หน้ารวมบทความ
   บทความ > ประสบการณ์ชีวิต > ความหลังครั้งเป็นยุวชนสยาม
กลับหน้าแรก
 

 

ปาจารยสาร มกราคม ๒๕๕๑

ความหลังครั้งเป็นยุวชนสยาม
พระไพศาล วิสาโล

“กลุ่มยุวชนสยาม” เป็นกลุ่มนักเรียนหัวก้าวหน้าที่เกิดจากการรวมตัวของนักกิจกรรมจากโรงเรียนต่าง ๆ เมื่อปี ๒๕๑๕ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากโกมล คีมทอง ซึ่งถูกลอบสังหารก่อนหน้านั้น ๑ ปี นอกจากการจัดค่ายฝึกกำลังคนแล้ว ยังมีการจัดทำวารสาร กลุ่มสนทนา และร่วมประท้วงในหลายเหตุการณ์ หลัง ๑๔ ตุลา แกนนำและสมาชิกหลายคนได้มีบทบาทสำคัญในขบวนการนักศึกษา กลุ่มยุวชนสยามได้ปิดตัวลงไปโดยปริยายหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา สมาชิกหลายคนได้หนีเข้าป่าและจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล ส่วนหนึ่งของสมาชิกยุวชนสยามรุ่นแรก ๆ ได้แก่ ประชา หุตานุวัตร วิศิษฐ์ วังวิญญู สันติสุข โสภณสิริ ธงชัย วินิจจะกูล ยงยุทธ วงษ์ภิรมย์ศานต์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กัญญา ลีลาลัย บทความนี้เขียนเมื่อปี ๒๕๔๗ โดยเผยแพร่ ในวงจำกัด การตีพิมพ์ในที่นี้เป็นการตีพิมพ์ครั้งแรก
เราได้ยินชื่อของกลุ่มยุวชนสยามครั้งแรกราวกลางปี ๒๕๑๕ จากพจนา จันทรสันติ ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนา เราเองเพิ่งเบนเข็มจากกิจกรรมวิทยาศาสตร์มาสู่กิจกรรมทางด้านสังคมหลังจากขึ้นชั้นม.ศ.๓ มาได้แค่สองเดือน ขณะที่ตอนนั้นกระแสการรณรงค์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นที่นำโดยธีรยุทธ บุญมี กำลังมาแรง

เมื่อแรกได้ยินกิตติศัพท์ของยุวชนสยามนั้น ใจหนึ่งก็รู้สึกครั่นคร้ามเพราะชื่อของกลุ่มนี้ชวนให้นึกถึง “ยุวชนทหาร” สมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เหตุผลสำคัญเท่ากับข่าวที่ว่ากลุ่มนี้กำลังถูกสันติบาลจับตาเฝ้ามอง แสดงว่ากลุ่มนี้คงเป็นพวก “หัวรุนแรง” ที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์การเมือง แต่อันที่จริงตอนนั้นเราเองก็เริ่มถูกมองว่าเป็นพวก “หัวรุนแรง” จากเพื่อน ๆ และครูที่โรงเรียนบ้างแล้ว หลังจากที่บำเพ็ญตนเป็นนักเรียนดีมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้อีกด้านหนึ่งเราจึงรู้สึกมีใจให้กับกลุ่มนี้อยู่ด้วย เกิดความสนใจอยากรู้จักกลุ่มนี้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ากลุ่มนี้พยายามทำค่ายแนวใหม่ที่แหวกไปจากค่ายอาสาพัฒนาแบบเดิม ๆ ซึ่งกำลังจะลงร่องแล้ว ตอนนั้นยุวชนสยามเพิ่งเสร็จจากค่ายฝึกกำลังคนค่ายแรก เป็นที่กล่าวขานในแวดวงค่ายอาสาสมัครอยู่พอสมควรว่า มีเนื้อหาสาระที่มุ่งพัฒนาคนมากกว่าการสร้างวัตถุ

อย่างไรก็ตามตอนนั้นเราต้องเก็บความอยากรู้จักกลุ่มนี้เอาไว้ในใจ เพราะพี่ ๆ และเพื่อน ๆ ในกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนาค่อนข้างจะระวังกลุ่มยุวชนสยาม ไม่อยากเข้าใกล้มากเกินไป เพราะกลัวสันติบาลจะเพ่งเล็งด้วย แม้ว่าหลายคนจะเห็นว่าค่ายฝึกกำลังคนเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ อีกทั้งยังมีความนิยมชมชื่นอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนหนึ่งของยุวชนสยามก็ตาม ด้วยเหตุนี้เราจึงได้แต่สดับตรับฟังข่าวของกลุ่มนี้เป็นระยะ ๆ

ต้นเดือนธันวาคมปีนั้น ทางกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนาเป็นเจ้าภาพจัดสัมมนาเกี่ยวกับบทบาทของนักเรียนกับการพัฒนาสังคม ได้เชิญตัวแทนจากหลายโรงเรียนมาร่วม รวมทั้งสวนกุหลาบ นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้จักกับธงชัย วินิจจะกูล ส่วนพิเชียร อำนาจวรประเสริฐนั้น เรารู้จักเขาเมื่อครั้งที่เขาเป็นผู้บรรยายคนหนึ่งของห้องนิเวศวิทยาในงานวิทยาศาสตร์สัมพันธ์ (ซึ่งเป็นห้องที่คนเข้าน้อยมาก) จะเป็นปีนั้นหรือปี ๒๕๑๔ ก็จำไม่ได้แน่ จำได้ว่าพิเชียรร่วมการสัมมนาที่อัสสัมชัญในขณะที่แขนยังเข้าเฝือก ในงานนั้นเองที่เราถามพิเชียรเกี่ยวกับกลุ่มยุวชนสยามและค่ายฝึกกำลังคนที่จะจัดในหน้าร้อนปีถัดไป พิเชียรได้ให้ชื่อและที่อยู่ของคนที่รับผิดชอบเรื่องค่ายนี้ เราจึงได้ติดต่อไป ไม่นานก็ได้รับคำตอบกลับมาว่ายินดีให้เราไปร่วมค่ายนี้ ยังจำได้ดีว่ารู้สึกดีใจมากที่ค่ายนี้เปิดประตูต้อนรับเรา ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่รู้จักเราเลย

ก่อนไปค่าย มีการประชุมสมาชิกที่ห้องสมุดคณะ๒ วัดทองนพคุณ นั้นเป็นครั้งแรกที่ได้พบพระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณวัณโณ (วรรณปก)หลังจากที่รู้จักผ่านงานเขียนของท่านมาหลายชิ้น การประชุมครั้งนั้นมีการอภิปรายถกเถียงในหลายเรื่อง คนหนึ่งที่พูดคุยอย่างฉาดฉานคือสมศักดิ์ ตอนนั้นเราไม่มีความคิดอยู่ในหัวเลยว่าสักวันหนึ่งจะได้มาบวชและพำนักที่ห้องเดียวกันนั้นในสิบกว่าปีต่อมา

ก่อนเข้าค่ายฝึกกำลังคนของยุวชนสยามที่นครสวรรค์ เราได้ไปช่วยทำค่ายของอัสสัมชัญที่ขอนแก่นตลอด ๓ อาทิตย์ แต่ไม่มีใครสักคนในค่ายนั้นรู้ว่าเรากำลังจะไปค่ายของยุวชนสยาม เราเกรงว่าจะมีปัญหาตามมาจึงพยายามเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ พอกลับจากค่ายของอัสสัมชัญได้ไม่กี่วัน ก็เดินทางต่อไปนครสวรรค์ ก่อนไปก็ทะเลาะกับโยมแม่พักใหญ่ เพราะโยมแม่เห็นว่าเพิ่งกลับจากต่างจังหวัดไม่กี่วันก็จะออกไปอีกแล้ว ตอนนั้นเป็นช่วงที่โรคอหิวาต์กำลังระบาดด้วย ก่อนไปก็ต้องฉีดยากันอหิวาต์เพื่อให้ที่บ้านสบายใจ

เราเข้าค่ายที่นครสวรรค์ประมาณกลาง ๆ ค่าย ได้อยู่ที่นั่นประมาณ ๑๐ วัน เจอแต่เพื่อนใหม่ทั้งนั้น ไม่มีใครที่รู้จักมาก่อนยกเว้นคนที่ไปประชุมที่วัดทองนพคุณ บรรยากาศในค่ายนั้นเป็นบรรยากาศที่กระตุ้นเร้าในทางสติปัญญามาก หลายคนพกพาความคิดที่น่าสนใจจากหลากสำนักมาแลกเปลี่ยนถกเถียงกัน ราวกับว่าแต่ละคนเป็นตัวแทนของแต่ละสำนักคิดก็มิปาน ขณะที่ชนินทร์พูดคุยเกี่ยวกับซาตร์และปรัชญาเอ็กซิสตองเชียลลิสม์ กุลชีพ วรพงษ์ ก็ชวนคุยเรื่องอนาธิปัตย์ ส่วนวิศิษฐ์ วังวิญญูก็ถือหนังสือของอิวาน อิลลิชเรื่องDeschooling Society พิเชียรนั้นอ่านสายลมและแสงแดด ของวิลาศ มณีวัต นอกจากนั้นเรายังไปเจออัตชีวประวัติของคานธีที่มนัส หุตายนพกติดไปที่ค่ายด้วย อย่างไรก็ตามแนวคิดที่ผู้คนเริ่มจะสนใจมากขึ้นทุกทีเห็นจะหนีไม่พ้นมากซิสม์ ซึ่งประชา หุตานุวัตรเป็นคนหนึ่งที่สมาทานอย่างจริงจัง

นอกจากการถกเถียงแลกเปลี่ยนอย่างได้รสชาติแล้ว รายการทางสติปัญญาที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือการนำสนทนาโดยวิทยากรจากภายนอก สำหรับเราแล้วนี้เป็นรายการที่ไม่ควรพลาดเพราะวิทยากรที่เชิญล้วนเป็นนักคิดนักเขียนที่มีชื่ออย่างน้อยก็ในแวดวงนักกิจกรรม เรามาไม่ทันฟังเสกสรรค์ ประเสริฐกุล รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ สุชาติ สวัสดิ์ศรี และจรัล ดิษฐาอภิชัย (แต่ได้ยินกิตติศัพท์ของคนหลังว่าพอมาถึงค่ายก็เข้าไปศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านเป็นรายการแรก) แต่ได้ทันฟังคำบรรยายของอนุช อาภาภิรม ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส ส.ศิวรักษ์ ปราโมทย์ นาครทรรพ ระวี ภาวิไล และวิทยากร เชียงกูล รายการหนึ่งที่พูดได้อย่างเร้าใจคือการสนทนาของผสม เพ็ชรจำรัสและคณะ ซึ่งเป็นนักศึกษาชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติจากจุฬา ฯ และเกษตร ฯ ทำให้รู้ว่าสภาพป่าของเมืองไทยกำลังถูกกลุ่มผู้ปกครองเวลานั้นทำลายอย่างไรบ้าง หลังจากการสนทนาครั้งนั้นไม่กี่วันก็มีข่าวเฮลิคอปเตอร์ของทหารตกที่ทุ่งใหญ่ กลายเป็นกรณีหนึ่งที่สั่นสะเทือนเผด็จการทหารอย่างรุนแรง และจุดประกายให้แก่ขบวนการนักศึกษาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๕ เดือนหลังจากนั้น

คืนไหนที่ไม่มีการนำสนทนาโดยวิทยากรภายนอก ก็มีรายการแนะนำตนเอง หรือ pure reading แทน ใครที่มาค่ายยุวชนสยามแล้ว ยากนักที่จะลืมรายการนี้ เพราะเป็นหัวใจของค่ายฝึกกำลังคนก็ว่าได้ ที่สำคัญคือบรรยากาศของรายการนี้มักเต็มไปด้วยความร้อนแรงและรสชาติจากการวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงกันในหมู่สมาชิกค่าย สำหรับบางคนนี้คือรายการ “ขึ้นเขียง” นั่นเอง ในรายการนี้แต่ละคนจะเล่าประวัติของตน แล้วเปิดให้เพื่อน ๆ ซักถาม รวมทั้งเป็นโอกาสที่สมาชิกค่ายจะได้วิพากษ์วิจารณ์ความคิดหรือพฤติกรรมที่เขาไม่เห็นด้วย ใครที่ขี้เกียจ กินแรงงาน ก็โดนวิพากษ์กันตรงนี้
เราเองจำได้ว่ามีคืนหนึ่งได้เผลอหลับไปในขณะที่เทพศิริ สุขโสภา มาบรรยายประกอบสไลด์บนชั้นสองของบ้านพัก (ใครที่หลับในรายการของพี่เทพนับว่าสมองตื้อเอาการ) รายการจบแล้วเราก็ยังหลับอยู่ตรงนั้นจนประยุทธ พฤกษางกูล ซึ่งเป็นประธานค่าย มาปลุกให้ไปเข้าเวร เราเองกลัวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เมื่อถึงคราวที่ตัวเองจะต้องแนะนำตัวเนื่องจากห้องที่เราเผลอหลับไปนั้นเป็นห้องพักของสมาชิกค่ายที่เป็นผู้หญิง ดูเหมือนเมธีก็เคยโดนวิจารณ์ในเรื่องนี้ แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีใครติดใจเรา เป็นอันว่ารอดตัวไป

จำได้ว่าตอนสุรชัย ทรงถาวรทวี (ซุน) มาเล่าประวัติตัวเอง เขาเปิดเผยว่าตัวเองโกงข้อสอบอย่างไรบ้าง เพื่อให้สอบผ่านม.ศ. ๕ ดูเหมือนจะถูกวิจารณ์จากหลายคน แต่เขาเห็นว่าในเมื่อระบบการศึกษามันไม่ได้เรื่อง จะเสียหายอะไรหากจะโกง ตอนนั้นซุนเพิ่งมีชื่อเสียงจากการทำหนังสือ (เล่มละบาท)เรื่องกด ให้ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย ได้ข่าวว่าสันติบาลตามหาคนทำหนังสือเล่มนี้ เพราะวิจารณ์ระบบการศึกษาในเวลานั้นรุนแรงมาก (มองจากสายตาของคนสมัยนี้ ก็ไม่เห็นรุนแรงเลย) คนไทยจำนวนมากรู้จักเปาโล แฟร์ เป็นครั้งแรกก็จากหนังสือเล่มนี้ เสียดายที่หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือหายากไปแล้ว

อยู่ค่ายนี้จะว่าสนุกก็สนุก เพราะเหมือนตลาดวิชา ที่พูดคุยและถกเถียงกันได้ทุกเรื่องเท่าที่สติปัญญาของวัยรุ่นอย่างเราจะไปถึง แต่จะว่าเครียดก็เครียด เพราะต้องคอยระวังตัวไม่ให้ทำอะไรผิดพลาดหรือไม่สมควร มีคราวหนึ่งเราใส่เสื้อยืดและกางเกงผ้าร่ม (แบบที่ใช้เล่นฟุตบอล)ในค่าย ถ้าเป็นค่ายอื่นก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่พี่ประชา เห็นแล้วไม่ผ่าน ติงว่าไม่เหมาะสม เพราะแปลกแยกกับวัฒนธรรมชาวบ้าน คงคล้าย ๆ กับว่าเป็นการเผยแพร่การแต่งกายแบบตะวันตก พูดง่าย ๆ คือไม่ “ไทย” พอ จะว่าไปแต่งแบบนี้ไม่ใช่แค่แปลกแยกกับวัฒนธรรมหมู่บ้านเท่านั้น หากยังเรียกได้ว่าแปลกแยกกับบรรยากาศในค่ายด้วย เพราะสมาชิกค่ายที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่จะนุ่งกางเกงขาก๊วยกัน ตอนเจอเอ๋ง(วีรพล)ครั้งแรกเรานึกว่าเป็นชาวบ้านเสียอีก เพราะตัวคล้ำราวกับว่าทำนามา พอไต่ถามจึงรู้ว่าเป็นนักเรียนเตรียมอุดม

คนที่เป็นนักคิดนักอ่านจะได้เปรียบในค่ายนี้ตรงที่ใคร ๆ ก็เกรงและกลัว เพราะรู้ตัวว่าเถียงสู้เขาไม่ค่อยได้ เวลาวิจารณ์ตนเอง พวกนักคิดก็มีแง่มุมที่จะวิจารณ์คนอื่นได้เยอะ ครั้นถึงคราวที่พวกนักคิดต้องวิจารณ์ตนเอง ก็รู้จักหาเหตุผลต่าง ๆ มาป้องกันตนเอง บางคนในค่ายจึงรู้สึกอึดอัด ถึงกับระบายออกมาอย่างฟูมฟายในรายการปิดค่าย

ค่ายนี้ในความรู้สึกของเราเป็นค่ายที่หนักทั้งการใช้แรงกายและแรงสมอง ค่ายส่วนใหญ่ในเวลานั้นจะเน้นการโรงเรียนหรือศาลาประชาคมซึ่งต้องใช้ทุนสูงมากสำหรับค่าวัสดุอุปกรณ์ แต่ที่ค่ายฝึกกำลังคนนี้เราไม่เพียงขุดและขนหินเพื่อซ่อมสะพานและถนนเท่านั้น หากยังขึ้นเขาไปขนไม้ไผ่กันเป็นวัน ๆ คนอื่นเผลอเมื่อไร เราเป็นต้องหาเรื่องอู้ แต่ถ้าวันไหนไม่ใช้แรงกาย ก็ประชุมหรือสัมมนาซึ่งส่วนใหญ่ก็ถกเถียงอภิปรายกันอย่างจริงจัง บ่อยครั้งที่เรานั่งหลับกลางวง หาไม่ก็เครียดจนปวดหัว วันไหนมีการประชุมเพื่อตกลงอะไรสักอย่าง จะเถียงกันหนักมาก และแน่นอนใช้เวลานานมากด้วย เพียงแค่ตกลงกันว่าจะส่งตัวแทนค่ายไปร่วมต้อนรับอธิบดีกรมพัฒนาชุมชนที่มาเยี่ยมหมู่บ้านหรือไม่ ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่ที่ใช้เวลามากกว่านั้นก็คือการถกเถียงว่าควรปรับปรุงถนนที่ผ่านหน้าโรงสีหรือไม่ เพราะอาจเป็นการส่งเสริมนายทุนที่ขูดรีดชาวบ้าน ซึ่งก็ต้องเถียงกันว่าเจ้าของโรงสีนั้นขูดรีดชาวบ้านหรือไม่

อีกประเด็นที่ถกเถียงกันมากก็คือการกฎระเบียบ พอพูดเรื่องนี้ทีไรจะมีหลายคนต่อต้าน หาว่ากดขี่บ้าง ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเองบ้าง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะพวกเราเบื่อหน่ายกับกฎระเบียบในโรงเรียน จนมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ลึก ๆ อุตส่าห์หนีจากโรงเรียนและบ้านแล้ว ยังมาเจอระเบียบที่ค่ายอีก ก็เลยไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้บางประโยคของกามูส์จึงเป็นที่นิยมของหลายคนในค่ายนี้ ประโยคนั้นคือ “เพราะฉันขบถ ฉันจึงมีชีวิตอยู่”

ว่าถึงตัวบุคคล ประยุทธ เป็นประธานค่ายที่เราประทับใจในความนุ่มนวลและยืดหยุ่น ตอนนั้นเราอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับประธานค่ายอัสสัมชัญที่เพิ่งผ่านมา ประยุทธเป็นคนใจกว้างและมีเหตุมีผล อีกทั้งไม่มีลักษณะอำนาจนิยม ตอนปิดค่ายเราได้แสดงความชื่นชมในตัวเขา ไม่นึกว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พูดความในใจกับเขา (ประยุทธเสียชีวิตหลังเข้าป่าได้ไม่กี่ปี)

ค่ายนี้เราไม่ได้สนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ แต่มิตรภาพก็ได้เกิดขึ้นแล้ว มิตรภาพนี้เองที่นำพาให้เราไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสมาชิกยุวชนสยามอีกหลายคนหลังจากนั้น บางคนก็ยังคุ้นเคยผูกพันกันจนกระทั่งบัดนี้

มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายหลังจากเสร็จค่ายฝึกกำลังคนที่นครสวรรค์ เริ่มต้นด้วยการประท้วงกรณีทุ่งใหญ่ ตามมาด้วยการลบชื่อนักศึกษารามคำแหงที่ทำหนังสือต่อต้านเหตุการณ์ที่ทุ่งใหญ่ นำไปสู่การชุมนุมใหญ่ของนักศึกษาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อประท้วงอธิการบดีรามคำแหงที่สั่งลบชื่อนักศึกษาเหล่านั้น
เปิดเทอมแล้ว เราได้ร่วมงานของยุวชนสยามบ้าง แต่ไม่มากเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีงานรับผิดชอบที่โรงเรียน อีกสาเหตุหนึ่งก็คือยังไม่ค่อยแน่ใจว่าเพื่อน ๆ ที่อัสสัมชัญจะมีปฏิกิริยาอย่างไรหากรู้ว่าเราเกี่ยวข้องกับยุวชนสยาม ตอนที่กลับจากค่ายฝึกกำลังคน ยังวิตกอยู่เลยว่าหากเพื่อน ๆ ที่อัสสัมชัญรู้ว่าเราไปค่ายนี้ อาจหาว่าเรา “ทรยศ” บ้าง หรือถูกล้างสมองบ้าง แต่เราก็เตรียมใจไว้แล้วว่าอะไรจะเกิดก็เกิด

งานหนึ่งที่ร่วมกับยุวชนสยามก็คือช่วยขายยุวทัศน์ เคยมีการประชุมเรื่องนี้ครั้งหนึ่งที่วัดประยูรวงศ์ ฯ ดูเหมือนว่ายุวทัศน์ ออกใหม่ได้ฉบับเดียว ก็เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา หลังจากเหตุการณ์นั้น เราก็ได้มาร่วมงานกับเพื่อน ๆ จากยุวชนสยามใหม่ แต่คราวนี้ทำภายใต้ร่มธงของศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย

เราได้ร่วมงานของศูนย์นักเรียน ฯ มาตั้งแต่ก่อน ๑๔ ตุลา งานแรกที่เข้าร่วมก็คือการประชุมใหญ่ของศูนย์นักเรียน ฯ ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นวัฒนา เนื่องพลี กำลังจะถอนตัวจากตำแหน่งประธานศูนย์ ฯ พลากร จิรโสภณ ได้รับเลือกให้มาเป็นผู้ประสานงานทำหน้าที่แทนประธานศูนย์ ฯ ชั่วคราว ดูเหมือนว่าเฉลิมชัย มัจฉากล่ำ ก็มาร่วมประชุมครั้งนั้นด้วย โดยมีอาจารย์รัญจวน อินทรกำแหง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาศูนย์ ฯ มาให้ข้อคิดความเห็นในวันนั้น

ยุวชนสยามกับศูนย์นักเรียน ฯ นั้นใกล้ชิดกันมาตั้งแต่แรก เมื่อมีการเปลี่ยนผู้นำ ยุวชนสยามหลายคนก็ยังมาร่วมทำงานอยู่ คนที่เราร่วมงานด้วยหลัง ๑๔ ตุลา ก็คือ ธงชัย วินิจจะกูล วรรณี นิยมไทย ราณี หัสรังสี และกำธร เลี้ยงสัจธรรม สำนักงานของศูนย์ ฯ หลังชัยชนะของนิสิตนักศึกษา ก็คือที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล วันดีคืนดี ก็มีคนชวนเราไปที่บ้านมะละกอ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นั่น เห็นบ้านมะละกอแล้วก็ตื่นตาตื่นใจเพราะมีหนังสือดี ๆ ทั้งนั้น ทั้งไทยและอังกฤษ แน่นอนหนังสือเกี่ยวกับมากซิสต์และการปฏิวัติต้องมากเป็นพิเศษ มีทั้งที่เขียนโดยมากซ์ เลนิน เหมา เช คาสโตร ตลอดจนนักคิดรุ่นใหม่อย่างเรยิส เดอเบรย์ เป็นต้น

เราได้ร่วมงานศูนย์นักเรียน ฯ จนถึงต้นปีการศึกษา ๒๕๑๗ ตอนนั้นเราขึ้นม.ศ.๕ แล้ว คิดว่าน่ามาเน้นหนักงานกิจกรรมที่โรงเรียนของตัว ก็เลยขอวางมือหลังจากที่ธงชัยได้รับเลือกเป็นเลขาธิการศูนย์ ฯ โดยมีวรรณี เป็นรองเลขาธิการ พอห่างจากศูนย์นักเรียน ฯ ก็เลยพลอยห่างจากกลุ่มยุวชนสยามไปด้วย แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะห่างจากเพื่อนพ้องชาวยุวชนสยาม

ชาวยุวชนสยามที่เราใกล้ชิดนับแต่ปี ๒๕๑๗ คือวิศิษฐ์ สันติสุข และพี่ประชา ทั้ง ๓ คนนี้แยกตัวมาจากกระแสใหญ่ที่นิยมมากซิสต์อย่างเข้มข้น โดยหันมาสมาทานอหิงสาและพุทธธรรม ตั้งเป็นกลุ่มอหิงสาขึ้นมา เราเองก็พลอยได้รับอิทธิพลของกลุ่มนี้โดยผ่านทางวิศิษฐ์เป็นหลัก ถึงตอนนี้พจนา จันทรสันติ ชัยวัฒน์ เยาวพงษ์ศิริ และชาญณรงค์ เมฆินทรางกูร ก็ได้มาร่วมเป็นแกนกลุ่มอหิงสาแล้ว ส่วนพี่ประชาซึ่งเดิมตัดสินใจว่าจะเข้าป่าหรือเมืองจีนดี ก็เปลี่ยนใจไปเข้าร่มกาสาวพัสตร์แทนในเดือนมีนาคม ๒๕๑๘ หลังจากค่ายยุวชนสยามที่นครสวรรค์ เราได้มาพบพี่ประชาอีกทีก็ต่อเมื่อได้บวชแล้ว

กลุ่มอหิงสาดูเหมือนจะถูกมองด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากขบวนการฝ่ายซ้าย ที่เชื่อว่าพวกเราเป็นสมุนซีไอเอก็คงมีไม่น้อย เพราะกลุ่มนี้ใกล้ชิดกับอาจารย์สุลักษณ์ ซึ่งถูกป้ายสีว่ารับเงินซีไอเอมาก่อนหน้านั้นแล้ว อย่างไรก็ตามมิตรภาพในหมู่ยุวชนสยามยังมีอยู่ เพื่อนพ้องจากค่ายที่นครสวรรค์จึงยังให้ความไว้วางใจพวกเราในกลุ่มอหิงสาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่ก็คงมีบ้างที่มองอย่างระแวง

แล้วเหตุการณ์ ๖ ตุลา ก็เกิดขึ้น

กลุ่มอหิงสาได้ร่วมหัวจมท้ายกันอย่างจริงจังหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น งานหลักที่ทำภายใต้กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.)ที่พวกเราช่วยฟื้นขึ้นมา ก็คือการเยี่ยมนักโทษ ๖ ตุลา และนักโทษการเมืองต่าง ๆ รวมทั้งการรณรงค์ให้มีนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองทั้งหลาย เราได้ไปพบชาวยุวชนสยามหลายคนอีกครั้งก็เพราะงานนี้ แต่คราวนี้มีลูกกรงเป็นสิ่งขวางกั้น ธงชัย วินิจจะกูล สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และอีกหลายคนถูกขังคุก และถูกห้ามประกัน จนกระทั่งปี ๒๕๒๑ จึงได้เป็นอิสระ แต่พวกเราที่อยู่กศส.ก็ยังทำงานต่อไปอีกหลายปี ตัวเราเองทำจนกระทั่งปี ๒๕๒๖ ถึงได้บวช ทีแรกตั้งใจบวช ๓ เดือน แล้วจะกลับมาช่วยงานใหม่ แต่ก็ติดลมจนกระทั่งบัดนี้ โดยส่วนตัวแล้ว หากเราไม่ได้ทำงานกับกศส.ก็คงไม่มีแรงผลักให้บวชนานถึงบัดนี้ และที่กศส.เกิดขึ้นได้อย่างที่ได้เห็นก็เพราะกลุ่มอหิงสานี้เอง

ถึงตอนนี้ยุวชนสยามในฐานะกลุ่มก็ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่และกระชับแน่นตามวันเวลาก็คือมิตรภาพและความผูกพันจากชีวิตและกิจกรรมที่เคยทำร่วมกันครั้งยังเป็น “ยุวชน”

มิตรภาพนี้ได้ชักนำให้หลายคนเข้ามาเกี่ยวข้องและผูกพันกันใหม่ในหลายลักษณะ ซึ่งต่อเนื่องกันมาอีกหลายปี และมีส่วนไม่น้อยในการหันเหทิศทางของชีวิตบางคน จนบัดนี้คงไม่มีใครด่วนสรุปว่าสายสัมพันธ์นี้หมดความหมายต่อชีวิตของตนไปแล้ว แต่มันจะชักนำเราไปทางไหนอีก ก็เป็นเรื่องที่สุดจะเดาได้

สำหรับเรา เป็นเรื่องแปลกไม่น้อยที่การรู้จักและใช้ชีวิตร่วมกันกับมิตรร่วมทางเพียงไม่กี่วันจะมีอิทธิพลสืบเนื่องต่อชีวิตของเราอย่างมากมายถึงเพียงนี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved