หน้ารวมบทความ
   บทความ > ประสบการณ์ชีวิต > ๓๐ ปีในวิถีสมณะ
กลับหน้าแรก

๓๐ ปีในวิถีสมณะ
พระไพศาล วิสาโล

บทความในหนังสือ ๓ ทศวรรษ พระไพศาล วิสาโล
จัดพิมพ์โดย ชมรมกัลยาณธรรม
พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม ๒๕๕๖

แบ่งปันบน facebook Share   

ในชีวิตการบวชของข้าพเจ้า  มีห้วงอารมณ์หนึ่งซึ่งตอนนั้นเป็นแค่ความรู้สึกธรรมดาของพระนวกะรูปหนึ่ง แต่บัดนี้เมื่อมองย้อนหลัง กลับพบว่ามีความสำคัญอย่างมาก อีกทั้งยังส่งผลมาจนทุกวันนี้

ห้วงอารมณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ตอนนั้นเป็นช่วงต้นเดือนพฤษภาคม  ขณะที่ข้าพเจ้านั่งรถเมล์ใกล้ถึงวัดทองนพคุณ อันเป็นวัดที่ข้าพเจ้าได้อุปสมบทก่อนไปเข้ากรรมฐานที่วัดสนามในเป็นเวลากว่าสองเดือน ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ท่วมท้นใจคือความอาลัยในสมณเพศ   ที่มีความรู้สึกเช่นนั้นก็เพราะข้าพเจ้าใกล้ถึงกำหนดลาสิกขาแล้ว เนื่องจากตั้งใจว่าจะบวชเพียงสามเดือนเท่านั้น

ความจริงข้าพเจ้าไม่มีพันธะอะไร เป็นแต่ห่วงงานและห่วงเพื่อนที่ทำงานมาด้วยกันมาหลายปี (ที่กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม)  อีกทั้งเกรงใจเพื่อนด้วยที่ต้องรับภาระแทนข้าพเจ้าขณะที่ข้าพเจ้ามาบวช   กว่าจะปลีกตัวมาบวชได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเตรียมการเป็นปี  และเมื่อบวชแล้ว เพื่อน ๆ ก็ให้โอกาสแก่ข้าพเจ้าอย่างเต็มที่ ไม่มารบกวนหรือขอร้องให้ช่วยงานแต่อย่างใด  ดังนั้นเมื่อบวชครบกำหนด ข้าพเจ้าก็ควรลาสิกขา กลับไปช่วยเพื่อนแต่โดยดี

ควรกล่าวด้วยว่า ตอนที่บวชใหม่ ๆ นั้นข้าพเจ้ายังคิดถึงชีวิตฆราวาสอยู่เนือง ๆ ระหว่างที่เข้ากรรมฐาน ก็ยังนึกถึงหนังบางเรื่องที่กำลังดัง เป็นที่กล่าวขานไปทั่ว (เช่น “คานธี” และ “อีที”) ถึงกับตั้งใจว่า เมื่อสึกแล้วจะต้องไปดูให้ได้  อีกทั้งระหว่างบวชนั้น ก็มีความทุกข์จากการทำกรรมฐานมาก  มีทั้งความเครียด ความหงุดหงิด ความท้อแท้ และความเจ็บปวดทางกาย   เวลาเห็นพระใหม่ทยอยลาสิกขา  ก็นึกอิจฉาเขา ใครที่เจอแบบนี้ก็น่าจะดีใจเมื่อวันสึกใกล้เข้ามา

แต่จะเรียกว่าเป็นโชคก็ได้ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง ในช่วงเดือนที่สามของการบวช  การทำกรรมฐานของข้าพเจ้าเริ่มถูกทาง  วางใจได้ดีขึ้น มีความผ่อนคลายเพราะปล่อยวาง  สติและความรู้สึกตัวค่อย ๆเพิ่มพูน ทำให้รู้ทันความรู้สึกนึกคิดได้เร็วขึ้น และหลุดจากความฟุ้งซ่านได้ไว  ทำให้ใจสงบและว่างจากความคิดได้นานขึ้น  นับเป็นประสบการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดกับตนเอง เป็นครั้งแรกที่เข้าใจว่าการอยู่อย่างมีสตินั้นหมายถึงอะไร และอดไม่ได้ที่จะซาบซึ้งในพลังแห่งสติ  ทั้ง ๆ ที่สติของข้าพเจ้ายังจัดว่าอยู่ในระดับต้น ๆ เท่านั้น  แต่ก็ช่วยทำให้หายทุกข์และวุ่นวายใจไปได้มาก

ประสบการณ์จากการเจริญสติที่วัดสนามใน ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจปฏิบัติธรรม และอยากให้เวลากับเรื่องนี้มากขึ้น  จึงอยากบวชต่อเพราะโอกาสแบบนี้มีไม่บ่อย  หากสึกไปแล้วคงจะหาโอกาสบวชใหม่ได้ยาก อีกทั้งการปฏิบัติคงขาดช่วง   ยังไม่ต้องพูดถึงความสบายใจระหว่างที่บวช เมื่อเทียบกับก่อนบวช ซึ่งข้าพเจ้าอยู่ในภาวะใกล้ “เสียศูนย์”แล้ว นับว่าต่างกันไกลมาก ด้วยเหตุนี้เองข้าพเจ้าจึงรู้สึกอาลัยเพศบรรพชิต และลังเลใจที่จะลาสิกขา

ความรู้สึกดังกล่าวนี้เองมีส่วนสำคัญทำให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนใจ ไม่ลาสิกขาในเดือนนั้น และขออนุญาตเพื่อน ๆ ขอบวชต่อไปจนถึงออกพรรษา  นั่นคือบวชต่อไปอีกห้าเดือน  ปรากฏว่าเพื่อน ๆ ใจดี ต่อใบอนุญาตให้  ส่วนโยมพ่อโยมแน่นั้น ก็ไม่ขัดข้องเช่นกัน ที่จริงอาจยินดีด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าข้าพเจ้าอยู่ในผ้าเหลือง คงปลอดภัยกว่า (หรือไกลคุกไกลตะรางมากกว่า) การกลับไปทำงานที่เดิม ซึ่งมักมีเรื่องประท้วงรัฐบาลอยู่เนือง ๆ

อย่างไรก็ตามใช่ว่าเมื่อบวชต่อแล้ว จะมีความราบรื่น ปัญหาหนึ่งที่รบกวนจิตใจอยู่เป็นระยะ ๆ คือ ข้าพเจ้าจะบวชนานเท่าไร  คำถามนี้ไม่ได้มาจากใคร แต่มาจากตัวเอง  แม้ข้าพเจ้ามีความสุขพอประมาณระหว่างที่บวช (จะลำบากบ้างก็ตอนจำพรรษาแรกที่วัดป่าสุคะโต ซึ่งกันดารและอัตคัดมากในตอนนั้น ทั้งในด้านอาหารและที่พัก) แต่ก็รู้สึกว่าไม่ง่ายเลยที่จะบวชไปเรื่อย ๆ  แค่นึกเล่น ๆ ว่าตนเองบวชนานสิบพรรษา ก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที  เพราะในส่วนลึกข้าพเจ้ายังอยากใช้ชีวิตแบบฆราวาส นึกไม่ออกว่าตนเองจะบวชพระไปนาน ๆ ได้อย่างไร  เพราะมีหลายอย่างในชีวิตที่อยากทำ และมีแต่ฆราวาสเท่านั้นที่ทำได้

ที่จริงการบวชหนึ่งปีหรือสองปีไม่ใช่เรื่องยาก  ยิ่งได้วัดและครูบาอาจารย์ที่ดีแล้ว ก็ง่ายมาก  ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้มาจำพรรษาแรกกับหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ซึ่งข้าพเจ้ารู้จักตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ หรือสามปีก่อนบวช ท่านเป็นพระเถระที่มีเมตตา ใจกว้างและเข้าใจคนหนุ่มสาว อีกทั้งยังเห็นว่าการช่วยเหลือสังคมหรือผู้ทุกข์ยากเป็นสิ่งที่พระพึงกระทำ ดังท่านเป็นแบบอย่าง แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยคิดหรือแม้แต่ฝันว่าจะใช้ชีวิตเป็นสิบปีที่วัดป่าสุคะโตในฐานะพระ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้าพเจ้าไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอย่างนั้นตั้งแต่แรก  การมาบวชก็ไม่ใช่เพราะมีใจรักในชีวิตพรหมจรรย์ แม้จะเห็นคุณค่าก็ตาม แต่เป็นเพราะความทุกข์ในชีวิตฆราวาสผลักดันให้มาบวชเพื่อจะได้มีเวลาทำสมาธิภาวนาให้ใจสงบเย็น ไม่รุ่มร้อนเหมือนเก่า

เพื่อน ๆ ก็รู้ดีเรื่องนี้ จึงไม่มีใครเป็นห่วงหรือทักท้วงเมื่อข้าพเจ้าขอบวชต่อ เพราะคิดว่าไม่นานก็คงสึก  แต่ก็มีหลายคนอยากให้ข้าพเจ้าบวชนาน ๆ   หนึ่งในนั้นไม่ใช่เพื่อน แต่เป็นครูบาอาจารย์ที่ข้าพเจ้านับถือ คือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์  อาจารย์สุลักษณ์ เป็นผู้ที่คอยชักชวนและทวงถามข้าพเจ้าตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๒๐ ว่าเมื่อไหร่จะบวช  เมื่อข้าพเจ้าบวชแล้วท่านก็พยายามกระตุ้นและส่งเสริมให้ข้าพเจ้าบวชนานกว่าสามเดือนตามที่ตั้งใจไว้  ครั้นข้าพเจ้ายืดเวลาสึกออกไปเพื่อบวชเอาพรรษา ท่านก็ทำหลายอย่างเพื่อให้ข้าพเจ้าบวชนานกว่านั้น  วิธีหนึ่งก็คือหางานชิ้นใหญ่ให้ข้าพเจ้าทำระหว่างบวช  นั่นคือ เป็นองค์ปาฐกในงานประจำปีของมูลนิธิโกมลคีมทอง 

ปาฐกถาโกมลคีมทองนั้นเป็นงานใหญ่ของมูลนิธิ ปาฐกและองค์ปาฐกก่อนหน้านั้นล้วนเป็นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ มี อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นปาฐกคนแรก ตามมาด้วย อ.เสน่ห์ จามริก  ส่วนพระภิกษุนั้นท่านหนึ่งก็ได้แก่พระราชวรมุนี (หรือพระพรหมคุณาภรณ์ในปัจจุบัน) แม้ตอนหลังจะเน้นคนรุ่นใหม่ เช่น พระประชา ปสันนธัมโม แต่ก็ยังถือว่าเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงจากงานคิดงานเขียนมาก่อนแล้ว  ส่วนพระนวกะอย่างข้าพเจ้านั้นเทียบไม่ได้เลยกับท่านที่เอ่ยนามมาทั้งหมด อาจารย์สุลักษณ์ย่อมทราบดี แต่คงเพราะปรารถนาให้ข้าพเจ้าบวชต่อไปอีก จึงหว่านล้อมกรรมการมูลนิธิโกมลคีมทองให้เลือกข้าพเจ้าเป็นองค์ปาฐก ซึ่งจะต้องแสดงปาฐกถาในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป  จำได้ว่าก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปจำพรรษาที่วัดป่าสุคะโต  ได้พบอาจารย์สุลักษณ์ที่สำนักงานกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม อาจารย์สุลักษณ์ได้มากระซิบว่าหากมูลนิธิโกมลคีมทองนิมนต์อาตมาให้เป็นองค์ปาฐก ก็อย่าปฏิเสธเขานะ

ภาระดังกล่าวมีส่วนทำให้ข้าพเจ้าไม่มีความคิดที่จะสึกเมื่อบวชครบปีในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดมา  เพราะในหัวนึกถึงแต่การเตรียมต้นร่างปาฐกถา (ซึ่งทำมาตั้งแต่ ๓-๔ เดือนก่อนหน้านั้นแล้ว และนับเป็นงานใหญ่ที่ทำให้ข้าพเจ้าท้อแท้ในบางครั้ง แต่ในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ)  ครั้นแสดงปาฐกถาเสร็จ  จะสึกเลยก็ดูกระไรอยู่  อย่างน้อยก็ควรเห็นแก่ครูบาอาจารย์ที่พยายามหาอุบายสนับสนุนให้ข้าพเจ้าบวชนาน ๆ  ประกอบกับหลังจากบวชครบปีแล้ว เริ่มมีงานการต่าง ๆ ทั้งงานเขียนและงานบรรยายเข้ามา ก็ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสบายใจที่บวชแล้วยังสามารถทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้บ้าง โดยเฉพาะการชักชวนผู้คนให้เห็นคุณค่าของการฝึกจิตพัฒนาตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในหมู่ฆราวาส โดยเฉพาะคนที่ทำงานเพื่อสังคม อันเป็นแวดวงที่ข้าพเจ้าคุ้นเคย

ประสบการณ์การบวชนั้นทำให้ข้าพเจ้าเห็นคุณค่าของสมาธิภาวนามากขึ้น และอยากชักชวนให้ผู้คนหันมาใส่ใจกับการทำกรรมฐาน  แต่ก็ยังไม่มีความคิดที่จะอุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์ตนล้วน ๆ แม้จุดหมายสูงสุดคือพระนิพพานก็ตาม ข้าพเจ้าเห็นว่าตนเองควรทำประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านไปพร้อม ๆ กัน  หากว่าชีวิตสมณะทำได้แต่เพียงประโยชน์ตนเท่านั้น  ข้าพเจ้าก็คงจะบวชได้ไม่นาน  เพราะยังอยากทำประโยชน์ให้แก่สังคมอยู่  ข้อนี้อาจเป็น “วาสนา”ของข้าพเจ้าด้วยก็ได้ ที่มีใจมาทางนี้ตั้งแต่เล็กแล้ว (จำได้ว่า ตอนเด็ก ๆ อยากเป็นตำรวจ จะได้ช่วยเหลือประเทศชาติ ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่อยากให้ตั้งเป้าหมายชีวิตที่ดีกว่านั้นเพราะข้าพเจ้าเป็นคนเรียนเก่ง)  ดังนั้นเมื่อบวชแล้ว ยังสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้อยู่ ข้าพเจ้าจึงไม่รู้สึกอึดอัดกับผ้าเหลืองมากนัก  ในเรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณหลวงพ่อคำเขียนด้วย ที่ท่านเข้าใจนิสัยใจคอของข้าพเจ้า จึงอนุญาตให้ข้าพเจ้าไปทำกิจในที่ต่าง ๆ ได้ แม้แวดวงที่ข้าพเจ้าเกี่ยวข้อง (คือองค์กรพัฒนาเอกชน หรือที่เรียกในปัจจุบัน NGO) จะเป็นที่จับตามองหรือถึงกับหวาดระแวงของเจ้าหน้าที่รัฐในเวลานั้น  แต่หลวงพ่อคำเขียนก็ไม่เคยระแวงหรือหวาดกลัวข้าพเจ้าเลย (ผิดกับพระกรรมฐานหลายรูปที่ไม่เข้าใจคนหนุ่มสาว) ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะท่านเองก็เคยถูกเจ้าหน้าที่รัฐหวาดระแวง จนถึงกับกล่าวหาว่าท่านเป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์เพราะจัดตั้งศูนย์เด็กขึ้นในป่าเขาอันทุรกันดารตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ (โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือศูนย์เด็กแห่งแรกของจังหวัดชัยภูมิเลยทีเดียว)

การทำกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการมีงานเขียนงานแปลอย่างสม่ำเสมอ มีส่วนทำให้ข้าพเจ้า “เพลิน”ในการบวช (ซึ่งคงไม่ต่างจากพระป่าจำนวนไม่น้อยที่บวชได้นานเพราะมี “ของเล่น” นอกเหนือจากการทำกรรมฐาน เช่น การทำกลด หรือถักถลกบาตร) อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ยังไม่คิดว่าจะฝากชีวิตนี้ไว้กับผ้าเหลือง เพราะมองไม่ออกว่าตนเองจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร แค่บวชได้นานถึงสิบพรรษาก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว  แต่ครั้นจะสึก ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่าย เพราะสวนทางกับความคาดหวังของครูบาอาจารย์อย่างอาจารย์สุลักษณ์ และอีกหลายคนที่เห็นว่า ข้าพเจ้าน่าจะทำประโยชน์ได้มากกว่าหากอยู่ในสมณเพศ อย่างน้อยสิ่งที่ข้าพเจ้าทำอยู่นั้นไม่ค่อยมีคนทำ คือการชี้ชวนให้ผู้คนเห็นความสำคัญของมิติด้านจิตวิญญาณ รวมทั้งการนำเอาธรรมะมาใช้กับชีวิตและสังคมสมัยใหม่

เมื่อจะเดินต่อก็มองไม่เห็นว่าจะเดินต่อไปได้นานสักเท่าใด ครั้นจะหยุด ก็ไม่รู้ว่าจะหยุดอย่างไร  ความรู้สึกของข้าพเจ้าในบางครั้งจึงไม่ต่างจากคนติดคุก  อาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ เพราะติดคุกนั้นยังมีวันออก ส่วนข้าพเจ้านั้นมองไม่เห็นวันออกเลย คือไม่รู้ว่าจะสึกได้เมื่อใด  คิดแล้วก็อึดอัด ทางออกก็คือ ไม่ต้องคิดถึงอนาคตที่ยาวไกลมากนัก  แค่ตั้งเป้าว่าบวชต่ออีกหนึ่งปีแล้วกัน  เมื่อครบปีแล้วก็มาถามใจตนเองว่าบวชต่ออีกหนึ่งปีได้ไหม  ทุกปีคำตอบที่ได้ก็คือ “บวชได้”  วิธีนี้ทำให้ข้าพเจ้าบวชต่อได้เรื่อย ๆ จนครบห้าปี ทีนี้มีความมั่นใจมากขึ้น อีกทั้งคุ้นเคยกับชีวิตพระแล้ว  ก็เลยตั้งใจบวชต่ออีกห้าปีไปเลย แทนที่จะเป็นปีต่อปีดังแต่ก่อน พอบวชครบสิบปีก็รู้สึกว่าสิบปีไม่ใช่เวลาที่ยาวนานเลย จึงตั้งเป้าว่าถ้าบวชครบ ๒๐ ปีก็คงไม่เลว  ครั้นผ่านไป ๒๐ ปีก็คิดต่อว่า บวชให้ครบ ๓๐ ปีก็ไม่น่าจะยากอะไร  บัดนี้ก็บวชครบ ๓๐ พรรษาแล้ว อีกแค่เดือนเดียวก็จะอยู่ในเพศบรรพชิตครบ ๓๐ ปี   ถึงตอนนี้ความคิดเหมือนคนติดคุกได้เลือนหายไปนานแล้ว เพราะรู้สึกคุ้นเคยและเป็นสุขกับชีวิตสมณะ  ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะกว่าครึ่งชีวิตของข้าพเจ้าเป็นชีวิตในผ้าเหลือง พูดไปทำไมมีแม้กระทั่งคนที่ติดคุกนานถึง ๓๐ ปี ก็คงรู้สึกว่าคุกเป็น “บ้าน”แล้ว  ย่อมไม่รู้สึกแปลกแยกหรืออึดอัดกับสภาพเช่นนั้นอีกต่อไป

การอยู่กับปัจจุบันเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ข้าพเจ้าบวชได้ต่อเนื่อง  พรรษาแรก ๆ นั้นข้าพเจ้ารู้สึกใจหายเสมอเวลานึกถึงตัวเองในเพศบรรพชิตยาวนานนับสิบปี เกิดความรู้สึกปริวิตกขึ้นมาเวลามองไปยังอนาคตของตัวเอง  แต่ทุกครั้งก็จะกลับมาถามตัวเองว่า วันนี้มีความสุขกับชีวิตพระหรือไม่  ก็พบว่า มีความสุขสบายดีอยู่  อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกทุกข์เหมือนตอนที่เป็นฆราวาส  จะเป็นโชคร้ายหรือโชคดีไม่ทราบได้  ก่อนบวชนั้นข้าพเจ้ามีความทุกข์มาก รู้สึกว่าภาวะจิตใจว้าวุนตกต่ำจนย่ำแย่ ซ้ำยังส่งผลกระทบต่อเพื่อน ๆ ที่อยู่ใกล้ด้วย  แต่เมื่อบวชแล้ว ไม่เคยมีภาวะเช่นนั้นเลย  เวลาเกิดความคิดที่จะสึกขึ้นมา นึกถึงช่วงชีวิตก่อนบวชแล้ว ความอยากสึกก็ฝ่อลงทันที เพราะกลัวว่าจะกลับไปอยู่ในวังวนอย่างนั้นอีก  ถึงแม้ว่าตอนสึกใหม่ ๆ ใจจะสดใส พอมีวิชาความรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ของตัวได้บ้าง แต่ก็รู้ดีว่าคงถูกกิจกรรมทางโลกฉุดกระชากลากดึงไป จนชีวิตเสียสมดุล และอาจเสียศูนย์อีกครั้ง  ความหลาบจำต่ออารมณ์ความรู้สึกก่อนบวชเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้ข้าพเจ้าเอาจริงเอาจังกับความคิดเรื่องลาสิกขา

จริงอยู่ชีวิตในผ้าเหลืองนั้นไม่ใช่ว่าจะราบรื่น  บ่อยครั้งก็มีความทุกข์ ความทุกข์อย่างหนึ่งที่รบกวนเกิดจากกามราคะ  การครองชีวิตพรหมจรรย์โดยมีกรรมฐานเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ช่วยให้ข้าพเจ้าพอจะรับมือกับกามราคะที่รบกวนได้  กล่าวคือ นอกจากจะช่วยให้มีสติรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ปล่อยให้มันครอบงำใจ หรือพิจารณาเห็นความไม่งามที่ช่วยให้กามราคะฝ่อไปแล้ว  ความสงบเย็นและโปร่งเบาจากกรรมฐาน ยังนำความสุขมาให้แก่ข้าพเจ้าเป็นการทดแทนกามสุข  หากไม่มีความสุขอันประณีตจากกรรมฐานหล่อเลี้ยงจิตใจ ก็ง่ายที่จะหันไปหากามสุขแทน แม้จะรู้ว่าเป็นสุขที่หยาบ  แต่หากจิตใจหิวกระหายแล้ว  ก็พร้อมจะฉวยคว้าอะไรก็ได้ที่ดับกระหายได้แม้จะทำให้เจ็บป่วยในภายหลังก็ตาม

แต่ก็ใช่ว่าความสุขจากกรรมฐานและชีวิตพระจะหล่อเลี้ยงใจไปได้ตลอด  บางครั้งกามราคะก็ครองใจ ที่จริงก็ยังพอทนไหว หาอะไรทำเพลิน ๆ ก็กลับมาเป็นปกติ แต่พอนึกไปถึงอนาคตของตัวเองว่าหากต้องครองเพศพรหมจรรย์ไปตลอดชีวิต ก็จะรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที เพราะยังห่วงใยในรสชาติของกามราคะอยู่  แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วงยั้งใจไม่ให้เตลิดไปไกล ก็คือ ความตระหนักถึงโทษของชีวิตคู่ นั่นคือ เห็นว่าชีวิตคู่นอกจากเป็นสิ่งที่ไม่มั่นคง แตกร้าวง่ายแล้ว ยังมักก่อให้เกิดความทุกข์แก่ทั้งสองฝ่าย  ตั้งแต่เล็กจนโตข้าพเจ้าไม่เพียงเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันเป็นอาจิณเท่านั้น  หากยังเห็นคู่แล้วคู่เล่าที่วิวาทบาดหมางเป็นประจำ  หลายคนแม้จะรักกันปานดูดดื่มในทีแรกแต่สุดท้ายก็เหินห่างหมางเมินกัน  บ่อยครั้งชีวิตคู่มักลงเอยด้วยการทำร้ายกันทั้งร่างกายและจิตใจ  ข้าพเจ้าเองไม่มีความมั่นใจเลยว่าตนเองจะทำได้ดีกว่าคนอื่น ๆ  และจะรู้สึกแย่กับตัวเองมากหากลงเอยด้วยการทำร้ายคนที่ตน(เคย)รัก พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าชีวิตคู่ที่ผาสุกจะเป็นไปไม่ได้  แต่โอกาสที่จะเป็นไปได้นั้นก็คงพอ ๆ กับการถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง  ซึ่งบังเอิญข้าพเจ้าไม่ค่อยมีโชคทางนี้เสียด้วย  เมื่อคิดใคร่ครวญแล้วข้าพเจ้ามีข้อสรุปว่า  การมีความสุขในชีวิตพระนั้นแม้จะยาก แต่ก็ง่ายกว่าการมีความสุขในชีวิตคู่หรือชีวิตครองเรือน

เป็นโชคของข้าพเจ้าที่มีเหตุปัจจัยเกื้อกูลให้สามารถบวชได้นานจนกระทั่งบัดนี้ ที่สำคัญคือมีครูบาอาจารย์และกัลยาณมิตรมากมายที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด  จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับชีวิตที่ประเสริฐ มีเวลาฝึกฝนปฏิบัติตนจนได้พบกับความโปร่งเบาสงบเย็น และได้เรียนรู้วิธีที่จะแก้ทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ โดยมีวิชากรรมฐานเป็นพื้นฐาน จนสามารถอยู่ได้อย่างเป็นสุข และมีความพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นได้มากขึ้น  ๓๐ ปีในเพศบรรพชิตช่วยให้ข้าพเจ้าได้ใกล้ชิดแนบแน่นธรรมมากขึ้นอย่างที่น้อยคนจะมีโอกาส แม้จะยังมีความหวั่นไหวเพราะอำนาจของกิเลส แต่ก็มีจิตจำนงต่อพระนิพพาน อย่างมั่นใจว่าเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดที่ควรเข้าถึง และเข้าถึงได้

การมีอายุพรรษามากขึ้นนั้นช่วยให้การใช้ชีวิตสมณะนั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น เพราะมีความคุ้นเคยกับสิกขาบทและข้อวัตร ต่างจากคนที่เพิ่งบวชใหม่ที่ต้องใช้ความพยายามในการปรับตัวมาก  แต่ในอีกด้านหนึ่งความคุ้นเคยก็อาจกลายเป็นความเคยชินและจำเจ จนขาดความกระตือรือร้นที่จะเคี่ยวเข็นผลักดันตนให้พัฒนาในทางจิตใจยิ่ง ๆ  ขึ้นไป  กลายเป็น “ไม้แก่”ที่ไม่ยอมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตน  ร้ายกว่านั้นก็คือชะล่าใจหรือประมาท ปล่อยตัวปล่อยใจจนเปิดช่องให้กิเลสครอบงำ  ยิ่งได้รับความเคารพมากขึ้นในฐานะที่มีพรรษายุกาลมาก ไม่มีใครกล้าว่ากล่าวทักท้วง เอาแต่นบนอบกราบกราน ก็ง่ายมากที่จะเกิดความหลงตัวลืมตนจนพลั้งพลาดได้

ในกรณีของข้าพเจ้านั้น ใช่แต่พรรษาจะมากขึ้นเท่านั้น  ชื่อเสียงกิตติศัพท์ก็เพิ่มพูนขึ้นด้วย  โดยเฉพาะในช่วงสามปีหลัง หากไม่เป็นเพราะสื่อโทรทัศน์รวมทั้งรางวัลและเกียรติยศต่าง ๆ ที่ได้รับ ก็คงไม่เป็นที่รู้จักของผู้คนมากมาย  ก่อนหน้านั้นแม้จะเขียนหนังสือออกมาหลายเล่ม แต่ไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ยกเว้นคนที่เป็นนักอ่าน แต่จู่ ๆก็กลายเป็น “คนดัง”ขึ้นมา ไปไหนมาไหนก็มีคนทักมากขึ้น  จนบางท่านทักว่าข้าพเจ้าเป็นพระ “เซเลบ” (celebrity)ไปแล้ว  สภาพดังกล่าวไม่ได้ส่งผลให้ข้าพเจ้ามีชีวิตส่วนตัวน้อยลงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการมีโลกธรรม คือ ลาภ สักการะเป็นต้น มารุมเร้า  ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะง่ายมากที่จะทำให้กิเลสเพิ่มพูนหรืออัตตาตัวตนใหญ่ขึ้น

อีกสถานะหนึ่งที่เกิดขึ้นควบคู่ก็คือ ความเป็นครูบาอาจารย์ หรือถึงกับถูกยกให้เป็นวิปัสสนาจารย์ บางท่านถึงกับตั้งให้เป็นพระสุปฏิปันโนด้วยซ้ำ  อันเป็นผลสืบเนื่องจากการได้รับนิมนต์ให้ไปบรรยาย อบรมตามที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี  ยิ่งระยะหลังผู้คนหันมาสนใจธรรมะมากขึ้น ข้าพเจ้าจึงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะดังกล่าว ซึ่งย่อมตามมาด้วยคำสรรเสริญชื่นชมและการเคารพนบนอบ  ทั้งหมดนี้ทำให้ข้าพเจ้ามี “งานเข้า” มากขึ้น  กล่าวคือมีกิจนิมนต์ชุกขึ้น จนมีเวลาทำกิจส่วนตัวน้อยลง ขณะเดียวกันก็กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องจัดการด้วยความระมัดระวัง  หาไม่แล้วก็ง่ายมากที่จะหลงใหลได้ปลื้มกับมัน จนเกิดความหลงตัวลืมตนว่า “กูแน่” หรือคิดว่าตนเองเป็นอย่างที่เขายกให้จริง ๆ   

อาการแบบนี้หากเกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นอันตรายต่อชีวิตพรหมจรรย์  นอกจากทำให้ไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติแล้ว ยังกลับจะถอยหลังเสียด้วย  อีกทั้งยังเป็นทุกข์ได้ง่ายมาก เพราะอย่าว่าแต่คำวิจารณ์เลย  เพียงแค่เขาไม่ชม ไม่กราบไหว้ ไม่เคารพนบนอบ ก็ทำให้ไม่พอใจหรือไม่สบายใจแล้ว  ร้ายกว่านั้นก็คือ เมื่อหลงติดในชื่อเสียงแล้ว ก็เลยกลายเป็นคนที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ให้ดูดีอยู่เสมอ  อย่างน้อยก็เพื่อรักษาความนิยมและคำสรรเสริญเอาไว้ไม่ให้ตก  ผลก็คือต้องคอยปกปิดด้านที่ดูไม่ดีเอาไว้  หากทำอะไรบกพร่อง ไม่เก่ง ไม่ฉลาด ก็ต้องปฏิเสธหรือกลบเกลื่อนไว้ก่อน  หนักกว่านั้นก็คือโกหกเพื่อสร้างภาพ  ดังนั้นจึงง่ายมากที่จะกลายเป็นคนไม่ซื่อต่อทั้งผู้อื่นและตนเอง

ข้าพเจ้าสำนึกอยู่เสมอว่าตนเองยังเป็นผู้ศึกษาที่ต้องเรียนรู้อีกมาก เพราะยังห่างไกลจากมรรคผล  แม้พรรษาจะมากแต่ก็ใช่ว่าภูมิจิตภูมิธรรมจะมากตามไปด้วย  ข้อบกพร่องก็มีไม่น้อย ไม่ใช่คนดีพร้อม  อีกทั้งยังไม่ลืมพื้นเพที่เป็นพระผู้น้อยจากวัดป่าเล็ก ๆ ที่ไม่ได้เรียนสูงในทางธรรม แต่มีบุญที่ได้อยู่ใกล้และรู้จักครูบาอาจารย์หลายท่านที่ทรงคุณอันประเสริฐ เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตและให้ความรู้ในทางธรรมทั้งในทางปริยัติและปฏิบัติ  ใช่แต่เท่านั้นข้าพเจ้ายังมีกัลยาณมิตรที่ใกล้ชิดพอที่จะแนะนำ และทักท้วงตักเตือน  แม้เคารพแต่ก็ไม่ได้เชิดชูจนวางไว้บนหิ้ง  แต่เท่านั้นคงไม่พอ ข้าพเจ้าจำต้องหมั่นเตือนตนอยู่เสมอไม่ให้หลงไหลได้ปลื้มกับชื่อเสียงเกียรติยศและคำสรรเสริญที่มีอยู่รอบตัว  เพราะมันเจือไปด้วยโทษที่สามารถทำให้เสียผู้เสียคนได้ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน อะไรที่มอบให้แก่เราได้ ก็สามารถดึงไปจากเราได้เช่นกัน จึงไม่ควรยึดติดถือมั่นกับมันมาก

ย้อนกลับไปเมื่อยังเป็นคฤหัสถ์  ข้าพเจ้าไม่นึกไม่ฝันว่าตนเองจะอยู่ในผ้าเหลืองมาค่อนชีวิต   แม้เมื่อบวชแล้ว ก็ยังไม่คาดคิดอยู่ดีว่าจะมีปัญญาอยู่ในเพศบรรพชิตนานถึง ๓๐ ปี  เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง  แต่เมื่อเวลาผ่านไป วันนั้นก็มาถึงจนได้  ๓๐ ปีที่ผ่านไปมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นกับชีวิต ทั้งบวกและลบ แต่กล่าวโดยรวมแล้วสามารถพูดได้ว่า เป็นชีวิตที่ให้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าแก่การเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้  เชื่อแน่ว่าหากเป็นคฤหัสถ์มาจนถึงทุกวันนี้ จะไม่ได้รับประโยชน์และทำประโยชน์ได้มากขนาดนี้ 

การได้ครองเพศบรรพชิตอย่างยาวนานเอื้อให้จิตใจได้หยั่งถึงภูมิปัญญาอันลุ่มลึกและร่ำรวยที่ได้สืบสานต่อเนื่องกันอย่างไม่ขาดสายนานถึง ๒๖ ศตวรรษ  เป็นพื้นภูมิอันกว้างใหญ่มหาศาลที่สามารถดูดซับปรีชาญาณมาได้อย่างไม่มีวันหมด  ในด้านหนึ่งก็ทำให้รู้สึกว่าตนมี “ราก”อันหยั่งลึกที่ให้ความมั่นคง แต่ในเวลาเดียวกันภูมิปัญญาเหล่านี้สามารถปลดปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระ ไม่ยึดติดถือมั่นกับสิ่งสมมุติใด ๆ  เป็นเสมือน “ปีก” ที่ให้อิสรภาพแก่ตนเอง   ทั้งความมั่นคงในจิตใจ ไม่หวั่นไหวเพราะลมพายุอันผันผวน  และความอิสระของจิตใจ ไม่เป็นทาสของกิเลสและความทุกข์นั้น  เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกชีวิตควรมี  แม้ทุกวันนี้รากของข้าพเจ้ายังไม่ลึก ปีกยังไม่แข็งแรง  แต่ก็น่าสงสัยว่าหากไม่ได้ครองเพศบรรพชิตมาจนถึงปัจจุบัน รากและปีกของข้าพเจ้าคงตื้นเขินและอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อมองทบทวนชีวิตที่ผ่านมา   อดคิดไม่ได้ว่า หากวันนั้นในเดือนพฤษภาคมเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว  ข้าพเจ้าไม่มีความอาลัยในชีวิตพระ ข้าพเจ้าย่อมตัดสินใจลาสิกขาไม่กี่วันหลังจากนั้น และชีวิตข้าพเจ้าย่อมหันเหไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งคงจะเข้าไม่ถึงสิ่งดี ๆ อย่างที่ได้รับทุกวันนี้  การที่ชีวิตสมณะของข้าพเจ้ายืดยาวมาจนถึงวันนี้ได้  ห้วงอารมณ์ในวันนั้นนับเป็นข้อต่อที่สำคัญมาก  แม้เป็นห้วงอารมณ์ที่กินเวลาไม่นานแต่ก็ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคน ๆ หนึ่งอย่างยืนยาวมาถึงสามสิบปีเป็นอย่างน้อย

ข้าพเจ้ายังจะต้องเดินทางอีกไกลกว่าจะถึงจุดหมายสูงสุดของชาวพุทธ แต่จะมีโอกาสเดินทางได้นานเพียงใด และจะไปได้ไกลแค่ไหน ก็สุดวิสัยที่จะรู้ได้ แต่ความตั้งใจก็ยังไม่ต่างจากที่เคยเขียนทิ้งท้ายไว้เมื่อข้าพเจ้าบวชได้ครบ ๑๒ พรรษาก็คือ “ปุถุชนอย่างข้าพเจ้าหากสามารถดำรงเพศพรหมจรรย์ไปจนตลอดชีวิต โดยไม่ถ่วงพระศาสนาให้ทรุดต่ำลงไปกว่านี้ ก็นับว่าเป็นความสำเร็จในชีวิตแล้ว”

๕ มกราคม ๒๕๕๖


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved