หน้ารวมบทความ
   บทความ > ประสบการณ์ชีวิต > สามทศวรรษกับ RDI
กลับหน้าแรก

สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
http://www.rdi.kku.ac.th


สามทศวรรษกับ RDI
พระไพศาล วิสาโล

 

ผู้เขียนได้ยินชื่อสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ RDI ตั้งแต่ก่อนบวช เพราะตอนนั้นยังทำงานอยู่กับกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม ซึ่งมีกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาชนบทอยู่ด้วย งานที่ผู้เขียนรับผิดชอบส่วนหนึ่งคือการสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันสำหรับเด็กชนบท ช่วยนั้นการพัฒนาชนบทโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความยากจน เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากทั้งภาครัฐและภาคประชาชน นอกจากจะมีองค์กรพัฒนาเอกชนหรือ NGO เกิดขึ้นมามากมายเพื่อทำงานด้านนี้โดยมีจุดเน้นหนักที่ภาคอีสานแล้ว ยังมีการเปิดประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาชนบท ช่วงนี้เองที่เราจะได้ยินเรื่อง วัฒนธรรมชุมชน จ.ป.ฐ. (ความจำเป็นพื้นฐาน) เกษตรผสมผสาน วนเกษตร ชุมชนพึ่งตนเอง ฯลฯ ซึ่งล้วนมีผู้สนับสนุนถือหางกันมากมาย แวดวงการพัฒนาชนบทช่วงนั้นจึงคึกคักมาก

อาจารย์อคิน รพีพัฒน์ มิใช่เป็นคนหน้าใหม่ในวงการ ผู้เขียนได้ยินชื่อท่านในฐานะนักสังคมวิทยาที่มีผลงานโดดเด่นตั้งแต่ผู้เขียนยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อท่านมาริเริ่มผลักดันให้สถาบันวิจัยและพัฒนาทำงานวิจัยเพื่อการพัฒนาชุมชนขึ้นที่ขอนแก่น จึงเป็นข่าวดีที่เพิ่มสีสันให้แก่วงการพัฒนาชนบทในเวลานั้น

RDI ในช่วงนั้นได้บุกเบิกและส่งเสริมแนวทางพัฒนาชนบทโดยเน้นการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน ซึ่งค่อนข้างจะสวนทางกับแนวทางของภาครัฐ การพัฒนาโดยเอาวัตถุรูปธรรมเป็นตัวชี้วัดตามเกณฑ์ของราชการซึ่งกำหนดจากส่วนกลาง และเหวี่ยงแหใช้กับหมู่บ้านทั่วประเทศ ถูกตั้งคำถามอย่างมากมิใช่จากนักพัฒนาจากแวดวง NGO เท่านั้น งานวิจัยและการทำงานกับชุมชนของ RDI ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ชี้อย่างชัดเจนว่าชาวบ้านนั้นมีศักยภาพพอที่จะพัฒนาชุมชนของตนได้ และเป็นวิธีการที่ให้ผลยั่งยืนกว่าแนวทางดังกล่าวของภาครัฐ

ในปี ๒๕๒๖ ผู้เขียนได้อุปสมบทและบวชปฏิบัติที่วัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ จึงแทบจะไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนาชนบทโดยตรง แต่หันมาทำงานด้านอนุรักษ์ธรรมชาติ กระนั้นก็ยังติดตามความเคลื่อนไหวในวงการพัฒนาชนบทอยู่ เนื่องจากมีมิตรสหายที่อยู่ในแวดวงนี้มากมายหลายคน ในช่วงนั้นก็ได้มีส่วนร่วมในการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาชนบทอยู่หลายครั้ง จึงรับทราบความเป็นไปของ RDI อยู่เป็นระยะ

ประมาณปี ๒๕๓๑ ผู้เขียนมีเหตุได้มาเกี่ยวข้องกับ RDIโดยตรง เนื่องจากได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วมในคณะอนุกรรมการทุนวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก USAID นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้มาอยู่บนโต๊ะประชุมเดียวกับอาจารย์อคินและนักวิชาการอีกหลายท่าน (รวมทั้งอาจารย์มงคล ด่านธานินทร์ ที่ผู้เขียนได้ยินชื่อมานานจากการติดตามอ่านงานของม.จ.สิทธิพร กฤดากร ปูชนียบุคคลคนหนึ่งของไทย) เนื่องจากผู้เขียนอ่อนด้อยทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ จึงมีส่วนช่วยเหลือคณะอนุกรรมการชุดนี้น้อยมาก แต่ก็ได้เรียนรู้อย่างมากจากวิธีคิดและการทำงานของหลายท่านที่น่าสนใจ เห็นได้ชัดว่ากรรมการหลายท่านมีความแม่นยำทางด้านวิชาการและคำนึงถึงเหตุผลความถูกต้องในการพิจารณาโครงการต่าง ๆ ที่ขอทุนวิจัย การตัดสินอนุมัติโครงการต่าง ๆ จึงเป็นไปตามหลักวิชาการ ไม่ได้คำนึงถึงพวกพ้อง แน่นอนว่าวิธีการทำงานอย่างนี้ย่อมทำให้หลายคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการดังกล่าวไม่พอใจ ซึ่งแทบทั้งหมดก็เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้นเอง

อานิสงส์สำคัญที่ผู้เขียนได้รับจากการร่วมคณะอนุกรรมการดังกล่าวก็คือ ได้รู้จักกัลยาณมิตรผู้ใหญ่จำนวนมาก (หลายท่านยังติดต่อและร่วมงานมาถึงปัจจุบัน) เช่น คุณหมอวันชัย วัฒนศัพท์ อาจารย์บัญชร แก้วส่อง อาจารย์ประสิทธิ์ คุณุรัตน์ เป็นต้น

คณะอนุกรรมการดังกล่าวมีอายุการทำงาน ๒ ปี เมื่อครบวาระและหมดทุนสนับสนุน ผู้เขียนก็ไม่ได้มีกิจเกี่ยวข้องกับRDIโดยตรง หากแต่ยังเข้าร่วมกิจกรรมของRDI หรือที่จัดโดย RDI เป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง มีช่วงหนึ่งที่ผู้เขียนได้ใกล้ชิดกับ RDI อีกครั้งก็คือเมื่อ RDI มีโครงการสนับสนุนป่าชุมชนที่ภูหลงอันเป็นที่ตั้งของวัดป่ามหาวันที่ผู้เขียนพำนักอยู่ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ แต่เมื่อโครงการนี้ยุติใน ๒-๓ ปีต่อมา ผู้เขียนก็เหินห่างจาก RDI ส่วนหนึ่งเพราะมิตรสหายที่เคยทำงานที่RDI ได้ย้ายไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับ RDI ลดบทบาทในงานพัฒนาชนบท ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่วงการนี้ซบเซาลง อันเป็นผลจากการไหลบ่าของกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ทำให้การพัฒนาชนบทตามแนวทางเดิม ๆ นั้นมีอุปสรรคอย่างมาก ในขณะที่ “การแสวงหา”แนวทางใหม่ยังไม่พบคำตอบที่น่าพอใจ ดูเหมือน RDI จะใช้เวลาทบทวนบทบาทของตนอยู่นาน กว่าพบคำตอบและฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ก็ผ่านไปอีกหลายปี

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ๒๕๕๑ ผู้เขียนได้รับนิมนต์ให้เป็นกรรมการของ RDI จึงได้ทราบว่า RDI ได้กลับมามีบทบาทใหม่ในแวดวงพัฒนาชนบท แต่คราวนี้ได้บูรณาการมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนามหาวิทยาลัยด้วย เป็นทั้งการฟื้นตัวและปรับตัวในบริบทใหม่ ที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นกรรมการ ทิศทางใหม่นี้นับว่าน่าท้าทายไม่น้อย ขณะเดียวกันก็น่าตื่นเต้นสำหรับผู้เขียนที่ได้มีส่วนร่วมในจุดเปลี่ยนที่สำคัญของ RDI แม้ว่าทิศทางใหม่ยังไม่เห็นผล แต่เห็นได้ชัดว่า ขวัญกำลังใจและความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่ทุกระดับใน RDI เพิ่มขึ้นมามากภายใต้การนำของผู้อำนวยการคนใหม่คือ อาจารย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ เป็นสัญญาณว่า RDI กำลังก้าวสู่ทศวรรษใหม่อย่างมีความหวัง เชื่อว่าอนาคตของ RDI จะสดใสในทศวรรษที่สี่หากทุกฝ่ายร่วมกันเทใจและให้ความเอื้อเฟื้อแก่องค์กรนี้ไม่น้อยกว่าเมื่อสามทศวรรษก่อน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved