หน้ารวมบทความ
   บทความ > ประสบการณ์ชีวิต > โรงเรียนอัสสัมชัญ กับทางเลือกใหม่ในศตวรรษหน้า
กลับหน้าแรก
 

ปาจารยสาร ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๔ เดือนกันยายน - ตุลาคม ๒๕๒๙
โรงเรียนอัสสัมชัญ
กับทางเลือกใหม่ในศตวรรษหน้า
พระไพศาล วิสาโล

 

ไม่กี่วันหลังจากเสร็จสิ้นการจำพรรษาแรก ณ วัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ ข้าพเจ้าได้เดินทางไปยังบ้านหนองแสง จ.ขอนแก่น หมู่บ้านแห่งนี้มีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากที่ข้าพเจ้าได้พบเห็นในการเยี่ยมครั้งสุดท้ายเมื่อพ.ศ. ๒๕๑๙ เด็ก ๆ โตขึ้นเป็นกองจนจำไม่ได้ มีไม่น้อยที่ออกเรือน มีครอบครัวและกำลังมีลูกที่น่ารัก แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือพ่อใหญ่แม่ใหญ่ ซึ่งยังมีน้ำใจไมตรีจิตไม่เสื่อมคลาย แม้ข้าพเจ้าจะหายหน้าไปนาน และกลับมาในเพศใหม่ แต่ชาวบ้านก็ยังจำชื่อเสียงเรียงนามแต่ครั้งเดิมได้ การได้กลับมาพบหน้าชาวบ้านหนองแสงอีกครั้ง ทำให้ข้าพเจ้าหวนนึกถึงชีวิตช่วงหนึ่งในอดีต เช่นเดียวกับเมื่อแลเห็นโรงเรียนประจำหมู่บ้าน อาคารเรียน ๒ หลังก่อขึ้นใหม่ พร้อมด้วยรั้วรอบบริเวณ ทำให้โรงเรียนดูผิดตาไป กระนั้นก็หาได้ทำให้อาคารหลังเก่าสิ้นความโดดเด่นไปในความรู้สึกของข้าพเจ้าไม่ แม้จะเก่าลงไป แต่หน้าต่าง บานประตู ระเบียงฝ้า พื้น เหล่านี้ยังมีความหมายสำหรับข้าพเจ้า ด้วยเตือนให้รำลึกถึงช่วงชีวิตเมื่อ ๑๐ ปีก่อนหน้านั้นคราวมาทำค่ายอาสาพัฒนา ขณะเป็นนักเรียนอัสสัมชัญ ขึ้นม.ศ. ๓ ต่อม.ศ. ๔

นั่นเป็นค่ายอาสาพัฒนาแรกสุดของข้าพเจ้า ชีวิตในช่วง ๓ สัปดาห์นั้นแม้จะลำเค็ญ สร้างความทุกข์ทรมานและสั่นคลอนจิตใจข้าพเจ้า ซึ่งเคยชินอยู่เฉพาะกับปากกาและหนังสือในห้องเรียน มิใช่จอบเสียมกลางแดดร้อนระอุ แต่แล้วประสบการณ์ดังกล่าวก็กลับกลายเป็นภาพตราตรึงใจ และให้ความรู้สึกลึกล้ำยิ่งเมื่อหวนระลึกในเวลาต่อมา ด้วยมีคุณูปการแก่ข้าพเจ้าหลายประการ ทั้งในแง่การดำเนินชีวิต ความนึกคิด และความสัมพันธ์กับมิตรสหาย เหล่านี้ยังเป็นบทเรียนที่ข้าพเจ้าได้รับในเวลาต่อมาจากการทำกิจกรรมอื่น ๆ ของกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนา ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มนักเรียนกลุ่มแรก ๆ ของประเทศ ที่จัดทำค่ายอาสาพัฒนาขึ้นอย่างทัดเทียมกับค่ายของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เมื่อหวนมองอดีตจากสายตาปัจจุบัน ชีวิตการเป็นนักเรียนอัสสัมชัญช่วงสำคัญที่สุดของข้าพเจ้าก็คือ ช่วง ๔ ปีสุดท้าย นับแต่ชั้น ม.ศ. ๒ ถึง ม.ศ. ๕ ด้วยชีวิตมิได้จำกัดอยู่กับตำราเรียนในห้องอีกต่อไป หากยังขยับขยายสู่กิจกรรมนอกหลักสูตร และกิจกรรมทางสังคม อาทิ ค่ายอาสาพัฒนา การสงเคราะห์ผู้ยากไร้ การจัดสัมมนาและนิทรรศการทางสังคม ฯลฯ อันล้วนแต่เปิดโลกในวัยนั้นให้กว้างขึ้น ชี้ให้เห็นคุณค่าของการเรียนรู้จากการปฏิบัติและการใช้ชีวิต และที่สำคัญคือตอกย้ำความสำนึกทางสังคม การรักความยุติธรรม และใฝ่สร้างสรรค์สังคมที่เป็นธรรมและผาสุก คุณค่าเหล่านี้ คนเป็นอันมากย่อมไม่ถือว่า เป็นสิ่งสำคัญที่โรงเรียนพึงให้ แต่ข้าพเจ้ากลับเห็นว่านี้คือคุณค่าพื้นฐานของมนุษย์ อันพึงได้รับจากโรงเรียน ตลอดจนระบบการศึกษาทั้งหลาย ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงถือว่า ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับข้าพเจ้า ด้วยเป็นจุดเริ่มต้นที่ข้าพเจ้าสามารถแหวกวงล้อมค่านิยมเดิม ๆ ทางด้านการศึกษาออกมาได้เป็นสำคัญ แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าชีวิตนักเรียนอัสสัมชัญก่อนหน้านั้นเป็นความสูญเปล่า เพราะแท้ที่จริงแล้วความสำนึกดังกล่าวเบ่งบานได้ก็ด้วยมีรากฐานมาจากคุณค่าที่ได้รับการบ่มเพาะมาก่อนหน้านั้นแล้ว การรักเพื่อนมนุษย์ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น ตลอดจนการใฝ่ในศีลธรรมจรรยา ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าและนักเรียนอัสสัมชัญเวลานั้นได้รับการอบร่ำพร่ำสอนจากบรรดาครูบาอาจารย์อยู่เสมอ ยังกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนา ที่ถือกำเนิดขึ้นมาได้ ก็ด้วยความสนับสนุนของภราดาและมาสเตอร์หลายท่านโดยเฉพาะ ภราดาหลุยส์ ชาแนล และภราดาวิจารณ์ ทรงเสี่ยงชัย ท่านทั้งสองได้เป็นกำลังสำคัญให้กลุ่มนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี ตลอดสมัยที่ท่านรับหน้าที่เป็นอธิการโรงเรียน

ในทัศนะข้าพเจ้า เกียรติคุณของอัสสัมชัญ อันเป็นที่เลื่องชื่อลือชาในอดีตและยังปรากฏให้เห็นอยู่ในรุ่นข้าพเจ้า(พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๑๘) มีอยู่ ๓ ประการ คือการกวดขันในด้านคุณธรรม ระเบียบวินัย และความรู้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่านี้เป็นหลักการพื้นฐานที่ผู้บริหารโรงเรียนได้เน้นย้ำเกือบจะโดยตลอด แม้ในบางสมัย โรงเรียนอาจให้ความสนใจในด้านกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล (ซึ่งกล่าวกันว่าแพร่มายังแผ่นดินสยามเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนอัสสัมชัญนี้เอง) จนทำให้โรงเรียนในช่วงหนึ่งมีชื่อเสียงทางด้านนี้ กระนั้นก็ยังเป็นไปควบคู่กับหลัก ๓ ประการดังกล่าว แม้เมื่อเกียรติคุณทางด้านกีฬาโรยราไป แต่หลัก ๓ ประการก็ยังดำรง เป็นเกียรติคุณของอัสสัมชัญมาจนเมื่อทศวรรษที่แล้วเป็นอย่างน้อย

ในบรรดาหลัก ๓ ประการนี้ คุณธรรม ย่อมได้รับการเน้นย้ำเหนืออื่นใด ด้วยอัสสัมชัญเป็นโรงเรียนของนักบวชมาแต่แรกเริ่ม การสร้างสรรค์ผู้ใฝ่ธรรมจึงเป็นนโยบายประการแรกของอัสสัมชัญ คุณธรรมดังกล่าวได้แก่ ความเที่ยงธรรม มีศีลธรรมจรรยา พร้อมกันนั้นเรายังได้รับการอบรมในเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใฝ่การบุญการกุศล การบริจาคเงินใส่กระปุกออมสินประจำชั้น เพื่อช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากนั้น เป็นกิจวัตรประจำวัน ที่ทำกันทั้งโรงเรียนทุกเช้าก่อนเริ่มเรียน วันดีคืนดี หากมีอุทกภัยในต่างจังหวัด นักเรียนก็พากันขนเสื้อผ้า อาหาร ข้าวสารมาร่วมสมทบพร้อมทั้งเงิน จนบางทีกลายเป็นการแข่งขันกันระหว่างชั้นไปก็มี และความที่อัสสัมชัญมีชื่อเสียงในด้านนี้ จึงมีผู้มาขอความช่วยเหลือจากโรงเรียนในเรื่องงานบุญงานกุศลเป็นประจำ ผลคือบางช่วงมีการเรี่ยไรจนเดือดร้อนถึงผู้ปกครองก็มี

คุณธรรมที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยเหตุนี้การลักขโมยหรือทุจริตในการสอบ จึงถือเป็นอนันตริยกรรม ต้องได้รับโทษหนักโดยที่การลอกการบ้านก็เป็นเรื่องที่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำกัน เมื่อยังเป็นนักเรียนชั้นประถม ข้าพเจ้าได้ยินครูทั้งที่เป็น “บราเด้อ” และ “มัสเซ่อ” เล่าเนือง ๆ ถึงกิตติศัพท์ของอัสสัมชนิกที่ขึ้นชื่อในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต อาทิ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเวลานั้นเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และโด่งดังจากรางวัลแมกไซไซในช่วงใกล้ ๆ กันนั้นเอง(พ.ศ. ๒๕๐๘) แม้จนพล.ต.อ. หลวงอดุลเดชจรัส ซึ่งหมดอำนาจไปนานแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังได้ยินคำเล่าลือในฐานะนายตำรวจที่ “ตงฉิน” ควบคู่กับความดุดันเข้มงวดยิ่ง คุณสมบัติประการหลังนั้นแม้จะไม่เคยประสบพบเห็นเอง แต่เด็กอย่างข้าพเจ้าก็พอนึกภาพได้ เพราะบราเด้อและมัสเซ่อของเราหลายท่านก็มีชื่อในทางนี้อยู่เหมือนกัน

คุณธรรมเหล่านี้ เราไม่เพียงแต่จะได้รับการพร่ำสอนด้วยวาจาในห้องเรียนและในห้องประชุมทุกบ่ายวันเสาร์เท่านั้น หากยังแลเห็นได้จากวิถีชีวิตและการปฏิบัติตนของครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะภราดารุ่นลายคราม เช่น ภราดาฮีแลร์ ภราดาฮูแบร์โต ซึ่งได้จากบ้านเกิดเมืองนอน มาอุทิศชีวิตเพื่อการศึกษาของยุวชนไทย ด้วยความเสียสละ ยากจนและไม่ถือตน แม้ครูผู้เฒ่าอย่าง มาสเตอร์ชิต นันทิทรรภ มาสเตอร์บัณทูน จูพงศ์เศรษฐ์(อัลฟองซ์) มาสเตอร์เจริญ บุญมโหตม์ มาสเตอร์โกสินทร์ แนวไทย(ยาก๊อบ) มาสเตอร์สนอง แพทย์พงษ์ เป็นต้น ข้าพเจ้าก็ถือเป็นปูชนียบุคคลได้อย่างสนิทใจ ทั้ง ๆ ที่หลายท่านก็ไม่เคยสอนข้าพเจ้ามาเลย หากข้าพเจ้ารู้จักท่านฝ่ายเดียวมาตั้งแต่เด็ก และบางท่านก็เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับข้าพเจ้าในสมัยที่ข้าพเจ้าใส่ใจในกิจกรรมนอกห้องเรียนจนไม่สนใจเข้าเรียน ชีวิตการงานของท่านเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อข้าพเจ้าในทางคุณธรรมและความมั่นคงในหลักการ อย่างที่ตำราศีลธรรมและหลักสูตรใด ๆ ไม่อาจสอนได้ ทั้งนี้ก็เพราะคุณธรรมและอุดมคตินั้น จะสืบทอดกันได้ ก็ด้วยอาศัยความสัมพันธ์ฉันมนุษย์ ระหว่างบุคคลกับบุคคลเท่านั้น ตัวอย่างในเรื่องนี้ยังเห็นได้อีกจากการที่ท่านปฏิบัติกับลูกศิษย์และนักเรียนทั้งหลาย อย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ว่าผู้นั้นจะมีชาติชั้นวรรณะ หรือร่ำรวยมาจากไหน หรือถือศาสนาลัทธินิกายใด ทำให้เราซึ่งเป็นนักเรียนสามารถอยู่ด้วยกันอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่ ไม่รังเกียจเดียดฉันท์เพียงเพราะมีผิว สี ฐานะหรือศาสนาต่างกัน ทั้ง ๆ ที่นักเรียนอัสสัมชัญในเวลานั้น มาจากครอบครัวอันหลากหลายมากทั้งไทย จีน ฝรั่ง แขก พุทธ คริสต์ อิสลาม ซิก ฮินดู ชนชั้นสูง ชนชั้นกลางระดับสูง ชนชั้นกลางระดับต่ำ และชนชั้นล่าง ฯลฯ หากสมานฉันท์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ด้วยหนังสือตำราศีลธรรมและหลักสูตรแล้ว เหตุใดจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ในหลายโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนหลวง ตลอดจนโรงเรียนสาธิต เป็นอันมาก

พูดมาถึงตรงนี้ นักเรียนร่วมสมัยเดียวกับข้าพเจ้า โดยเฉพาะผู้ที่มาสายเป็นนิจ ย่อมนึกถึงมัสเซ่อยาก๊อบได้ เพราะท่านมักมาเฝ้าตรวจจับนักเรียนที่มาสายเป็นประจำ เสียงดังกังวาน ผ่าซาก และดุดันของท่านในยามปฏิบัติหน้าที่ อาจเป็นที่ชวนขันสำหรับนักเรียนที่เดินแถวผ่านประตูด้านตึกเก่า หรือตึกฟ.ฮีแลร์ในบัดนี้ แต่สำหรับนักเรียนที่มาสาย ย่อมใจเสีย หรือเสียขวัญไปเลย เพราะเสียงนั้นเป็นสัญญาณของการทำโทษและคาดโทษที่จะตามมา โดยที่พ่อแม่หรือผู้ปกครอง หากตามมาส่ง ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ไม่ว่าจะร่ำรวย เป็นผู้ดีมาจากไหน หรือมีอายุเท่าไรก็ตาม หากมาแก้ตัวแทนลูกหรือก้าวก่ายท่าน เป็นต้องถูกตวาดกลับไป ในแง่หนึ่ง นี้แสดงว่าท่านเชื่อมั่นในความเป็นครู โดยไม่ยอมลงให้แก่ใคร เพียงเพราะผู้นั้นมีอำนาจวาสนา ในอีกแง่หนึ่งท่านถือว่ากฎต้องเป็นกฎ และต้องใช้กับทุกคนเสมอเหมือนกันหมด โดยไม่มีอภิสิทธิ์จะให้แก่ใครผู้ใด มัสเซ่อยาก๊อบมิใช่กรณีพิเศษของอัสสัมชัญ แม้ครูเก่าแก่ท่านอื่น ก็ย่อมลงโทษนักเรียนตามความผิด ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นลูกใครก็ตามอย่างหากรณียกเว้นได้ยาก นี้แสดงให้เห็นว่า อัสสัมชัญแต่เดิมนั้นให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ อันจะต้องเข้มงวดกวดขันไม่ให้มีการละเมิด นี้เองจึงเป็นกิตติศัพท์ประการต่อมาของอัสสัมชัญ กฎเกณฑ์ดังกล่าวพิจารณาในแง่หนึ่งก็มิใช่เรื่องของระเบียบวินัยอย่างเดียว หากยังรวมไปถึงกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมด้วย ดังนั้นในกรณีของอัสสัมชัญระเบียบวินัยกับศีลธรรมนั้นจึงแยกออกจากกันได้ยากมาก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในทัศนะของอัสสัมชัญ การรักษาระเบียบวินัยก็เป็นส่วนหนึ่งของคุณธรรมด้วย การไม่ตรงต่อเวลา มาสาย เข้าแถวไม่เป็นระเบียบ พูดคุยในห้องเรียน ไม่ทำการบ้าน สูบบุหรี่ ดูหนังสือโป๊ในโรงเรียน ทิ้งเศษกระดาษไม่เป็นที่ ไม่เชื่อฟังครู ฯลฯ นอกจากจะแสดงถึงความไม่มีระเบียบวินัยแล้ว ยังส่อถึงความบกพร่องทางด้านคุณธรรมของนักเรียนอัสสัมชัญด้วย ความผิดทั้ง ๒ กรณีมีผลเสมอเหมือนกัน คือถูกลงโทษ อย่างเบาะ ๆ ก็ถูกบริภาษวิ่งรอบโรงเรียน ถูกบิดหู อย่างกลาง ก็ถูกเฆี่ยน หนักหน่อยก็ถูก Bad Note คือลดคะแนนความประพฤติจากคะแนนเต็ม ๑๐ เหลือ ๙,๘ หรือ ๗ ตามอาการของความผิด โดยบันทึกไว้ใน “สมุดพก” หรือสมุดประจำตัวนักเรียน ซึ่งเท่ากับแจ้งให้พ่อแม่ซึ่งทุกอาทิตย์ต้องลงชื่อในสมุดนั้นได้ทราบและอาจตามมาด้วยการถูกผู้ปกครองลงโทษ นอกจากจะถูกครูหรืออธิการเฆี่ยนมาก่อนหน้านั้นแล้วโทษหนักที่สุดคือถูกพักการเรียน ถูกไล่ออก แต่นั่นก็มักจะภายหลังจากที่ถูกอธิการเฆี่ยนอย่างหนักแล้ว

ข้าพเจ้าแม้จะไม่เห็นด้วยกับการลงโทษเฆี่ยนตีอย่างพร่ำเพรื่อ แต่จะไม่กล่าวให้มากความในที่นี้ หากเพียงแต่จะชี้ว่า อัสสัมชัญแต่เดิมนั้น เพ่งระเบียบวินัยของนักเรียนมาก โดยอาศัยไม้เรียวและการลงโทษเป็นหลัก (อัสสัมชนิกรุ่นพ่อรุ่นปู่ที่ถึงกับถูกตบหน้าลงโทษก็มีอยู่มาก) หากนักเรียนประมาท เลินเล่อ หรือเผลอไผลเข้า เป็นต้องเกิดเรื่อง ไม่จำต้องเอ่ยถึงความผิดยิ่งกว่านั้น สมัยข้าพเจ้านั้น ความเข้มงวดดังกล่าวเบาบางลงไปแล้ว แต่สมัยรุ่นพ่อและก่อนหน้านั้นขึ้นไปหนักกว่ามาก กระทั่งนักเรียนเรียบร้อยอย่าง ด.ช. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็เคยถูกแบ๊ดโน้ตมาแล้วเพียงเพราะฟังคำสั่งครูอย่างไม่ได้ศัพท์เท่านั้น (นักเรียนที่ถูกครูจับได้ว่าอ่านหนังสือโป๊ในห้องเรียนแล้วไม่ถูกแบ๊ดโน้ต อย่างสุลักษณ์ ศิวรักษ์นั้น เป็นกรณีที่หาได้ยากอย่างยิ่ง) ผลผลิตที่เป็นแบบฉบับของโรงเรียนอัสสัมชัญคือนักเรียนที่อยู่ในกฎเกณฑ์ เป็นคนมีระเบียบวินัย เชื่อฟังครูบาอาจารย์และผู้หลักผู้ใหญ่ ข้อนี้ย่อมเป็นที่พึงพอใจของผู้ปกครอง ผู้บังคับบัญชาและบุคคลทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง ด้วยสังคมไทยก็ต้องการระเบียบวินัยอยู่แล้ว จะว่าไปแล้วมิใช่เพราะกิตติศัพท์ในด้านคุณธรรม หากเป็นกิตติศัพท์ในด้านระเบียบวินัย ควบคู่กับด้านความรู้ต่างหาก ที่เป็นแรงดึงดูดให้ผู้ปกครองเป็นอันมากพอใจจะส่งลูกเข้าเรียนที่อัสสัมชัญ อย่างน้อยที่สุดก็เห็นได้ในรุ่นข้าพเจ้า ซึ่งได้แลเห็นผู้ปกครองนับพัน ๆ พาลูกมาสมัครและสอบอย่างมุมานะน่าเห็นใจ ทั้งนี้คงจะเป็นเพราะทัศนคติที่ว่า อันคุณธรรมนั้นทางบ้านพอจะสอนกันได้ แต่วินัยและความรู้นั้น เป็นเรื่องยากลำบาก ต้องอาศัยโรงเรียนและครูเป็นสำคัญ

ในด้านความรู้ความสามารถนั้น อัสสัมชัญอยู่ในฐานะได้เปรียบกว่าโรงเรียนอื่น ตรงที่ก่อตั้งมานานแต่สมัยที่ความรู้ยังไม่แพร่หลายสู่สามัญชนอย่างกว้างขวาง ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นักเรียนอัสสัมชัญในช่วงต้นจึงเป็นคนส่วนน้อยในประเทศนี้ ที่มีความรู้เหนือคนทั่วไปไม่ว่าจะในด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือภาษาศาสตร์ แม้เมื่อระบบโรงเรียนเริ่มแพร่หลายตามนโยบายการศึกษาของรัชกาลที่ ๕ อัสสัมชนิกก็ยังได้เปรียบกว่านักเรียนทั่วไปอีกนั่นเอง อย่างน้อยก็ในด้านภาษาฝรั่ง ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ความเป็นเลิศทางภาษาฝรั่งนี้เองทำให้อัสสัมชนิกรุ่นแล้วรุ่นเล่าสามารถประสบความสำเร็จและก้าวหน้าในการงาน ทั้งในและนอกระบบราชการ และทำให้อัสสัมชัญเป็นที่ยอมรับของวงการต่าง ๆ ในฐานะ “ตราประกันคุณภาพ” ของนักเรียนที่จบออกมา พระยามไหสวรรย์ แต่ครั้งรับราชการกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เมื่อกรมพระจันทบุรีนฤนาท ซึ่งเป็นประธานสภาการคลังสมัยนั้น ได้ทราบว่าจบอัสสัมชัญมา ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทรงพบตัว ก็ทรงเชื่อในคุณวุฒิทางด้านภาษา รับสั่งว่า “ใช้ได้” เห็นควรให้มาดำรงตำแหน่งเลขานุการสภาการคลัง ซึ่งมีความสำคัญมาก บุณย์ เจริญไชย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็สู้อุตส่าห์ลดชั้น ๑ ปีย้ายมาเรียนใหม่ชั้นมัธยมปีที่ ๗ และ ๘ ที่อัสสัมชัญ เพียงเพราะต้องการความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ทั้งนี้มิไยต้องเอ่ยถึงพระยาอนุมานราชธน แม้จะเรียนที่อัสสัมชัญเพียง ๕ ปี โดยจบชั้น ๔ แต่ความรู้ภาษาอังกฤษก็เป็นที่ยอมรับทั้งในกรมศุลกากร ที่ท่านรับราชการและในบรรณพิภพไทย ซึ่งท่านเป็นสดมภ์หลัก ต่อมาแม้โรงเรียนและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ จะทัดเทียมหรือเหนือกว่าอัสสัมชัญในด้านวิชาการ แต่สำหรับด้านภาษาฝรั่งแล้ว อัสสัมชัญก็ยังคงโดดเด่นอยู่ ส่วนหนึ่งย่อมเป็นเพราะผู้สอนนั้นเป็นเจ้าของภาษา อันเป็นข้อได้เปรียบที่โรงเรียนทั่วไปตีเสมอได้ยาก แต่ปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ย่อมได้แก่ การเคี่ยวเข็ญบังคับอย่างเข้มงวดกวดขัน ให้นักเรียนขยันขันแข็งในการทำงานหนัก ตามคติของคณะเซนต์คาเบรียลที่ว่า “Labor Omnia Vincit” แปลว่า “ทุกสิ่งชนะได้ด้วยความอุตสาหะ” สำหรับอัสสัมชัญแล้ว ความอุตสาหะใดเล่า จะสำคัญเท่ากับอุตสาหะในการทำการบ้าน โดยเฉพาะการท่องจำ และอุปกรณ์ที่จะช่วยกำราบไม่ให้เกียจคร้านและหลงลืมก็คือ ไม้เรียวและการลงโทษนั่นเอง สมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นนักเรียนอยู่ การท่องคำศัพท์และข้อความเป็นย่อหน้า ตั้งแต่ชั้นประถมต้นนั้น เป็นเรื่องปกติมาก โตขึ้นมา ก็ต้องท่องกันเป็นหน้า ๆ โดยเฉพาะการท่อง conversation หรือบทสนทนาภาษาฝรั่งที่ทำในรูปบทละคร โดยทางชั้นจะคัดผู้ที่ท่องได้ดีชัดถ้อยชัดคำและสละสลวยไปแสดงบนเวทีภายหลังประกาศผลการสอบประจำภาค หากใครท่องการบ้านไม่ได้ ก็ต้องถูก “อยู่เย็น” หรือ “ยืนเสา” จะกลับบ้านได้ต่อเมื่อท่องขึ้นใจ จนครูหรือนักเรียนที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ “เอาการ” นั้นพอใจ นักเรียนอัสสัมชัญจึงขึ้นชื่อนักในเรื่องความจำ นอกเหนือจากนั้นแล้ว ความระมัดระวังไม่เลินเล่อ อัสสัมชัญก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการสั่งสมความรู้ความสามารถและอีกเช่นกันที่ไม้เรียวได้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างนิสัยนี้ขึ้นมา ข้าพเจ้ายังจำได้ดีว่า เมื่ออยู่ชั้นป. ๔ หากทำเลขผิดเพราะสะเพร่าเป็นต้องถูกตีเป็นนิจ พอมัสเซ่อเฉลยคำตอบแต่ละข้อเสร็จนักเรียนเป็นต้องยกโขยงไปหน้าชั้นให้ครูตี จนบางทีกลายเป็นเรื่องสนุกไป แต่ที่ไม่สนุกก็ตอนถูกตีในชั้นม.ศ. ๑ ในชั่วโมงเรขาคณิต สาเหตุเพียงเพราะเขียนคำอธิบายและเหตุผลผิดไวยากรณ์อังกฤษ (สมัยนั้นวิชาคำนวณทั้งหมดใช้ตำราอังกฤษ และต้องเขียนด้วยภาษาอังกฤษ) ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่รู้ว่ายังจะต้องเจอไม้เรียวต่ออีก ๒ ปี จนเมื่อขึ้นชั้นม.ศ. ๔ จึงเป็นอันปลอดพ้นจากการถูกครูตีอย่างแท้จริง

หากถามว่า อะไรที่ข้าพเจ้าเห็นว่ามีคุณค่ามากที่สุด ในบรรดาสิ่งที่ได้รับจากอัสสัมชัญ คำตอบนั้น ย่อมไม่ใช่ระเบียบวินัยหรือความรู้ ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธว่า หากไม่ผ่านอัสสัมชัญ บางทีระเบียบวินัยจะหย่อนยาน และสะเพร่ามากกว่านี้ โดยที่ความรู้นั้นก็คงจะไม่สามารถเอามาใช้ประโยชน์อย่างค่อนข้างสะดวกสบาย ดังทุกวันนี้ แต่หากพูดอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ระเบียบวินัยและความรู้ในระดับนั้น สามารถสร้างขึ้นได้ในเด็กทั่วไป โดยไม่จำต้องใช้เวลานานถึง ๑๒ ปีในโรงเรียน อัสสัมชนิกรุ่นพ่อ รุ่นปู่ ทั้ง ๆ ที่เรียนเพียง ๔ ปี ๕ ปี ก็ปรากฏว่ามีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบตลอดจนความรู้ โดยเฉพาะภาษาฝรั่งดีกว่าอัสสัมชนิกรุ่นหลังเป็นไหน ๆ หากจะต้องลงทุนลงแรงถึง ๑๒ ปีแล้ว การศึกษาในโรงเรียน จะต้องให้อะไรที่มากกว่านั้น อย่างน้อยที่สุดระเบียบวินัยอันรวมถึงการเคารพกฎเกณฑ์ และมั่นคงในหลักการนั้น จะต้องเกิดขึ้นโดยไม่กดความคิดสร้างสรรค์ กล้าที่จะคิดและกระทำ ชนิดท้าทายกฎเกณฑ์และคำสั่งที่บีบคั้นหรือไร้เหตุผล และความรู้นั้นจะต้องไม่จำกัดอยู่แต่ตำราและตัวหนังสือ หากขยายไปถึงความรู้ความเข้าใจในชีวิตและสังคม ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ ก็โดยอาศัยประสบการณ์และการสัมพันธ์กับความเป็นจริงในโลกกว้างนอกห้องเรียน (โดยนักเรียนไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายตามยถากรรม และได้ความรู้โดยบังเอิญ ดังที่ข้าพเจ้าได้ประสบมา) เมื่อข้าพเจ้าพูดว่าเวลา ๑๒ ปีน่าจะให้คุณค่า มากกว่า ๒ ประการที่เป็นอยู่นั้น ข้าพเจ้ามิได้ปฏิเสธความรับผิดชอบส่วนตนในปัญหาดังกล่าว แต่สาเหตุหลักย่อมอยู่ที่โรงเรียนและวิธีการสอน ซึ่งเริ่มไม่เหมาะกับยุคสมัย และหย่อนประสิทธิภาพลงทุกที แม้ตัวอย่างที่ข้าพเจ้าเอ่ยถึงอัสสัมชนิกรุ่นก่อน ก็มิได้หมายความว่า เห็นดีไปทั้งหมดกับวิธีการอบรมท่านเหล่านั้น หรือเห็นควรให้เอามาใช้ในปัจจุบันทั้งหมด นี้เป็นความรู้สึกของข้าพเจ้าแต่เป็นนักเรียนมัธยมแล้ว และด้วยเหตุนี้เอง จึงหันไปง่วนกับกิจกรรมนอกหลักสูตรยิ่งขึ้นทุกที แทนที่จะหมกมุ่นกับตำราเรียนดังที่เคยเป็นมา และทำให้ข้าพเจ้าพ้นสภาพจากการเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย กลายเป็นตัวปัญหาในทัศนะของครูหลายท่าน อาศัยที่การเรียนของข้าพเจ้ายังอยู่ในเกณฑ์ดี จึงไม่มีปัญหาจากทางโรงเรียนมากนัก แต่ที่ครูบางท่านทนข้าพเจ้าไม่ได้ก็เพราะข้าพเจ้าเขียนบทความและออกหนังสือวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปของโรงเรียนและครูบางท่านอย่างรุนแรงทั้งก่อนและหลังจบนั้นเอง

ถึงเวลานี้ เมื่อมาย้อนดูอดีต ที่ตนเองกระทำไปนั้น ออกจะร้อนแรงและบุ่มบ่ามอยู่ แต่แม้จะเห็นว่า วิธีการที่ได้ทำไปนั้น อาจไม่เหมาะสม แต่ข้าพเจ้าก็ยังยืนยันในเนื้อหาสาระที่ได้พูดและเขียนออกไป และยังพร้อมจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับสภาพความเป็นไปดังกล่าวอยู่นั่นเอง แต่สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ายังต้องก้มหัวและสำนึกในบุญคุณของอัสสัมชัญเหนืออื่นใดก็คือ คุณธรรมที่ได้รับการบ่มเพาะมาแต่เล็ก จนแตกแขนงออกเป็นความสำนึกทางสังคม การใฝ่ความเที่ยงธรรมและมุ่งมาดปรารถนาสังคมที่บริสุทธิ์ยุติธรรม หลักสูตรที่เน้นตัวหนังสือตลอดจนชั่วโมงศีลธรรมและหน้าที่พลเมืองนั้น ไม่ได้ให้อะไรแก่ข้าพเจ้าในทางคุณธรรมเท่าใดนัก เพราะคุณธรรมไม่อาจสอนกันได้ด้วยหนังสือ หากสืบทอดถึงกันได้ด้วยการปฏิบัติและดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่าง การได้ประสบสัมผัสกับคุณธรรมเหล่านี้ด้วยตนเอง มีผลซึมซาบต่อข้าพเจ้าโดยไม่รู้ตัว หากสามารถแลเห็นได้ในเวลาต่อมา นี้มิได้หมายความว่า ข้าพเจ้ามีคุณธรรมอันสมแก่การเป็นอัสสัมชนิก ข้าพเจ้าไม่อาจกล่าวเช่นนั้นได้ แต่ที่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากก็คือ วิถีชีวิตและแบบปฏิบัติดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในคุณธรรมความดี แม้จะพลัดหลงไปในทางอกุศล ก็ยังเห็นว่านั้นเป็นสิ่งมิพึงประสงค์ ไม่ถึงกับเห็นกงจักรเป็นดอกบัว นอกไปจากนั้นแล้ว ความเชื่อมั่นในธรรมดังกล่าว ยังได้รับการหนุนเนื่องจากการได้ยินได้ฟังกิตติศัพท์คุณความดีของอัสสัมชนิกรุ่นก่อน ที่ครูเล่าให้ฟังเนือง ๆ โดยที่ทางโรงเรียนก็พยายามแสดงให้เรารู้อยู่เสมอ

เมื่อตึกเก่ายังไม่หลีกทางให้แก่ตึกฟ.ฮีแลร์นั้น ทุกคราวที่ข้าพเจ้าขึ้นบันไดด้านที่ติดกับห้องอธิการ ซึ่งเชื่อมกับตึกเตี้ยหรือโรงอาหารในบัดนี้ ย่อมจะต้องแลเห็นกรอบติดรูปถ่ายของอัสสัมชนิกรุ่นเก่า ๆ ที่มีชื่อเสียงในวงราชการและการบริหาร แม้เวลาจะผ่านไปแล้วถึง ๒๐ ปี ข้าพเจ้ายังจำอัสสัมชนิกหลายท่านในภาพได้แม่น อาทิ เจ้าพระยาศรีธรรมมาธิเบศ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เสริม วินิจฉัยกุล ถนัด คอมันตร์ ภาพประทับของบุคคลเหล่านั้นในใจข้าพเจ้าเวลานั้นก็คือ อัสสัมชนิกผู้มีชื่อเสียงในด้านคุณงามความดี ซื่อสัตย์ สุจริต และความรู้ความสามารถ อันพึงเป็นแบบฉบับของนักเรียนอัสสัมชัญทั้งหลาย ความรู้สึกนึกคิดอีกมากมายเกิดขึ้นตามมาจากความประทับใจดังกล่าว ซึ่งบัดนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและประสบการณ์ที่ได้รับ ถึงเวลานี้แม้ข้าพเจ้าจะมีทัศนคติว่า ที่แล้วมาเราให้ความสนใจกับอัสสัมชนิกที่มียศฐาน์บรรดาศักดิ์มากเกินไป ความนิยมยกย่องที่ข้าพเจ้ามีต่อหลายท่าน บัดนี้อาจเสื่อมคลายลงไป เมื่อแลเห็นจุดอ่อนในทางคุณธรรมและความรู้ความสามารถของท่านเหล่านั้น ความรู้สึกทำนอง “อัสสัมชัญนิยม” อาจเจือจางลงไป กลายเป็นการยอมรับเคารพ และมีมุทิตาจิตกับผู้อื่นที่อยู่นอกแวดวงอัสสัมชัญ โดยไม่สนใจว่าเขาจะมาจากโรงเรียนไหน มีความเปลี่ยนแปลงอีกมากที่ไม่จำต้องกล่าวในที่นี้ แต่ที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็คือ ความเชื่อมั่นในความดีงามและความภูมิใจในคุณธรรมที่โรงเรียนได้พร่ำสอนโดยที่ความซื่อสัตย์สุจริต และความเที่ยงธรรมของอัสสัมชนิกรุ่นก่อน อันคงทนต่อกาลเวลาและการพิสูจน์นั้นยังคงเป็นแรงบันดาลใจในทางคุณธรรมแก่ข้าพเจ้า คุณธรรมเหล่านี้เองที่เป็นพื้นฐานทางจริยธรรมของข้าพเจ้าในการทำกิจกรรมทางสังคมแต่ครั้งยังเป็นนักเรียนมัธยมปลาย จนทุกวันนี้ และไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า พื้นฐานเหล่านี้ยังได้ก่อตัวเป็นความคิดเรื่องสันติวิธี อหิงสธรรม และศาสนธรรมในปัจจุบัน ความข้อนี้รวมถึงศรัทธาในพุทธธรรม อันกล่าวได้ว่า มีมาแต่สมัยเป็นนักเรียนอัสสัมชัญด้วยแล้ว ทั้ง ๆ ที่ดูเผิน ๆ แล้ว ไม่น่าที่บรรยากาศของโรงเรียนคาทอลิกจะเอื้อให้เกิดทิฐิเช่นนั้นได้

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ก็น่าจะพูดต่อไปถึงประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ทางศาสนาระหว่างพุทธกับคริสต์ ซึ่งกลายเป็นปัญหาขึ้นมาเมื่อพ.ศ. ๒๕๒๕ และยังส่งผลมาถึงปัจจุบัน อัสสัมชัญในฐานะโรงเรียนคาทอลิก จะมีความคิดเรื่องการกลืนพุทธศาสนา และมุ่งเปลี่ยนคนไทยให้เข้ารีตหรือไม่นั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ที่ข้าพเจ้ารู้แน่แก่ใจก็คือ ในทางปฏิบัติอัสสัมชัญมิได้มีความพยายามอย่างจริงจังเลย ที่จะเปลี่ยนใจนักเรียนให้ถือคริสต์ จริงอยู่ ทุกเช้าเย็นมีระเบียบว่า นักเรียนทุกคนต้องสวดมนต์สรรเสริญคุณพระผู้เป็นเจ้า และก่อนพักเที่ยงก็ต้องพรรณนาคุณพระนางมาเรีย ด้วยบทที่เริ่มต้นลงท้ายว่า “วันทา มารีอา...บัดนี้และเมื่อจะตาย อาเมน” (ซึ่งข้าพเจ้ายังจำได้จนบัดนี้) และที่ขาดไม่ได้คือ เอามือแตะหน้าผาก อก และหัวไหล่ทั้ง ๒ ข้าง วาดเป็นรูปไม้กางเขน เพื่อรำลึกถึงพระตรีเอกานุภาพ โดยที่ในชั่วโมง “คำสอน” ก็มีการสอนประวัติคริสต์ศาสนาในพันธสัญญาเก่าและใหม่ จนเมื่อขึ้นชั้นป.๕ แล้ว จึงเปลี่ยนมาสอนศีลธรรมตามหลักสูตรทั่วไป แต่ทั้งหมดนี้ หาได้มีผลทำให้เราหันมาเข้ารีตแต่อย่างใดไม่ การปฏิบัติกับนักเรียนคาทอลิกและนักเรียนในศาสนาอื่นนั้น เป็นไปอย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากอภิสิทธิ์อันควรตำหนิ หรือกดศาสนาอื่นให้นักเรียนต้องขุ่นเคืองใจ ระเบียบและการสอนดังกล่าว อาจมีผลให้ข้าพเจ้ามีความเคารพนับถือในองค์พระคริสต์ แต่ข้าพเจ้าก็หาได้รังเกียจศาสนาของตน จนถึงคิดจะกลับใจไม่ ตรงกันข้าม ข้าพเจ้ามามีศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนา เกินกว่าที่ชาวพุทธในใบสำมะโนครัวจะมีกัน ก็เมื่อครั้งเป็นนักเรียนอัสสัมชัญนี้เอง เป็นศรัทธาที่เกิดขึ้น โดยมิได้โยกคลอนทัศนคติเดิมเกี่ยวกับคริสต์ศาสนาเลย ซ้ำความเชื่อมั่นในศาสนธรรมกลับย้ำศรัทธาในพระยูคริสต์ให้มั่นคงขึ้น จนแม้ในยามวิกฤตที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ข้าพเจ้าก็ยังรำลึกถึงอหิงสธรรมของพระองค์ท่าน อันมีส่วนทำให้ประคองจิตใจไว้ได้ด้วยดี ข้าพเจ้าคิดว่านักเรียนร่วมรุ่นเดียวกันก็คงจะมีทัศนคติไปในทางเดียวกัน คือเคารพในลัทธิศาสนาที่ต่างกัน ไม่เห็นเป็นอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ข้าพเจ้าหวังว่า สถาบันทางคริสต์ศาสนาที่ก่อให้เกิดการรังเกียจเดียดฉันท์ทางศาสนาจะเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น อันเป็นเรื่องที่ชาวคริสต์ทั้งหลายน่าจะหาทางแก้ไขเพื่อให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ข้าพเจ้าพยายามจำกัดวง โดยเน้นไปที่สภาพการณ์ของอัสสัมชัญในสมัยข้าพเจ้าเมื่อทศวรรษที่แล้ว และพยายามเชื่อมโยงถึงยุคก่อนหน้านั้นขึ้นไปจนถึงแรกตั้งตามที่ได้ทราบมา ในทัศนะข้าพเจ้าช่วงดังกล่าว ซึ่งกินเวลากว่า ๘๐ ปี แม้จะเป็นระยะเวลายาวนานมากสำหรับโรงเรียน ๆ หนึ่งในประเทศนี้ แต่อัสสัมชัญในแต่ละยุค แต่ละสมัย ต่างก็มีความสืบเนื่องถึงกัน ดังกระแสน้ำที่ไหลไม่ขาดสาย ด้วยสามารถดำรงอุดมคติ อันประกอบด้วยหลัก ๓ ประการข้างต้น ให้สืบต่อไปได้ ไม่ขาดตอน แต่ที่ว่ามานี้เป็นเรื่องของอดีตทั้งสิ้น อัสสัมชัญในปัจจุบันเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าไม่ทราบในรายละเอียดแต่เท่าที่ได้พยายามสดับตรับฟังมา อัสสัมชัญยุคปัจจุบันนับวันจะแยกขาดจากอัสสัมชัญยุคก่อน ดุจดังกระแสน้ำที่กำลังจะขาดตอน จะว่าไปแล้วการขาดตอนทางอุดมคติเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นเค้าบ้างแล้วในรุ่นข้าพเจ้า เนื่องจากเวลานั้นอัสสัมชัญขยายตัวเติบใหญ่มาก จนต้องหันมาใส่ใจกับเรื่องปริมาณ ทำให้ต้องไกล่เกลี่ยกับเรื่องพาณิชยกรรมตามระบบทุนนิยมมากขึ้น การศึกษาที่เคยเป็นเรื่องการกุศล ชนิดที่พร้อมจะให้นักเรียนยากจนเรียนฟรี หรือจ่ายค่าเล่าเรียนแต่น้อยนั้น กำลังจะแปรสภาพไปเป็นอื่น กระนั้นก็ตาม ที่อัสสัมชัญเวลานั้น ยังรักษาคุณภาพอยู่ได้ในระดับหนึ่ง ก็เพราะสดมภ์หลักในทางคุณธรรมยังมีอยู่พอสมควร ที่สำคัญย่อมได้แก่ภราดาฟ.ฮีแลร์ ซึ่งแม้จะหมดกำลังวังชาแล้ว แต่ก็ยังเป็นสัญลักษณ์ในทางภูมิธรรมและภูมิปัญญาของอัสสัมชัญ นอกเหนือจากที่เป็นศูนย์รวมของอัสสัมชนิกรุ่นนั้นและก่อนหน้านั้น การที่ท่านมรณภาพไปในพ.ศ. ๒๕๑๑ มิเพียงแต่จะ “ทำให้เราสูญเสียไปซึ่งสายสัมพันธ์ที่สำคัญยิ่ง และประเสริฐยิ่งระหว่างอัสสัมชนิกรุ่นต่าง ๆ เป็นอันมาก” ดังคำของป๋วย อึ๊งภากรณ์เท่านั้น หากยังหมายถึงการสูญเสียสัญลักษณ์อันโดดเด่นในทางภูมิธรรมและภูมิปัญญาของอัสสัมชัญ อันนักปราชญ์ราชบัณฑิตล้วนให้การยอมรับนับถือ ยิ่งมาภายหลัง ครูบาอาจารย์อาวุโส ที่เป็นสดมภ์หลักรอง ๆ ลงไป สังขารเสื่อมทรุดและจากไปตามอายุขัย โดยไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่การสืบทอดทางอุดมคติแต่เดิม ก็เลยชะงักงัน และขาดตอนไปเป็นลำดับ แม้กระทั่งเรื่องราวความเสียสละ อุทิศตนของท่านเหล่านั้น นักเรียนอัสสัมชัญรุ่นปัจจุบันก็รู้น้อยเต็มที อัสสัมชนิกรุ่นนี้อาจได้เปรียบอัสสัมชนิกรุ่นก่อนมากมายหลายประการ แต่ข้อที่เสียเปรียบก็คือ ขาดโอกาสที่จะเข้าถึงสิ่งซึ่งเป็นอุดมคติและวิญญาณของอัสสัมชัญ ซึ่งโดยสาระแล้ว ไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลาและยุคสมัยใด ๆ ทั้งสิ้น ขาดโอกาสที่จะประสบสัมผัสกับคุณค่า อันไปพ้นระบบทุนนิยม ที่กำลังครอบงำวิถีชีวิตของเด็กรุ่นนี้อย่างหนาแน่นกว่าแต่ก่อนมาก

อุดมคติและคุณค่าเหล่านี้ เป็นดังหนึ่งรากบำรุงเลี้ยงอัสสัมชัญ ให้ผลิดอกออกผลเป็นประโยชน์แก่สังคมไทย เท่าที่ปัจจัยแวดล้อมทางประวัติศาสตร์จะอำนวยให้ได้ การได้มาอยู่อัสสัมชัญในช่วงเวลากว่าทศวรรษ ทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนมีราก ด้วยชีวิตได้หยั่งลึกลงไปในดินอุดมทางด้านภูมิธรรมและภูมิปัญญา ที่มั่งคั่งสั่งสมไปด้วยประสบการณ์ แบบอย่างชีวิต และเรื่องราวอันกลายเป็นตำนานของครูบาอาจารย์และอัสสัมชนิกผู้ซึ่งคุณธรรมนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ชีวิตได้ไม่น้อย แต่ทั้งหมดนี้ น่าสงสัยว่าอัสสัมชนิกรุ่นปัจจุบันมีโอกาสหรือไม่ที่จะได้เรียนรู้ดังข้าพเจ้า ซึ่งได้รับประโยชน์ทั้งจากความสัมพันธ์ส่วนบุคคล การประสบพบเห็น การสอนสั่งและฟังคำบอกเล่า ตลอดจนการอ่านเรื่องราวหนหลัง อย่างควรค่าแก่เวลาที่เสียไปในโรงเรียน

ข้าพเจ้าจะเรียกร้องต้องการให้อัสสัมชัญปัจจุบันหวนกลับไปสู่อดีตก็หาไม่ ทั้งมิปรารถนาให้เอาของเก่ามาใช้กับยุคใหม่ อย่างไม่คำนึงถึงสมัยอัสสัมชัญในอดีตจะเหมาะจำเพาะก็แต่กับสังคมไทยในอดีตเท่านั้น ปัจจุบันสังคมไทยต้องการอัสสัมชัญยุคใหม่ ที่ตระหนักถึงบทบาทและฐานะใหม่ของตนในสถานการณ์ที่ผิดไปจากเดิมเมื่อศตวรรษหรือกระทั่งทศวรรษที่แล้ว แต่เราจะรู้ถึงบทบาทฐานะใหม่อันพึงประสงค์นั้นได้ ก็ต่อเมื่อเข้าใจว่าบทบาทฐานะเก่าของอัสสัมชัญนั้นเป็นอย่างไร และสัมพันธ์กับสังคมไทยแต่เดิมในลักษณะใด ในความเห็นของข้าพเจ้า อัสสัมชัญเป็นสถาบันการศึกษาที่โดดเด่นมาได้ในสังคมอดีต ก็เพราะกำเนิดในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของสยาม และสามารถผลิตบุคลากรไปตอบสนองระบบซึ่งกำลังจะปรับตัวเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เนื่องจากอิทธิพลและการคุกคามของมหาอำนาจตะวันตก ความจำเป็นต้องปฏิรูปประเทศให้เป็นที่ยอมรับของ “อารยประเทศ” ทำให้เราต้องสัมพันธ์กับต่างประเทศมากขึ้นกว่าแต่ก่อน สิ่งที่สยามในเวลานั้นต้องการอย่างยิ่งจึงได้แก่ระบบราชการที่กอปรไปด้วยบุคลากรที่ไม่เพียงแต่จะรู้หนังสือเท่านั้น หากยังมีความสามารถในด้านภาษาฝรั่งอีกด้วย ซึ่งยังเป็นที่ขาดแคลนอยู่มาก ตรงนี้เองที่อัสสัมชัญมีความหมายขึ้นมา อัสสัมชนิกรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้เข้าไปมีบทบาทในฐานะข้าราชการ ที่สามารถเป็นกลไกให้แก่ระบบและการปฏิรูปการปกครองอย่างมีประสิทธิภาพเพราะไม่เพียงแต่ความรู้ โดยเฉพาะในด้านภาษาจะสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดีเท่านั้นการมีระเบียบวินัยและเคารพกฎเกณฑ์คำสั่ง ตามที่ได้รับการอบรมมา ก็ยังเป็นสิ่งที่ระบบราชการต้องการอีกด้วย ใช่แต่เท่านั้น การขาดแคลนบุคลากรดังกล่าว ยังเป็นปัญหาของวงการที่อยู่นอกระบบราชการออกไปโดยเฉพาะวงการพาณิชยกรรม ซึ่งชาวตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญพร้อม ๆ กับที่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ผูกติดกับระบบเศรษฐกิจโลกแน่นเข้าทุกที อัสสัมชนิกจึงเป็นที่ต้องการของวงการดังกล่าวมาก เราจึงได้เห็นอัสสัมชนิกรุ่นแล้วรุ่นเล่าเข้าไปเป็นเสมียน พนักงาน ห้างร้านของชาวต่างประเทศและสามารถไต่เต้ากลายเป็นผู้บริหารในตำแหน่งสำคัญ พระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงปรารภต่อนักเรียนอัสสัมชัญ เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงเรียนพ.ศ. ๒๔๖๙ นั้น * ได้เป็นจริงในเวลาต่อมา เมื่อปรากฏว่า อัสสัมชนิกเป็นอันมากได้เป็นกำลังสำคัญในระบบเศรษฐกิจและพาณิชยกรรมของประเทศ ทำให้การเปลี่ยนแปลงประเทศขยายตัวรวดเร็วขึ้นเป็นลำดับ

กล่าวโดยสรุป อัสสัมชัญมีชื่อเสียงขึ้นได้ก็เพราะสามารถผลิตมือไม้ที่ทรงประสิทธิภาพให้แก่ระบบโดยรวม อย่างสอดคล้องกับยุคสมัย แต่ยุคสมัยดังกล่าวได้ผ่านพ้นไปแล้ว ความต้องการกำลังคนอย่างไม่มีขีดจำกัดได้ปลาสนาการไปแล้ว ระบบราชการได้ถึงจุดอิ่มตัวในทางปริมาณ จนไม่อาจเปิดรับข้าราชการใหม่อย่างแต่ก่อนได้อีกต่อไป แม้วงการเอกชนเอง บุคลากรที่เขาต้องการ ก็มีอยู่อย่างล้นเหลือในตลาดแรงงาน จนถึงกับต้องคัดออกทีละมาก ๆ แต่แล้ว โรงเรียนและสถาบันการศึกษาทั้งหลายก็ยังคิดแต่จะส่งคนไปเป็นข้าราชการ เสมียนและพนักงานอยู่นั่นเอง นับเป็นความพยายามที่พ้นสมัยอย่างยิ่ง พิจารณาแต่เฉพาะด้านปริมาณ เราก็แลเห็นแล้วว่าบทบาทของอัสสัมชัญในทางด้านนี้นั้นลดความสำคัญลงไปมากสำหรับสังคมไทยปัจจุบัน อัสสัมชนิกที่จบออกไปในเวลานี้ มีความหมายต่อตลาดแรงงานน้อยมาก พูดอย่างไม่เกรงใจหากยุบอัสสัมชัญไปเสีย ก็ไม่กระเทือนตลาดแรงงานกี่มากน้อย (แต่อาจก่อปัญหาเด็กไม่มีที่เรียน ซึ่งเท่ากับเพิ่มความปวดเศียรเวียนเกล้าไปให้แก่กระทรวงศึกษาธิการมากขึ้น) อย่าว่าแต่โรงเรียนเลย แม้มหาวิทยาลัยอย่างธรรมศาสตร์ หากไม่สามารถผลิตบัณฑิตออกมาได้สักคนเดียว ๓ ปี ติดต่อกัน จะมีผลเสียต่อตลาดแรงงานเพียงไหนกัน เพราะทุกวันนี้บัณฑิตว่างงานก็ใกล้แสนแล้ว ดีร้ายบัณฑิตสถาบันอื่นอาจอนุโมทนาสาธุ ที่คู่แข่งขันลดน้อยลงไป

อัสสัมชัญจะตั้งหน้าตั้งตาผลิตนักเรียนออกไป เพียงเพื่อกลายเป็นบัณฑิตว่างงานกระนั้นหรือ หรือเราถือว่านักเรียนอัสสัมชัญมีพ่อแม่ร่ำรวยเกินกว่าปัญหาดังกล่าวจะมากระทบได้ ผิดนักก็เรียนต่อปริญญาโท หรือไปเมืองนอกเลย หรือมิฉะนั้นก็หางานตามบริษัทห้างร้านของพ่อแม่ หากคิดเพียงเท่านี้ก็เท่ากับทำให้คุณค่าของอัสสัมชัญ ในฐานะสถาบันการศึกษาที่มีเกียรติคุณสูงเด่นในอดีต ด้อยลงไปอย่างน่าใจหาย

อัสสัมชัญจะมีความหมายต่อสังคมไทยปัจจุบันก็ต่อเมื่อเลิกคิดผลิตคนออกไปเป็นข้าราชการ เสมียน พนักงาน หรือแม้กระทั่งผู้บริหาร เพื่อออกไปรับใช้ระบบอันลงร่อง ดังแต่ก่อนอีกต่อไป สังคมที่ต่ำทรุดทุกขณะทุกวันนี้ ต้องการคนคุณภาพใหม่ และบุคคลเช่นนี้ น่าที่อัสสัมชัญจะให้ความใส่ใจและผลิตออกมาให้มากพอ เราสามารถทำเช่นนั้นได้ โดยไม่จำต้องละทิ้งหลักการ ๓ ประการที่กล่าวมาแต่ต้น แท้ที่จริงแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องกลับมาหาหลักการเหล่านี้โดยประยุกต์ให้สมกับสมัย ไม่หลงตามอดีตอย่างไร้วิจารณญาณ

ประการแรกสุด เราจะต้องกลับมาเน้นเรื่องคุณธรรมกันใหม่ หากจะต้องขยายคุณธรรมนั้นออกไป จากคุณธรรมระดับบุคคลสู่คุณธรรมระดับสังคม นั่นคือ นอกเหนือจากความเที่ยงธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว นักเรียนอัสสัมชัญยังจะต้องมีสำนึกและความรับผิดชอบทางสังคม ใฝ่อุทิศตนเพื่อสังคมที่บริสุทธิ์ยุติธรรมชนิดที่ประชาชนสามารถอยู่อย่างเสมอบ่าเสมอไหล่ มีอิสระเสรีปลอดพ้นจากการกดขี่เบียดบัง ไม่ว่าในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม คุณธรรมที่เป็นความดี ความงาม ความจริง จะต้องไม่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล หากจะต้องพยายามขยายให้กลายเป็นที่ยึดถือของสังคมกว้าง โดยนัยนี้คุณธรรมส่วนบุคคล จะก่อให้เกิด “ประชาธรรม” ในสังคม นั่นคือการที่ประชาชนถือธรรมเป็นอำนาจ มิใช่อำนาจเป็นธรรม สังคมไทยทุกวันนี้ มีข้าราชการ เสมียน พนักงาน มากเกินพอแล้ว แต่เรายังขาดบุคคลที่ว่านี้อีกมาก ปัจจุบัน เราจึงมีแต่ผู้ที่คิดถึงตนเองมากเกินไป ปัญหาจึงแผ่ซ่านไปทั่ว จนแม้ เด็ก ผู้หญิง คนแก่ และผู้ด้อยทรัพย์ด้อยอำนาจ ก็กลายเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมในสังคม อย่างรุนแรงชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ปัญหาดังกล่าวลุกลามออกไปได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะผู้มีคุณธรรมส่วนใหญ่ ขาดมิติทางสังคมและการเมือง จนมองปัญหาอย่างไขว้เขวและคับแคบ นี้เองที่ทำให้ครูหลายท่านในโรงเรียนอัสสัมชัญ แม้จะเปี่ยมด้วยคุณธรรม และองค์คุณแห่งความเป็นครู แต่ก็กลายเป็นพวกจารีตนิยม ที่ต่อต้านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมอันอยุติธรรม และกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อ ๕๐ ปีก่อน ครูอัสสัมชัญไม่น้อย ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และโจมตีคณะราษฎรอย่างไร มาเมื่อศวรรษที่แล้วก็มองขบวนการนักศึกษาหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ว่าเป็นตัวร้าย อย่างเดียวกัน ผลคือเปิดช่องให้ขบวนการ “นวพล” เข้ามาโฆษณาชวนเชื่อในโรงเรียนได้อย่างน่าเศร้า โดยที่อัสสัมชนิก ที่โรงเรียนเคยนิยมยกย่องมาตลอด อย่างป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็กลายเป็นหัวหน้าผู้ร้ายไปในสายตาของครูหลายท่าน ยิ่งไปกว่านั้น ดีร้าย บางท่านอาจพอใจกับเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ด้วยซ้ำ ที่เป็นเหตุให้ขบวนการนักศึกษาตกเวทีไปได้

ทางด้านระเบียบวินัยนั้น แม้การเคารพกฎเกณฑ์จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับปัจเจกบุคคลและสังคม แต่จะต้องไม่เป็นไปอย่างสุดโต่ง จนกลายเป็นการจำยอมเชื่อฟังอย่างปราศจากการขัดขืน ทั้ง ๆ ที่กฎเกณฑ์คำสั่งนั้นเป็นเผด็จการ และไร้พื้นฐานที่ชอบธรรม หากอัสสัมชนิกประสงค์จะเป็นกลไกที่ดีของระบบ ต้องพร้อมที่จะพินิจพิเคราะห์ และตั้งคำถามกับกฎเกณฑ์นั้นเสมอ และที่สุดต้องพร้อมจะขัดขืนท้าทาย เมื่อพบว่ากฎเกณฑ์นั้นมิชอบด้วยเหตุผลและธรรมะ ในทำนองเดียวกัน การตั้งมั่นอยู่ในกฎเกณฑ์นั้นจะต้องเป็นไปโดยเข้าใจถึงเหตุผลและสภาพการณ์ที่รองรับกฎเกณฑ์นั้น และเมื่อเหตุผลสภาพการณ์นั้นเปลี่ยนไปจะต้องเข้าใจและสามารถข้องเกี่ยวกับกฎเกณฑ์นั้นอย่างสอดคล้องกับเงื่อนไขได้ด้วย หากทำได้เช่นนั้น การมั่นคงในหลักการจะเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลสอดคล้องกับสถานการณ์และเงื่อนไขที่ดำรงอยู่ อันจะยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านอย่างมากที่สุดตามควรแก่กรณี การมีระเบียบนัยโดยนัยนี้ จะไม่ปิดกั้นศักยภาพที่จะคิด ริเริ่ม และสร้างสรรค์สิ่งใหม่แหวกแนว ขณะเดียวกันกฎเกณฑ์และหลักการก็จะไม่เป็นอุปสรรคในการแสวงหาทางออกใหม่และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่ผิดไปจากที่คนทั่วไปกระทำกัน กล่าวโดยสรุประเบียบวินัยดังกล่าวนอกจากจะมีนัยในทางอนุรักษ์แล้ว ยังมีคุณค่าในทางสร้างสรรค์อีกด้วย

ในการอบรมนักเรียนให้มีระเบียบวินัยนั้น น่าที่จะได้คิดกันอย่างจริงจังได้แล้วว่าวิธีการลงโทษ ข่มขู่ บีบบังคับ เพื่อให้นักเรียนบังเกิดความกลัว และไม่กล้าฝ่าฝืนกฎระเบียบ โดยหวังว่าเมื่อเด็กปฏิบัติเป็นอาจิณแล้ว จะกลายเป็นนิสัยติดตัวไป ไม่มีใจใฝ่ละเมิดสิ่งที่ถือปฏิบัติร่วมกันนั้นวิธีการดังกล่าวยังมีประสิทธิภาพอยู่หรือไม่ และควรใช้ต่อไปอีกหรือไม่ เป็นไปไม่ได้หรือ ที่ครูจะเอื้ออำนวยให้เด็กมีวินัยในตนเอง ด้วยการส่งเสริม โน้มนำ ให้นักเรียนมีวิจารณญาณของตนเอง เคารพและเชื่อมั่นในเหตุผลและคุณธรรม จนสามารถแลเห็นสิ่งถูกผิดสิ่งควรไม่ควร และตัดสินใจด้วยตนเอง เพื่อประพฤติตนให้อยู่ในขอบข่ายของเหตุผลและความเหมาะสม โดยไม่ต้องทำเพราะมีอะไรบีบบังคับ นั่นคือ ทำด้วยปัญญาและแรงจูงใจภายใน ยิ่งกว่าเพราะความกลัว หรือแรงบีบคั้นจากภายนอก

ทัศนคติของครูต่อเด็กน่าที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้แล้ว ดังที่ประสบการณ์ และบทเรียนในที่ต่าง ๆ ได้ย้ำให้เราเห็นความจำเป็นของการมีศรัทธาในปัญญา เหตุผลและความเป็นตัวของตัวเองของเด็ก แต่หากครูยังคิดจะยึดแน่นอยู่กับวิธีการแบบเดิม ๆ ด้วยเชื่อว่าจะให้ผลดีดังอดีต ก็น่าพิจารณาว่า ฐานะของครูในสายตาของนักเรียนปัจจุบัน ยังเหมือนกับอดีตอยู่หรือ ครูให้ความรักแก่เขามีเวลาให้แก่เขา ดังเมื่อก่อนหรือไม่ หากไม่ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการลงโทษนั้น จะไม่ทำให้เด็กมีทัศนคติในทางลบต่อครู อย่างร้ายก็ทำให้เด็กกลายเป็นบุคคลก้าวร้าว มีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อต้านสังคม อย่างเบา ก็อาจกลายเป็นคนชอบละเมิดหรือท้าทายกฎเกณฑ์สังคมอย่างไร้เหตุผล ดังเราสามารถเห็นได้ว่า อัสสัมชนิกสมัยหนึ่งพากันนิยมไว้ผมยาวเป็นกระเซิงเมื่อจบออกไป เป็นการทดเทิดจากที่เคยถูกอธิการจับกร้อนผมแต่สมัยเป็นนักเรียน

ข้าพเจ้าเอง แม้จะไม่นิยมการไว้ผมยาวและไม่เคยมีปัญหากับนโยบายตัดผมสั้นของโรงเรียน หรือต้องเวียนเข้าเวียนออก “เอซีบาร์เบอร์” เป็นประจำ แต่ความที่ถูกเคี่ยวเข็ญให้เรียนหนักตั้งแต่เล็กจนโต จึงพอใจที่จะฝืนกฎด้วยการ “โดด” เรียน ไปขลุกอยู่กับกิจกรรมนอกห้องเรียน เริ่มแต่การประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการทำกิจกรรมทางสังคม ชีวิตที่เคยทึบทึมซบเซา ตลอด ๘ ปีนับแต่แรกเรียน ได้เปลี่ยนเป็นความสดใสเบิกบาน ด้วยได้สัมผัสกับอิสรภาพบางอย่าง ที่นักเรียนเรียบร้อยอย่างข้าพเจ้าไม่เลยประสบมาก่อนในชีวิต จนแทบติดลม ไม่อยากกลับเข้าห้องเรียนอีกเลย ยังดีที่การโดดเรียนนั้น ทางโรงเรียนให้การยอมรับ จึงไม่ถูกบีบคั้นจนต้องฝ่าฝืนอะไรให้หนักไปกว่านั้นอีก

อัสสัมชัญจะมีคุณค่าต่อสังคมไทยร่วมสมัย หากมาให้ความสำคัญกับคุณธรรมในลักษณะดังกล่าว โดยมีระเบียบวินัย และความมั่นคงในหลักการเป็นตัวรองรับ เพื่อให้คุณธรรมนั้นดำรงตั้งมั่นอยู่ได้อย่างสมกับสมัย เป็นดังรั้วที่ปกป้องคุณธรรมมิให้ด่างพร้อย ส่วนความรู้นั้น น่าที่จะให้ความสำคัญน้อยลงตราบใดที่ความรู้ที่ให้นั้น มีความมุ่งหมายเพียงเพื่อเป็นอุปกรณ์ให้เด็กสอบเลื่อนชั้นสูงขึ้นไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย หรือมีความหมายเพียงแต่ตระเตรียมให้เด็กไปเป็นข้าราชการ เสมียน พนักงานในระบบทั่วไปเท่านั้น แม้ว่าความมุ่งหมายดังกล่าวมิใช่เรื่องเสียหายแต่ในเมื่อโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทั้งหลายเขาทำหน้าที่นี้กันมากมาย จนมองไม่เห็นอะไรอื่นนอกไปจากนั้นแล้ว อัสสัมชัญซึ่งเคยเป็นผู้นำทางการศึกษาของไทยมาแต่ก่อน ก็น่าที่จะบุกเบิกหาทางออกใหม่ที่สร้างสรรค์และมีคุณค่ากว่า จะว่าไปแล้ว บทบาททางด้านนี้ อัสสัมชัญปัจจุบันก็ทำได้ไม่ดีเท่าโรงเรียนอื่น เกียรติภูมิความเป็นเลิศในด้านการเรียนตามมาตรฐานทั่วไป กำลังจะกลายเป็นอดีตของอัสสัมชัญไปแล้ว การพยายามแข่งขันกับโรงเรียนหลวงและโรงเรียนรัฐบาลชั้นนำเพื่อให้มีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งในด้านการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยนั้น เป็นเรื่องที่เรียกได้ว่าสุดวิสัยสำหรับอัสสัมชัญเสียแล้ว เพราะเสียเปรียบทั้งในด้านบุคลากร งบประมาณการบริหาร และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

หากอัสสัมชัญต้องการแสวงหาความเป็นเลิศในทางการศึกษา หนทางบรรลุนั้นมีอยู่แต่มิใช่หนทางที่กำลังกระทำอยู่ในเวลานี้ ซึ่งกำลังถึงจุดตีบตันทุกที ไม่เฉพาะแต่อัสสัมชัญ หากโรงเรียนทั้งหลายก็กำลังจะอยู่ในสภาพเดียวกัน เพราะแม้แต่มหาวิทยาลัยก็กำลังจะหมดความศักดิ์สิทธิ์ บัณฑิตจบแล้ว ก็หางานทำไม่ได้มากต่อมาก หนทางความเป็นเลิศที่น่าใส่ใจ จึงได้แก่การเตรียมให้เด็กมีความรู้ความสามารถที่จะไปเผชิญชีวิตในโลกกว้างอย่างเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระและความคิดสร้างสรรค์ โดยไม่ติดอยู่กับสูตรสำเร็จรูปของชีวิตที่ต้องพึ่งพิงระบบอยู่ร่ำไปด้วยการคิดเป็นข้าราชการ เสมียน พนักงาน หรือผู้บริหาร เพื่อประโยชน์เฉพาะตัวถ่ายเดียว หากพร้อมที่จะทำสิ่งแหวกแนวที่จะเป็นทางออกของยุคสมัยได้ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน เกษตรกร กสิกร ช่าง นักวิชาการ นักเขียน หรือนักบวช โดยไม่คิดจะกระจุกอยู่ในเมืองแต่ขยายลงไปถึงชนบท ในหมู่บ้าน และไม่สยบต่อลาภ เกียรติยศ ความมั่นคงหรือชื่อเสียง อันสังคมพร้อมจะมอบให้แก่คนที่เดินตามระบบอย่างเซื่อง ๆ จะทำเช่นนี้ได้เขาต้องสามารถแลเห็นมายาสมมติของสิ่งอุปโลกน์ดังกล่าวว่ามิใช่สาระแท้จริงของชีวิต ความสุขของชีวิตย่อมได้จากสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ อาทิ มิตรภาพ ธรรมชาติ สมาธิภาวนา ศาสนธรรม และการเกื้อกูลสังคมตลอดจนความรู้ความเข้าใจในชีวิตและสังคม เช่นนี้แหละที่จะทำให้มนุษย์สามารถเข้าถึงสิ่งลึกซึ้งและสูงสุดของชีวิตได้ในที่สุด ก็นี้มิใช่หรือที่เป็นเป้าหมายของอัสสัมชัญเมื่อแรกตั้ง หรือว่าอัสสัมชัญปัจจุบัน เห็นว่าความมุ่งหมายนี้เป็นเรื่องพ้นสมัยไปแล้ว

ข้าพเจ้ามิประสงค์จะเรียกร้องให้อัสสัมชัญละทิ้งการอบรมให้ความรู้ตามแบบเดิม ๆ โดยสิ้นเชิง ความรู้เพื่อประกอบวิชาชีพ ตลอดจนความรู้เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นยังมีความสำคัญอยู่ อย่างน้อยก็สำหรับนักเรียนที่ไม่อาจแลเห็นเป้าหมายที่ลึกไปกว่านั้น แต่นั่นจะต้องไม่มีความสำคัญเหนือความรู้ ความเข้าใจในสาระของชีวิตและสังคมอันเป็นความรู้พื้นฐานสำหรับมนุษยนิกรทั้งหลาย

ในเมื่อเราไม่สามารถยกเลิกการศึกษาแบบที่เป็นอยู่ เป็นไปได้ไหมที่เราจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ในรูปของการทดลอง ด้วยการจัดตั้งโรงเรียนขนาดย่อมที่มุ่งสรรค์สร้างผู้คนออกไปรับใช้สังคม มีหลักสูตรและวิธีการสอนพิเศษที่ผิดจากโรงเรียนสามัญทั่วไป นอกจากความรู้เฉพาะทางและทักษะในทางเกษตรกรรม การช่าง หรือสาธารณสุขแล้ว นักเรียนน่าจะสามารถมองเห็นสังคมโดยรวม โดยเชื่อมโยงแต่ละส่วนของสังคมเข้าด้วยกันได้ แต่ข้อสำคัญคือ ต้องไม่ทิ้งคุณค่า ๓ ประการดังกล่าวโดยที่ครูจะต้องเชื่อมั่นและภูมิใจในความเป็นครู จึงจะสามารถสืบทอดคุณธรรมไปยังนักเรียนได้

ความรู้โดยนัยนี้จะสอดคล้องกับคุณธรรมและระเบียบวินัยอย่างใหม่ในลักษณะที่เกื้อกูลพึ่งพิงซึ่งกันและกันโดยตลอด คุณค่าทั้ง ๓ ประการย่อมทำคนให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องและเป็นสุข กล่าวในทางพุทธศาสนา การอบรมพัฒนาบุคคลให้เกิดคุณค่าทั้ง ๓ ประการในตน ก็คือการภาวนาที่ครบถ้วนเท่าที่มนุษย์จะพึงมีเลยทีเดียว การมีระเบียบวินัยสามารถดำเนินชีวิตข้องเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ และสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างถูกต้องย่อมสงเคราะห์เข้ากับกายภาวนา ศีลภาวนา การอบรมให้มีคุณธรรมในจิตใจ ย่อมถือเป็นจิตภาวนา และการมีความรู้ความเข้าใจในความเป็นจริงของชีวิต ก็คือปัญญาภาวนา นั้นเอง ข้าพเจ้าเข้าใจว่า การศึกษาเช่นนี้ก็สอดคล้องกับอุดมคติในทางคริสตธรรมด้วยเช่นกัน

นอกจากคุณค่าส่วนตนแล้วหลัก ๓ ประการดังกล่าว ยังมีคุณค่าต่อสังคมทำให้ศักยภาพที่แฝงเร้นในบุคคลสามารถเผยแสดงออกมาเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์และสังคมวงกว้างได้อย่างไม่อาจประมาณได้อีกด้วย

ลำธารที่ไหลต่อเนื่องมานับร้อยปีย่อมมีวันขาดตอน แห้งขอด หรือตื้นเขิน อัสสัมชัญเมื่อดำเนินมาครบศตวรรษย่อมตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับลำธารดังกล่าว แต่การกลับไปหาคุณค่า ๓ ประการตามนัยดังกล่าวในศตวรรษที่ ๒ จะเท่ากับเป็นการต่อกระแสธารอุดมคติของอัสสัมชัญให้ไหลเนื่องต่อไปได้อีกวาระหนึ่ง ใช่แต่เท่านั้น การประยุกต์ให้เหมาะกับสมัย ยังจะเป็นการกรองชำระน้ำในลำธารให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ แม้จะผ่านเส้นทางอันยาวไกลมาก็ตาม หากอัสสัมชนิกทั้งหลายภูมิใจในอดีตของอัสสัมชัญ เราจะต้องทำให้อดีตนั้นกลับมามีความหมายใหม่ในปัจจุบัน ให้เกียรติคุณนั้นกำจรไกล ไปถึงอนาคต ทั้งนี้มิใช่เพื่อให้เลือดแดงขาวเข้มข้นขึ้น หรือเพิ่มความหลงสีหลงสถาบันให้รุนแรงขึ้น แต่เพื่อประโยชน์และความผาสุกของสังคมไทย ตลอดจนสังคมโลกในที่สุดโดยที่ประโยชน์ย่อมตกอยู่กับอัสสัมชนิกแต่ละบุคคลด้วย แต่อดีตจะมีความหมายอย่างมีชีวิตชีวาในปัจจุบันได้ ต่อเมื่อเป็นบทเรียนให้เรารับรู้ ไม่ว่าในทางบวกหรือลบ เวลา ๑ ศตวรรษของอัสสัมชัญ ได้สั่งสมประสบการณ์ ความชำนิชำนาญ และความทรงจำเอาไว้มากที่ล้วนแต่เป็นคุณประโยชน์ต่อการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ การตัดขาดจากอดีตละเลยคุณค่าดั้งเดิม หันมาใส่ใจอยู่กับผลประโยชน์ทางพาณิชยกรรม อันเป็นผลพวงของระบบทุนนิยม โดยอาศัยเกียรติคุณแต่อดีตเป็นเครื่องมือในการตักตวงประโยชน์ส่วนตน ยิ่งกว่าเกื้อกูลผู้อื่นนั้น เท่ากับเป็นการปิดกั้นอนาคตของอัสสัมชัญโดยแท้ ทั้งยังบั่นทอนปัจจุบันของโรงเรียนด้วย โดยที่การหลงเกียรติภูมิในอดีตและนิ่งนอนใจด้วยความประมาทไม่คิดปรับปรุงแก้ไขอันใด ก็มีผลเสียต่ออัสสัมชัญเช่นกัน หากเป็นเช่นที่กล่าวมา ย่อมเท่ากับว่าวันเวลาอันยาวนานถึง ๑๐๐ ปี ของอัสสัมชัญ ไม่มีคุณค่าอะไรในทางสร้างสรรค์ สำหรับปัจจุบันและอนาคตเลย

ในข้อนี้พระราชวรมุนี(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้ให้ข้อคิดที่สำคัญยิ่ง สำหรับสังคมทุกระดับ อันรวมถึงสังคมระดับโรงเรียนซึ่งมีความเป็นมายาวนานอย่างอัสสัมชัญด้วย
“สังคมก็เช่นเดียวกัน มีชีวิตประสบการณ์ มีความชำนิชำนาญต่าง ๆ ที่สืบทอดต่อเนื่องกันมา จำต้องมีความรู้จักตัวและความทรงจำที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตให้ถึงกันได้ ประสบการณ์ ความชำนิชำนาญ ความรู้จักตัว และความทรงจำต่าง ๆ ของสังคมก็คือวัฒนธรรม ถ้าวัฒนธรรมสืบทอดต่อเนื่องมาด้วยดี และสังคมสามารถใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมได้ สังคมนั้นก็มีชีวิตที่เป็นอยู่ดี มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาและเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ อย่างได้ผลดี ความมีอายุยืนของสังคมนั้น ก็เป็นความมีอายุยืนที่สมบูรณ์มีความหมายแท้จริง แต่ถ้าสังคมไม่รู้จักวัฒนธรรมของตน สืบต่อและใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมของตนไม่ได้ ตลอดจนไม่สามารถจัดการหรือเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของตนเองให้ถูกต้องได้ สังคมนั้นก็เป็นเหมือนบุคคลที่ขาดสมปฤดี ไม่รู้จักตัวเอง หรือสูญเสียความทรงจำ จำเรื่องราวของตนเองไม่ได้ กลายเป็นสังคมที่ขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา และไม่สามารถมีชีวิตที่ดีของตนได้โดยสมบูรณ์ แม้จะมีอดีตยาวนานก็ไม่ใช่ความมีอายุยืน เพราะไม่มีพลังต่อเนื่องของชีวิต เหมือนกับต้องถือว่า อายุขาดตอนไปแล้ว ตั้งต้นนับอายุใหม่ แต่ก็นับใหม่ไม่ได้จริง เหมือนคนที่ฟื้นจากสลบ แต่กลายเป็นอัมพาต”

อัสสัมชัญในศตวรรษที่ ๒ นี้ ต่างจากอัสสัมชัญเมื่อศตวรรษแรก ภารกิจบทบาท และปัญหาที่ท้าทายหลายประการเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยพานพบมาก่อน การริเริ่มสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งจำเป็นแต่จะต้องเป็นไปโดยไม่ตัดขาดจากรากฐานภูมิหลังหรือประสบการณ์เดิม ซึ่งยังมีคุณค่าแก่การเรียนรู้ บทบาทใหม่ที่ได้กล่าวมานี่ หลายคนอาจเห็นเป็นเรื่องเพ้อฝัน เลื่อนลอย ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ข้อนั้นไม่สำคัญ ข้อสำคัญอยู่ที่เรา อัสสัมชนิกทั้งหลายต้องพร้อมที่จะมองให้เห็นบทบาทใหม่ที่ไปพ้นกรอบจำกัดของปัจจุบัน โดยไม่พอใจที่จะลงร่องตามที่คนทั่วไปเป็นกัน แต่ไม่ว่าจะมองไปอย่างไรก็ตาม ทางใหม่และบทบาทใหม่ที่แลเห็น จะไม่ใช่ของง่ายที่จะให้มีผลในทางปฏิบัติ ซ้ำยังจะต้องขัดกับทัศนคติของมหาชนเป็นอย่างยิ่งด้วย แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า เมื่อแรกที่บาทหลวงกอลมเบต์ตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญเมื่ศตวรรษก่อนนั้น ท่านก็ต้องฝืนกับทัศนคติของประชนชนอยู่นานมิใช่หรือ ถึงขนาดต้องจ้างเด็กหรือล่อให้เด็กมาโรงเรียน ตลอดจนใช้วิธีการต่าง ๆ อีกสารพัด คนเมื่อศตวรรษก่อน พอใจกับสภาพเดิม และไม่เห็นคุณค่าของสิ่งแปลกใหม่ เช่น โรงเรียนฉันใด คนศตวรรษนี้ก็พอใจกับการศึกษาแบบเดิม ๆ โดยไม่เห็นคุณค่าของการศึกษาแบบใหม่ ฉันนั้น แต่เราจะต้องไม่สิ้นหวัง ทดท้อ เพียงเพราะอุปสรรคเช่นนี้ ดังที่ท่านกอลมเบต์ได้แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่าง จนสามารถฟันฝ่าอุปสรรคแปรความยากลำบากให้กลายเป็นความสำเร็จ ซึ่งส่งผลมาถึงเราในที่สุด

เจตนารมณ์และความมุ่งมั่นเพื่อการศึกษาของเยาวชนไทยของคนรุ่นก่อน จะต้องไม่เหือดแห้งไป หากต้องดำรงคงอยู่ในจิตใจของคนรุ่นนี้ไม่น้อยไปกว่ากัน นี้มิใช่หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บริหารและคณาจารย์อัสสัมชัญปัจจุบันเท่านั้น หากยังเป็นกิจของอัสสัมชนิกทุกคน ที่ได้รับประโยชน์จากการอุทิศตนของคนรุ่นก่อน อันควรจะนำผลนั้นมาขยายประโยชน์งอกเงยให้สืบต่อถึงคนรุ่นต่อไป การเฉลิมศักดิ์เฉลิมศรีอัสสัมชัญในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีนั้น เป็นของดีก็จริงอยู่ แต่จะด้อยค่าไปมาก หากมีความหมายเพียง การเลี้ยงฉลอง สนุกครึกครื้นชั่วครู่ชั่วยาม หรือจัดพิธีการใหญ่โตสิ้นเปลืองแทนที่จะกระทำกิจอันจำเป็น ทั้งเหมาะกับกาลและโอกาศยิ่งกว่า นั่นคือการร่วมกันใช้ปัญญาพิจารณาทบทวน และแสวงหาทางเลือกใหม่ เพื่อให้อัสสัมชัญดำรงคงมั่น อย่างสง่า มีคุณค่า และสมศักดิ์ศรีสืบไปในศตวรรษหน้า

พระไพศาล วิสาโล
สิงหาคม ๒๕๒๘

* พระบรมราโชวาทของพระองค์ในวโรกาสดังกล่าว ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทและฐานะของอัสสัมชัญในอดีตอีกด้วย เนื้อความสังเขปมีดังนี้ “ในรัชกาลที่ ๕ เป็นเวลาที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง วิธีปกครองของประเทศในเวลานั้น พระพุทธเจ้าหลวงก็ได้ทรงอาศัยนักเรียนในโรงเรียนนี้เองช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงฐานะของบ้านเมืองตลอดมาจนถึงรัชกาลที่ ๖ ก็ได้ทรงดำเนินการบำรุงฐานะของบ้านเมืองตลอดมาจนบัดนี้...ในการที่เราได้สามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นผลดีอย่างนี้ ต้องนับว่านักเรียนของโรงเรียนนี้เป็นเครื่องมือสำคัญด้วยเหมือนกัน ในเวลานี้เมืองไทยเรายังขาดสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับความเจริญ คือในทางพาณิชยการของเรานั้นยังไม่เจริญพอ เมื่อเราได้บำรุงฐานะของเราเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงคั่นที่สุด เป็นที่นิยมของประเทศต่าง ๆ ถึงแค่นี้แล้ว จึงถึงเวลาที่เราควรจะนึกถึงการที่บำรุงบ้านเมืองให้สมบูรณ์ในทางกสิกรรม พาณิชยการและทรัพย์ศฤงคารอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นข้าหวังว่าพวกเจ้าทั้งหลายคือพวกนักเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญนี้เองคงจะเป็นหัวหน้าในทางนี้เหมือนกัน เท่าที่ได้เป็นหัวหน้าในทางเปลี่ยนแปลงการปกครองมาแล้ว หวังว่าคงจะช่วยกันคิดในเรื่องที่จะส่งเสริมพาณิชยการของเรา ให้เจริญเทียมทันกับประเทศอื่นอีกอย่างหนึ่ง”

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved