หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมมาตา > ความจริงของชีวิตที่ต้องรู้
กลับหน้าแรก

วารสารธรรมมาตา
ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๒
กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม ๒๕๕๖

ความจริงของชีวิตที่ต้องรู้
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า

ความจริงของโลกนี้ไม่ต่างจากใบไม้ในป่า แต่ความจริงที่นำมาสอนนั้นเปรียบได้กับใบไม้ในกำมือ

ใบไม้ในกำมือ หมายถึง ความจริงที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เพื่อให้มีความสุขอย่างแท้จริง หรือเพื่อไกลจากความทุกข์ จนทุกข์ไม่สามารถทำอะไรจิตใจได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เพื่อให้เรารู้ว่า ความจริงในชีวิตและในโลกนี้มีมากก็จริง แต่เราไม่จำเป็นต้องรู้หมด แค่รู้ในสิ่งที่สำคัญก็พอ

ใบไม้นอกกำมือหรือใบไม้ในป่า นั้นอาจมีประโยชน์ แต่ไม่ช่วยให้พ้นจากความทุกข์ได้จริง  หลายคนแม้มีความรู้มากแต่ก็ยังทุกข์อยู่ เพราะความรู้ที่รู้นั้นแม้เป็นความจริง แต่ไม่ใช่ความจริงที่ช่วยดับทุกข์ได้ ยังไม่ต้องพูดถึง ความรู้ที่คลาดเคลื่อนจากความจริง
 
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนเรายังต้องทำมาหากินและเกี่ยวข้องกับโลกรอบตัว ความรู้เฉพาะเรื่องเฉพาะส่วน หรือความรู้ที่เป็นใบไม้ในกำมือนั้น แม้ช่วยดับทุกข์ได้ก็จริง แต่อาจจะยังไม่พอสำหรับการเลี้ยงชีพหรือหน้าที่การงาน  บางคนอาจจะต้องเรียนรู้เรื่องดินฟ้าอากาศ  สิงสาราสัตว์ บางคนอาจจะต้องรู้เรื่องทอผ้า สร้างบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่ต้องใช้ในการทำมาหากิน ซึ่งต้องอาศัยความจริง เราเรียกความรู้เหล่านี้ว่า ศาสตร์หรือวิชาการ ศาสตร์เหล่านี้เปรียบเหมือนใบไม้นอกกำมือ

เดี๋ยวนี้เราสนใจแต่ใบไม้ในป่า จนลืมสนใจใบไม้ในกำมือ ที่พระพุทธเจ้าได้เลือกเฟ้นมาให้แล้ว

มีสำนวนกล่าวว่า ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด

ความรู้ที่มีอยู่ท่วมหัวนั้นอาจเอามาใช้ในการทำมาหากินได้ แต่ไม่สามารถดับทุกข์ในใจได้ แม้จะมีอาชีพการงานที่มั่นคง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไกลจากความทุกข์ แม้เป็นเศรษฐีก็ต้องอาศัยความรู้ที่มีอยู่ในการทำมาหากิน แต่พอมีความทุกข์เกิดขึ้นในจิตใจ กลับไม่สามารถจะแก้ทุกข์ได้ เพราะความรู้ที่มีนั้นส่วนใหญ่เอาไว้ใช้จัดการกับสิ่งนอกตัว จัดการกับธรรมชาติ  จัดการกับสิ่งแวดล้อม หรือจัดการกับผู้คน 

แต่ไม่ใช่ความรู้ที่ช่วยในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือจัดการกับจิตใจของตนเอง

คนที่เรียนธรรมะมาพอสมควรจะคุ้นเคยกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องอริยสัจ ๔  ซึ่งหมายถึง ความจริงอันประเสริฐ เป็นความจริงของชีวิตที่ช่วยดับทุกข์ หรือช่วยแก้ทุกข์ในชีวิตของเราได้  อริยสัจเป็นเพียงใบไม้หนึ่งใบไม้ในกำมือของพระพุทธเจ้า ความจริงเรื่องนี้อาจจะไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งภายนอก แต่สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราเองได้

อริยสัจ ๔ นั้นเริ่มต้นด้วยคำว่า ทุกข์ ทุกข์คืออะไร อยู่ที่ไหนบ้าง

ทุกข์ หมายถึงความบีบคั้น ความพร่อง  อยู่ที่กายและใจของเรา

ความทุกข์ทางกาย นั้นชัดเจน เกิดมาแล้วก็แก่ เจ็บ ตาย
ความทุกข์ทางใจ เช่น ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ยังไม่ต้องพูดถึงการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องประสบ

ลองพิจารณาดู คนเราไม่ว่าจะยิ่งใหญ่สักเพียงไหน ก็หนีความทุกข์ไม่พ้น แต่ว่าเราไม่ค่อยใส่ใจที่จะทำความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ บางทีก็ถึงกับปฏิเสธ ไม่ยอมพูดถึงเลยก็มี เช่น ความตาย

เกิดมาแล้ว ก็ต้องแก่ เจ็บ และตาย นี้คือความจริงของชีวิตที่ทุกคนต้องประสบไม่ช้าก็เร็ว แต่คนจำนวนไม่น้อยจะไม่นึกถึงความจริงนี้ เวลามีใครพูดถึงความตายก็จะห้ามไม่ให้พูด เพราะถือว่าเป็นอัปมงคล แม้แต่คำว่า ความตายก็พูดไม่ได้  ต้องพูดว่า จากไป เสีย มรณะ หรือสิ้นลมแทน เพราะเรากลัวคำว่ความตาย

ซึ่งก็สะท้อนถึงจิตใจที่ปฏิเสธความจริง

ด้วยเหตุนี้คนปัจจุบันจำนวนไม่น้อยจึงอยู่แบบลืมตาย มีผู้คนมากมายที่ลืมไปว่าตัวเองต้องตาย พอได้ยินว่ามีคนตาย  หรือมีคนพูดเรื่องความตายขึ้นมาก็สะดุ้ง เพราะทำให้ระลึกได้ว่าเราก็ต้องตาย จึงไม่อยากได้ยิน ไม่อยากพูดถึง

คนที่อยู่แบบลืมตายจะพยายามทำตัวให้วุ่น ทำใจไม่ให้ว่าง เพราะถ้าว่างเมื่อไหร่ จะหวนคิดเรื่องนี้ ดังนั้นเราจึงเห็นคนสมัยนี้ดูวุ่นไปหมด ทำงานให้วุ่น หรือถ้าว่างก็ไปเที่ยวห้าง ฟังเพลงสนุกสนาน ทำใจไม่ให้ว่าง  คนเหล่านี้ไม่ตระหนักว่าถึงแม้จะอยู่แบบลืมตาย แต่ถึงอย่างไรก็เจอต้องเจอความตายอยู่วันยังค่ำ

ความตายอาจจะไม่ได้มาทันที แต่จะมาอย่างช้าๆ อาทิ เป็นมะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน ไตวาย รวมทั้งโรคที่เกี่ยวกับสมอง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง  ทั้งหมดนี้เป็นโรคที่เป็นกันมากในปัจจุบัน  ๗๐ –๘๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้คนในยุคนี้ในที่สุดก็จะป่วยด้วยโรคเหล่านี้ทั้งสิ้น

หลายคนพอได้ยินหมอบอกว่าคุณมีก้อนมะเร็งในร่างกาย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ใช่ระยะสุดท้าย ก็ตกใจ หมดเรี่ยวหมดแรง   จากที่เคยสนุกสนานร่าเริงก็เปลี่ยนเป็นคนละคนทันที ซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ กินไม่ได้  มีสภาพเหมือนคนตายทั้งเป็น คือมีลมหายใจ แต่ไม่มีชีวิตชีวา

คนหนึ่งเป็นพนักงานบริษัท ทำงานได้ตามปกติและยังเล่นเทนนิสเป็นประจำ อายุไม่ถึง ๔๐ ปี วันหนึ่งไปตรวจสุขภาพประจำปี หมอตรวจเสร็จก็บอกว่าคุณหัวใจรั่ว พอได้ยินอย่างนั้นเขาก็ตกใจ เพราะเข้าใจว่าหัวใจรั่วนั้นหมายความว่าหัวใจของเขามีรูรั่ว และมีเลือดพุ่งออกมาเวลาหัวใจเต้น  ก็เลยเสียขวัญ เพราะแบบนี้ก็หมายความว่าจะอยู่ได้ไม่นาน ที่จริงหมอตั้งใจจะบอกว่า ลิ้นหัวใจของเขารั่ว  ใครที่มีอาการแบบนี้ก็ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ ออกกำลังกายก็ได้ แต่เป็นเพราะเขาเข้าใจผิดและปรุงแต่งเกินเลย เขาก็เลยทรุด สองวันจากนั้นก็ต้องเข้าโรงพยาบาล   ไม่นานก็เข้าห้องไอซียูแล้วก็ไม่กลับออกมาอีกเลย  ที่จริงเขาไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่หลังจากที่รู้ข่าวจากหมอ เขาก็มีชีวิตไม่ต่างจากคนตายทั้งเป็น

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาไม่เข้าใจว่าหัวใจรั่วนั้นหมายถึงอะไร

อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าสักวันหนึ่งฉันต้องตาย

เมื่อเข้าใจผิดว่าฉันกำลังจะตายก็เลยทำใจไม่ได้ วิตกกังวลอย่างหนัก จนร่างกายทรุดลงอย่างรวดเร็ว นี้เป็นผลของการไม่ยอมรับความจริงของชีวิต ว่าความตายเป็นธรรมดาของทุกคน บางคนไม่ยอมรับแม้กระทั่งว่า วันหนึ่งจะต้องเจ็บป่วย หลายคนยอมรับความจริงไม่ได้ว่า ตัวเองกำลังแก่  พอเห็นว่า ผิวหนังที่เต่งตึงเริ่มเหี่ยวย่น ผมเริ่มหงอก ตาเริ่มฝ้าฟาง กำลังวังชาลดน้อยถอยลง โดยเฉพาะผู้ชายพอเตะปี๊บไม่ดังก็มีความทุกข์มาก จิตใจกระสับกระส่าย

นี่เป็นผลของการไม่ยอมรับความจริง

ความเจ็บ ความแก่ และความตายเป็นเพียงแค่ส่วนเสี้ยวของความจริง ซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่กว่าจะเห็นก็ต้องใช้เวลา  ความแก่กว่าจะปรากฏให้เห็นก็อายุประมาณ ๓๐ หรือ ๔๐ ปี ความเจ็บอาจจะแสดงตัวเมื่ออายุมากกว่านั้น และตามมาด้วยความตาย อาจจะเกิดขึ้น ๓๐ ถึง ๔๐ ปีข้างหน้า หรืออาจเกิดขึ้นพรุ่งนี้ก็ได้ แต่มีความจริงอีกหลายอย่างที่เราต้องประสบซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ทุกวันนี้เราอาจไม่ค่อยมีความทุกข์ทางกายนัก เช่น ความร้อน ความหิว อาจจะมีความปวดเมื่อยบ้าง แต่ไม่นานก็หายไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องเจออยู่บ่อย ๆ นั่นคือความทุกข์ใจ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีความพลัดพรากสูญเสีย เงินหาย โทรศัพท์ถูกขโมย สมบัติถูกโกง หรือถูกวิจารณ์ ถูกตำหนิ งานการล้มเหลว

ความทุกข์ใจคือสิ่งที่เราต้องเจอเป็นประจำ ทั้งนี้มีสาเหตุแค่สองประการเท่านั้น คือประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก และพลัดพรากจากสิ่งที่รัก นี้คือความจริงที่เราหนีไม่พ้น ที่จริงมีอีกข้อหนึ่งที่พระพุทธองค์ตรัสถึงก็คือ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ แต่อาตมาจะไม่พูดถึงข้อนี้มากนัก เพราะถึงแม้เราจะไม่ปรารถนาอะไรเลยก็หนีความจริงสองประการแรกไม่พ้น ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับสี่เรื่อง ดังนี้

  1. ร่างกาย เช่น ความแก่ ความเจ็บป่วย  อาจจะรวมถึงความพิการด้วย  หรือว่าสวยน้อยลง บางคนมีสุขภาพดี แต่พอหน้ามีสิว ผิวเป็นฝ้าก็ทุกข์แล้ว
  2. ทรัพย์สมบัติ เช่น เงินหาย  รายได้น้อย ถูกโกง
  3. การงาน รวมถึงการเรียน  เช่น ได้งานที่ไม่ชอบ ตกงาน  ได้เกรดน้อย
  4. ความสัมพันธ์ เช่น อกหัก ทะเลาะกับเพื่อน เจ้านายไม่รัก  ถูกติฉินนินทา รวมถึงเรื่องเสียหน้า ข้ามหน้าข้ามตา อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากในสังคมไทย

การประสบกับสิ่งไม่รัก และพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นความจริงของชีวิต ที่ไม่มีใครหนีพ้น  การที่เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ก็เป็นผลจากความจริงที่ว่า อะไรๆ ก็ไม่เที่ยง ทุกสิ่งย่อมตกอยู่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง  เราเรียกความจริงข้อนี้ว่า อนิจจัง และอนิจจังก็โยงกับความจริงอีกข้อหนึ่งก็คือว่า ความแปรเปลี่ยนนี้ด้านหนึ่งทำให้เกิดความทุกข์ ขณะเดียวกันมันก็เป็นผลจากความบีบคั้น ความเสื่อมสลาย ของเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง  เราเรียกความบีบคั้น ความเสื่อมสลาย ว่า ทุกขัง

อนิจจัง ทุกขังเป็นความจริงของชีวิตข้อใหญ่ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจ แต่ส่วนใหญ่เรามักละเลยความจริงสองข้อนี้ไป  คือทั้งลืมและไม่ยอมรับความจริงดังกล่าว ฉะนั้นเมื่อเกิดความแปรเปลี่ยนขึ้นมา เกิดความพลัดพรากสูญเสีย รวมไปถึงความแก่ ความเจ็บ เราก็เลยมีความเศร้าโศก คับข้อง  ร่ำไรรำพัน   กลัดกลุ้มใจ  พูดง่าย ๆ คือ ทุกข์ใจ

เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงในทางลบเกิดขึ้นกับร่างกาย ทรัพย์สมบัติ การงาน และความสัมพันธ์  ผู้คนย่อมมีความทุกข์ใจ  แต่ถ้าพิจารณาให้ดี ลำพังความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ทำให้เราทุกข์ใจได้  ที่เราทุกข์ก็เพราะความยึดติดถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น  พอมันแปรเปลี่ยนไป หรือพลัดพรากจากเราไป เราก็เลยทุกข์    แต่ถ้าเราไม่ยึดติดถือมั่น ถึงแม้มันจะเปลี่ยนแปลงไป เราก็ไม่ทุกข์   เช่น เงินหาย รถหาย  ถ้าเราไม่ยึดมั่นว่าเป็นเงินของเรา รถของเรา เราก็ไม่ทุกข์ นั่นคือเหตุผลที่ว่าเวลารถของคนอื่นหาย หรือลูกของคนอื่นตาย เราจึงไม่ทุกข์  เราจะทุกข์ต่อเมื่อเงินที่หายนั้นเป็นของเรา คนที่ตายนั้นเป็นลูกของเรา เพื่อนของเรา

เราทุกข์เพราะมีความยึดติดถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา  เมื่อยึดมั่นแล้วก็อยากจะให้มันอยู่ยั่งยืน ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น อยากให้ร่างกายนี้เป็นหนุ่มเป็นสาวเสมอ แข็งแรงตลอดเวลา อยากให้ทรัพย์สมบัติอยู่กับเราชั่วนิจนิรันดร์ เมื่อยังมีความยึดติดอย่างนี้  จึงเป็นทุกข์เวลาร่างกายเจ็บป่วย เวลาบ้านทรุด รถพัง  หรือเมื่อสูญเสียพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้

 หรือในยามที่ต้องประสบกับสิ่งที่เราไม่รัก เช่น คำตำหนิ หรือความเจ็บป่วยเมื่อยอมรับความจริงไม่ได้ เราจะไม่ทุกข์กายแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะทุกข์ใจด้วย เช่น เมื่อเสียเงินจะไม่ใช่แค่เสียเงินอย่างเดียวแต่เสียใจด้วย หรือมีปัญหาเรื่องงานก็ไม่ใช่แค่เสียงานอย่างเดียวแต่เสียใจด้วย

คำว่า ยึดติด มีความหมายหลายแง่มุม ที่สำคัญคือความยึดอยากจะให้มันเที่ยง หรืออยากให้เป็นไปอย่างที่เราหวัง  ดังนั้นเมื่อถูกตำหนิวิพากษ์วิจารณ์ เราจึงทุกข์ เพราะปรารถนาคำชม  ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ หรือเข้าคณะที่มีชื่อเสียงไม่ได้ เราก็ทุกข์ ที่เราทุกข์ไม่ใช่เป็นเพราะเขาสอบไม่ได้ แต่เป็นเพราะมันสวนทางกับความอยากหรือความคาดหวังของเรา  เมื่อยึดติดกับความคาดหวัง แล้วมันไม่เป็นไปตามความคาดหวังนั้น เราก็ทุกข์ ในทางตรงข้ามถ้าเราไม่คาดหวัง หรือไม่ยึดติดในความคาดหวังนั้น แม้เขาไม่ได้เราก็ไม่ทุกข์ เหมือนกับที่เราไม่ได้เดือนร้อนเมื่อลูกของเพื่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เพราะเราไม่ได้คาดหวังอะไรเลยเกี่ยวกับเขา

ความยึดติดนี้เอง คือความจริงอีกประการที่เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ เรียกว่าสมุทัย  สาเหตุที่มีความยึดติดก็เพราะหลง  ไม่รู้ความจริง นั่นคืออวิชชา

หลวงพ่อชา  สุภัทโท พูดไว้เป็นกลอนกระชับมากว่า
ทุกข์มีเพราะยึด
ทุกข์ยืดเพราะอยาก
ทุกข์มากเพราะพลอย
ทุกข์น้อยเพราะหยุด
ทุกข์หลุดเพราะปล่อย”

ทุกข์มีเพราะยึด ทุกข์หลุดเพราะปล่อย ข้อนี้สำคัญมาก  คำพูดของหลวงพ่อชาชี้ให้เห็นความจริงในส่วนที่เป็นสมุทัยและนิโรธ ทุกข์มีเพราะยึด คือสมุทัย ส่วน ทุกข์หลุดเพราะปล่อย คือนิโรธ กล่าวคือ คนเราจะพ้นทุกข์ได้ก็เพราะปล่อยวาง ที่เราปล่อยวางได้ก็เพราะมีปัญญาเห็นว่าไม่มีอะไรที่ยึดถือได้เลยสักอย่าง ปัญญาทำให้ตระหนักว่าอะไรๆ ก็ไม่เที่ยง ยึดถือไม่ได้เลย จึงเลิกยึด ไม่หยิบ ไม่ฉวย และปล่อยทุกอย่างที่เคยยึดเคยฉวย

การไม่ยึดเป็นสิ่งสำคัญ  ทั้งนี้ก็เพราะว่าถึงแม้คนเราต้องแก่ เจ็บ และต้องตาย แต่ความจริงเหล่านี้จะไม่ทำให้เราทุกข์ได้เลยถ้าเราไม่ยึดติดถือมั่นในตัวตน   แต่ที่เราทุกข์เมื่อต้องแก่ เจ็บป่วย และตายก็เพราะเรามีความยึดอยู่ลึกๆ ว่าฉัน ต้องไม่แก่ ต้องไม่เจ็บ ต้องไม่ป่วย ต้องไม่ตาย คือเรายึดว่ามันเที่ยง ความแก่ความเจ็บความตายไม่ใช่ตัวการแห่งความทุกข์ใจ ตัวการแห่งความทุกข์ใจ คือใจที่ยึดอยาก ให้มันเที่ยง หรือยึดอยากให้มันเป็นอย่างที่เราต้องการ ถ้าเข้าใจตรงนี้เราก็จะพบว่า ความทุกข์ของคนเรานั้นอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่สิ่งนอกตัว ไม่ได้อยู่ที่ความเจ็บความป่วยด้วยซ้ำ

หลายคนเป็นมะเร็งแต่ยังยิ้มได้ เพื่อนของอาตมาเป็นมะเร็งเต้านมและเสียชีวิต ในช่วงสองสามเดือนสุดท้ายเธอป่วยหนักจนต้องนอนอยู่บนเตียง เธอปฏิเสธที่จะเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน เธอได้พูดไว้กับพวกเราว่า ช่วงสองปีหลังเป็นช่วงที่เธอมีความสุขมาก 

ทำไมคนที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ใกล้ตาย จึงมีความสุขได้

ก็เพราะประการแรกเขายอมรับความจริงได้ว่าความเจ็บป่วยและความตายเป็นเรื่องธรรมดา  ประการต่อมาก็คือเมื่อรู้ว่าความตายใกล้เข้ามา ใจก็เริ่มปล่อยวาง เพราะรู้ว่าเมื่อตายแล้วก็ต้องทิ้งสิ่งทั้งปวง เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง  ขณะเดียวกันแม้ยังไม่ตาย แต่ถ้ายึดถือก็เป็นทุกข์  ดังนั้นเมื่อใกล้ตาย มีอะไรก็ปล่อยหมด รวมทั้งสิ่งที่ค้างคาใจ  อย่างเพื่อนของอาตมา เธอมีสิ่งใดที่ค้างคาใจกับแม่ก็พูดกับแม่จนหมด ทรัพย์สมบัติต่างๆ ก็สะสางจนหมดสิ้น ไม่มีอะไรต้องกังวล สองสามอาทิตย์สุดท้ายเธอบอกว่า ไม่โลภ ไม่โกรธแล้ว  ไม่โกรธแม้กระทั่งมะเร็ง คนทั่วไปเวลาป่วยจะรู้สึกโกรธ เช่น โกรธมะเร็ง แต่เธอไม่มีความรู้สึกเช่นนี้กับก้อนมะเร็งเลย เธอเรียกมันว่า คุณก้อนมะเร็ง  เราต่างคนต่างอยู่นะ เธอไม่โกรธ ไม่โลภ มีเพียงความหลงที่ยังละไม่ได้

 นี่เป็นตัวอย่างว่า คนที่เจ็บป่วยแต่มีความสุขนั้น เป็นไปได้ เพราะจริงๆ แล้วสุขหรือทุกข์ที่แท้นั้นอยู่ที่ใจปล่อยวางหรือยึดติดถือมั่นแค่ไหน ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา

มีคนไข้คนหนึ่งไปหาหมอ ตัวซีดและผอมมาก หมอเห็นก็สั่งตรวจเลือดทันที พอผลตรวจเลือดออกมา หมอก็บอกคนไข้ว่า ลุงเป็นเบาหวาน ปรากฏว่าลุงยิ้มจนแก้มปริ หมอสงสัยเลยถามว่า ลุงเป็นเบาหวานนะ ต้องกินยาตลอดชีวิต ทำไมลุงถึงยิ้ม ลุงบอกว่า จะไม่ให้ยิ้มได้อย่างไร ตอนแรกผมคิดว่าเป็นโรคเอดส์ เลยดีใจที่เป็นแค่เบาหวาน

ทั้ง ๆ ที่เป็นเบาหวาน แต่ลุงกลับดีใจ เพราะผลตรวจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด  เมื่อคาดหวังในทางที่เลวร้าย แล้วไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ก็ทำให้มีความสุข

ย้อนกลับมาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์ ถ้าเราคาดหวังสิ่งที่แย่ๆ แต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ทำให้สุขได้เหมือนกัน ในทำนองเดียวกันถ้าเราไม่ยึดติดกับความคาดหวัง มีอะไรเกิดขึ้นเราก็สามารถวจะเป็นสุขได้

จะเห็นได้ว่า ความทุกข์นั้นไม่ได้อยู่ที่มีอะไรเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ว่าเราวางใจอย่างไร  เมื่อตระหนักชัดว่าความยึดติด เป็นที่มาแห่งความทุกข์ แทนที่เราจะโทษสิ่งภายนอกว่าเป็นตัวการแห่งความทุกข์ เราควรจะย้อนกลับมาดูที่ใจของเราเอง ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ค่อยมองนัก เวลามีความทุกข์ ส่วนใหญ่จะโทษว่าเป็นเพราะคนอื่น  เพราะเขาด่าเรา  แกล้งเรา โกงเงินเรา เอาเปรียบเรา กินแรงเรา ยิ่งคิดก็จิตใจยิ่งขุ่นเคืองเพราะอยากตอบโต้ อยากแก้แค้น เกิดโทสะขึ้นมา นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้ตระหนักเลยว่าตัวการแห่งความทุกข์นั้นอยู่ที่ใจของเรา

นี่คือความจริงข้อหนึ่งซึ่งพระพุทธเจ้าจัดอยู่ในข้อที่เรียกว่า สมุทัย

ใครว่าอะไรเรา ถ้าเราฟัง ไม่เก็บเอามาคิดก็ไม่ทุกข์ ที่เราทุกข์ ก็เพราะไม่ยอมปล่อยให้คำพูดนั้นผ่านเลยไป เราจะหวนคิดถึงคำพูดและการกระทำของเขา แล้วย้ำคิดย้ำนึก  ทำให้เป็นทุกข์มากขึ้น แต่ก็ยังโทษว่าเราทุกข์เพราะเขา ไม่ได้เฉลียวใจว่าเป็นเพราะใจของเราต่างหาก เปรียบเหมือนเรามีเศษแก้วอยู่ในมือ เพียงแค่พลิกมือลงเศษแก้วก็หลุดมือไป แต่เราไม่ยอมพลิก เท่านั้นไม่พอ เรายังกำแล้วบีบด้วย บีบแล้วบีบเล่า ผลก็คือเศษแก้วบาดมือจนรู้สึกเจ็บ เลือดไหลซิบ ๆ แล้วเราก็โทษเศษแก้วว่าทำให้ฉันเจ็บ ฉันปวด  

ที่จริงแล้วถ้าเราไม่กำหรือบีบเศษแก้วนั้น มือเราก็ไม่เป็นอะไร แต่เราเจ็บเพราะเรากำหรือบีบมันเอง ดังนั้นจึงไม่ควรโทษเศษแก้ว แต่ควรโทษตัวเองที่ไปกำและบีบมันเอาไว้

คำพูดของบางคนก็เหมือนเศษแก้ว  ถ้าเราวางมันเสีย หรือไม่ย้ำคิดย้ำนึกถึงคำพูดเหล่านั้น เราก็ไม่ทุกข์ แต่เป็นเพราะใจที่หวนนึกคิดถึงมันบ่อย ๆ ไม่ยอมปล่อยวาง  เราเลยทุกข์และเจ็บปวด

 คิดดูก็แปลก  อะไรที่เราไม่ชอบ เรากลับยิ่งยึดติด ยิ่งเกลียดใคร ก็ยิ่งนึกถึงคนนั้น  สังเกตไหมเวลามือเราถูกน้ำปลาหรือถูกขี้หมา มันเหม็นใช่ไหม  เราทำอย่างไร เราก็รีบล้างมือ  แล้วเราทำอะไรต่อ ก็เอามือมาดม  ถ้ายังมีกลิ่นก็ล้างต่อ เสร็จแล้วก็ดมมืออีก  เราไม่ชอบกลิ่นเหม็น แต่ยิ่งไม่ชอบ กลับยิ่งดม ดมแล้วดมเล่า

ยิ่งเกลียด ก็ยิ่งนึกถึง ยิ่งผลักไส มันก็ยิ่งผุดโผล่

เวลาโดนยุง เห็บหรือหมัดกัด เรารู้สึกคันใช่ไหม  ก็เลยเกา แต่ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน เราเกาเพื่อให้มันหายคัน แต่กลับคันยิ่งกว่าเดิม ยิ่งพยายามกำจัดความคัน กลับคันหนักขึ้น   แต่ถ้าคันแล้วปล่อยมัน ดูมันเฉยๆ จะพบว่าความคันค่อย ๆ หายไป  และหายไปเร็วยิ่งกว่าเกาเสียอีก

เมื่อเราโกรธใคร  เวลานึกถึงเขาจะรู้สึกเป็นทุกข์ แต่เรากลับชอบคิดถึงเขาอยู่เรื่อย กินก็คิด นอนก็คิด  ในงานแต่งงานคนเป็นร้อย ถ้าคนที่เราโกรธเข้ามาในงาน เราจะจับจ้องไปที่เขาทันที สายตาจะสอดส่ายว่าเขาทำอะไร คุยกับใคร ทั้งๆ ที่เราไม่ชอบเขา แต่ไม่สามารถวางสายตาจากเขาได้ เห็นเขาคุยกับคนโน้นคนนี้ก็ทุกข์ เพราะสงสัยว่าเขากำลังนินทาเราหรือเปล่า  เราจะไม่ยอมละวางสายตาจากเขา  ในทำนองเดียวกัน เวลามีเพื่อนมาบอกว่า สมทรงนินทาเธอนะ พอได้ยินอยากนี้เราอยากรู้ทันทีว่า สมทรงพูดถึงเราว่าอย่างไร   ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาพูดถึงเราในทางไม่ดีแน่ แต่ก็อยากรู้ พอรู้เข้าก็จะโกรธทันที บางทีรู้ทั้งรู้ว่าถ้าได้ยินแล้วก็จะโมโห แต่ก็ยังอยากรู้อยากได้ยิน

ความอยากรู้นี้ก็เป็นความยึดติดอย่างหนึ่ง

เราไม่ได้ยึดติดแต่สิ่งที่เราชอบเท่านั้น อะไรที่เราไม่ชอบเราก็ยึดติด อยากรู้ อยากเห็น อยากได้ยิน ครั้นได้รู้ เห็น ได้ยิน ก็เป็นทุกข์  เสร็จแล้วก็โทษว่าเขาทำให้เราทุกข์ แต่กลับมองไม่เห็นว่าเป็นเพราะใจของเราต่างหากที่ดิ้นรน อยากรู้อยากเห็น และยึดมันเอาไว้ 

ความยึดติดนี่แหละเป็นที่มาของความทุกข์   แต่ถ้าพิจารณาให้ดี การที่เรายึดติด ไม่ยอมวาง ทั้ง ๆ ที่ทุกข์ ก็ยัง แส่ส่ายดิ้นรน เข้าหา กอดฉวยมันเอาไว้  เป็นเพราะเราไม่มีสติ ไม่รู้ตัว หรือลืมตัว  พูดอีกอย่าง เรายึดเพราะหลง

ตอนแรกอาตมาพูดว่า เราทุกข์เพราะไม่ยอมรับความจริง ว่าอะไรๆ ก็แปรเปลี่ยน ไม่เที่ยงแท้  ที่เรายึดสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ก็เพราะเราไม่ยอมรับความจริง  แต่ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งก็คือความลืมตัว เราเลยดิ้นรนแส่ส่ายเข้าไปกอดถ่านร้อน ๆ หรือโจนเข้าไปในกองไฟ  ลองสังเกตว่าเวลามือเราถูกไฟหรือของร้อน เราดึงมือกลับทันที แต่พอใจเราถูกไฟโทสะ ใจกลับจมแช่อยู่ในไฟโทสะนั้น   เช่น เวลาโกรธเมื่อได้ยินคำด่าว่าของใครบางคน แทนที่เราจะถอนใจออกมาจากความโกรธหรือจากคำพูดของคน ๆ นั้น ใจเรากลับจดจ่อหมกมุ่นอยู่กับคำพูดเหล่านั้น  ซึ่งยิ่งทำให้เราโกรธและเป็นทุกข์มากขึ้น แม้กระนั้นก็ไม่ยอมปล่อยวางคำพูดเหล่านั้น   เป็นเพราะลืมตัวเราจึงยึดติดในสิ่งที่เป็นโทษแก่ตัวเอง 

มาถึงตรงนี้ อริยมรรคเป็นความจริงที่เราควรรู้คือ  โดยเฉพาะสัมมาสติ ถ้าเรามีสติ ก็จะไม่ลืมตัว จะไม่เผลอยึดสิ่งที่ทำให้ทุกข์ จะปล่อยวางได้เร็วเพราะรู้ว่ามันเป็นทุกข์

ความลืมตัวเป็นที่มาของความทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ ศีลข้อ ๕  ไม่เสพสุรายาเมา จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะน้ำเมาทำให้หลง ทำให้ให้ลืมตัว  อย่างไรก็ตามความหลงหรือลืมตัวจนขับรถชนคน ทำร้ายผู้คน ทะเลาะวิวาทกันนั้นเป็นความหลงแบบหยาบๆ ความหลงที่ละเอียดกว่านั้นก็มี เช่น หลงเพราะถูกความโกรธครอบงำ ทำให้ลืมตัว

มีผู้คนมากมายที่ทำร้ายกันเพราะความหลง หรือเพราะความลืมตัว โดยไม่มีน้ำเมามาเกี่ยวข้องด้วยอยู่มาก เช่นทำร้ายกันก็เพราะถูกความโกรธครอบงำ แต่ทันทีที่สติเกิดขึ้น ความลืมตัวหายไป การทำร้ายก็เกิดขึ้นได้ยาก  มีเรื่องเล่าว่ามีโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฯ  ผู้ปกครองล้วนเป็นคนมีเงิน เวลาเลิกเรียนจะมีรถยนต์จำนวนมากมายมารับเด็กจนรถติดเป็นแพ  โรงเรียนนี้มีกฎว่าให้ขับรถทางเดียว ปรากฏว่ามีผู้ปกครองคนหนึ่งไม่ยอมทำตามกฎ  ขับรถเข้าโรงเรียนตรงประตูทางออก ทำให้เข้าถึงที่จอดรถอย่างรวดเร็ว ซึ่งเผอิญเหลืออยู่เพียงที่เดียว ผู้ปกครองอีกคนหนึ่งซึ่งเกือบจะได้ที่จอดรถแล้วแต่โดนแย่งไป เกิดความไม่พอใจ เลยออกจากรถมาต่อว่าคน ๆ นั้นที่ไม่ขับรถตามกฎ  ผู้ปกครองคนนั้นเป็นนายทหารเมื่อถูกต่อว่าก็โกรธ ถามกลับไปว่า รู้ไหมว่าอั๊วเป็นใคร ก็ได้รับคำตอบว่า ผมไม่สนใจหรอกว่าคุณเป็นใคร แต่คุณทำไม่ถูกต้อง ไม่ทำตามกฎ ว่าแล้วก็เดินกลับไปที่รถ

ไม่เคยมีใครพูดแบบนี้กับนายทหารคนนี้มาก่อน จึงโกรธมาก กลับไปเอาปืนที่รถ แล้วเดินตามผู้ปกครองที่มาต่อว่าตน โชคดีที่ตอนนั้นมีพลเมืองดีเห็นเหตุการณ์ เขาเป็นพนักงานขับรถของโรงเรียน ซึ่งมีปฏิภาณดีมากและแก้ปัญหาอย่างนี้ได้หลายครั้ง พนักงานคนนี้เข้าไประงับเหตุทันที  โดยเดินไปหานายทหารแล้วแตะแขนเขา พร้อมกับพูดว่า “ท่านครับ ท่านมารับลูกไม่ใช่หรือครับ”  พอได้ยินคำว่าลูก นายทหารคนนั้นก็มีสติกลับมาทันที พอรู้ตัวว่ากำลังจะทำอะไรลงไป แกก็เปลี่ยนใจ กลับมาที่รถเอาปืนเก็บ

ตอนที่นายทหารกำลังเดินตามผู้ปกครองที่มาต่อว่าตนนั้น  แกกำลังหน้ามืด ลืมตัว  ลืมทุกอย่าง ใจคิดอย่างเดียว คือ คิดยิงคนนั้นให้หายแค้น  แต่พอมีคนมาเตือนเรื่องลูก สติก็กลับมา พอสติกลับมา ความโกรธก็หายไปทันที เพราะรู้เลยว่าถ้ายิงแล้วจะเกิดอะไรกับลูก

สติทำให้จิตหลุดจากความโกรธ  เป็นวิธีจัดการกับความโกรธที่ดีกว่าการกดข่มมัน   เมื่อมีสติ ก็จะเกิดความรู้ตัวตามมา ทำให้ปล่อยวางอารมณ์อกุศลทั้งหลาย  เพราะดังที่ได้พูดเมื่อกี้ว่า เรายึดอารมณ์อกุศลไว้ก็เพราะความลืมตัว ทั้ง ๆ ที่มันทำให้ทุกข์ ก็ไม่ยอมปล่อย  แต่พอมีสติ มีความรู้ตัว ก็จะปล่อยมันไปเอง เพราะเห็นว่ามันเป็นโทษ   ฉะนั้นสติจึงเป็นสำคัญมาก เป็นองค์มรรคที่จะช่วยให้ปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ ที่เคยยึดหรือแบกเอาไว้

อารมณ์ต่าง ๆ นั้นไม่เป็นปัญหาเลยหากเราไม่ยึดหรือแบกมันเอาไว้  คำด่าว่า คำตำหนิก็ไม่ทำให้เราทุกข์ได้เลยหากเราไม่ยึดมันเอาไว้  ที่จริงเวลาเรามีความทุกข์เพราะอารมณ์หรือคำพูดเหล่านี้ ถ้ารู้ตัวและพิจารณาให้ดีจะพบว่า สาเหตุแห่งความทุกข์ที่แท้ก็คือ ความยึดติดนี้เอง เราสามารถเห็นสมุทัยได้เวลามีความทุกข์ใจเกิดขึ้น มองในแง่นี้ความทุกข์ก็สามารถสอนธรรมหรือเปิดเผยให้เราเห็นธรรมได้

พูดอีกอย่างก็คือ ความทุกข์ รวมทั้ง ความโกรธ สามารถเป็นอาจารย์ให้แก่เราได้  ความเจ็บ ความป่วย ความตายก็เช่นกัน  เป็นอาจารย์ที่สอนธรรมให้แก่เรา  คือสอนเรื่องอนิจจัง ทุกขัง และถ้ามีสติ หันกลับมาดูใจบ่อยๆ จะเห็นความจริงอีกข้อหนึ่ง คืออนัตตา ด้วย เพราะไม่มีอะไรที่เป็นเรา เป็นของเราเลย ถ้ามีปัญญาจนเห็นว่าร่างกายและใจก็ไม่ใช่เรา เวลาเจ็บป่วยแล้วเรารู้สึกทุกข์ก็เพราะยึดว่ามีตัวมีตน คือสำคัญมั่นหมายฉันป่วย แต่ถ้ามีสติ และมีปัญญา ก็จะเห็นว่า ที่ป่วยนั้นคือกายป่วย ไม่ใช่เราป่วย ไม่ใช่เราป่วย ที่แก่คือกายแก่ ไม่ใช่เราแก่ ที่ตายเป็นกายที่สลายไป ไม่ใช่เราตาย เพราะว่าไม่มีตัวฉันที่เจ็บ ไม่มีตัวฉันที่ตาย เมื่อมีปัญญารู้เช่นนี้ ใจก็จะอยู่เหนือความแก่ ความเจ็บ ความตายได้ คือไม่ทุกข์ แต่ก็มีบางท่านปล่อยวางได้เพราะมีปัญญาเห็นแจ่มแจ้งว่า สังขารนี้เป็นทุกข์ ไม่น่ายึดน่าถือเลย

ในพุทธประวัติมีเรื่องราวของพระสาวกหลายท่านที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ในขณะที่เจ็บป่วย มีทุกขเวทนาบีบคั้นมาก เช่น พระเจ้าสุทโธทนะ อีกท่านที่เรารู้จักดี คือพระติสสะ ซึ่งเป็นที่มาของตำนานของบังสุกุลเป็น เรื่องราวของท่านมีอยู่ว่า ท่านอาพาธมีแผลพุพองเต็มตัว หนองไหล ส่งกลิ่นเหม็น จนกระทั่งพระด้วยกันก็ดูแลไม่ไหว ท่านถูกทิ้งให้นอนจมกองหนอง อุจจาระ ปัสสาวะ เป็นที่น่าเวทนามาก พระพุทธเจ้าก็เสด็จมาดูแลพระติสสะ ทรงทำความสะอาด เช็ดร่างกาย เอาจีวรมาซัก มาต้ม ด้วยพระองค์เอง ส่วนพระติสสะนั้นพอพระพุทธเจ้ามาช่วยดูแล จิตใจก็สบายขึ้นแต่ทุกขเวทนายังบีบคั้นเหมือนเดิม  หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ตรัสเป็นคาถา เป็นที่มาของบังสุกุลเป็น ว่า

อะจิรัง วะตะยัง กาโย       ปะฐะวิงอะธิเสสสะติ
ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ นิรัดถัง วะ กะลิงคะรังฯ

ร่างกายนี้ไม่เที่ยง เมื่อปราศจากวิญญาณ ก็ล้มนอนทับแผ่นดิน เหมือนกับท่อนไม้ หาประโยชน์มิได้

พระติสสะพิจารณาตามจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ขณะเดียวกับที่หมดลม   การที่ท่านบรรลุธรรมได้ก็เพราะเห็นแจ่มแจ้งว่าสังขารนี้เป็นทุกข์เหลือเกิน ไม่น่ายึดถือเลย เมื่อเห็นเช่นนี้ใจก็ปล่อยวางสังขารอย่างสิ้นเชิง

ความแก่ ความเจ็บ ความตาย คือความทุกข์นั้นเป็นอาจารย์ที่สามารถกระตุ้นให้เราเลิกยึดติดและหันมาปล่อยวาง ซึ่งนำเราไปสู่ความโปร่ง ความเบา ความเป็นอิสระ หรือนิโรธ ได้ เพราะฉะนั้นการที่เรามีสติรู้เท่าทันและมีปัญญาเห็นความจริงคือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ตามลำดับ เป็นสิ่งสำคัญมากในการช่วยให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ แม้อยู่ท่ามกลางความทุกข์ ท่ามกลางความแปรปรวน ความผันผวน แต่ไม่ทุกข์ เพราะทั้งหมดนี้เป็นเพียงอาการที่เกิดขึ้นกับกาย เกิดขึ้นกับสิ่งนอกตัว แต่ไม่กระเทือนถึงใจ ใจไม่ทุกข์ไปด้วย

เรื่องความจริงของชีวิตที่กล่าวมา ถ้าเราจับหลักได้และปฏิบัติให้ถูก แม้ต้องเจอกับความผันผวนปรวนแปรในชีวิต ก็สามารถที่จะยกจิตให้เหนือความทุกข์ได้ สามารถอยู่ในโลกนี้ด้วยใจที่ปกติ  เรียกว่าเจอทุกข์แต่ไม่เป็นทุกข์

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved