|
ปล่อยวาง ทำไม และอย่างไร วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด
แบ่งปันบน facebook Share
|
| ทุกข์ทางกาย กับ
ทุกข์ทางใจ นอกจากความทุกข์ที่เกิดจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ยังมีความทุกข์อื่นอีกหลายชนิด เช่น การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น อาจกล่าวได้ว่าบทสวดมนต์นี้เป็นแผนที่ชีวิตที่ดีมาก หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งก็จะช่วยให้เราเข้าใจชีวิตดีขึ้น รู้จักวางจิตวางใจต่อการดำเนินชีวิต หากเราพิจารณาบทสวดมนต์ซึ่งกล่าวถึงทุกข์ 12 อาการ เราจะพบว่า ความทุกข์ส่วนใหญ่เป็นความทุกข์ทางใจ ความทุกข์ทางกายเช่น แก่ เจ็บ และตาย ที่เหลือเป็นความทุกข์ทางใจ เช่น ความเศร้าโศก ร่ำไร รำพัน ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ การประสบกับสิ่งซึ่งไม่เป็นที่รัก เหล่านี้เป็นทุกข์ทางใจ เมื่อเรากลับมาดูชีวิตของเราแต่ละวัน จะพบว่าความทุกข์ทางกายนั้นมีไม่มาก เช่น เจ็บ ปวด หิว ร้อน หนาว แม้กระนั้นเราก็ยังรู้สึกว่าชีวิตนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเรามีทุกข์ทางใจมากมาย สำหรับชีวิตคนเมือง ถ้ามีทุกข์อยู่ 100 ส่วน จะเป็นทุกข์ใจอยู่ 70-80 ส่วน ถ้าเป็นเด็กในเมืองสมัยนี้ เกือบจะไม่รู้จักความทุกข์ทางกายเลย ไม่รู้จักคำว่าหิว เหนื่อย เมื่อย ร้อน เพราะเมื่อร้อนก็เปิดแอร์ ไม่รู้จักคำว่าเมื่อยเพราะมีเครื่องทุ่นแรง ไปไหนมาไหนใช้รถยนต์ ไม่ต้องเดิน ต่างกับคนรุ่นปู่ย่าตายายซึ่งพบเจอกับคำว่าปวดเมื่อยเป็นปกติ ชีวิตของคนสมัยนี้ค่อนข้างสบายทางกาย แต่กลับทุกข์ทางใจ ทุกข์ทางใจเกิดจากอะไร พูดแบบฟันธงก็คือทุกข์เพราะความคิด นั่งอยู่ตรงนี้สบายดี ไม่เมื่อย อากาศไม่ร้อน แต่พอเราหวนคิดถึงหนี้สิน จะสิ้นเดือนอยู่แล้วต้องหาเงินไปใช้หนี้ หรือพอนึกถึงงานวันพรุ่งนี้ เราจะรู้สึกหนักอกหนักใจขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงโทรศัพท์ที่ถูกขโมยเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว นึกถึงเงินที่ถูกโกงเมื่อสามวันก่อน นึกถึงคนรักที่จากไป ไม่ว่าจากเป็นหรือจากตาย นึกถึงการเลิกรา ทะเลาะเบาะแว้งกับคนรัก แค่คิดก็เป็นทุกข์ทันที ทั้งที่ในความเป็นจริง ความคิดนั้น มาแล้วก็ไป แต่เราทุกข์เพราะคิดแล้วยึด จมปลัก วางไม่ได้ 70-80 % ของความทุกข์ใจเกิดจากการยึดติดกับอดีต หรือไม่ก็กังวลกับอนาคต เราไม่ได้ทุกข์เพราะคิดเฉยๆ แต่คิดแล้วยึดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ถ้าเราวาง วางอดีต วางอนาคต จิตใจจะสบาย ปรุงแต่งความคิด มีเหตุการณ์หนึ่ง เกิดขึ้นที่ร้านอาหาร ผู้ชายกลุ่มหนึ่งนั่งรออาหารอยู่นอกร้าน ขณะที่ภรรยาเจ้าของร้านซึ่งทำหน้าที่เสิร์ฟอาหาร เดินผ่านโต๊ะของคนกลุ่มนี้ ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่นกบินผ่านมาและขี้ใส่หัวผู้ชายคนหนึ่งในโต๊ะนั้นพอดี ผู้ชายคนนั้นเข้าใจว่า ภรรยาเจ้าของร้านถ่มน้ำลายรดหัว จึงทะเลาะกับเธอ แล้วก็ลุกลามจนกลายเป็นการทะเลาะกับเจ้าของร้านถึงขั้นจะลงไม้ลงมือ เจ้าของร้านจึงเอามีดปังตอขู่ ชายกลุ่มนี้สู้ไม่ได้ก็ล่าถอยออกไป สักพักก็กลับมาใหม่ คราวนี้เอาปืนมาด้วย เกิดการยิงกัน ปรากฏว่าภรรยาเจ้าของร้านถูกยิงตาย ชายคนนั้นถูกจับติดคุก เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะนกขี้ใส่หัว แต่จะไม่เกิดเหตุร้ายเลยหากชายผู้นั้นไม่ปรุงแต่งไปว่าถูกคนถ่มน้ำลายรดหัว แต่เมื่อเขาปรุงแต่งความคิดนี้ขึ้นมาแล้วยึดมั่นว่าเป็นความจริง เขาก็โกรธและเกิดเรื่องตามมา คนจำนวนไม่น้อยได้รับผลร้ายจากการยึดติดในสิ่งที่ปรุงแต่ง เขาไม่เพียงทุกข์ใจเท่านั้น แต่ยังทุกข์กายด้วย เพราะเกิดความเครียด ความดันขึ้น จนล้มป่วยก็มีไม่น้อย คุณหมอประเวศ วะสี เคยเล่าให้ฟังว่า ผู้ชายคนหนึ่งตัวซีด ไม่มีแรง นอนเปลมาให้หมอตรวจ เมื่อหมอตรวจคนไข้ ซักถามอาการ ก็หันไปคุยกับหมอประจำบ้าน บอกว่า คนไข้นี้ไม่เป็นอะไรมาก ตัวซีดเพราะพยาธิปากขอ เพียงให้เหล็กก็จะหายวันหายคืน พูดเพียงเท่านี้ ปรากฏว่าคนไข้ลุกขึ้นยืนได้ทันที บอกว่า หมอ ถ้าผมเป็นแค่นี้ก็ไม่ต้องใช้ไอ้เปลนี้แล้วล่ะ ทำไมเรี่ยวแรงจึงกลับมา ก็เพราะรู้ว่าไม่เป็นอะไรมาก แต่ทีแรกทำไมถึงไม่มีแรงทั้ง ๆ ที่เป็นแค่พยาธิปากขอ ก็เพราะใจปรุงแต่งไปในทางร้าย เช่น นึกว่าเป็นมะเร็ง พอคิดแบบนี้ก็เลยทรุด แต่พอรู้ว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก เรี่ยวแรงก็กลับคืนมา แท้ที่จริงความคิดว่าเราเป็นมะเร็งหรือเปล่า ใครๆ ก็คิดได้ แต่ถ้าคิดแล้วยึดเอาไว้ ไม่ยอมปล่อยวางก็จะทุกข์ทันที หมดเรี่ยวแรง เพราะใจกับกายสัมพันธ์กัน สมมติว่าเราไปทำงานแต่เช้า เห็นเพื่อนร่วมงานจึงทักทายเขา แต่เขาไม่ทักตอบ เดินผ่านเราไปเฉยๆ เราจะรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเลยใช่ไหม เพราะคิดว่าเพื่อนไม่ให้เกียรติเรา ไม่ชอบขี้หน้าเรา ไม่เป็นมิตรกับเรา ทักแล้วก็ไม่ทักตอบ เรารู้สึกเครียดจนไม่เป็นอันทำงาน บางทีกลับบ้านแล้วก็ยังนอนไม่หลับ อดคิดไม่ได้ว่าทำไมเขาทำกับเราอย่างนี้ เราอุตส่าห์ดีกับเขา เขาไปหลงเชื่อคำพูดของเจ้าหมอนั่นหรือเปล่า คิดเป็นตุเป็นตะ ทั้งที่สาเหตุที่เขาไม่ทักตอบก็เพราะเขามองไม่เห็นเรา เนื่องจากกำลังเหม่อลอยหรือมีความกังวลเพราะลูกไม่สบายเมื่อเช้า เขามีความทุกข์ใจจึงไม่ไม่ได้ทักตอบ แต่ใจเรากลับปรุงแต่งไปอีกทางหนึ่ง ปรุงแล้วก็ยึด ยึดในสิ่งที่ปรุงแต่ง ก็เลยเดือดเนื้อร้อนใจ ทุกข์เพราะยึด เคยมีคนถามพระนันทิยะว่าพระพุทธเจ้าสอนท่านว่าอย่างไร ท่านตอบว่า พระผู้มีพระภาคสอนให้ปล่อย ให้วางทั้งข้างหน้า ข้างหลัง และท่ามกลาง มิให้ติดอยู่ในอารมณ์อันเป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน อารมณ์ที่พอใจหรือไม่พอใจอันใดเกิดขึ้น จงปล่อยจงวางให้เป็นกอง ๆ ไว้ ณ ที่นั้น อย่านำมาเก็บไว้แบกไว้ เขาด่าว่าเราบนบก จงกองคำด่าว่านั้นไว้บนบก อย่านำติดไปในน้ำด้วย เขาด่าว่าเราในน้ำ จงกองคำด่าว่านั้นไว้ในน้ำ อย่านำติดตัวมาบนบก หรือเขาด่าว่าในเมือง จงกองไว้ในเมือง อย่านำติดตัวมาจนถึงเชตวนารามนี้ ท่านตอบชัดเจนมาก เราน่าจะเอาไปใช้นะ คือเมื่อถูกใครด่าว่า ก็วางคำด่าตรงนั้นเลย ไม่ต้องแบกกลับบ้าน คำสอนนี้เป็นรูปธรรมมาก ไม่ยากจนเกินไป การปล่อยวางสำคัญเพราะในชีวิตเรามีสิ่งรบกวนเยอะ ทำให้จิตใจเราวอกแวก เมื่อใจเราปักอยู่กับมัน ทำให้เราทุกข์ ไม่มีสมาธิในการทำงาน แม้เสียงนั้นจะเบา แต่ถ้าใจเราปักอยู่กับมัน เสียงนั้นก็จะมีอิทธิพลมากจนทำให้เราฟังเรื่องอื่นไม่รู้เรื่อง ติดยึดในตัวตน เมื่อทำงานได้รับคำตำหนิ ไม่ใช่เพียงหูที่ได้ยินเสียง แต่เกิดเป็นความสำคัญมั่นหมาย เขาด่ากู เขาไม่ให้เกียรติกู เขาดูถูกกู กินก็คิด นอนก็คิด เขาด่ากู เขาด่ากู อันนี้เรียกว่าทุกข์เพราะยึดติดในตัวกู ของกู ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา ชีวิตของเราแท้จริงมีแต่กายกับใจ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ตัวกูเป็นสิ่งที่ใจปรุงแต่งขึ้นมาเอง แล้วก็ยึดเอาไว้ ไม่ปล่อย เมื่ออะไรก็ตามมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หากเกิดทุกขเวทนาก็จะเกิดความรู้สึกว่า กูทุกข์ กูปวด กูโกรธ เมื่อเศร้า ไม่ใช่เพียงความเศร้าเกิดขึ้น แต่มีความรู้สึกว่า กูเศร้า นี้คือรากเหง้าของความทุกข์ทั้งปวง สติ ถามว่าเห็นความเครียดได้อย่างไร เห็นได้ก็เพราะมีสติ หากไม่มีสติก็จะกอดความเครียดเอาไว้ เปรียบเสมือนคนที่เห็นกองไฟอยู่ห่างๆ ก็ไม่ค่อยรู้สึกร้อน ส่วนคนโกรธที่ไม่มีสติก็เหมือนเข้าไปอยู่กลางกองไฟหรือกอดไฟเอาไว้ จะทุกข์มากเพราะถูกความโกรธแผดเผาใจ แต่ถ้าเห็นความโกรธ เพราะมีสติ ก็จะเห็นกองไฟนั้นอยู่ห่างๆ จึงไม่ค่อยทุกข์ร้อน เมื่อมือถูกไฟลวก มือจะชักออก นี่คือความฉลาดของกาย แต่เมื่อโกรธ ใจจะกอดความโกรธเอาไว้ ใครด่าเรา เราจะจำได้และนึกถึงเขาบ่อย ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ มองในแง่นี้จะเห็นว่า ใจโง่กว่ากาย ชอบหาทุกข์ใส่ตัว คล้ายกับว่าเรามีเศษแก้วอยู่ในมือ เพียงแค่เราพลิกมือลงเศษแก้วก็ตก แต่เราไม่ทำ เรากลับถือเอาไว้ แถมยังกำแล้วบีบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เศษแก้วจึงบาดมือ เสร็จแล้วเราก็ด่าเศษแก้วว่า ทำให้ฉันเจ็บ มือเป็นแผล แต่หากเราไม่กำเศษแก้ว เศษแก้วเหล่านั้นจะทำอะไรเราได้ มันก็อยู่ของมันอย่างนั้น อย่างนี้เราจะโทษเศษแก้วหรือจะโทษตัวเราดี เพียงแค่พลิกมือเศษแก้วก็ตกแล้ว แต่เราก็ไม่ทำ เศษแก้วก็คือคำต่อว่าของคนบางคนซึ่งผ่านไปแล้ว แต่เราไม่ยอมวาง กลับครุ่นคิดถึงคำพูดเหล่านั้น คิดแล้วคิดเล่า เราก็เลยทุกข์ เพียงแค่ปล่อยวางเท่านั้น เราก็ไม่ทุกข์ เหมือนกับเพียงแค่พลิกมือ เศษแก้วก็ตก แต่เราไม่ยอมปล่อย กลับบีบไว้ แล้วก็เจ็บ เพราะอะไร เพราะเราไม่รู้ตัว เพราะไม่มีสติ สติสำคัญมากช่วยให้ปล่อยวางได้เร็ว อยู่กับปัจจุบัน ไม่อาลัยในอดีต ไม่พะวงกับอนาคต บางเรื่องเรากังวลเพราะคิดเอาเองทั้งเพ เรื่องยังไม่เกิดขึ้น แต่เรานึกปรุงแต่งไปในทางลบ เช่น ถ้างานล้มเหลว ถ้าลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ จะทำยังไงดี นึกไปก็ทุกข์ไป แต่ถ้ามีสติ เราก็จะอยู่กับความจริงในปัจจุบันได้ เงินเสียไปแล้วใจไม่เสีย ไม่อาลัยสิ่งที่เป็นอดีต ส่วนอนาคตก็ไม่กังวล ใจลอยเมื่อไหร่ก็ดึงใจกลับมา สติคือระลึกได้ ไม่ลืมตัว ไม่ลืมตัวคือไม่ลืมที่จะพาใจมาอยู่กับปัจจุบัน ไม่ปล่อยให้ใจจมอยู่กับอดีต หรือพะวงกับอนาคต เมื่อใจลอยนึกถึงงานพรุ่งนี้ นึกถึงหนี้สินที่จะต้องจ่ายก็จะรู้สึกหนักอกหนักใจขึ้นมาทันที แต่เมื่อระลึกได้ว่า กำลังฟังคำบรรยายอยู่ตรงนี้ สติก็จะดึงใจกลับมา ฟังธรรมบรรยาย เรื่องอื่นๆ ก็วางไว้ก่อน ทำใจให้ปกติ สติช่วยให้ปล่อยวางได้ ปล่อยวางความคิด ปล่อยอารมณ์ที่ทำให้ทุกข์ สติมีอานิสงส์มาก ไม่เพียงช่วยให้รู้ทันความคิด รู้ทันอารมณ์ แต่ยังช่วยให้ปล่อยวางได้ เมื่อรู้แล้ววาง รู้แล้ววาง ไม่ยึดติดแม้กระทั่งความทุกข์ความเศร้าเสียใจ มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งได้รับจดหมายจากคนที่เธอแอบชอบ เนื้อหาในจดหมายฉบับนั้นไม่ได้แสดงเลยว่าเขามีจิตปฏิพัทธ์ต่อเธอ เธอจึงนั่งซึม เวลาเดียวกันเองมีเพื่อนมาหาเธอ ตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้านเพื่อชวนเธอไปเที่ยว ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกเธอรู้สึกฉุนขึ้นมาทันที นึกใจใจว่า เวลาจะสุขก็ไม่สมหวัง เวลาจะทุกข์ยังมีคนมารังควาญอีก นี่แสดงว่าเธออยากจมอยู่ในความทุกข์ อันนี้เป็นเพราะไม่มีสติ เลยเห็นความเศร้าเป็นของดี อย่าเอาหูไปรองเกี๊ยะ คนเราถ้าไม่มีสติ หูก็จะหาเรื่อง ที่จริงเสียงดังไม่ทำให้ทุกข์หรอก แต่ที่ทุกข์ก็เพราะใจไปยึดติดกับเสียงเหล่านั้น แถมปรุงตัวกูขึ้นมา ว่าเสียงดังรบกวนกู ก็เลยหงุดหงิดกับเสียง แต่ถ้ามีสติ ก็สักแต่ว่าได้ยิน ใจไม่ทุกข์ สมาธิ ปัญญา มีคนถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งลือกันว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ เขาถามว่าหลวงปู่มีโกรธไหม ท่านว่า มี แต่ไม่เอา คือท่านไม่มีตัวกูที่จะไปรับความโกรธ ถ้าเป็นพวกเรา ก็จะเอาความโกรธทันที คือ มีตัวกูที่หยิบฉวยความโกรธ ตัวกูนั้นอยากฉวยอยากยึดทุกอย่าง ธรรมชาติของตัวกู คือไม่รู้จักพอ อยากได้เงิน อยากได้ชื่อเสียง อยากมีอำนาจ ไม่รู้จักจบสิ้น มีร้อยล้านก็อยากได้พันล้าน มีพันล้านก็อยากได้หมื่นล้าน เป็นหัวหน้ากองก็อยากเป็นผู้อำนวยการ อยากเป็นอธิบดี อยากเป็นปลัดกระทรวง แล้วก็ไม่รู้สึกพอสักที อยากเป็นรัฐมนตรี อยากเป็นนายก อยากเป็นนายกสองสมัย อยากเป็นนายกสามสมัย เหล่านี้คือธรรมชาติของตัวกู และไม่ใช่อยากได้เพียงยศ ทรัพย์ ชื่อเสียง อำนาจ แม้กระทั่งความโกรธ เกลียด ตัวกูก็ยังยึดเอาไว้ หลวงปู่ดุลย์ไม่มีตัวกู เพราะท่านมีปัญญาแจ่มชัดจนรู้ว่าตัวกูไม่มีจริง จึงไม่มีตัวกูผู้โกรธ ท่านไม่ยึดเอาความโกรธมาเป็นของท่าน ไม่รับ แต่ถ้าเป็นพวกเรา เราก็รับ เรากวาดทุกอย่างมาเป็นของเราหมดตามวิสัยของตัวกู การมีปัญญาที่แลเห็นว่า ตัวกูไม่มีจริง คืออนัตตา เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะทำให้ความทุกข์ไม่มีที่ตั้ง เหมือนกับฝุ่นผงไม่สามารถเกาะกระจกได้ หากไม่มีกระจกให้เกาะ มีแต่ความว่างเปล่า ต๋อง ศิษย์ฉ่อย เป็นนักสนุกเกอร์อาชีพที่มีความสามารถสูงมาก เมื่ออายุ 12 ปีเขาชนะแชมป์โลกในการแข่งแบบไม่เป็นทางการ และติดอันดับหนึ่งในสามของโลกเมื่ออายุไม่ถึง 25 ปี เป็นแชมป์หลายสมัย แต่หลังจากอายุ 25 ปี ก็ตกอันดับ ไม่ติดหนึ่งในร้อยด้วยซ้ำไป ต่อมาเขาได้ลาบวช แล้วกลับมาเล่นสนุกเกอร์ใหม่ ได้เป็นแชมป์ในระดับประเทศและระดับเอเชีย สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือเขาทำใจได้ดีขึ้น มีคนถามว่า เขาเคยเป็นแชมป์โลกรู้สึกอย่างไรเมื่อรุ่นน้องชนะเขา เขาบอกว่า ชีวิตมันเป็นอย่างนี้เอง ทุกอย่างมันไม่เที่ยง เมื่อก่อนเคยแทงกี่ลูกก็ลง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ลง อ้าว ก็อายุมึงมากแล้วนี่ ก็เป็นธรรมดา จะไปออกคิวเหมือนเดิมได้ไง ถ้าทำได้ แล้วเด็กรุ่นใหม่มันจะไปรุ่งได้ไง ถ้ามึงยังอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ นี่เป็นปัญญาคือการเห็นความจริงของชีวิตที่หาความแน่นอนไม่ได้ เขาจึงทำใจได้ ไม่ทุกข์ คนเก่งมักจะทุกข์ก็เพราะยึดติดถือมั่นกับชัยชนะในอดีต
คิดว่าตัวเองแพ้ไม่ได้ เพราะรู้สึกว่า กูแน่ แต่เมื่อมีประสบการณ์ชีวิตก็พบว่า
ชนะได้ก็แพ้ได้ มันเป็นอนิจจัง ต๋องยังพูดอีกว่า ทุกวันนี้พอแทงลูกไม่ลงเหรอ
ผมยิ้มให้กับลูกที่ผมแทงไม่ลงด้วย แล้วก็ดีใจชื่นชมคู่ต่อสู้เป็นด้วย เล่นแบบนี้เราแฮปปี้กว่า
การที่เรายอมรับความจริงว่าอะไร ๆ ก็ไม่เป็นดั่งใจ ก็ทำให้เรามีความสุขได้
อย่าง หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ในสมัยที่ท่านเป็นพระหนุ่ม วันหนึ่งขณะที่ออกบิณฑบาต ท่านเห็นผู้หญิงกับลูกชายรอใส่บาตรจึงเดินไปรับบาตร เมื่อเข้าไปใกล้ เด็กชายวัย ๕ ขวบมองมาที่ท่านแล้วพูดว่า มึงบ่แม่นพระดอก มึงบ่แม่นพระดอก ท่านรู้สึกโกรธ แต่แล้วท่านก็มีสติ พอเห็นความโกรธของตนก็ได้คิดว่า เออ จริงของมัน เราไม่ใช่พระหรอก ถ้าเราเป็นพระ เราต้องไม่โกรธซิ เมื่อระลึกได้เช่นนี้ ท่านก็หายโกรธแล้วเดินไปรับบาตรด้วยใจปกติ การที่ท่านระงับความโกรธได้เป็นเพราะท่านฉลาดคิด เรียกว่ามีปัญญา หรือโยนิโสมนสิการ นอกจากจะไม่โกรธเด็กแล้ว ท่านยังเรียกเด็กคนนี้ว่าเป็นอาจารย์ของท่านอีกด้วย ต๋อง ศิษย์ฉ่อยก็พูดทำนองเดียวกัน เวลาถูกคนต่อว่าหรือวิพากษ์วิจารณ์ เราต้องเรียกคนพวกนี้ว่าเป็นอาจารย์เลย เราต้องผ่านเขาให้ได้ เพราะถ้าเราผ่านไม่ได้ เราไม่มีสิทธิ์ประสบความสำเร็จหรอก เล็ก วิริยประไพ เศรษฐีเจ้าของเมืองโบราณ เคยพูดว่า วันไหนไม่ถูกตำหนิ วันนั้นอัปมงคล คำตำหนิเป็นอัปมงคล เพราะคนร่ำรวยมักจะหลงได้ง่าย เนื่องจากมีคนป้อยออยู่เสมอ ทำให้หลงตัวลืมตนได้ง่ายว่า กูเก่ง กูเก่ง จนคิดว่าตนทำผิดไม่เป็น แต่การโดนคนตำหนิจะช่วยฉุดใจเราให้กลับมาอยู่กับความเป็นจริง เห็นตัวเองว่าไม่ใช่เทวดา การมองเห็นประโยชน์ของคำตำหนิหรือคำวิพากษ์วิจารณ์ ก็ถือว่าเป็นปัญญาอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ปล่อยวาง ไม่ทุกข์เพราะคำพูดเหล่านั้น เราจะเห็นว่าการปล่อยวางทำได้หลายวิธี เช่น สติ สมาธิ ปัญญา และไม่ใช่เอามาใช้ในยามที่มีปัญหาหรือตกอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับเท่านั้น ไม่ใช่ปล่อยวางเมื่อของหาย สูญเสีย แต่เรายังสามารถปล่อยวางในสถานการณ์ที่เราเป็นฝ่ายรุกก็ได้ เช่น ทำงานด้วยใจปล่อยวาง ปล่อยวางอดีตและอนาคต รวมทั้งปล่อยวางผลงาน เมื่อทำงานใจก็อยู่กับงาน ทำความเพียรให้เต็มที่ มีสุภาษิตจีนกล่าวว่า ความพยายามอยู่ที่มนุษย์ ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า สุภาษิตนี้สอนให้เราทำความเพียรอย่างเต็มที่ อย่าไปกังวลหรือห่วงความสำเร็จ เพราะนั่นเป็นเรื่องของฟ้า ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา พุทธศาสนาเรียกว่า เหตุปัจจัย ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุปัจจัยมากมาย ซึ่งเราควบคุมไม่ได้ตั้งเยอะแยะ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ก็คือทำความเพียรอย่างเต็มที่ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องผลสำเร็จนั้น เราควรปล่อยวาง นี้เรียกว่าปล่อยวางผลงาน เหนื่อยสองอย่าง เวลาเจอสถานการณ์แบบนี้เรามักจะเหนื่อยสองอย่าง คือเหนื่อยกายและเหนื่อยใจ แต่เด็กคนนี้ฉลาดคือเลือกเหนื่อยอย่างเดียว คือเหนื่อยกาย แต่ไม่เหนื่อยใจ คือทำงานของตัวให้ดีที่สุด โดยไม่บ่นก่นด่าเพื่อน นี้คือสิ่งที่เราควรทำ เมื่อได้เวลาทำงานก็ควรทำงานของตัวให้ดีที่สุด เรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยว่ากัน อย่ามัวทำไป บ่นไป เช่น บ่นเจ้านายว่าทำไมให้งานชิ้นนี้เรา ทำไมเพื่อนทิ้งเราไป อย่างนี้เรียกว่ายังไม่ปลอ่ยวางอดีต ขณะเดียวกันก็ควรปล่อยวางอนาคต คือไม่ต้องห่วงกังวลว่าเมื่อไรจะเสร็จ ถ้าไม่บ่นเราจะมีพลังเอาไว้ทำงานอีกเยอะเลย นอกจากนี้เราต้องปล่อยวางความคาดหวังด้วย เพราะความคาดหวังเป็นเรื่องของอนาคต ต๋องเคยพูดไว้ว่า เมื่อเขาจะลงแข่งขันในนัดสำคัญๆ นั้น เขาจะพูดกับตัวเองว่า นี่คือแมตช์ที่สำคัญที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเล่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีผลกับเรา การคิดแบบนี้ทำให้เขาเล่นด้วยใจที่ผ่อนคลาย ซึ่งมักทำให้งานออกมาดี นักฟุตบอลระดับโลกบางครั้งเตะลูกโทษไม่เข้าก็เพราะวางใจแบบนี้ไม่ได้ เวลาคิดว่าการเตะลูกโทษลูกนี้สำคัญมาก ถ้าเตะเข้าก็ได้แชมป์ ถ้าไม่เข้าก็ซวย ถูกคนด่ารอบสนาม พอคิดแบบนี้ก็มักเตะลูกโทษไม่เข้า เพราะเกร็ง ใจไม่ปล่อยวาง วางจากผลของงาน มีเรื่องของของหมอสองคน ซึ่งเกิดขึ้นเกือบร้อยปีมาแล้ว คนไข้เป็นเด็กเร่ร่อน อายุ 12 ปี ป่วยเป็นไข้ ถูกนำตัวมาให้หมอรักษา หมอใหญ่จึงให้หมอหนุ่มป้อนยา พอหมอหนุ่มป้อนยา ยังไม่ทันจะถึงปาก เด็กก็ปัดช้อนยาทิ้ง หมอโกรธมาก นึกในใจว่าฉันอุตส่าห์ช่วยเธอ ยังมาทำอย่างนี้อีก งั้นไม่ต้องกินยาแล้วกัน แล้วเขาก็เดินออกไป เมื่อหมอใหญ่เห็นเข้า จึงมาป้อนยาเอง เด็กก็ปัดอีกแต่หมอไม่โกรธ ในการป้อนครั้งที่สองหมอใหญ่บอกว่า ยาไม่ขมหรอก กินเถอะ เด็กก็ปัดอีก หมอก็ไม่โกรธ ป้อนยาเป็นครั้งที่สามคราวนี้ ยิ้มให้ด้วย เด็กก็ปัดอีก ยาหกเลอะเทอะ แต่หมอใหญ่ก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ครั้งที่สี่นี้นอกจากยิ้มให้ก็ยังทำท่าทำทาง อ้าปาก เพื่อให้เด็กทำตาม หมอใหญ่ยอมทำตัวเหมือนเด็ก ในที่สุดเด็กก็ยอมกินยา ความแตกต่างที่สำคัญของหมอสองคนนี้คือ อัตตา กับ เมตตา หมอหนุ่มนั้นคิดว่า กูเป็นหมอนะเว้ย แต่หมอใหญ่ นึกถึงแต่เด็ก า อยากให้เด็กหาย ในใจมีแต่เมตตา มานะหรืออัตตาจึงไม่อาจครอบงำจิตใจได้ เบื้องหลังความเป็นมาของเด็กคนนี้ก็คือเด็กเคยผิดหวังกับผู้ใหญ่บางคนมาก่อน ถูกหลอก จึงไม่ไว้ใจใคร และไม่อยากผูกพันกับใคร เพราะกลัวว่าจะผิดหวังอีก หมอใหญ่เข้าใจปัญหาเด็กเร่ร่อน จึงรู้ว่าทำไมเด็กคนนี้จึงมีพฤติกรรมก้าวร้าวแบบนี้ ความเข้าใจหรือปัญญา ทำให้หมอใหญ่มีเมตตา ไม่ถือสาเด็ก ปล่อยวางได้ และสามารถชนะใจเด็กได้ในที่สุด นี้เป็นตัวอย่างว่าการทำงานอย่างปล่อยวาง โดยเฉพาะการปล่อยวางอัตตา ทำให้งานสำเร็จมากกว่า งานได้ผล คนเป็นสุข ในชีวิตของเราจะต้องเจอกับเรื่องที่มากระทบมากมาย อุปสรรคเยอะแยะ สิ่งที่จะช่วยได้คือการปล่อยวาง โดยมีพื้นฐานคือ สติ สมาธิ ปัญญา .................................................................... |
|
รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล
วิสาโล www.visalo.org korobiznet
เอื้อเฟื้อพื้นที่
|