หน้ารวมบทความ
   บทความ > ประสบการณ์ชีวิต > บางด้านของชีวิต การบวชและการปฏิบัติธรรม
กลับหน้าแรก

บางด้านของชีวิต การบวชและการปฏิบัติธรรม
พระไพศาล วิสาโล

อันความคิดที่จะบวชนั้น ข้าพเจ้ามีมาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๑๙ ภายหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ไม่นานนัก ด้วยเวลานั้น บรรยากาศทางการเมืองไม่เปิดโอกาสมากนัก ที่จะให้ทำกิจกรรมทางสังคมที่ถือเอาประโยชน์ของมหาชนเป็นสำคัญ ความคลั่งไคล้ไร้สติของบุคคลจำนวนมาก ที่เรียกตนว่า “ประชาชนผู้รักชาติ” ทำให้ความเคลื่อนไหวทุกชนิดของคนหนุ่มสาว ถูกจับตามองด้วยสายตาหวาดระแวง แม้แต่การท่องเที่ยวทัศนาจรตามหัวเมืองก็ถูกตีความไปได้ง่ายๆ ว่าเป็นการซ่องสุมของนิสิตนักศึกษาซึ่งย่อมต่อท้ายด้วยคำว่า “หัวรุนแรง” ดังนั้นจึงไม่จำต้องพูดถึงกิจกรรมประเภทอื่นที่นอกแบบแผนของทางราชการ

เมื่อแลไม่เห็นช่องทาง ที่จะทำกิจกรรมอันเป็นการทวนกระแสความอยุติธรรมในสังคม ความคิดที่จะทวนกระแสกิเลสวาสนาในตนเองจึงเกิดมีขึ้น สำหรับข้าพเจ้าแล้ว นี้ย่อมดีกว่าการอยู่อย่างเปล่าประโยชน์ จมอยู่กับความท้อแท้สิ้นหวัง เศร้าเซ็งตามสถานการณ์ ซึ่งเท่ากับเป็นการลอยตามกระแสสังคมและการเมือง มิตรสหายบางคนก็เห็นด้วยกับความคิดนี้และตั้งใจว่าจะเอาหน้าร้อนปีถัดไปเป็นฤกษ์บวช เพราะเป็นช่วงปิดภาคการศึกษาและที่สำคัญคือวันวิสาขปูรณมีในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๒๐ จะเป็นวันครบรอบ ๒,๖๐๐ ปี แห่งพระสูติกาลของพระพุทธองค์ จึงนับเป็นวาระอันควรแก่การบวชเป็นพุทธบูชา

แต่แล้วไม่ทันข้ามปี ความตั้งใจดังกล่าวก็ต้องแปรเปลี่ยนไปด้วยมีกิจอื่นที่เร่งด้วนกว่าเข้ามาแทนที่ ทั้งนี้เพราะเมื่อตั้งตัวได้ติดไม่รู้สึกกดดันหวั่นไหวไปตามสถานการณ์ ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ หลายคนเห็นร่วมกันว่า แม้บ้านเมืองจะเลวร้ายเพียงใด ก็ยังมีช่องทางที่จะเกื้อกูลผู้ทุกข์ยาก ที่ได้รับเคราะห์กรรมจากสถานการณ์อันบีบคั้น โดยเฉพาะผู้ที่ถูกคุมขังอย่างมิชอบด้วยหลักนิติธรรม เนื่องมาจากเหตุการณ์ ๖ ตุลาคมและหลังจากนั้น ซึ่งข้าพเจ้าก็เคยเป็นหนึ่งในบรรดาบุคคลเหล่านั้น แต่แรกก็คิดว่าจะทำเป็นการส่วนตัว ไม่เป็นกิจจะลักษณะ แต่ไม่นานก็ฮึดสู้ขึ้นมาทำเป็นองค์กรในนามกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม ซึ่งก่อตั้งมาแต่เดือนมีนาคมปีนั้นแล้ว พันธะที่ประดังเข้ามาอย่างต่อเนื่องทำให้งานที่เคยคิดว่า จะเป็นการเฉพาะกิจเฉพาะคราว ก็กลายเป็นงานยืดเยื้อ ต่อเมื่อ ๖ ปีให้หลัง ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสทำความตั้งใจข้างต้น

อย่างไรก็ตาม ที่ความคิดเรื่องบวชฟื้นกลับมาอีก คราวนี้มิใช่เป็นเพราะข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะทำดีไปกว่านั้น ดังแต่ก่อน หากเป็นไปด้วยความต้องการที่จะพักผ่อน ถอนตัวจากกิจกรรมสักชั่วระยะหนึ่ง เพื่อเสริมสร้างกำลังความคิด และจิตใจ ให้มั่นคงสดใส สำหรับการกลับเข้าไปในโลกแห่งกิจกรรมใหม่ อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ และไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ทั้งนี้เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บ่อยครั้งที่ชีวิตได้ผูกพันมั่นหมายกับการงานมากเกินไป จนไม่เปิดโอกาสให้งานได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเท่าที่ควร และส่งผลย้อนกลับให้งานนั้นเสื่อมคุณภาพลงไปหรือไม่ก็ลงร่อง ซ้ำซากอยู่กับที่ตามความเคยชิน ในสภาพการณ์ดังกล่าวหากขืนดันทุรังทำต่อไปอีก ชีวิตก็มีแต่จะเหนื่อยล้าลงไป โดยที่ผลดีจะบังเกิดขึ้นแก่ใครก็หาไม่

สำหรับคนเป็นอันมาก การพักผ่อนย่อมหมายถึง การเที่ยวเตร่อย่างสนุกสนานแสวงหาความสำราญจากสิ่งบันเทิงเริงใจ ซึ่งมักวนเวียนอยู่แต่การดูหนัง ฟังเพลง ปล่อยใจไปกับการละเล่นเฮฮากับมิตรสหาย และการเสพรสที่เร้าใจ ข้าพเจ้าเองก็เคยหย่อนใจไปกับวิธีการดังกล่าวในยามที่ต้องการพักผ่อน แรกๆ ก็ได้ผลแต่เมื่อทำเป็นอาจิณ ไม่รู้จักประมาณ รสชาติแบบเดิมๆ ก็ขาดเสน่ห์ดึงดูดใจ ไม่อาจสะกดตรึงใจได้ดังแต่ก่อน เกิดความต้องการรสชาติที่แปลกใหม่ขึ้น ยิ่งเมื่อเคร่งเครียดเหนื่อยอ่อนมาจากการงานที่ยืดเยื้อด้วยแล้ว มีแต่รสชาติที่หวือหวาร้อนแรงเท่านั้นที่จะเร้าใจให้บันเทิงได้ ดนตรีที่ละไม กวีนิพนธ์และความเรียงที่สงบล้ำ ธรรมชาติอันรื่นรมย์ แทบไม่มีความหมายเอาเลย แต่เมื่อเสพรสที่หวือหวาร้อนแรงสมอยากแล้ว ก็หาเป็นสุขไม่ กลับต้องการเสพมากขึ้น ยิ่งเสพ จิตก็ยิ่งแส่ส่าย หยาบกระด้าง กายก็อยู่นิ่งไม่ได้ลุกลี้ลุกลน กระวนกระวาย ถึงวันหยุด เป็นต้องหาเรื่องออกจากบ้านไปโน่นมานี่ไม่ได้หยุด ที่จะอยู่นิ่งๆ จดจ่อกับกับอะไรนานๆ ทั้งกายและใจนั้น ทำเกือบไม่ได้เอาเลย การพักผ่อนทำนองนี้ แท้ที่จริง หาใช่การผ่อนคลายไม่ หากเป็นการบั่นทอนทั้งกายและใจ โดยเฉพาะก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าใจที่จะต้องกระเพื่อมขึ้นลงตลอดเวลา

ผลก็คือทางด้านการงานนั้น ข้าพเจ้ามีความหงุดหงิดบ่อยขึ้น หมายมั่นกับการงานมากขึ้นทุกที กระทั่งความวิตกกังวลขัดเคืองและโทสะ ก็เข้ามารบกวนจิตใจทุกครั้งที่งานไม่เป็นไปตามปรารถนา มุทิตาจิตที่จะพึงมีต่อมิตรสหายและบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการงาน มีน้อยมาก ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้ที่ด้อยกว่าตน ก็เริ่มไม่เป็นที่สบอารมณ์มากขึ้นทุกที นานเข้าโลกจะดูคับแคบลง เมื่อความชิงดีชิงเด่น เพื่อพวกของตัว กลุ่มของตัวเข้ามามีความหมาย ยิ่งกว่าการร่วมแรงร่วมใจเพื่อความดีงามในสังคม มีแต่กลุ่มของตัว พวกของตัว เท่านั้นที่สำคัญ คนอื่นนอกนั้น โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการยอมรับสรรเสริญเกินกว่ากลุ่มของตัวจะเริ่มถูกกีดออกจากการรับรู้ และความยินดีของข้าพเจ้า

ถึงขนาดนี้ ก็นับว่าเลยเถิดเกินไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงต้องกลับมาพิจารณาตัวเอง เวลานั้น ข้าพเจ้าก็ไม่ต่างจากคนที่พยายามวิ่งหนีเงา กลางทุ่งกว้างในยามเที่ยง แต่วิ่งสักเท่าใด ก็ไม่อาจหลบเงาพ้น ยิ่งวิ่ง เงาก็ยิ่งตามติด บังเกิดความเหนื่อยล้าและขัดเคืองใจยิ่งขึ้นทุกที ทางเดียวที่จะหนีเงาได้ก็คือ มานั่งพักใต้ร่มไม้ อาการต่างๆ ที่ประดังเข้ามานั้น เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ที่จะถอนตัวจากชีวิตแห่งกิจกรรมที่เคยเป็นมา มาฝึกจิตฝนใจให้ประณีต สงบระงับ ด้วยเชื่อว่า เมื่อสามารถเข้าถึงความสงบภายในตนได้โดยอาศัยการภาวนา จิตที่ผาสุกปลอดโปร่งย่อมสามารถยังกิจกรรมภายนอกให้สงบ แต่มีพลังและทรงคุณภาพได้

ข้าพเจ้าเห็นว่า การบวชจะเป็นโอกาสให้ได้ภาวนา เพื่อการผ่อนคลายอย่างจริงจัง หากยังดำรงตนในเพศฆราวาสอยู่ แม้จะลางานมา ก็คงไม่มีโอกาสได้เจริญภาวนาอย่างเต็มที่ เพราะคงมีงานการที่เพื่อนๆ ไว้วานให้ช่วย เข้ามาแทรกเป็นแน่ แต่เหตุผลสำคัญกว่านั้นก็คือ เพศบรรพชิตจะเป็นกรอบจำกัดข้าพเจ้าให้หันหน้ามาเผชิญหน้ากับตัวเองอย่างจริงจังเสียที หาไม่ก็คงมีช่องทางหลบเลี่ยง หนีห่างจากตัวเองอยู่ร่ำไป โดยเอาการงานและความจำเป็นอย่างอื่นขึ้นมาบังหน้า ซึ่งก็มักสำเร็จอย่างง่ายดายเสียด้วย

ข้าพเจ้ามีเวลาสำหรับบวช ๓ เดือน จึงตั้งใจจะมุ่งปฏิบัติเต็มที่ โดยไม่พยายามหันไปหาหนังสือ เพื่อเป็นที่หลบหนีปัญหาไม่ว่าจะเป็นการอ่านหรือเขียน เพราะฉะนั้นจึงต้องเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้าก่อนบวชด้วยรู้อยู่ว่า สำหรับคนที่เสพติดข่าวสารและหนังสืออย่างข้าพเจ้านั้น ข้อวัตรเช่นนี้ ดูจะทรมานจิตใจไม่น้อย แต่ไหนแต่ไรมา เวลาไปปฏิบัติกรรมฐานกับเพื่อนๆ ข้าพเจ้ามักอาศัยหนังสือ ช่วยปลุกเร้าจิตใจให้ตื่นจากความเซ็งและประโลมใจให้หายหงอยเหงา เมื่อขาดโอกาสดังว่าแล้ว ก็คงต้องพลุ่งพล่าน กระสับกระส่าย อย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อวันบวชใกล้เข้ามา จึงรู้สึกปอด เป็นความหวาดหวั่น เนื่องจากขาดความมั่นใจว่าจะฝ่าพ้นชีวิตอันจืดชืดนานถึง ๓ เดือน ได้อย่างไร

เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับชีวิตที่สงบนิ่งดังกล่าว ก่อนบวชไม่นาน ข้าพเจ้าจึงเริ่มทำตัวให้ว่างขึ้น วิ่งเต้นให้น้อยลง อยู่นิ่งๆ มากขึ้น และเข้าหาความสุขที่ประณีตขึ้นโดยลำดับ เพื่อให้จิตสงบลง ความมั่นใจในตนเองว่าจะไม่ทุกข์ร้อนในการบวช เริ่มปรากฏขึ้น เมื่อข้าพเจ้ารู้สึกเป็นสุขกับชีวิตเรียบๆ ในเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งทางภาคใต้ แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ความรำงับแห่งจิตอันเนื่องจากธรรมชาติที่เรียบสงบและชีวิตที่สามัญทำให้ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจว่า อะไรคือสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตของตนจริงๆ เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าพบว่า แสงสีและรสชาติของสิ่งเร้าในเมืองหลวงนั้นมีอิทธิพลดึงดูดใจข้าพเจ้าน้อยลง จนไม่ชวนให้หวนระลึกนึกถึงในยามห่างไกลเช่นนั้นเลย

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็ยังรักชีวิตฆราวาสอยู่นั่นเอง ดังนั้นเมื่อวันบวชใกล้เข้ามาในอีกไม่กี่ชั่วโมง จึงรู้สึกอาลัยเพศนี้อย่างยิ่ง ในภาวะปกติเวลา ๓ เดือนไม่สู้นานเลย แต่ในภาวะเช่นนั้น เวลา ๙๐วันในเพศบรรพชิต ดูยาวนานยิ่งนัก จนมองไม่เห็นเลยว่า อนาคตพ้นจากช่วงนั้นไป จะเป็นอย่างไร

เมื่อวันนั้นมาถึง ความรู้สึกประการแรกในผ้ากาสาวพัสตร์ก็คือความเหงา เพราะโลกที่ตนคุ้นเคยมา ๒๖ ปีได้ปลาสนาการไป มีโลกใหม่ที่ไม่รู้จักเข้ามาแทนที่ มีความรู้สึกดังคนป่วยในโรงพยาบาล ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ต้องพึ่งผู้อื่นทุกอย่าง แม้กระทั่งการนุ่งห่ม เดินเหินไปไหนก็ไม่สะดวกดังใจ เพราะจีวรไม่เป็นใจเอาเลย ทำท่าจะหลุดลุ่ยเอาง่ายๆ การขบฉัน การพูดจา การวางตัว และการใช้ชีวิตได้เปลี่ยนไป จนอาจกล่าวได้ว่าทุกอย่างเริ่มต้นเกือบใหม่หมด

ช่วง ๓ สัปดาห์แรกของการบวช เป็นช่วงที่ทำตัวให้คุ้นกับชีวิตพระจึงยังไม่เข้าห้องกรรมฐาน ซึ่งอยู่อีกวัดหนึ่ง ช่วงนี้พยายามฝึกปรือสร้างนิสัยเตรียมรับชีวิตภาวนาอีกขั้นหนึ่ง โดยเลี่ยงที่จะอ่านหนังสือ ยกเว้นที่ต้องใช้ในการขีดเขียนงานที่คั่งค้าง หรือที่รับปากกับเพื่อนไว้ก่อนบวช แต่สำหรับหนังสือพิมพ์และนิตยสารรายสัปดาห์ ที่เคยติดนั้น ไม่ดิ้นรนหาเอาเลย แม้จะสนใจข่าวเหตุการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเริ่มเขม็งเกลียวตามลำดับ พร้อมกันนั้นก็พยายามฝึกอยู่คนเดียวและพยายามไม่นอนกลางวัน เพราะได้อธิษฐานไว้ว่า เมื่อเข้าห้องกรรมฐานแล้วหากไม่เจ็บป่วยจะไม่นอนกลางวัน เพราะที่แล้วๆมา กรรมฐานกับความง่วงเป็นของคู่กัน สำหรับข้าพเจ้า หากขาดหนังสือแล้วก็คงมีแต่การนอนเท่านั้น ที่จะใช้เป็นที่หลบหนีจากการปฏิบัติกรรมฐานได้ หากไม่เข้มงวดกับตัวเองในเรื่องนี้ ก็ยากที่จะก้าวหน้าในการภาวนาได้ แต่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ก็หาไม่ ช่วงที่อยู่วัดทองนพคุณนั้น ฉันเพลเป็นเรื่องใหญ่สำหรับข้าพเจ้า ด้วยเป็นมื้อสุดท้ายของวัน จำต้องกักตุนไว้สำหรับมื้อถัดไป ซึ่งอยู่ห่างกันเกือบ ๒๐ ชั่วโมง ดังนั้น ฉันเสร็จทีไร เป็นต้องง่วงนอนทุกที หนังตาหนักเอามากๆ จนต้องงีบหลับหลายครั้ง แต่ภายหลังก็ฝืนได้

ข้าพเจ้าย้ายมาวัดสนามใน จ.นนทบุรี ด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจในตนเองเท่าใดนัก แต่ก็พยายามทำใจให้พร้อมที่จะเผชิญกับความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุด ความเชื่อที่ว่า ความทุกข์ ความเจ็บปวด เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเติบโต ก็ช่วยในการเตรียมใจได้มาก แต่จะว่าไปแล้วการมาฝึกปฏิบัติที่วัดสนามในนั้น เป็นการจับพลัดจับผลูโดยแท้ เพราะเมื่อแรกจะบวชนั้น วัดนี้ตลอดจนสำนักในสายปฏิบัติเดียวกันนี้ มิได้อยู่ในสายตาของข้าพเจ้าเท่าใดนัก แม้จะได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงพ่อเทียนมาก่อนก็ตาม แต่ก็หาได้มีศรัทธาปสาทะพอจะโน้มใจให้มาศึกษาอย่างจริงจังไม่ แต่หลังจากที่ได้พยายามเสาะหาสำนักปฏิบัติ ที่พอจะฝากตนเป็นศิษย์ได้ จนกระทั่งใกล้กำหนดบวช ก็ยังไม่พบสำนักใดที่จะแน่ใจได้ว่า ครูบาอาจารย์ท่านมีเวลาจะให้แก่ตนได้อย่างเต็มที่ ปัจจัยข้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการปฏิบัติธรรม เพราะไม่ใช่แต่เฉพาะคำแนะนำเท่านั้น ในการภาวนาเรายังต้องการกำลังใจ และการกระหนาบของท่าน เพื่อให้มั่นคงในการปฏิบัติ หาไม่ย่อมเกิดความท้อแท้หรือเฉไฉจากการปฏิบัติได้โดยง่าย

จนเมื่อ ๑ เดือนก่อนบวช มีเพื่อนแนะนำอาจารย์กรรมฐานท่านหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ยินชื่อแล้วก็แปลกใจ ด้วยเป็นพระคำเขียน สุวณฺโณ ซึ่งข้าพเจ้าคุ้นเคยกับท่านมาแต่ปี ๒๕๒๓ เมื่อคราวจัดผ้าป่าข้าวไปทอดที่วัดของท่าน เพื่อสนับสนุนสหกรณ์ข้าว บ้านท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ แต่ตอนนั้น ข้าพเจ้าสัมพันธ์กับท่านในฐานะพระนักพัฒนา ที่มีทัศนะแปลกใหม่จากพระภิกษุด้วยกัน แม้จะได้พบปะกับท่านอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา ก็หารู้ไม่ว่าท่านเป็นพระกรรมฐานชั้นอาจารย์ เป็นที่ยกย่องในหมู่ผู้ที่รู้จัก นี้แสดงว่าข้าพเจ้ามีตาแต่หามีแววไม่ เมื่อได้ทราบจากเพื่อนจึงยินดีอย่างยิ่ง อย่างน้อยที่สุด ก็ใจชื้นขึ้นว่า มีที่ทางจะไปแล้ว และเมื่อปรึกษากับท่าน ท่านก็ยินดีเป็นกัลยาณมิตรให้ หากแต่เสนอให้ข้าพเจ้ามาฝึกที่วัดสนามใน ด้วยวัดของท่านคือ วัดป่าสุคะโตนั้น ยังไม่เหมาะสำหรับข้าพเจ้า ในขณะที่วัดสนามในนั้นมีครูบาอาจารย์หลายท่าน ที่จะช่วยให้คำแนะนำได้ โดยเฉพาะหลวงพ่อเทียน ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน ตัวท่านเองนั้นจะลงมาให้กรรมฐานแก่ข้าพเจ้า เป็นการเฉพาะเลยทีเดียว

วัดสนามใน เป็นสำนักปฏิบัติ ซึ่งมีหลวงพ่อเทียน เป็นอาจารย์ใหญ่ เน้นหลักสติปัฏฐาน อาศัยการเคลื่อนไหวของร่างกาย และอิริยาบถต่างๆ เป็นฐานในการสร้างสติ ให้เท่าทันความนึกคิด และอารมณ์ความรู้สึก และมุ่งตรงสู่วิปัสสนาญาณโดยไม่เน้นที่การสมาธิตามแนวสมถกรรมฐานทั่วไป ดังนั้นจึงตัดเรื่องฌานสมาบัติออกไป ให้ใส่ใจอยู่กับอาการของกายและจิตในปัจจุบันขณะ โดยเพียงแต่รู้อยู่ แลเห็นอยู่ และพิจารณาตามสภาวะอย่างไม่เข้าไป ติด ยึด คลอเคลีย ข่ม กด หรือผลักไส ไม่ว่าจะเป็นสิ่งน่าพอใจ ไม่น่าพอใจ คิดดีหรือคิดชั่ว ก็ตาม

แม้ศรัทธาในการปฏิบัติแนวนี้ยังไม่มากพอ ข้าพเจ้าก็ตั้งใจว่า เมื่อมาถึงที่แล้ว ก็จะทุ่มตัวให้แก่การปฏิบัติอย่างเต็มที่จึงอธิษฐานว่า จะอยู่ที่วัดนี้อย่างน้อย ๑ เดือน โดยจะไม่ย้ายไปไหนและไม่ออกไปไหนก่อนกำหนด หากไม่จำเป็น เว้นแต่กิจวัตรประจำวัน เช่น บิณฑบาต ส่วนหนังสือนั้น สำทับไว้หนักขึ้นว่า จะไม่อ่านหนังสือเลย

วันแรกที่วัดสนามในนั้น สิ่งที่ต้องเผชิญเป็นอันดับแรกคือความง่วง เดินจงกรม ทำได้ไม่นานก็ง่วง แถมยังทำผิดวิธีเสียด้วย ตอนนั้นยังไม่มีใครมาบอกกรรมฐาน หลวงพ่อคำเขียนท่านก็ติดธุระที่วัดของท่าน ยังมาไม่ได้ จึงดูคนอื่นเขาทำ แล้วลองมาทำของตัวเองดูบ้าง คิดอยู่ว่า วันหนึ่งๆ ทำให้ได้ ๘ ชั่วโมง ก็เหลือรับแล้ว เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ก็ไม่เคยทำนานถึงขนาดนั้น ที่เคยทำติดต่อกันนานที่สุดก็เพียง ๑ ชั่วโมงเท่านั้น แต่ครั้นพบหลวงพ่อเทียนในวันที่ ๒ ท่านก็บอกให้ทำทั้งวัน อยู่ที่กุฏิไม่ต้องพูดคุยกับใคร ตอนนั้นหนักใจขึ้นมาทันที เพราะเห็นว่าเร็วไป น่าจะไต่ขึ้นไปทีละนิด จาก ๘ ชั่วโมงค่อยขึ้นไปทำทั้งวัน เมื่อกลับตาลปัตรเช่นนี้จึงเพลียใจเอามากๆ แต่ก็ต้องยอมตามท่าน เพราะปฏิบัติธรรมคราวนี้ ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะเอาวิริยะเป็นทัพหน้าในการสู้รบกับนิสัยความเคยชินเดิมๆ ที่เป็นโทษมากกว่าคุณ

ดังนั้น วันที่ ๓ จึงเริ่มทำอย่างจริงจัง ตั้งใจว่า เป็นไงก็เป็นกัน แม้กุฏิที่อยู่ จะซอมซ่อ และอบอ้าวในเวลากลางวันน่าแปลกที่ว่า ตัวเองสามารถทำไปได้ตลอดวัน เป็นวันแรกที่อยู่กับที่จริงๆ ไม่ได้ดูหนังสือหรือวิ่งเต้นไปไหนมาไหนแบบที่เคยทำมา วันต่อๆ มา ก็สามารถประคับประคองใจ ให้เกิดวิริยะได้ได้อย่างต่อเนื่อง ที่คิดว่า ความง่วงจะเป็นปัญหามาก ก็กลายเป็นปัญหาที่เอาชนะได้ ง่วงขึ้นมาทีไร ก็ใช้น้ำชะโลมหน้า ผิดนัก ก็จุ่มหัวลงไปในถังน้ำ หรือมิเช่นนั้นก็สรงน้ำเลย

แต่ปัญหาก็เกิดขึ้น นั่นคือกรรมเก่าที่เป็นอุปสรรคแก่การปฏิบัติธรรม คือการเป็นคนช่างคิด อันที่จริง การปฏิบัติแนวนี้ ดูไปแล้วเป็นเรื่องที่สามัญพื้นๆ คือการเดิน เคลื่อนมือและร่างกาย ส่วนอื่นๆ อย่างมี “ความรู้สึกตัว” หรือรู้สึกตัวโดยไม่สนใจความคิดที่เผลอนึกขึ้นมา แต่แล้ว ความช่างคิดของตัวก็ทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก ความรู้สึกที่ดูเหมือนว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ กลับหายไป ค้นหาก็ไม่พบ เวลาปฏิบัติธรรม จึงมักจะครุ่นคิดสงสัยเสมอว่า เจ้าความรู้สึกนี้เป็นอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะเกิดขึ้น และการไม่สนใจความคิดนั้นเป็นอย่างไร พยายามหาทางจัดการกับความคิด ที่มาเบี่ยงเบนความสนใจให้ออกห่างจากการเดิน และการเคลื่อนมือ การคิดมากดังกล่าวหลอกหลอนข้าพเจ้าตลอดเวลา เวลาปฏิบัติ เกิดความคิดแทรกซ้อนขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ ก็จะเข้าไปสกัดมัน ห้ามมันไว้ กว่าจะรู้ว่า การไม่สนใจกับความคิด ตามที่หลวงพ่อเทียนชี้แนะนั้น ก็คือ ไม่สนใจมันจริงๆ พอเผลอคิดขึ้นมา รู้เมื่อไร ก็ผ่านไปเลย ไม่ต้องไปหยุดไปยั้งมัน กว่าจะรู้เช่นนี้ ก็หลงทางไปมาก

ความคิดดังกล่าวยังพยศในลักษณะต่างๆ บางวัน เดินจงกรม เคลื่อนไหวมืออยู่ดีๆ เห็นเท้าเห็นมือเคลื่อนไปมา เกิดรู้สึกขัดลูกนัยน์ตา พยายามมองไปทางอื่น ไม่ให้เห็นเท้า เห็นมือก็ทำไม่ได้ เกิดอึดอัดขัดเคืองใจขึ้นมา แทนที่จะปล่อยวางกับความรู้สึกนี้ กลับกระโจนเข้าไปอยู่ในมัน ผลก็คือขัดใจมากขึ้น ยิ่งแก้ก็ยิ่งพัน แต่ตอนหลัง พยายามทำใจให้สงบสบาย ใจก็เริ่มคลายไป บางทีเกิดง่วงขึ้นมา ก็ถามตัวเองว่า นี่เรากำลังคิดอยู่หรือเปล่านะ ยิ่งกว่านั้น ความที่เคยชินกับเทคนิควิทยาการ และสูตรสำเร็จเพราะใช้ชีวิตอยู่กับการวัดแทบทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเลข ไม่เว้นแม้กระทั่งนามธรรม เช่น ความร้อน ความเร็ว ความฉลาด เมื่อฝึกปฏิบัติก็เลยเผลอนึกไปว่า น่าจะมีวิธีการวัดสติเป็นตัวเลขออกมา เป็นต้นว่า ในการปฏิบัติติดต่อกัน ๑ ชั่วโมงนั้น ความคิดปรุงแต่งที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา รวมแล้วต้องไม่เกินกี่นาที จึงจะเรียกว่ามีสติแก่กล้า สามารถบ่มปัญญาให้เกิดความเข้าใจในสภาวธรรมเช่นเรื่องรูป-นามได้ การคิดทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ในช่วงสัปดาห์แรก รู้สึกเบื่อหน่ายคับข้องใจกับอาการซุกซนของความคิด ทำให้ล้มลุกคลุกคลานในการปฏิบัติอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน เช้าดี เย็นแย่ เช้าแย่ เย็นดี ฯลฯ

จากชีวิตที่โลดแล่นทั้งกายและใจ มาสู่ชีวิตที่อยู่กับที่ สนใจอยู่แต่พียงสิ่งเดียวทั้งวัน ตั้งแต่เช้ามืดจนค่ำ มีแต่การเดินจงกรมเคลื่อนไหวมือไปมาไม่มีหยุด ชีวิตเช่นนี้น่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่งในช่วงแรกๆ เมื่อนึกถึงวันกำหนดออกจากวัด ซึ่งยังอยู่ห่างไกลเป็นเดือน ก็ทำเอาทดท้อ หดหู่ใจมากทีเดียว เลยไม่กล้าคิดไปถึงอนาคตไกลนัก แม้กระนั้นเมื่อคิดเพียงว่า เมื่อไรจะหมดวัน ก็ยังทำใจให้เป็นปกติไม่ได้ สุดท้ายจึงไม่กล้าคิดไกลไปเกิน ๑-๒ ชั่วโมงข้างหน้า กว่าจะบากบั่นจนผ่านวันหนึ่งๆ ไปได้ ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก พยายามรวบรวมกำลังใจอดทนต่ออุปสรรคที่เร้ารุมจิตใจตั้งแต่เช้ามืดจนค่ำ เพียงเพื่อจะพบว่า วันรุ่งขึ้น ชีวิตก็จะต้องจำเจเช่นนี้อีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างไม่มีทางเป็นอื่น ตอนนั้นอดไม่ได้ที่จะนึกถึงซิซีฟัสในความเรียงกามูส์ ผู้ซึ่งชะตากรรมบันดาลให้ต้องกลิ้งหินหนักขึ้นยอดเขาเพียงเพื่อจะพบว่า เมื่ออ่อนแรง หินจะกลิ้งกลับลงไปทุกที จำต้องไปกลิ้งหินขึ้นมาอีก วันแล้ววันเล่า ชั่วนาตาปี

ช่วง ๓ สัปดาห์แรก ไฟแรงเอามากๆ มีความหวังควบคู่กับการเอาจริงเอาจัง พยายามระดมความเพียรอย่างหนัก และบังคับตัวหลายอย่างจนเกร็ง ก็ว่าได้ แม้จะมีความท้อ จนคิดอยากจะเลิกจากการปฏิบัติแต่ก็มีมานะที่อยู่ให้ครบ ๑ เดือน ตามที่ได้อธิษฐานเอาไว้ ถึงจะง่วงก็พยายามฝืน ตอนนั้น ลึกๆ ก็เบื่อที่จะทำตามแนวนี้ แต่ก็ทนฝืนทำไป มิได้ทำด้วยใจรัก ที่ทำอยู่ได้ก็โดยอาศัยความหวัง และอหังการหล่อเลี้ยงพร้อมกับความทะยานอยาก ปรารถนาจะมีบางสิ่งบางอย่างเหนือคนอื่น เมื่อใดที่นึกขึ้นมาว่า การปฏิบัติธรรมเช่นนี้จะทำให้สติของตนแก่กล้าจนบังเกิดปัญญา เข้าใจเรื่องรูป-นาม เมื่อนั้นจะบังเกิดความฮึกเหิมขึ้นมา ด้วยนั่นเป็นคุณวิเศษอันยากที่คนอื่นจะมีกัน

ความหวัง ความปรารถนาอย่างแรงกล้า ซึ่งผลักดันให้กระตือรือร้นปฏิบัตินั้น ในแง่หนึ่ง ทำให้เกิดความเพียรพยายามดับความท้อแท้เฉื่อยเนือย แต่ในอีกแง่หนึ่งเป็นความร้อนรนอยากได้อยากเอา เมื่อตัณหาเกิดขึ้นเช่นนี้ การปฏิบัติจะถูกต้องอย่างไรได้ ผลก็คือ เมื่อตั้งใจมาก ก็ยิ่งบีบกดความคิด ตั้งหน้าตั้งตาห้ามความคิดมิให้ออกมา ความคิดไหนโผล่มา พอรู้ตัวก็ห้ามทันที ผลคือ ความเครียดเริ่มรุนแรง อันที่จริง ความเครียดเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกๆ แล้ว แต่ข้าพเจ้าเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไม่สู้สนใจอะไรเพราะปกติเป็นคนเครียดอยู่แล้ว พอเครียดจากการเพ่งขึ้นมา ก็เลยไม่รู้สึกผิดสังเกต แต่พอทำนานเข้า อีกทั้งเพ่งมากเข้าเนื่องจากความใจร้อน ความหวังสูง ก็เลยทำให้ความเครียดบีบรัดนานขึ้น ปฏิบัติไม่ถึงชั่วโมงก็มีอาการตื้อ สมองสงบราบคาบไม่มีความคิดออกมาเลย

ในระหว่างนั้น หลวงพ่อเทียนและครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ ได้มาชี้แนะ ไม่ให้เพ่งดูความคิด เพียงแต่ให้รู้สึกเวลาเคลื่อนไหวแต่ข้าพเจ้าก็หาเข้าใจไม่ ยังไม่มีทีท่าจะรู้ว่า “ความรู้สึก” ที่ท่านพูดนั้นเป็นอย่างไร พยายามเปลี่ยนวิธีปฏิบัติ ตามที่เข้าใจว่าถูกต้อง แต่แล้วก็ไม่ได้ผล ความเครียดไม่ลดลงเลย ซ้ำกลับเพิ่มขึ้น เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนเล่า ก็ยังผิดทางอยู่นั่นเอง

ปลายสัปดาห์ที่ ๓ เริ่มรู้สึกผิดปกติ ความเครียดเกิดขึ้นถี่เข้าๆ จนเกือบจะต่อเนื่อง เกิดวิจิกิจฉาขึ้นมาอย่างแรง กลายเป็นความท้อแท้ที่น่ากลัว ตอนนี้เองที่รู้ว่า วิจิกิจฉาต่างจากความสงสัยอย่างไร ความสงสัยนั้นกระตุ้นให้เกิดการแสวงหา แต่วิจิกิจฉานั้น เป็นความลังเลที่มีแต่จะบั่นทอนความเพียร ทั้งความเครียด วิจิกิจฉาและความท้อแท้ สามัคคีกันมากขึ้นทุกที กระทั่งวันที่ ๒๔ ของการปฏิบัติ เกิดรู้สึกคับข้องใจอย่างรุนแรง ไม่เป็นสุขอย่างยิ่ง มีความคิดที่จะออกจากวัดสนามใน ไปไชยา

ถึงจุดนี้แผนการเดินทางก็เริ่มขึ้น สติไม่อาจยับยั้งได้ คิดฟุ้งไปเรื่อย แต่ก็ผ่อนคลายขึ้น เครียดๆ หายๆ แทนที่จะเครียดแบบต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามพอวางแผนเรียบร้อยสมอยาก วันนั้นทั้งวัน ความเครียดก็ลุกลามรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเดินจงกรม หรือเคลื่อนมือ ทำได้ไม่นาน ก็ตื้อทึบ ความคิดไม่ออกมา เหมือนกับถูกกดทับเอาไว้ เช้าวันนั้น นึกอยากร้องไห้ขึ้นมา รู้สึกผิดหวังอย่างแรง ยิ่งเดินจงกรม ก็ยิ่งสิ้นหวัง อารมณ์ขณะนั้น ทำให้จิตตกมากขุ่นเคืองคนรอบข้าง กล่าวโทษใครต่อใครไปหมด ว่าเป็นเหตุให้ตนเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เริ่มตั้งแต่หลวงพ่อคำเขียน เพราะหากท่านมาตามนัดแต่แรก ข้าพเจ้าคงไม่ปฏิบัติผิดวิธี และความผิดพลาดนี้หลวงพ่อเทียน ท่านมีส่วนด้วย เพราะท่านไม่อาจสื่อสารให้คนรุ่นใหม่อย่างข้าพเจ้าเข้าใจได้ ทำให้หลงทางไปเพ่งความคิด แทนที่จะ “รู้สึก” เพียงเท่านั้น ความคับแค้นใจ ทำให้อยากประชดด้วยการเลิกปฏิบัติแนวนี้ไปเสียเลย และย้ายไปที่อื่น แต่ติดขัดด้วยยังไม่ครบเดือนตามกำหนดจึงต้องทนอยู่ปฏิบัติที่วัดสนามในไปก่อน ต่อเมื่อพ้นเดือนแล้ว จึงจะเป็นไทแก่ตัวเสียที

ทั้งๆ ที่เครียดตลอดวัน ก็ยังปฏิบัติผิดๆ ถูกๆ ต่อไป เย็นวันนั้นมีอาจารย์ท่านหนึ่งมาให้ข้อแนะนำ ทำให้ตนร้องอ๋อ ว่าที่ให้เดินและเคลื่อนไหวกาย ด้วยใจสบายนั้น มีความหมายตามตัวอักษรจริงๆ คือ เดินแบบปกติ เคลื่อนไหวกายสบายๆ ไม่ต้องเอาใจไปไว้ที่ไหนทั้งสิ้น เพียงแต่ให้รู้เมื่อเกิดความคิดฟุ้งลอยออกไปจากการปฏิบัติ ภายหลังก็เข้าใจเพิ่มขึ้นว่า กากรเคลื่อนไหวใช้อิริยาบถ ตามแนวปฏิบัตินี้ กล่าวโดยสรุป ก็คือเป็นอุปกรณ์หรืออุบายในการฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันขณะและปราดเปรียวว่องไวในการรู้เท่าทันความคิดที่ฝันฟุ้งปรุงแต่งไปโดยไม่เจตนา คืนนั้นก็เลยเกิดกำลังใจปฏิบัติ แต่แล้วก็หามีอะไรดีขึ้นไม่ เพราะความเข้าใจดังกล่าวเป็นเพียงขั้นความคิดเท่านั้น หาได้รวมถึงการประสบแก่ใจไม่ ยิ่งกว่านั้น การทำผิดวิธีมากว่า ๓ สัปดาห์ อย่างหามรุ่งหามค่ำนั้น ได้สร้างอุปนิสัยอย่างใหม่ขึ้นมา พอจะเดินหรือเคลื่อนมือใจมันก็เตรียมจ้องความคิด หรือมิเช่นนั้นก็เพ่งส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่จะเคลื่อนไหวเอาไว้แล้ว แม้จะสลัดทิ้งไปก็ไม่ได้ผล

เช้าวันรุ่งขึ้น แม้จะพยายามบอกตัวเอง ให้ทำใจสบายแต่ใจมันไม่ไปด้วย คอยแต่จะตะครุบห้ามความคิด ผลก็คือ ความเครียดรุนแรงกว่าที่แล้วๆ มา ตอนเย็น เริ่มมีอาการปวดที่แขนซ้าย พอตกค่ำก็กำเริบมากขึ้น แต่ใจก็ยังคิดว่า วันต่อๆ ไปคงจะสดใสกว่านี้ แต่พอวันรุ่งขึ้น ก็รู้ว่าร่างกายไปไม่ไหวแล้ว แขนปวดมาก นอนไม่หลับ ตาค้าง สมองฟุ้งซ่านไปหมด ถึงตอนนี้ ก็ไม่มีแรงที่จะหยุดจะห้ามความคิดแล้ว มันคิดไปเรื่อยจนกระเจิงไปหมด เช้าวันต่อมา ไม่อาจไปบิณฑบาตได้ และนอนกลางวันเป็นครั้งแรกชดเชยคืนก่อนที่นอนไม่หลับ

เมื่อมาฝึกที่วัดสนามในได้ไม่นาน ก็มีความหวังว่า จะเป็นทางออกให้แก่ตนได้ในด้านการเจริญสติ เพราะอานาปานสติภาวนานั้น ที่แล้วมาข้าพเจ้าไม่ประสบความก้าวหน้าเลย แต่เมื่อเปลี่ยนวิธี มาพึ่งพิงทางนี้ก็ต้องมีอันเป็นไปอีก เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในชะตากรรมของตัวเองมาก ตอนนั้นแหละ ที่เข้าใจพุทธภาษิตที่ว่า ตนนั้นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน ถึงที่สุดแล้วก็ไม่มีใครช่วยเราได้ หากเทพยดามีจริงก็ไม่อาจทำอะไรได้ คนที่จะแก้ปัญหาของเราได้ ก็คือเราเท่านั้นเอง หลวงพ่อเทียนแม้ท่านจะมีความสามารถอย่างยิ่งในการฝึกสอนกรรมฐาน ทั้งยังให้ความใส่ใจกับข้าพเจ้ามาก มาสอบอารมณ์ที่กุฏิทุกวัน วันละ ๒ ครั้ง แต่ก็ไม่อาจทำให้เข้าใจอะไรได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะพึ่งใครได้อีกต่อไป

บัดนี้ ข้าพเจ้าได้มาถึงจุดตีบตันแล้ว สถานการณ์บังคับให้จำต้องหันมาพึ่งตนเองอย่างจริงจัง เพราะในเวลานั้นมีแต่ตนเองเท่านั้น ที่จะพาให้ผ่านพ้นความทุกข์ไปได้ โดยที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าการปฏิบัติธรรมนั้น จะต้องยังความผาสุกให้เกิดขึ้นแก่จิตใจ จะต้องเป็นสุขาปฏิปทายิ่งกว่าทุกขาปฏิปทา อีกทั้งการปฏิบัติแนวนี้ยังเน้นการทำอย่างสบาย แบบเล่นๆ (แต่ทำไม่หยุด) ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเริ่มมาให้ความสนใจแก่ความรู้สึกของตนเองอย่างจริงจังโดยพยายามเสาะหาวิธีปฏิบัติและการวางจิตวางใจ ที่จะทำให้ตนเองรู้สึกสบายอย่างแท้จริง แม้จะยังไม่ถึงกับละทิ้งแนวทางหรือหลักการของหลวงพ่อเทียน แต่ก็มิได้หมายมั่นเอาจริงเอาจังกับคำสั่งสอนอื่นๆ ของครูบาอาจารย์อีกต่อไป หากพยายามใช้วิธีการของตัวเอง ที่จะทำให้เกิดความสบายใจ ความรู้สึกเครียดอย่างรุนแรงและยืดเยื้อบีบบังคับให้ต้องหาทางออกเช่นนี้

ดูเหมือนว่า นี้จะเป็นทางออกเดียวเท่านั้นสำหรับข้าพเจ้าในเวลานั้น เพราะเพศบรรพชิตไม่เอื้อให้ข้าพเจ้าสามารถคลายเครียดด้วยการดูหนัง ฟังเพลง เตร็ดเตร่ดังแต่ก่อนได้อีกต่อไป ยิ่งเมื่อไปไหนไม่ได้ ด้วยอำนาจอธิษฐาน ก็ยิ่งต้องหันมาหาตนเองและการปฏิบัติเป็นทางออก เมื่อเริ่มคลำทางของตัวเอง โดยมิได้คำนึงถึงคุณวิเศษอันจะพึงบังเกิดจากการปฏิบัติแนวนี้ หากหวังเพียงแต่ให้ความเครียดบรรเทาไปเท่านั้น ก็เริ่มรู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้น ความกดดันบีบคั้นจางลงไปเป็นลำดับ

ประจวบกับช่วงนั้นหลวงพ่อคำเขียนว่างลงมากรุงเทพฯ ได้ให้คำชี้แนะแนวปฏิบัติบางประการ เมื่อประกอบกับความรู้สึกที่คลายตัวดังกล่าวแล้ว ก็เริ่มที่จะเข้าใจแล้วว่า การปฏิบัติแบบสบายๆ ประหนึ่งทำเล่นๆ แต่จริงจังตามที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำนั้น เป็นอย่างไร มิใช่การปฏิบัติที่ผลักดันด้วยการเอาเป็นเอาตายกับผลที่จะเกิดขึ้น หากเป็นการกระทำโดยปราศจากการอยากได้ใคร่เอา(ตัณหา) ในผล ซึ่งจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นเป็นเรื่องอนาคตเป็นการปฏิบัติที่เกิดจากความพอใจที่ได้กระทำและประกอบเหตุ(ฉันทะ) จะทำผิดพลาดอย่างไร ก็ไม่เสียใจ ผลจะออกมาอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว มุ่งประกอบเหตุแต่เพียงอย่างเดียว ด้วยเชื่อว่าหากทำอย่างไม่ลดละ ผลย่อมทนอยู่ไม่ได้ ต้องแสดงตนออกมาในที่สุด เป็นการปฏิบัติที่มุ่งแต่ปัจจุบันขณะ คืออยู่กับการกระทำที่กำลังดำเนินไปไม่วอกแวกกับความผิดพลาดที่ได้ผ่านพ้นไป และไม่ชะเง้อมองหาผลที่จะบังเกิดขึ้นข้างหน้า อันมีแต่จะทำให้เกิดอาการเกร็งและบีบคั้น เป็นการกระทำด้วยใจสบาย ดุจเดียวกับการวาดรูปเล่น ตอกตะปูเล่นฉะนั้น จะต่างกันก็ตรงที่การเจริญสตินั้น ทำอย่างต่อเนื่อง เป็นลูกโซ่และอยู่บนจุดสมดุลระหว่างการวางจิตวางใจอย่างสบาย คลายความยึดมั่นในผล กับการเอาใจใส่ใฝ่พยายามอย่างไม่หยุดหย่อน

เมื่อทำเช่นนี้ติดต่อกันบ่อยครั้ง ความรู้สึกที่เคยขาดๆ หายๆ เนื่องจากใจไม่อยู่กับปัจจุบันขณะ หรือเพราะเฝ้าเพ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็เริ่มต่อเนื่องเป็นกระแสและชัดเจนขึ้น เมื่อกายเคลื่อนไหว ใจก็รู้สึกถึงอาการนั้น เมื่อฝันฟุ้งปรุงแต่งหรือหมกมุ่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ก็รู้ตัวเร็วขึ้น โดยนัยนี้ สติก็แก่กล้าขึ้นเป็นลำดับ ความสลึมสลือไม่กระจ่างชัดในกิริยาอาการของตน ที่เกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิตประจำวันก่อนหน้านั้นก็เริ่มกลายเป็นความตื่นตัว รู้สึกแจ่มชัดในการกระทำและอิริยาบถต่างๆ มากขึ้น

ถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าก็เข้าใจในคำสอนชี้แนะของครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ มากขึ้น การที่ข้าพเจ้าเดินผิดทาง เป็นเพราะตีความประสบการณ์ของท่านคลาดเคลื่อนไป ข้าพเจ้าลืมคิดไปว่าการนำเอาประสบการณ์ภายในมากล่าวแก่ผู้อื่นนั้น คำพูดย่อมไม่อาจสื่อสารสภาวะภายในออกมาได้อย่างแม่นยำ เมื่อจะพูดถึงประสบการณ์ภายในอันเป็นนามธรรมนั้น เราย่อมอาศัยรูปธรรมหรืออาการที่เราคุ้นเคยและมีลักษณาการใกล้เคียงกับนามธรรมนั้นมากล่าวเปรียบเทียบ แต่ปัญหาคือ บ่อยครั้งที่ผู้ฟังไม่คุ้นเคยกับรูปธรรมหรือสิ่งที่ผู้พูดนำมาเทียบเคียง จึงย่อมไม่อาจเข้าใจประสบการณ์ภายในที่ต้องการสื่อได้ หรือถึงคุ้นเคยก็มักจะตีความไปตามแง่มุมที่ตนเข้าใจ ซึ่งมักไม่ตรงกับสภาวะภายในของผู้พูด ข้าพเจ้าเองก็ตกอยู่ในสภาพของผู้ฟังดังกล่าว จึงไม่อาจเข้าใจได้ว่า “ความรู้สึก” หรือ “หรือความรู้สึกตัว” หรือ “สติ” ที่ได้รับฟังนั้นเป็นอย่างไร แม้จะใช้ความคิดไตร่ตรองถ้อยคำตามตัวอักษรของผู้พูดก็ไม่เข้าใจ จนเมื่อได้ประสบสัมผัสกับตัวเองโดยบังเอิญแม้จะเพียงประพิมประพาย จึงค่อยเข้าใจคำชี้แนะของท่าน

นับแต่นั้นมา ก็พยายามเริ่มต้นใหม่ ปลอบใจตัวเองว่า ที่แล้วๆ มาเป็นบุพกรรมของตัวเอง ที่ชอบคิดซับซ้อนนอกตัวอย่าง ไม่คิดจะดูจิตของตน พอครูบาอาจารย์บอกให้ทำเล่นๆ ก็ทำไม่เป็น เพราะนิสัยมันจริงจังเสียแล้ว หากทำอะไรเอาจริง ใจก็จะเกร็งบีบบังคับตัวเองตามไปด้วย ที่จะทำการอย่างเอาจริงเอาจัง แต่วางใจให้สบายนั้น ทำได้ยาก ยิ่งครูบาอาจารย์สอนให้ทำโดยไม่ต้องหวังอะไรด้วยแล้ว ยิ่งทำยากขึ้นไปอีกเพราะโดยปกติ การที่ข้าพเจ้าจะมีวิริยะทำสิ่งใดอย่างจริงจังนั้นก็เพราะเอาความหวังเข้าเป็นแรงผลักดัน คิดฝันเพื่อล่อตัวเองให้ทำงานหนัก คนอื่นอาจจะทำจริงจังโดยวางใจสบาย ประหนึ่งทำเล่นๆ และไม่หวังผลอะไรแต่ข้าพเจ้านั้น แทบจะสิ้นหวังกับการทำใจอย่างนั้น หากจะทำอะไรชนิดที่ต้องทุ่มทั้งตัวแล้ว ใจจะเฝ้ามองจดจ่อ และบังคับตัวเองอยู่ตลอดเวลา เกิดอาการเกร็งขึ้นมาทางใจ ขณะเดียวกันก็จะสร้างความหวังไว้มาก เพื่อให้เป็นพลังขับเคลื่อนตัวเองจนกลายเป็นความร้อนรนไปโดยไม่รู้ตัว แม้บางกิจ ความหวังอาจจะน้อย เพราะมีอุปสรรคมาก แต่ก็ยังมีความมุ่งหวังอยู่นั่นเอง ด้วยเหตุฉะนี้ จึงถือว่าเป็นวาสนานิสัยของตัวเอง ที่เป็นบุพกรรม อันเป็นอุปสรรคแก่การปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ คิดอย่างนี้ได้ก็สบายใจดีเหมือนกัน แต่ก็ไม่ทำให้วางมือด้วยความทดท้อต่ออุปสรรค

ความสิ้นหวัง ผิดหวัง แม้จะเจ็บปวดอย่างไร แต่ข้อดีคือนอกจากจะทำให้เราอดทน เป็นการทดสอบตนเองแล้ว ยังทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น ภาพที่วาดให้แก่ตัวเองว่าเป็นคนเก่งวิเศษกว่าคนอื่น หรือหวังว่าตนจะเหนือกว่าคนอื่นๆ นั้นแทบจะสูญหายไปสิ้น ทำให้เรากลับกลายเป็นคนธรรมดา เล็กๆ คนหนึ่งซึ่งถึงที่สุดแล้วไม่มีใครจะช่วยเราได้ ยกเว้นตัวเราเอง ก่อนนั้น นึกแต่จะสอนคนอื่น เตรียมคำพูดที่จะชี้แนะใครต่อใคร ด้วยคิดว่าตัวเองรู้ดีแล้ว แต่แล้วนั่นก็เป็นฝันกลางวัน ความผิดหวังสอนตัวเองดีนักแล มิให้ประมาท และมิให้อหังการ

เย็นวันที่ ๓๐ ของการปฏิบัติ ปรากฏว่า สามารถประคับประคองใจไม่ให้เพ่ง ทำให้เดินจงกรมได้เกือบชั่วโมง โดยเครียดน้อยมาก เกิดความปีติดีใจอย่างแรงกล้า มีความหวังขึ้น หมายมั่นปั้นมือว่า จะทำให้ตลอดทำนองนี้อีก แต่ที่ไหนได้พอตั้งใจคาดหวังขึ้นมา ก็มีอาการเกร็งอีก เดินจงกรมค่ำวันนั้นและเช้าวันรุ่งขั้น จึงมีแต่ความเครียดกลับคืนมา เสียใจมากตอนนั้น แต่ก็พยายามหาวิธีแก้ไข สายวันนั้นเริ่มต้นใหม่เดินจงกรมตลอดวันโดยพยายามวางจิตวางใจให้เป็นปกติ ปรากฏว่ามีทีท่าดีขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าจึงตั้งใจว่าจะอยู่ที่วัดสนามในต่ออีก ๑ เดือน เพราะไหนๆ ก็บากบั่นมาถึงขั้นนี้แล้ว จะละเลิกไปก็น่าเสียดายอยู่

หลังจากวันนั้น ก็พอจะหาอุบายให้กับตัวเองได้ เพื่อที่จะปฏิบัติโดยไม่ให้ถูกความเครียดรบกวน ตอนนั้น เกิดความรู้สึกว่า สติของตัวเองพัฒนาขึ้นแล้ว เพราะเวลาคิดโดยไม่ตั้งใจ คิดได้ไม่นาน ก็รู้สึกตัว การปฏิบัติช่วงนี้ ข้าพเจ้าใช้แต่อิริยาบถเดินเพียงอย่างเดียว เพราะรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่า ทำให้เครียดน้อยกว่าการยกมือเป็นจังหวะ แต่ความที่เดินมาก ขาเริ่มทรุดลงเรื่อยๆ ยิ่งปวดเท่าไร ยิ่งฝืนใจตัวเองสู้ เกิดความคาดหวังอยากจะให้รู้เข้าใจรูป-นามเร็วๆ จะได้เลิกเดินเสียที จึงเกิดความทุกข์ในการปฏิบัติขึ้นมาอีก ทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งใจ ยิ่งมีวันหนึ่ง หลวงพ่อเทียนท่านกำชับให้ปฏิบัติมากขึ้น ท่านคงเข้าใจว่า ที่แล้วๆ มา ข้าพเจ้าไม่ได้เอาจริงกับการปฏิบัติ เหตุการณ์วันนั้นทำให้ข้าพเจ้าเกิดความหวั่นไหว รู้สึกว่าตนเป็นคนล้มเหลว ที่ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ตอนนั้นทั้งเสียใจ ท้อใจ และเกิดมานะทิฐิ จึงตั้งจิตอธิษฐานว่าถึงอย่างไรจะทำให้สุดฝีมือเต็มที่จนครบกำหนดสิ้นเดือน ไม่ว่าจะเบื่อหน่ายเพียงใดก็ตาม

จากนั้นจึงทุ่มตัวปฏิบัติเต็มที่ เวลาปฏิบัติก็อยากให้เห็นมรรคเห็นผลอยู่ร่ำไป เกิดความร้อนรนขึ้นมาอีก เมื่อไม่เห็นผลก็เป็นทุกข์ซ้ำอีก เกิดความเบื่อหน่าย ปฏิบัติแต่ละคราวก็คอยนับนาทีให้หมดชั่วโมง และหมดวันเป็นการฝืนทนเดิน ด้วยแรงวิริยะอย่างเดียว แต่ฉันทะไม่เกิด จนถึงวันที่ ๔๑ ของการปฏิบัติ ทนปวดขาไม่ไหว ต้องหยุด เสียใจมิใช่น้อย แต่ก็ไม่อาจเอาชนะสังขารได้ เดชะบุญมีเพื่อนซึ่งเป็นหมอนวดมือดีมานวดเฟ้นให้ ไม่นานก็เดินได้ดี

หลังจากวันนั้นก็ตั้งใจใหม่ พยายามไม่คาดหวังอะไรมาก ถือเอาความสุขจากการเดินเป็นสำคัญ ส่วนความสุขที่จะเกิดจากความสมหวัง ได้รู้เรื่องรูป-นามนั้น เป็นเรื่องอนาคต ที่ไม่พึงเอามาเป็นอารมณ์ ควรจะสนใจแต่ความสุขจากปัจจุบันขณะมากกว่า กอปรกับตอนนั้น รู้เท่าทันความคิดไวขึ้น การเดินจงกรมเริ่มลงตัวจึงเกิดความเพลิดเพลินเป็นลำดับ วันหนึ่งๆ จึงผ่านไปอย่างทุกข์ร้อนน้อยลง สัปดาห์ที่ ๖ และ ๗ เป็นช่วงที่ปฏิบัติอย่างมีความสุขมากกว่าที่เคยผ่านมาแม้จะมีคนมาเยี่ยมก็ไม่ฮึดฮัดขัดใจเหมือนก่อน ไม่คิดว่าเขามาขัดเวลาปฏิบัติ ซึ่งเท่ากับทำให้เสียอารมณ์และให้เวลาที่จะ “บรรลุ” เนิ่นนานออกไป แต่ก่อนนั้นแม้แต่พ่อแม่มาเยี่ยมก็ไม่สู้พอใจ บางครั้งหลุดปากถามไปว่า “มาทำไม” ด้วยซ้ำ แต่เมื่อทำใจให้สบาย บอกกับตนเองว่า ตอนนี้สติก็ดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว ถือว่าเป็นกำไรชีวิต เพราะเมื่อแรกมาปฏิบัติ ก็มิได้คาดหวังอะไร เพียงแต่ว่าขอให้ผ่านชีวิตพระปฏิบัติไปได้อย่างสมศักดิ์ศรี คือทำสุดฝีมือก็พอใจแล้ว ความคาดหวังอะไรนอกนั้น เป็นสิ่งที่วาดขึ้นภายหลังทั้งสิ้น ฉะนั้นแม้นไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ควรถือเป็นความผิดหวังหรือความล้มเหลว

การปฏิบัติธรรมที่วัดสนามใน สำหรับข้าพเจ้าแล้ว เป็นเรื่องของความท้อแท้และมีกำลังใจสลับกัน ในยามท้อแท้ ก็พยายามนึกถึงคนที่ลำบากกว่าตน ทุกข์ระทมโศกเศร้า เหงาเซ็งยิ่งกว่าตน บางคราวก็นึกถึงคนที่เอาชนะทุกข์ได้ด้วยความเพียร แม้จะเจ็บปวด แต่ก็แย้มยิ้มในผลที่ได้รับในภายหลัง เรื่องราวของบุคคลที่พบเห็นในหนังสือและภาพยนตร์ได้หวนกลับมาเป็นอนุสติเพิ่มพูนวิริยะและกำลังใจให้มากขึ้น นึกไปถึงคนอย่าง อองรี ชาเรียร์ หรือ ปาปิญอง ซึ่งสามารถทนอยู่ในคุกมืดและร้อนอับดังนรกได้นานถึง ๕ ปี ด้วยการเดินนับก้าวไปมาตลอดทั้งวันเพื่อตรึงจิตไม่ให้ฟุ้งซ่านถึงอดีตและอนาคต ซึ่งมีแต่จะบั่นทอนใจให้เป็นโรคประสาท ในยามเบื่อหน่ายทดท้อต่อการเดินจงกรมและการปฏิบัติก็นึกไปถึงคนอย่าง ฮาโรลด์ อับราฮัม ตัวเอกในภาพยนตร์และหนังสือเรื่อง “Chariots of Fire” ซึ่งเป็นเรื่องราวของนักวิ่งโอลิมปิคที่คว้าเหรียญทองและชื่อเสียง ซึ่งล้วนแต่เป็นมายาที่สมมติกันขึ้นมา หาใช่สาระแท้จริงของชีวิตไม่ แต่แล้วเขากลับอุทิศตัวอย่างยิ่งกับสิ่งสมมตินั้น ก็แล้วสิ่งที่เราประสงค์นั้น มิใช่สิ่งทรงคุณค่า และสาระเหนือกว่าเหรียญทองโอลิมปิคดอกหรือ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ไยทอดหุ่ยเฉื่อยเนือยเล่า

แต่สิ่งที่ทำให้ตนเองเกิดความเพียรพยายามยิ่งขึ้นก็คือ การรำลึกว่า การปฏิบัติธรรมครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิต ที่จะเป็นบทเรียนให้แก่อนาคต หากทำสุดฝีมือแล้ว ก็จะเป็นกำลังใจให้แก่ตนเองในภายภาคหน้า ในทางที่จะเพิ่มพูนวิริยะให้ยิ่งขึ้นไปในยามที่เกิดท้อแท้ อีกประการหนึ่ง หากทำสุดฝีมือแล้วและยังไม่อาจเข้าใจธรรม ก็จะไม่เสียใจ ไม่โทษตนเอง เพราะได้ทำจนถึงที่สุดแล้ว ถึงจะไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา แต่ความภูมิใจในตนเองย่อมเกิดขึ้น สำหรับข้าพเจ้านี้เป็นสิ่งสำคัญนัก การนึกคิดเช่นนี้ ทำให้เอาชนะความท้อแท้ได้ พยายามปฏิบัติให้มาก แม้จะเป็นทุกข์หลายครั้งหลายครา แต่ความทุกข์นั่นแหละเริ่มสอนตนเองให้ทำใจเป็นกลางๆ ไม่วาดหวังจนฮึกเหิม และไม่ท้อแท้จนหดหู่

การปฏิบัติที่เริ่มจะถึงจุดจบ เมื่อใกล้สิ้นเดือนที่ ๒ ตามกำหนดอธิษฐานได้กลายเป็นการปฏิบัติที่เป็นสุข เปี่ยมด้วยความแช่มชื่นแจ่มใสอีกครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงพ่อเทียนได้มาให้กรรมฐานใหม่ แต่คราวนี้ ท่านแนะนำข้อพึงปฏิบัติเพิ่มเติม กับบอกให้ข้าพเจ้ามีขันติ แม้ที่กุฏิจะร้อน ก็ต้องอดทน บ่ายวันนั้นจึงทำตามคำแนะนำของท่าน กลับไปฝึกคนเดียวที่กุฏิหลังจากที่ย้ายไปฝึกที่ลานวัดช่วงกลางวันตลอด ๔ สัปดาห์ก่อน อันเป็นวิธีหนึ่งในการคลายความเครียด เมื่อได้ปฏิบัติตามคำแนะนำก็เห็นผลก้าวหน้ากว่าเดิม ความเครียดแม้จะเกิดขึ้น แต่ก็น้อยและทำใจได้ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มีเกิดได้ ก็ดับได้

ช่วงหลังทำใจได้ดีขึ้น คล่องแคล่วขึ้น แม้จะยังไม่ประจักษ์วิปัสสนาญาณ แต่สติก็เติบกล้าขึ้น จนจะกลายเป็นนิสัย สำหรับข้าพเจ้าแล้ว นี้นับว่าสำคัญยิ่งเพราะชั่วชีวิตนี้ยังจะต้องปฏิบัติธรรมอีกหลายปีตราบอายุขัย หากสามารถสร้างนิสัยใฝ่ปฏิบัติได้ด้วยฉันทะ จะเป็นคุณแก่ตนเองในระยะยาว ดังนั้นเมื่อเกิดความลังเลสงสัยในเรื่องผลที่จะเกิดขึ้น ก็อาศัยความคิดดังกล่าวระงับไปได้

โดยที่กำลังใจและความใฝ่ธรรมได้บรรเจิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงประสงค์ที่จะอยู่วัดสนามในต่อไป แทนที่จะกลับวัดทองนพคุณตามกำหนดเดิม
เพื่อกลับไปอ่านและขีดเขียนหนังสือตามใจชอบ เพราะระยะหลัง ความร้อนรนขวนขวายหาหนังสือพิมพ์หรือหนังสืออื่นๆ อ่านลดลงมาก มีการปฏิบัติเข้ามาแทนที่ จึงคิดเลื่อนการสึกออกไป แม้จะครบกำหนดลางาน ๓ เดือนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเกรงใจเพื่อนๆ ที่ต้องแบกรับภาระแทนข้าพเจ้าขณะที่ลาบวชทั้งๆ ที่แต่ละคน ก็มีงานเต็มมืออยู่แล้ว ครั้นปรึกษากับเพื่อนๆ เพื่อนก็ใจดีนัก ไม่ขัดข้องที่ข้าพเจ้าจะบวชต่ออีก ๑ เดือน

การปฏิบัตินับแต่นั้น ก็สนุกขึ้น แม้มีกิจออกไปข้างนอกก็ไม่รู้สึกกระไร ยิ่งนึกสนุก ยิ่งอยากบวชต่อไปอีก เพราะเริ่มคุ้นเคยกับชีวิตสงบแบบพระ ซึ่งแต่ก่อนนั้นเฝ้าแต่จะสึกเพื่อโลดแล่นกลับไปในโลกแห่งกิจกรรมใหม่ เตรียมโครงการหลังสึกมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น ใจยังนึกไปถึงภาพยนตร์อย่าง “คานธี” “อีที” และอีกหลายเรื่องที่นักดูหนังไม่ควรพลาด แต่เมื่อมีความสุขจากการภาวนาเข้ามาแทนที่ความสุขจากมหรสพก็มีอิทธิพลดึงดูดใจน้อยลง

เมื่อครบกำหนดอีก ๑ เดือน ก็ยังหาจุใจไม่ แม้จะยังมีความรู้สึกเกาะเกี่ยวกับเพศฆราวาสอยู่ แต่ก็เลือกที่จะบวชต่ออีก โดยที่ทั้งทางบ้านและเพื่อนๆ ก็ไม่ขัดข้องเช่นเคย เป็นอันว่าได้บวชต่อไป แต่การปฏิบัติได้เข้มข้นลงไป เพราะมีกิจที่ต้องทำเพื่อลดทอนภาระที่ฝากเพื่อนๆ แบกรับในระหว่างบวช จนเมื่อถึงวันเข้าพรรษา จึงได้ปลอดจากการงานและได้กลับมาหลีกเร้นปฏิบัติอย่างจริงจัง และต่อเนื่องที่วัดป่าสุคะโตของหลวงพ่อคำเขียน เมื่อออกพรรษา ก็สงสัยว่า จะได้บวชต่อจนครบปีหรือไม่ เพราะที่บวชมาได้ ๘-๙ เดือน ก็นับว่าเกินความคาดหมายแล้ว ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นว่า ชีวิตการบวชได้ขยายออกไป จนกระทั่งบัดนี้ เวลาผ่านมาได้ ๒ ปีเศษแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสาเหตุที่เลื่อนวันสึกออกไปไม่มีกำหนด มิใช่เพราะต้องการพักผ่อนต่อไปอีก ถึงเวลานี้ ไม่มีความจำเป็นสำหรับข้าพเจ้ามากนักที่จะต้องแยกการพักผ่อนออกจากกิจกรรมทางสังคมดังแต่ก่อน สิ่งที่ได้เรียนรู้มา เปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าได้อาศัยงานการและกิจกรรมนั้นเอง เป็นปัจจัยในการภาวนาโดยเฉพาะการเจริญสติได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน แม้เวลานี้จะยังไม่อาจบอกได้ว่า ตนปีกกล้าขาแข็งชนิดที่ไม่จำเป็นต้องปลีกตัวปฏิบัติในที่สงบสงัดอีกต่อไปก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็ประจักษ์ชัดเจนขึ้นว่า การเกื้อกูลผู้อื่น โดยวิถีทางแห่งสติปัฏฐานนั้น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการเกื้อกูลตนเองโดยแท้

ชีวิตการบวช หลังจากพรรษาแรก เป็นช่วงแห่งการผสานการเจริญสติเพื่อประโยชน์ตนเข้ากับการทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ท่าน กล่าวเฉพาะการปฏิบัติธรรมส่วนตนแล้ว แม้ความทุกข์ความไม่สมหวังจะเข้ามาเยือนอีก แต่นับว่าเบาบางกว่าเมื่อแรกปฏิบัติมาก ตลอด ๘๐ วันแห่งการฝึกสติอย่างต่อเนื่องที่วัดสนามในนั้น ชีวิตได้ประสบกับความปั่นป่วนแปรเปลี่ยนของอารมณ์อันหลากหลาย ทั้งทุกข์และสุข ทั้งกุศลและอกุศล เป็นประสบการณ์เข้มข้นมิใช่น้อย โดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกจะว่าไปแล้ว ไม่เคยมีครั้งใดในชีวิตที่ข้าพเจ้าจะต่อสู้กับตัวเองอย่างหนักและต่อเนื่องเหมือนครั้งนั้น

ก่อนหน้านั้น แม้จะเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ มามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องประสบกับการคุกคามของรัฐและผู้เผด็จการ ซึ่งจับตามองกลุ่มที่ข้าพเจ้าสังกัดด้วยความหวาดระแวง ก่อให้เกิดความประหวั่นพรั่นพรึงและแทบจะท้อแท้ แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่อาจเทียบได้กับความกดดันบีบคั้นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ดังกล่าว ความรู้สึกว่าตนเป็นคนล้มเหลว สิ้นเรี่ยวสิ้นแรง เกิดขึ้นติดต่อกัน วันละหลายครั้ง จนแทบจะล้มทั้งยืนด้วยน้ำตา เป็นครั้งแรกที่รู้สึกถึงความไร้สมรรถนะโดยสิ้นเชิง และมองไม่เห็นคุณค่าของตนเองทั้งหมดนี้ มิใช่อะไรอื่น หากเป็นผลแห่งการผูกพันมั่นหมายอย่างไม่รู้เท่าทันตนเอง

แต่เมื่อสามารถฟันฝ่าช่วงกดดันนั้นมาได้ ก็อดนับถือตัวเองไม่ได้ รู้สึกรักตนเองมากขึ้น รักเพราะได้ประจักษ์ว่า ตัวเรานั้นแหละเป็นที่พึ่งพิงของตนเอง และเป็นมิตรในยามยากอย่างแท้จริง ด้วยความสมัครพรักพร้อม ร่วมแรงร่วมใจอย่างอดทนขององค์ธรรมและทุกส่วนที่ประกอบเข้าเป็นชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็น วิริยะ ขันติ ปัญญา ใจ และกาย จึงทำให้ผ่านความทุกข์มาได้ ในขณะเดียวกัน ก็รักตนเอง เพราะได้รู้จักตนเองมากขึ้น ความอ่อนแอด้อยความสามารถ ทำให้รู้สึกว่าตนเป็นมนุษย์มากขึ้น และพร้อมกันนั้น ก็เห็นคุณค่าของความทุกข์ยิ่งขึ้น ไม่มีอะไรที่จะผลักดันเคี่ยวเข็ญปัญญาให้แสดงสมรรถนะอันวิเศษออกมาได้ดีเท่ากับความทุกข์ ปราศจากความทุกข์แล้ว การเรียนรู้ของข้าพเจ้า ย่อมพร่องลงไปครึ่งค่อนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม มาบัดนี้ เมื่อพินิจมองชีวิตโดยรวมแล้ว ความทุกข์ที่ได้ประสบมาในช่วงวันเวลาดังกล่าว ถึงที่สุดแล้วย่อมไม่อาจเทียบได้กับความทุกข์อันใหญ่หลวง ซึ่งรออยู่เบื้องหน้า สำหรับข้าพเจ้า ชีวิตการบวชและการปฏิบัติธรรม มิใช่อะไรอื่น หากเป็นไปเพื่อเผชิญกับความทุกข์ดังกล่าวนั่นเอง มิใช่การหลีกหนีหรือตกอยู่ใต้อำนาจของมัน แต่จะว่าไปแล้ว มิใช่แต่ความทุกข์เบื้องหน้าเท่านั้น แม้ความทุกข์และอกุศลธรรมซึ่งเกิดขึ้นในใจบัดนี้ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ขับเน้นคุณค่าของการภาวนาให้โดดเด่นจนกลายเป็นความจำเป็นขอชีวิตขึ้นมา การเผชิญกับทุกข์ภัยเหล่านี้อย่างชัดเจน ไม่พลัดไปในทางสุดโต่งทั้ง ๒ ข้าง รู้จักประมาณ ผ่อนหนักผ่อนเบา ล้วนเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์ และนี้เองเป็นปัจจัยสำคัญให้ข้าพเจ้าก้าวสู่การฝึกฝนโดยนัยแห่งไตรสิกขา ในร่มเงาแห่งผ้ากาสาวพัสตร์ ซึ่งแท้ที่จริง ก็คือการกลับมาสู่ร่มเงาภายในตนนี้เอง ด้วยสิ่งอันจำเป็นสำหรับการขับเคี่ยวเผชิญทุกข์นั้น มีอยู่แล้วในตัวเราทุกคน เมื่อใดที่เรากลับมาหาสมบัติอันแฝงเร้นภายใน ซึ่งเรามักมองข้ามไป เมื่อนั้นเราจึงจะเป็นใหญ่เหนือความทุกข์ทั้งปวง ไม่ใช่แต่ความทุกข์เฉพาะตนเท่านั้น หากรวมถึงความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ คนรอบข้างด้วย

กระนั้นก็ตาม ที่พูดเช่นนี้ มิได้หมายความว่า ข้าพเจ้าจะยืนหยัดมั่นคงในเพศบรรพชิต ตราบจนชีวิตจะหาไม่ นั่นเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยภายภาคหน้า อันมิอาจคาดเก็งได้ แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าก็ต้องยอมรับว่ายังมองไม่เห็นเลยว่า ตนจะดำรงชีวิตในเพศนี้ไปตลอดได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเวลานี้ข้าพเจ้าจะยังมีวิสัยที่โน้มไปทางเพศฆราวาสอยู่มาก ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกถึงความปลอดโปร่งอิสระที่ได้รับจากชีวิตที่กำลังเป็นอยู่ อยู่นั่นเอง แม้เมื่อประสบทุกข์ ก็ยังพบสุขในชีวิต สำหรับข้าพเจ้าแล้วนี้เป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่ยากจะได้พบสัมผัสในช่วงชีวิตการเป็นฆราวาสที่ผ่านมาเลยทีเดียว

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved