หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมมาตา > แก้ทุกข์ที่ใจ
กลับหน้าแรก
 

ธรรมมาตา
แก้ทุกข์ที่ใจ

พระไพศาล วิสาโล

 

เมื่อเช้าบิณฑบาตผ่านบ้านโยมคนหนึ่ง มีเด็กน้อยถือไม้ทำเป็นปืนยาวเล็งมาที่พระ พอพระเดินผ่านก็เล็งอย่างบรรจงแล้วยิงปุ้งๆ คงหวังจะให้พระล้มไปทีละรูปสองรูป อาตมาเห็นก็หัวเราะ เสร็จแล้วอดไม่ได้ที่จะคิดต่อไปอีกว่าเวลามีคนมาด่าว่าเรา พูดจาไม่ดีกับเรา หรือยิ่งกว่านั้นก็คือ เอาปืนหรือก้อนหินมาทำร้าย ถ้าเรารู้สึกขำขันหรือไม่ถือสาแบบนั้นบ้าง เราก็คงจะมีความสุขนะ ที่จริงพระพุทธองค์ก็ทรงแนะนำให้เรามีท่าทีอย่างนั้นเวลามีคนมาต่อว่าหรือทำร้าย มีคราวหนึ่งตรัสว่า “ถ้ามีใครทำร้ายเธอด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ด้วยท่อนไม้ หรือด้วยศาสตรา เธอพึงตระหนักอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรผัน เราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ เราจักเป็นผู้มีความเอ็นดูเกื้อกูล มีเมตตาจิต ไม่มีโทษอยู่ภายใน” แม้กระทั่งเวลามีโจรมาทำร้ายด้วยการเลื่อยร่างกายหรืออวัยวะของเรา พระองค์ก็ทรงแนะให้พระสาวกทำใจอย่างนั้นเช่นกัน พระองค์ถึงกับตรัสว่าหากใครมีจิตคิดร้ายต่อโจรเหล่านั้น ก็ไม่ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระองค์

อันที่จริงอย่าว่าแต่มาทำร้ายเราเลย เพียงแค่เขาทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามกับเรา หรือแสดงความไม่เคารพเรา แล้วเราสามารถหัวเราะหรือนึกขำอยู่ในใจ เหมือนกับที่เราหัวเราะเด็กคนนั้น ก็ดีไม่น้อย แต่แม้เพียงแค่นั้น หลายคนก็ยังทำไม่ได้ อย่างบางคนถ้าเห็นเด็กทำท่าเล็งปืนมาที่ตัวเองอย่างนั้น เขาอาจไม่พอใจ ถ้าถือตัวถือตนหน่อยเขาก็อาจคิดขึ้นมาในใจว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ทำอย่างนี้กับเราซึ่งเป็นพระได้ยังไง เห็นเราเป็นตัวตลกหรือยังไง บางทีถึงกับไม่พอใจไปถึงพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายของเด็กว่า ทำไมไม่สั่งสอนลูกหลานของตัวบ้าง ถ้าใครคิดแบบนี้รับรองเป็นทุกข์ทันที เพราะโดนความโกรธเล่นงาน พอโกรธแล้วก็ต้องด่าว่าเด็กคนนั้น แล้วตำหนิเลยไปถึงพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเขา ทางโน้นก็คงไม่พอใจ ตอบโต้กลับมา กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตได้ง่ายๆ

ในกรณีแบบนี้ความทุกข์เกิดขึ้นได้เพราะอะไร มันเกิดขึ้นเพราะเด็กทำท่าทำทางอย่างนั้นหรือเปล่า ไม่ใช่หรอก แต่เป็นเพราะความคิดความปรุงแต่งของคนๆ นั้นต่างหาก เช่นปรุงแต่งไปว่าเด็กคนนี้ไม่เคารพเราเด็กคนนี้นิสัยหยาบกร้าน นอกจากไม่ไหว้เราแล้วยังจะเอาปืนมายิงเราอีก เป็นเด็กเป็นเล็กทำอย่างนี้ได้ยังไง ถ้าคิดแบบนี้ก็ต้องทุกข์สถานเดียว ขอให้สังเกตว่าที่ปรุงแต่งมาทั้งหมดนี้มันมี ‘เรา’ หรือตัวฉันเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้นเลย ไม่ได้เกี่ยวข้องธรรมดา แต่เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวที่ปรุงแต่ง คือเป็นเราที่ไม่ได้รับการเคารพ เป็นเราที่ถูกเด็กกระทำ นั่นก็คือมีตัวฉันเป็นผู้รับแรงกระทบ ฉันก็เลยกระเทือน พูดอีกอย่างคือมีการปรุงแต่งตัวตนเข้ามารับแรงกระทบนั้น ความทุกข์ก็เลยเกิดขึ้นตามมา ตัวตนที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมานั้นเราเรียกว่าเกิดภพชาติขึ้นมา ทำให้เกิดความสำคัญมั่นหมายว่ากูเป็นพระ มึงเป็นเด็ก มึงไม่เคารพกู เมื่อมีตัวกูขึ้นมา ความทุกข์ก็เกิดขึ้นคือมีตัวกูเป็นผู้ทุกข์

ขอให้พิจารณาดูให้ดี การกระทำของเด็กไม่ใช่เป็นตัวการให้เกิดทุกข์ แต่ความคิดปรุงแต่งหรือปฏิกิริยาของเราเมื่อเห็นการกระทำของเด็กต่างหากที่ทำให้เกิดทุกข์ ถ้าเราคิดหรือมีมองไปอีกแบบหนึ่ง เช่น มองว่าเด็กเขาเล่นไปตามประสาของเด็ก เด็กกำลังเห่อของเล่นชิ้นใหม่ เด็กยังไม่ประสีประสา ฯลฯ ถ้าเรามองแบบนี้ก็คงอดยิ้มไม่ได้ในความไร้เดียงสาของเด็ก จะเห็นได้ว่าภาพอย่างเดียวกัน การกระทำอย่างเดียวกัน สามารถนำไปสู่ผลที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้เห็น สามารถกระตุ้นให้โกรธหรือเรียกร้อยยิ้มก็ได้ทั้งนั้น สุขหรือทุกข์จึงไม่ได้มาจากไหน แต่อยู่ที่การคิดหรือการปรุงแต่งในใจเรา หรือขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาในใจเราเมื่อเห็น เมื่อได้ยิน หรือรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น เรียกรวมๆ ว่าขึ้นอยู่กับท่าทีของเราก็ได้

มันก็เหมือนกับเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เข้ามาในร่างกาย มีหลายชนิดที่ไม่มีพิษร้ายอะไร แต่ภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดมีปฏิกิริยาแบบตื่นเต้นตูมตามมากเกินไปจนทำให้เจ้าของร่างกายช็อคได้ ที่เขาช็อคไม่ใช่เป็นเพราะพิษของแบคทีเรียหรือไวรัส แต่เป็นเพราะภูมิคุ้มกันของเขาไปมีปฏิกิริยาเกินเหตุ เช่น ไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หรือทำให้กล้ามเนื้อบีบรัดมากขึ้น หรือทำให้มีการอักเสบมากขึ้น ตัวการที่ทำให้ช็อคล้วนเกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายเราล้วนๆ มันตั้งใจที่จะกำจัดแบคทีเรียหรือไวรัส แต่มันทำเกินเหตุ ปฏิกิริยาจากภูมิคุ้มกันในร่างกายบางครั้งก็รุนแรงขนาดไปทำลายเนื้อเยื่อตามอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด จนทำให้เจ้าตัวล้มป่วยถึงตายก็มี ตัวเชื้อโรคจริงๆ ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายขนาดนั้น

เปรียบไปก็เหมือนกับวัยรุ่นบางคนที่เป็นสิว สิวไม่ได้เป็นอันตรายกับตัวเขาเลย แต่เป็นเพราะเขาไม่ชอบสิว ทนเห็นสิวบนหน้าตัวเองไม่ได้ บางคนมีสิวไม่กี่เม็ดก็กลุ้มอกกลุ้มใจจนฆ่าตัวตาย ถามว่าสิวเป็นตัวการที่ทำให้ทุกข์หรือเปล่า ก็ไม่ใช่ สิ่งที่ทำให้ทุกข์จริงๆ ก็คือความรู้สึกรังเกียจสิว เห็นสิวเป็นตัวเลวร้ายน่ารังเกียจที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนขี้เหร่ หรือเป็นขี้ปากของเพื่อนๆ ทั้งหมดนี้ก็คือการปรุงแต่งในใจนั่นเอง พอปรุงแต่งแล้วก็ไปเอาจริงกับมัน ไปไหนมาไหน ก็คิดเป็นตุเป็นตะว่าผู้คนกำลังจับจ้องมองสิวบนหน้าตัวเอง ทั้งที่คนเหล่นั้นไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นเลย แต่เจ้าตัวไปคิดเอาเองว่าฉันขี้ริ้วขี้เหร่ เป็นที่เพ่งเล็งของคนต่างๆ รอบข้าง ก็เกิดความรู้สึกอับอาย น้อยเนื้อต่ำใจ หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับเรื่องนี้จนทนไม่ไหว เลยคิดสั้น นี่เป็นเพราะใจเรามีปฏิกิริยาเกินเหตุ จะไปโทษเม็ดสิวไม่ได้ มันก็เป็นแค่เหตุปัจจัยเล็กๆ เรื่องอย่างนี้เราไม่ค่อยไตร่ตรองเท่าไร ชอบไปโทษสิ่งภายนอกว่าเป็นสาเหตุ แล้วคิดจะไปจัดการกับสิ่งภายนอก แต่กลับลืมดูใจของตนเอง ความทุกข์มันก็เลยเล่นงานเรา เพราะไม่ได้จัดการกับสาเหตุที่แท้จริง ได้แก่การปรุงแต่งในใจ

การพยายามแก้ทุกข์ด้วยการไปจัดการกับสิ่งภายนอก นอกจากจะแก้ทุกข์ไม่ได้จริงแล้ว ยังอาจเพิ่มทุกข์ขึ้นอีก เหมือนกับคนที่คิดว่าตัวเองอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน เป็นทุกข์กับมันมาก ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้อ้วนเท่าไร แต่พอคิดว่าฉันอ้วนๆ ก็เลยทนตัวเองไม่ได้ ทีนี้ก็ไปแก้ปัญหาด้วยการกินยาลดความอ้วน แต่กินยาผิดขนาน นอกจากความอ้วนจะไม่ลดแล้ว ร่างกายกลับย่ำแย่กว่าเดิม บางทีจิตใจก็แปรปรวนเพราะยามันไปรบกวนการทำงานของสมอง กลายเป็นว่าความทุกข์กลับเพิ่มขึ้น มีบางคนที่ถึงกับฆ่าตัวตายเพราะอาการประสาทกำเริบ

บ่อยครั้งวิธีที่เราใช้แก้ปัญหามันกลับทำให้ปัญหาหนักกว่าเดิม หรือกลายเป็นปัญหาใหม่ที่ร้ายแรงกว่าปัญหาเดิม อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยเล่าเรื่องเด็กกลืนสตางค์แดงติดคอ แม่รู้เข้าก็ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก พอดีแม่นึกขึ้นมาได้ว่าน้ำกรดมันกัดโลหะได้ ก็เลยไปเอาน้ำกรดมากรอกปากเด็ก สตางค์ติดคอเด็กคือตัวปัญหา ถามว่า การเอาน้ำกรดกรอกปากเด็กแก้ปัญหาสตางค์ติดคอได้ไหม แก้ได้ แต่มันกลับทำให้เด็กอาการหนักกว่าเดิม สตางค์หลุดเข้าไปในคอก็จริง แต่ว่าเด็กกลับตายเพราะน้ำกรด เวลาเราเจอปัญหา ถ้าเราไม่ระวัง วิธีการที่เราใช้แก้ปัญหากลับกลายเป็นตัวปัญหาเสียเอง หรือสร้างปัญหาที่หนักกว่าเดิม

บางคนเป็นโรคนิดๆ หน่อยๆ แต่ไปกินยาหรือใช้วิธีรักษาบางอย่าง ซึ่งแม้จะรักษาโรคนั้นได้ แต่กลับทำให้เป็นโรคใหม่ที่หนักกว่าเดิม บางคนเป็นมะเร็ง ก็ทุกข์มากอยู่แล้ว แต่พอไปรักษาด้วยวิธีการบางอย่าง เช่น ฉายแสงบ้าง เคมีบำบัดบ้าง กลับมีผลข้างเคียงที่ทำให้อาการย่ำแย่กว่าเดิมก็มี จนน่าสงสัยว่าอะไรคือตัวปัญหามากกว่ากัน ระหว่างก้อนมะเร็งกับวิธีการรักษา บางคนทุกข์หนักกว่าเดิมเพราะวิธีการรักษา โรคมะเร็งถ้าหากวางใจให้เป็น เกี่ยวข้องกับมันให้ถูก ก็อยู่กับมันได้ ไม่ทุกข์ร้อนมากนัก มีเพื่อนหลายคนที่บอกว่าอยู่ร่วมกับมันได้อย่างสันติ ก้อนมะเร็งยังมีอยู่แต่มันระงับไปชั่วคราว ไม่ใช่เพราะเคมีบำบัดหรือฉายแสง แต่เป็นเพราะว่ากินอาหารอย่างได้สมดุล ออกกำลังกาย และรักษาใจไม่ให้เครียด ทำให้เกิดสมดุลระหว่างกายกับใจ มะเร็งก็ไม่ลุกลาม มันยังอยู่ในร่างกายแต่เจ้าตัวไม่ทุกข์ร้อนอะไร ถือว่าต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไป ยอมรับมันได้

ถ้ายอมรับมันไม่ได้ก็เกิดความวิตกกังวล กลุ้มอกกลุ้มใจ จนกระทั่งทำอะไรไม่ถูก ถึงกับกินไม่ได้นอน ไม่หลับ ซึมเศร้าทั้งวัน ถามว่าอาการซึมเศร้า กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นผลจากก้อนมะเร็งในตัวหรือเปล่า หรือเป็นเพราะจิตใจเราที่วิตกกังวลเกินเหตุ ปรุงแต่งต่างๆ นานา ว่าฉันต้องตายแน่ แล้วใครจะดูแลลูกของฉัน แล้วกิจการของฉันล่ะ แล้วถ้าฉันป่วยหนักใครจะมาดูแลฉัน ฉันจะต้องตายคนเดียวหรือเปล่า พอคิดปรุงแต่งตีตนไปก่อนไข้อย่างนี้ ก็ต้องทุกข์แน่นอน อาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลจากก้อนมะเร็ง แต่เกิดจากจิตใจของเจ้าตัวเอง นี่เป็นเรื่องที่ต้องแยกแยะกันให้ได้

พระพุทธองค์ตรัสว่า “เมื่อมือไม่มีแผล บุคคลย่อมจับต้องยาพิษได้ ยาพิษไม่สามารถทำอันตรายได้” แต่ถ้ามือมีแผล จับต้องยาพิษเมื่อใดก็อาจเป็นอันตรายถึงตาย หมายความว่าสิ่งภายนอกทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าหากเราเองไม่เปิดช่องให้มัน ดังนั้นจะไปโทษปัจจัยภายนอกไม่ได้ แต่ต้องดูที่ตัวเราเองด้วย ปัจจัยภายนอกอาจหมายถึง เพื่อนร่วมงาน ดินฟ้าอากาศ ทรัพย์สินเงินทอง ไปจนถึงโรคภัยไข้เจ็บก็ได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราทุกข์หรือไม่ขึ้นอยู่ที่ใจของเราว่าเปิดช่องให้มันหรือเปล่า หรือไปซ้ำเติมผสมโรงให้เป็นทุกข์หนักกว่าเดิมหรือเปล่า

ที่จริงต้องขยายเพิ่มเติมด้วยว่า อย่าว่าแต่ยาพิษเลย แม้สิ่งที่ไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่ถ้าเราเองตื่นเต้นตูมตามหรือมีปฏิกิริยาเกินเหตุ ก็ทำให้เราทุกข์หนักได้เหมือนกัน อย่างคนบางคนเจอเกสรดอกไม้ เจอฝุ่นธรรมดา ก็ป่วยแล้ว ที่ป่วยไม่ใช่เพราะเกสรหรือฝุ่น เพราะมันไม่มีพิษภัยอะไร แต่เป็นเพราะปฏิกิริยาในร่ากายของเรามันตื่นตัวเกินเหตุ เลยเกิดอาการแพ้ จนล้มป่วย ก็เหมือนกับตัวอย่างเมื่อกี้ สิวจะทำให้เราทุกข์จนกินไม่ได้นอนไม่หลับหรือไม่ อยู่ที่ใจของเรา ไม่ได้อยู่ที่เม็ดสิว การที่เราปฏิเสธ ไม่พอใจ หมกมุ่นครุ่นคิดกับมัน ก็คือตัวการที่ทำให้เกิดทุกข์

อย่าว่าแต่ยาพิษ หรือสิ่งที่ไม่มีพิษมีภัยอะไร แม้แต่สิ่งดีๆ ที่ใครๆ ก็อยากได้ เช่น เงินทอง โชคลาภ ชื่อเสียง ความสะดวกสบาย ถ้าเราเกี่ยวข้องกับมันไม่เป็นก็กลายเป็นโทษได้ เช่น เพลิดเพลินกับมันจนลืมตัว กลายเป็นคนหยิบโหย่ง ประมาทมัวเมา หรือหลงใหลในอบายมุข จนเสียผู้เสียคน อย่างที่เรามักเห็นได้จากคนที่รวยเพราะขายที่ได้หรือเพราะถูกรางวัลที่ ๑ หรือที่ใครๆ เรียกว่า ‘สามล้อถูกหวย’ แม้กระทั่งนักกีฬาที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกหลายคนได้เงินเป็นสิบ ๆ ล้านบาท แต่สุดท้ายก็กลับเป็นหนี้เป็นสิน เสียผู้เสียคนไป

จะว่าไปแล้ว แม้แต่สิ่งที่ประเสริฐ เช่นชีวิตพรหมจรรย์ หรือสมณเพศ ก็อาจกลายเป็นโทษได้หากเราวางใจไม่ถูก มีพุทธพจน์ว่า “หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดีย่อมบาดมือฉันใด ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดีย่อมฉุดลงนรกได้ฉันนั้น” ที่ฉุดลงนรกก็เพราะไปเพลิดเพลินกับลาภสักการะ ก็เลยใช้เพศสมณะในทางหลอกลวงต้มตุ๋นผู้คน อวดอ้างคุณวิเศษที่เรียกว่าอุตตริมนุสสธรรมโดยไม่มีในตนบ้าง เอาไสยศาสตร์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาล่อให้คนหลงบ้าง คนที่ทำเช่นนี้ถ้าเป็นสมณะย่อมได้รับโทษหนัก ที่จริงไม่ต้องถึงกับไปต้มตุ๋นผู้คนก็ได้ เพียงแค่ไปยึดติดกับข้อวัตรหรือระเบียบวินัยจนเป็นทุกข์ เพราะทำอะไรก็รู้สึกผิดไปหมด มีราคะเกิดขึ้นในใจ ก็เป็นทุกข์ว่าเป็นพระทำไมถึงคิดอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่มันเป็นธรรมดาของจิตที่เป็นอนัตตา ควบคุมไม่ได้ เมื่อมันเกิดขึ้น ก็รู้ว่ามันเกิด แต่อย่าไปเพลินกับมัน และไม่ต้องไปตีอกชกหัวตัวเอง ขืนทำอย่างนั้นใจก็เหมือนกับตกนรกแล้ว

ขนาดชีวิตที่สูงส่ง เช่น สมณเพศ หรือชีวิตพรหมจรรย์ ถ้าเกี่ยวข้องกับมันไม่เป็นก็ลงนรกหรือรุ่มร้อนใจได้ นับประสาอะไรกับเงินทอง หรือความสะดวกสบาย ถ้าเกี่ยวข้องกับมันไม่เป็นก็เดือดร้อน มีพุทธพจน์ตรัสอีกว่า “โภคทรัพย์เป็นของเผ็ดร้อน ย่อมทำลายผู้มีปัญญาทราม แต่ทำอะไรผู้ที่มีปัญญาไม่ได้” ผู้ที่มีปัญญาคือผู้ที่รู้เท่าทันหรือเห็นโทษของโภคทรัพย์ จึงไม่ประมาทเวลาเกี่ยวข้องกับมัน ก็เปรียบเสมือนมือที่ไม่มีแผล จับต้องยาพิษได้โดยไม่เป็นอันตราย โภคทรัพย์บางทีก็ไม่ต่างจากยาพิษ แม้จะมีโทษ แต่เราก็จับต้องมันได้หากมือไม่มีแผล หมายถึงใจมีสติและปัญญาเป็นเครื่องรักษา

หลวงพ่อท่านหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่าลิงมีนิสัยอย่างหนึ่งเกลียดกะปิมาก ใครเอากะปิไปถูกตัวมันหรือหลอกให้มันจับกะปิ มันจะเอามือถูกับพื้น ถูแล้วถูอีก แล้วก็เอามือมาดมว่ากะปิหายไปแล้วยัง ถ้าไม่หายก็ถูต่อ ถูจนเลือดไหลซิบๆ แต่ก็ไม่หยุดถูหากกลิ่นกะปิยังมีอยู่ ดูแล้วน่าสงสาร ถามว่าที่เลือดไหลเป็นเพราะกะปิหรือเป็นเพราะความเกลียดกะปิของลิง กะปิมีกลิ่นแรงก็จริง แต่ก็ไม่มีทางทำให้ใครเลือดไหลได้ ที่ลิงเลือดไหลก็เพราะเอามือไปถูกับพื้นต่างหาก และที่ถูก็เพราะเกลียดกะปินั่นเอง เห็นไหมว่า ความเกลียดกะปิมันทำให้ลิงเป็นทุกข์ยิ่งกว่ากะปิด้วยซ้ำ พูดอีกอย่างคือกะปิไม่ทำให้ทุกข์มากเท่ากับใจที่เกลียดกะปิ ยิ่งเอามือไปถูมันจนเลือดไหล ก็เท่ากับชี้ว่า วิธีแก้ปัญหาบางครั้งก็เลวร้ายกว่าตัวปัญหาเสียอีก

กะปิไม่ใช่ปัญหา ความเกลียดกะปิต่างหากที่เป็นปัญหา ในทำนองเดียวกัน คำตำหนิ ความเจ็บป่วย ความสูญเสียพลัดพราก ก็ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ใจที่ไม่ยอมรับความจริง ปฏิเสธ ต่อต้านขัดขืนสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นตัวปัญหา เราสังเกตอีกไหมว่า ทั้งๆ ที่ลิงเกลียดกะปิมาก แต่พอเอามือถูพื้นแล้ว มันอดไม่ได้ที่จะดมกะปิที่มือ ยิ่งเกลียด ก็ยิ่งดม อย่างนี้เรียกว่าติดยึด เราไม่ได้ติดยึดกับสิ่งที่ชอบเท่านั้น สิ่งที่ไม่ชอบเราก็ติดยึดและไม่ยอมวางเช่นกัน

ความชังก็เป็นความติดยึดแบบหนึ่ง เราชังสิ่งใดเราก็ชอบครุ่นคิดถึงสิ่งนั้น เราโกรธใครก็ชอบคิดถึงคนนั้น ยิ่งเกลียด ก็ยิ่งนึกถึงเขา กินก็คิด นอนก็คิด ใครมาบอกให้ลืมก็ไม่ยอม ใครมาบอกให้ให้อภัย ก็ไม่ยอม ทั้งๆ ที่ใจก็อยากจะผลักไสออก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอามาครุ่นคิด จนกระทั่งกินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นการติดยึดที่รุนแรงยิ่งกว่าการยึดติดคนรักหรือของที่ถูกใจเราเสียอีก ของที่เราชอบเราไม่ค่อยเก็บเอามาคิดทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ของที่เราเกลียดเรากลับผูกจิตไว้กับมันอย่างแนบแน่นไม่วางไม่คลาย ความยึดติดนี้พุทธศาสนาเรียกว่าอุปาทาน เป็นตัวการแห่งทุกข์ นำไปสู่ความทุกข์ และเป็นตัวทุกข์ด้วย

คำว่าทุกข์ในพุทธศาสนา บางทีก็แปลว่าความไม่สบายกายไม่สบายใจ บางทีก็หมายถึงสภาวะทุกข์ สภาวะที่ขัดแย้ง หรืออยู่ภายใต้การบีบคั้น อย่างที่ในบทสวดมนต์มีตอนหนึ่งว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ หมายความว่าขันธ์ ๕ นั้นตัวมันเองเป็นทุกข์ อยู่ในภาวะที่ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา นอกจากไม่เที่ยงและเสื่อมแล้ว ยังนำไปสู่ความทุกข์ด้วยหากเราไปยึดติดมัน อุปาทานนั้นทำให้จิตเราไม่ยอมรับความเป็นจริง แต่จะพยายามเข้าไปบงการสิ่งต่างๆ ถ้าชอบก็อยากได้ไว้ในครอบครอง ถ้าไม่ชอบก็อยากผลักไส ทำลายมัน แต่ถ้ามันยังอยู่ดี สบายดี เราก็ยิ่งโมโห เกิดโทสะ และเป็นทุกข์ พยายามครุ่นคิดหาทางผลักไสมันให้หนักขึ้น ก็เลยทุกข์หนักกว่าเดิม

เพราะฉะนั้นเวลาเรามีความทุกข์ แทนที่จะไปโทษสิ่งนอกตัว เราควรย้อนกลับมาดูตัวเองว่าเป็นเพราะเราไปยึดติดกับมัน จนทำให้เกิดปฏิกิริยาเกินเหตุหรือเปล่า เพื่อนร่วมงานอาจพูดถึงเราด้วยความรู้สึกธรรมดา แต่เราไปคิดปรุงแต่งว่าเขาไม่พอใจเรา เขาไม่ทักเรา เราก็ไปคิดว่าเขาโกรธเรา ทั้งๆ ที่เขาอาจมองไม่เห็นเราก็ได้ หรือเขาอาจกำลังมีความทุกข์อยู่ในใจก็ได้ ถ้าเราหันมามองตัวเองบ้าง เราก็อาจพบว่าปัญหาอยู่ที่ใจของเราเองที่ปรุงแต่งเกินเหตุ

คนที่แพ้เกสรดอกไม้ หรือแพ้ฝุ่นละอง วิธีแก้ก็คือกินยาเพื่อกดภูมิคุ้มกัน หรือทำให้มันปราดเปรียวว่องไวน้อยลง หรือทำให้ประสาทตื่นตัวช้าลง นั่นเป็นเรื่องของกาย แต่ในเรื่องของจิตใจ สิ่งที่ทำให้ใจหายตื่นเต้นตูมตามหรือมีปฏิกิริยาเกินเหตุก็คือสติ เราแพ้อะไร เรากลัวอะไร เราไปติดยึดกับอะไรจนเกินเหตุ ก็ต้องจัดการด้วยการมีสติให้มากๆ ไม่มีอะไรที่จะดีกว่าสติ สติช่วยให้ใจนิ่งลง ปล่อยวางได้มากขึ้น ไม่วิตกกับสิ่ง
ต่างๆ จนเกินเหตุ แม้จะเกิดโทสะ แต่เมื่อมีสติ ก็จะวางมันลงได้ แทนที่จะปรุงแต่งไปในทางที่ทิ่มแทงทำร้ายตัวเอง ก็วางใจเป็นกลาง ๆ เห็นมันเป็นธรรมดา หรือเป็นเช่นนั้นเอง ใครตำหนิ แทนที่จะโกรธ สติก็ช่วยให้ใจไม่โกรธง่ายๆ ปล่อยวางได้เร็วขึ้น นอกจากทำให้ใจนิ่งได้แล้ว ยังช่วยให้มองในทางบวกได้ด้วย เช่น มองว่าที่เขาตำหนิก็ดีนะ ทำให้เราเห็นในสิ่งที่มองข้ามไป มีคนบอกว่าปรปักษ์หรือศัตรูมีประโยชน์ตรงที่ช่วยให้เราเห็นความจริงอีกด้านหนึ่งของเราที่เพื่อนๆ ไม่เคยบอกเรา มองแง่นี้เราก็ได้ประโยชน์จากศัตรู จึงไม่ควรรังเกียจ ผลักไส หรือปิดหูปิดใจไม่รับฟังเขา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved