หน้ารวมบทความ
   บทความ > คมชัดลึก > เมื่อตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ เหตุใดจึงไม่ตักตวงความสุขแบบบริโภคนิยม
กลับหน้าแรก

เมื่อตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ เหตุใดจึงไม่ตักตวงความสุขแบบบริโภคนิยม
พระไพศาล วิสาโล

หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก
ประจำวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๗

แบ่งปันบน facebook Share   

ปุจฉา -ผมสงสัยครับพระอาจารย์ เมื่อผลคือตายแล้วเอาไปไม่ได้...เหตุใดจึงไม่ตักตวงความสุขที่สัมผัสได้ในโลกนี้ดั่งบริโภคนิยมที่ได้กล่าวมาล่ะครับ คนเราตายทุกคนและไม่รู้ว่าหลังความตายจะเป็นเช่นไร แต่เรารู้ว่า ณ ปัจจุบัน เป็นเช่นไร จะทำอะไรแล้วเกิดสุข สุขในที่นี่แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนสุขที่สนุกแต่บางคนสุขที่สงบ แล้วเราจะใช้อะไรในการแบ่งสุขใดว่าเป็นสุขที่แท้จริง ถ้าบริโภคนิยมไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเราก็ไม่มีเหตุให้ควรละนี่ครับ ผมเชื่อว่าการไม่สร้างบาปดีกว่าการทำบุญนะครับ แล้วบางคนก็ทำบุญโดยหวังผลตอบแทนไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า(ถ้ามี)

วิสัชนา - พระพุทธองค์ไม่ได้สอนให้ปฏิเสธความสุขทางวัตถุ ดังทรงแนะนำว่าเราไม่ควรปฏิเสธความสุขที่ชอบธรรม ซึ่งหมายถึงความสุขที่ได้มาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เป็นสัมมาอาชีวะ แต่เท่านั้นยังไม่พอ เราต้องไม่สยบหรือมัวเมาหมกมุ่นในความสุขแม้เป็นความสุขที่ชอบธรรม ทั้งนี้ก็เพราะความหลงมัวเมาในความสุขนั้น นอกจากจะชักนำให้เราเบียดเบียนผู้อื่นหรือทำความชั่วได้ง่าย (เพื่อตักตวงสิ่งเสพให้มากขึ้น) ยังจะทำให้เรามีความสุขได้ยากขึ้น เพราะได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ เกิดความอยากไม่หยุดหย่อน ทั้งอยากได้ปริมาณที่มากขึ้นและอยากได้สิ่งใหม่ ๆ ที่ซ้ำเดิม แต่แม้ได้มาแล้วก็ยังไม่หายอยากเสียที

ปัญหาของบริโภคนิยมอยู่ตรงนี้ คือ ทำให้ผู้คนเชื่อว่าความสุขนั้นเกิดจากวัตถุและสิ่งเสพ ยิ่งมีวัตถุและสิ่งเสพมากเท่าไร ก็มีความสุขมากเท่านั้น จึงทำให้ผู้คนหมกมุ่นกับการแสวงหาสิ่งเสพ แต่ตักตวงเท่าไร ก็ไม่เคยพอหรือมีความสุขอย่างแท้จริง จึงต้องแสวงหาหรือไล่ล่าต่อไป จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เศรษฐีพันล้านหมื่นล้านจำนวนมาก ไม่ยอมหยุดไล่ล่าหาเงินสักที ทั้ง ๆ ที่เงินที่มีมากมายมหาศาลนั้นใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด นั่นเป็นเพราะเขาได้กลายเป็นทาสของเงินไปแล้ว สุดท้ายเขาก็ไม่พบกับความสุขที่แท้เสียที

ความสุขนั้นมีหลายประเภท แต่บริโภคนิยมนั้นลดทอนความสุขให้เหลือแค่อย่างเดียว คือ ความสุขจากวัตถุและความสุขจากการเสพ ทั้ง ๆ ที่ยังมีความสุขที่ประเสริฐกว่านั้น คือ ความสุขจากความสงบ ถ้าหลงติดอยู่ในบริโภคนิยม ก็ยากที่จะเข้าถึงความสุขจากความสงบได้

อาตมาเชื่อว่าความสุขชนิดนี้เป็นความสุขที่สากล คือ ทุกคนย่อมปรารถนา โหยหาในส่วนลึกของจิตใจ ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะว่า แม้แต่คนที่พรั่งพร้อมด้วยความสุขและได้เสพความสนุกสนานอย่างเต็มที่ ถึงจุดหนึ่งพากันก็แสวงหาความสุขจากความสงบ เพราะเขาพบว่าความสุขจากการเสพนั้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการส่วนลึกของจิตใจได้

นี้คือเหตุผลที่สมาธิภาวนาแพร่หลายไปในสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยคนที่มาฝึกสมาธิภาวนาจำนวนไม่น้อยเป็นเศรษฐี ซีอีโอ หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อะไรทำให้คนเหล่านี้ยอมเสียเวลา(ที่มีน้อยอยู่แล้ว)และยอมปวดเมื่อยมานั่งภาวนา หากไม่ใช่เพราะต้องการความสุขที่วัตถุและเงินทองให้ไม่ได้

คุณถามว่าจะใช้อะไรในการวัดว่าความสุขใดเป็นความสุขที่แท้ ในความเห็นของอาตมา ตัวชี้วัดอย่างหนึ่ง ก็คือ ความรู้จักพอ ความสุขที่แท้นั้นเมื่อได้รับแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกพอ จิตใจสงบนิ่ง ไม่ดิ้นรนทะยานอยาก โดยเป็นความรู้สึกที่ยั่งยืน ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อพบแล้วก็หยุดแสวงหา

ถามว่าความสุขที่บริโภคนิยมชื่นชมยกย่องนั้นสามารถทำให้เกิดความรู้สึกดังกล่าวหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่เลย ไม่ว่า เซ็กส์ ความสนุก หรือเงินทอง ไม่เคยทำให้ผู้คนเกิดความพอใจหรือเต็มอิ่มอย่างแท้จริง ตักตวงเท่าไรก็ไม่พอ ต้องเพิ่มปริมาณหรือเพิ่มรสชาติแปลกใหม่ไปเรื่อย ๆ จึงมีเซ็กส์พิสดาร เปิบพิสดาร และเกมพิสดารมากมายเพื่อปรนเปรอความสุขแก่ผู้คน แต่คนที่ได้เสพสิ่งเหล่านี้ก็ไม่พอใจเสียที

มีคนมากมายแม้มีเงินล้นเหลือแต่หาความสุขอย่างไรก็ไม่เจอ ในที่สุดก็เข้าหายาเสพติด สุดท้ายก็ตายเพราะฤทธิ์ยา ดังนักร้อง นักแสดง หลายคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ มีชื่อเสียง มีเงินทองมากมาย แต่แล้วก็ตายเพราะยาเสพติด ถ้าความสุขทางวัตถุเป็นสรณะของชีวิตได้อย่างแท้จริง ทำให้จิตใจรู้จักพออย่างแท้จริง จะมีข่าวแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างไร

ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดมาทั้งที ก็ควรมีโอกาสได้สัมผัสความสุขที่ประเสริฐบ้าง อย่ามัวหลงติดอยู่ในความสุขหยาบ ๆ พื้น ๆ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรปฏิเสธความสุขอย่างหลัง ข้อสำคัญก็คือ เราควรเป็นนายมัน ไม่ใช่ให้มันเป็นนายเรา เพราะเมื่อใดที่เราเป็นนายมัน เราจะได้รับประโยชน์จากความสุขทางวัตถุอย่างแท้จริง แต่หากเราปล่อยให้มันเป็นนายเรา ถือเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต มันจะเป็นโทษแก่เรายิ่งกว่าที่จะเป็นคุณ

คำถามก็คือบริโภคนิยมสามารถช่วยให้เราเป็นนายของมันได้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ เราก็ไม่ควรลุ่มหลงในมัน ควรรู้เท่าทันมัน ขณะเดียวกันฝึกฝนพัฒนาตนเพื่อเข้าถึงความสุขที่ประเสริฐ การให้ทาน การทำความดี และการทำสมาธิภาวนา คือขั้นตอนการฝึกฝนเพื่อเข้าถึงความสุขดังกล่าวในขณะที่ยังมีลมหายใจ ไม่ใช่หวังความสุขในภพหน้า เป็นความสุขที่เกิดจากการลดละ (ทั้งวัตถุ กิเลส และตัวตน) ไม่ใช่เกิดจากการสะสมและตักตวงอย่างที่บริโภคนิยมกรอกหูเราอยู่ในเวลานี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved