หน้ารวมบทความ
   บทความ > คมชัดลึก > วางใจเป็น ก็ไม่เป็นทุกข์
กลับหน้าแรก

วางใจเป็น ก็ไม่เป็นทุกข์

พระไพศาล วิสาโล
หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก
ประจำวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๗
ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒

คนเรามักเป็นทุกข์เพราะยึดติดในอดีตกับอนาคต ยึดติดในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เช่น ทรัพย์สมบัติที่สูญหายไป ถ้ายังห่วงหาอาลัยอยู่ เราก็ทุกข์ ส่วนสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เช่น สิ่งที่คนอื่นมีแต่เรายังไม่มี แต่ถ้าอยากจะมีอย่างเขาบ้าง  เราก็ทุกข์

การยึดติดในอดีตกับอนาคต กับการยอมรับกับปัจจุบันไม่ได้ นี่คือรากเหง้าความทุกข์ของผู้คน  อดีตก็ผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตยังไม่มาถึง อดีตนั้นอาจจะหมายถึงสิ่งดี ๆ ที่เรารักและหวงแหนก็ได้ พอเราสูญเสียมันไป ถ้ายังครุ่นคิดถึงมัน เราก็เป็นทุกข์  แต่ถึงแม้จะเป็นอดีตที่ไม่ดี เช่นการกระทำของใครบางคนที่ทำให้เราเจ็บปวด คำต่อว่าด่าทอของเขา แม้จะผ่านไปเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน หรือเป็นปี ถ้าเรายังวางไม่ได้ ยังคิดถึงมันอยู่ เราก็ทุกข์ใช่ไหม ผู้คนทุกข์เพราะเหตุนี้ก็เยอะ

ในทำนองเดียวกัน อนาคตหรือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ก็มีทั้งที่ดีและไม่ดี  สิ่งดีที่คนอื่นมีแต่เรายังไม่มี ถ้าเราครุ่นคิดถึงมัน อยากได้เหลือเกิน เราก็เป็นทุกข์ ส่วนสิ่งที่ไม่ดี  ยังไม่เกิดขึ้นกับเรา แต่เรากลัวว่าจะเกิดขึ้นกับเรา เราก็ทุกข์เช่นกัน  เช่น กลัวว่าจะตกงาน กังวลว่าลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ กลัวว่าลูกจะสมัครงานเข้างานไม่ได้   ลูกยังไม่ทันสอบหรือสมัครงานเลย ก็นึกไปแล้วว่าเขาจะสอบหรือสมัครไม่ได้  พอคิดแบบนี้ก็ทุกข์ใจทันที บางคนก็กลัวหมอวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ยังไม่ทันไปหาหมอ หรือยังไม่ทันจะรู้ผลเลยก็ทุกข์เสียแล้ว

ถ้าหากว่าเราลองเปลี่ยนจากการยึดติดอดีตหรืออนาคต  มาเป็นปล่อยวางอดีตกับอนาคต อดีตผ่านไปแล้วก็ปล่อยไปเสีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจก็ปล่อยวาง ส่วนอนาคตยังไม่มาถึง ก็ไม่เอามาวิตกกังวล ปล่อยวางไว้ก่อน มาถึงแล้วค่อยว่ากัน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ การยอมรับปัจจุบัน ถ้าททำอย่างนี้ได้ชีวิตเราจะเบาเยอะเลย

ฉะนั้นการปล่อยวางอดีตกับอนาคตจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วใจของเราชอบแล่นเข้าไปหาอดีตหรือลอยไปหาอนาคตอยู่เป็นประจำ  ก็เลยมีเรื่องทุกข์ใจอยู่ไม่หยุดหย่อน   ถ้าอยากให้ใจสดชื่นเบิกบานต้องรู้จักปล่อยวางอดีตกับอนาคตให้ได้ การเจริญสติสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เรารู้ทันความรู้สึกนึกคิด เวลาที่มันจมหายไปในอดีตกับอนาคต ขณะเดียวกันสติก็จะช่วยให้เรายอมรับปัจจุบันได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ยอมรับมัน ยอมรับในที่นี้ไม่ได้หมายถึงยอมจำนน ยอมแพ้ แต่หมายถึงว่า ไม่บ่นไม่ตีโพยตีพายเมื่อเจออะไรก็ตาม ยอมรับว่าเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องเกี่ยวข้องกับมันให้ถูกต้อง เช่นเวลาเราเจ็บป่วย   เราก็ยอมรับว่าตอนนี้ไม่สบาย ไม่ตีโพยตีพาย  ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รักษา  การรักษาเยียวยาร่างกายเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่จะทำอย่างนั้นได้ดี ก็ต้องยอมรับความจริงเสียก่อน ไม่บ่นไม่โวยวาย

อะไรก็ตามเกิดขึ้นแล้ว เราไม่ยอมรับมัน  สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ใจจะดิ้น จะผลักไส  ความทุกข์ก็มาทันที จิตที่ดิ้นคือจิตที่เป็นทุกข์  ความทุกข์เกิดจากการดิ้นรนผลักไสของจิต ดิ้นเพราะ ๑)อยากได้อยากมีเหมือนคนอื่นเขา หรือ ๒) ดิ้นเพราะเพราะไม่ชอบสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย  งานการ ดิน ฟ้า อากาศ หรือรถติด มันดิ้น มันไม่ชอบ ก็เลยเป็นทุกข์

การยอมรับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ปฏิเสธผลักไสมัน ไม่บ่นตีโพยตีพาย เกิดขึ้นได้เพราะอะไร  ก็เพราะ ๑ เราเห็นว่ามันเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดาของโลก เช่น เวลาเราประสบความล้มเหลวในการทำงาน เกิดอุปสรรคขึ้นมา ถ้าเราเข้าใจความจริงว่าอุปสรรคเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ว่าทำอะไรก็มีอุปสรรคทั้งนั้น หรือเห็นว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นธรรมดาของการทำงาน ทำอะไรแล้วไม่มีทางล้มเหลวเลย ก็เป็นไปไม่ได้ เหมือนกับเล่นกีฬา จะเป็นฝ่ายชนะฝ่ายเดียวก็เป็นไปไม่ได้ นักกีฬาต้องรู้แพ้รู้ชนะ คือรู้ว่าชัยชนะกับความพ่ายแพ้ เป็นของคู่กัน นักกีฬาที่คิดแต่จะชนะโดยไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ เรียกว่าฝืนความจริง ถ้าเรามองได้อย่างนี้ เราก็ยอมรับความล้มเหลวได้ ไม่ทุกข์เพราะมัน

ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราเห็นว่าความเจ็บป่วยเป็นธรรมดาของชีวิต เราก็จะไม่ทุกข์ใจเมื่อล้มป่วย  การมองเห็นเป็นธรรมดา เป็นสิ่งสำคัญมาก มีเรื่องเล่าว่า ยายให้หลานหุงข้าว สมัยก่อนไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ต้องใช้ฝีมือ  หลานไม่เคยหุงมาก่อน พอหุงเสร็จปรากฏว่าข้าวแฉะ เสียใจ ยายก็ปลอบใจหลานว่า หุงด้วยน้ำ มันก็ต้องแฉะเป็นธรรมดา วันต่อมาหลานก็หุงข้าวอีก ปรากฏว่าข้าวไหม้ก็ร้องให้เสียใจ ยายก็บอกว่า หุงด้วยไฟ มันก็ต้องไหม้เป็นธรรมดา  ยายเป็นคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ก็รู้ว่าข้าวแฉะข้าวไหม้มันเป็นเรื่องธรรมดา 

เวลาทำงานก็เช่นกัน ล้มเหลวก็เป็นธรรมดา ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ว่ามันเป็นธรรมดา ก็จะยอมรับความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ความพลัดพรากได้ ไม่ทุกข์ใจเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับเรา

นอกจากการมองเห็นว่าเป็นธรรมดาแล้ว  อีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เรายอมรับปัจจุบันได้ คือการมองแง่บวก มองแง่บวกคือเห็นด้านดีของสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้น เช่น เจ็บป่วยก็มองว่าดีเหมือนกัน เพราทำให้มีโอกาสพักผ่อน มีโอกาสปฏิบัติธรรม มีหญิงสาวคนหนึ่งเป็นธาลัสซีเมียตั้งแต่เกิด หมอวินิจฉัยว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน ไม่เกิน ๒o  ตอนนี้เธออายุ ๓๐ กว่าแล้ว  ธาลัสซีเมียทำให้ตัวแคระแกร็น กระดูกก็ผุ แขนหักขาหักเป็นประจำ เข้าเฝือก มา ๑๔ ครั้งแล้ว  จะทำอะไรก็ต้องระวัง หากหกล้มก็แขนหักขาหักได้ง่าย  แต่เธอบอกว่าขาหักก็ดีเหมือนกันนะก็จะได้พักผ่อนอยู่บ้าน ได้อ่านหนังสือ  ชมนกชมไม้

ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องราวคล้ายๆทำนองนี้ แต่ว่าถึงอกถึงใจกว่า เป็นเรื่องของพระปุณณะ วันหนึ่งพระปุณณะมาทูลลาพระพุทธเจ้าขอกลับเมืองสุนาปรันตะ พระพุทธเจ้าก็ท้วงว่า คนสุนาปรันตะเป็นคนดุร้ายนะ  ถ้าเขาด่าว่าท่าน ท่านจะว่าอย่างไร พระปุณณะก็บอกว่า เขาด่าว่าก็ดีที่เขาไม่ทุบตี แล้วถ้าเขาทุบตีท่าน ท่านจะว่าอย่างไร พระปุณณะก็ตอบว่า เขาทุบตีก็ดีที่เขาไม่เอาก้อนหินมาขว้าง ถ้าเขาเอาหินมาขว้างท่าน ท่านจะว่าอย่างไร พระปุณณะตอบว่า เขาเอาก้อนหินมาขว้างก็ดีที่เขาไม่เอาไม้มาฟาด ถ้าเขาเอาไม้ฟาดท่านจะว่าอย่างไร  พระปุณณะตอบว่าเขาเอาไม้มาฟาดก็ดีที่เขาไม่เอาของแหลมมาแทง ถ้าเขาเอาของแหลมมาแทงล่ะ ท่านจะว่าอย่างไร พระปุณณะตอบว่า เขาเอาของแหลมมาแทงก็ดีที่เขาไม่ฆ่าให้ตาย

ทีนี้พระพุทธเจ้าก็ถามคำถามสุดท้ายว่า ถ้าเขาฆ่าท่านให้ตาย ท่านจะว่าอย่างไร พระปุณณะตอบว่า บางคนอยากตายเพราะเบื่อหน่ายชีวิต ยังต้องไปหาอาวุธมาทำร้ายตัวเอง หรือไม่ก็ต้องไปจ้างคนให้มาฆ่าตัวเอง แต่ถ้าข้าพระองค์ตายแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องไปขวนขวายหาอาวุธหรือจ้างคนให้ยุ่งยาก ท่านคิดขนาดนี้เลยนะ คือมองว่ามีอะไรเกิดกับท่านก็ดีทั้งนั้น ดียังไง ดีที่มันไม่แย่ไปกว่านั้น

มีคนหนึ่งพูดคล้าย ๆ กันว่า  อะไรที่เกิดขึ้นกับเราล้วนดีทั้งนั้น เราต้องฝึกมองแบบนี้กันบ้างนะ เงินหาย ๕oo บาท  ก็ยังดีที่ไม่หาย ๑,ooo บาท หาย  ๑o,ooo บาทก็ยังดีที่รถไม่หาย ป่วยเป็นโรคกระเพาะก็ยังดีที่ไม่เป็นโรคหัวใจ เป็นโรคหัวใจก็ยังดีที่ไม่เป็นโรคมะเร็ง แล้วถ้าเป็นมะเร็งล่ะ จะตอบอย่างไร  มีเด็กคนหนึ่งเป็นมะเร็งสมอง  เธอยังยิ้มได้เพราะมองว่า เป็นมะเร็งสมองก็ดีที่ไม่เป็นมะเร็งมดลูก  เด็กหญิงคนนี้อายุแค่ 14 เป็นมะเร็งสมองแต่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีจิตอาสามาเยี่ยมเธอ แปลกใจที่เธอยิ้มแย้มแจ่มใส คุยไปคุยมาเธอก็อบว่า หนูโชคดีที่ไม่เป็นมะเร็งมดลูก เพราะมีญาติคนหนึ่งเป็นมะเร็งมดลูก ปวดมากเลย เธอจึงตอบว่าหนูโชคดีที่เป็นแค่มะเร็งสมอง

เด็กคนนี้มองแบบเดียวกับพระปุณณะเลย  พุทธศาสนาเรียกการมองแบบนี้ว่า โยนิโสมนสิการ  คือการมองแบบแยบคาย หรือมองอยางฉลาด  โยนิโสมนสิการมีสองแบบ คือ มองเห็นตามความเป็นจริง เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ   กับ มองแง่บวก มองว่ามันมีข้อดีอย่างไรบ้าง หรือมองแบบเร้ากุศล  ทั้งสองอย่างนี้ ทำให้เรายอมรับความจริงที่แย่ ๆ ได้

เราควรฝึกมองแบบนี้บ้าง เพราะว่าเราไม่สามารถบังคับให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจเราได้ เราไม่สามารถจะบังคับหรือทำให้ทรัพย์สมบัติก็ดี งานการก็ดี ร่างกายก็ดี หรือว่าผู้คนที่อยู่แวดล้อมเราก็ดี เป็นไปอย่างที่เราต้องการได้  ไม่ว่าเราจะป้องกันให้ดีเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าเราจะระมัดระวังแค่ไหนก็ตาม ก็ต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติหรือล้มป่วย มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก  เพราะว่ามีอะไรหลายๆ อย่างที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ดิน ฟ้า อากาศ ผู้คนแวดล้อม ดังนั้นเราต้องฝึกมองหรือฝึกวางใจแบบนี้ด้วย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved