยให้เราตายอย่างสงบหรือมีความสุขได้เลย  ตรงข้ามกับความดีและบุญกุศลนั้น นึกถึงทีไรก็มีแต่ความสุข ตอนทำก็มีความสุข ทำไปแล้วนึกถึงเมื่อใดก็มีความสุข  เมื่อใกล้ตาย นึกถึงความดีและบุญกุศลก็มีแต่ความสุข ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “บุญย่อมทำให้เกิดสุขในเวลาสิ้นชีวิต” คือในเวลาที่สิ้นชีวิต หากนึกถึงความดีที่ได้ทำ นึกถึงบุญกุศลที่ได้บำเพ็ญ ก็จะเกิดความปีติ เกิดความภาคภูมิใจ มั่นใจในชีวิตที่ผ่านมา ทำให้ตายสงบ ไม่กลัวปรโลก เพราะมั่นใจว่าได้ไปสุคติแน่ แต่ถ้าคิดถึงเงิน คิดถึงอำนาจตอนใกล้ตาย กลับตายยากเพราะว่าเสียดาย ห่วงหา อาลัย  ถ้าตายด้วยความรู้สึกแบบนั้น ก็ไปไม่ดี

ในสมัยพุทธกาลมีพระองค์หนึ่งได้จีวรใหม่มาจากพี่สาว เป็นจีวรอย่างดี ในสมัยก่อนจีวรเป็นสิ่งที่หายากมาก พระส่วนใหญ่ต้องไปเก็บจากผ้าห่อศพ แต่พระรูปไหนที่ได้จีวรใหม่มา ถือว่าได้ของที่มีค่า ท่านก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน แต่ว่าไม่ทันจะได้ใช้ก็มรณภาพ จิตสุดท้ายก่อนมรณภาพท่านนึกถึงจีวร จะเป็นเพราะนึกเสียดายที่ไม่ได้ครองจีวร หรือเสียดายที่ไม่ได้สนองศรัทธาของพี่สาว เพื่อให้พี่สาวได้บุญ ก็แล้วแต่ ปรากฏว่าพอสิ้นใจก็ไปเป็นเล็นอยู่ในจีวร ไม่ได้ไปดี จนกระทั่งครบ ๗ วัน ครบอายุของเล็น ตายไปจึงได้ไปสวรรค์ด้วยอานิสงส์แห่งบุญกุศลที่ท่านได้ทำตอนมีชีวิตอยู่

หากนึกถึงแต่ทรัพย์สินเงินทองแล้วมักจะไปไม่ดี แต่ถ้านึกถึงบุญจะไปดี เพราะฉะนั้น การสร้างบุญสร้างกุศลจึงเป็นการเตรียมตัวตายที่ดีมาก แต่คนสมัยนี้เห็นคุณค่าของการสร้างบุญสร้างกุศลน้อย มัวหลงใหลในเงินทอง อำนาจวาสนาเสียมาก ชีวิตก็เลยไม่มีความสุข สุคติจึงเป็นที่หวังได้ยาก แต่ถ้าอยากไปดี มีชีวิตที่ผาสุก ก็ควรหมั่นทำความดี  ถ้าหลงใหลในความสนุกสนานเมื่อไร ก็ขอให้ระลึกถึงความตาย จะได้ไม่เพลินในความสุขเหล่านั้น

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved